It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๒๐

บทที่  ๒๐

อากาศภายในเต็นท์ไม่ได้อบอุ่นอย่างที่คิดเอาไว้ทาฬิดานอนซุกตัวอยู่ในถุงนอน โดยมีมารีนอนหันหลังชนกับเธอยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นเธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามคนที่นอนหันหลังชนกัน

“มานอนในถุงนอนกับฉันไหมมารีนอนอย่างนั้นหนาวตาย”

“จะดีหรือคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะนอนซุกในนี้คงดีกว่านอนขดตัวอย่างนั้น”

“ทำเป็นผ้าห่มไม่ดีกว่าหรือคะ”

“พื้นเย็นมากเลยนะฉันว่าถุงนอนใบนี้ใหญ่พอให้เราสองคนนอนด้วยกันได้ มาสิคะ มาเถอะ”ทาฬิดารูดซิบถุงนอนของเธอออก ให้อีกคนเขยิบร่างเข้ามานอนด้วยกัน

ร่างของมารีโดนตัวของทาฬิดาเธอรู้ว่าเธอคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจอย่างนั้น เนื้อตัวของมารีเย็นไปหมดเย็นจนเหมือนน้ำแข็ง ขืนปล่อยให้นอนขดตัวอยู่คนเดียวพรุ่งนี้เช้าเธออาจจะต้องนอนกับร่างไร้วิญญาณของมารีก็ได้ ทาฬิดาโอบกอดมารีจากด้านหลังความอบอุ่นจากร่างกายของเธอแผ่ไปยังแผ่นหลังเย็นเฉียบของมารี ร่างเย็นๆนั้นสั่นนิดๆ แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง

“เดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ”ทาฬิดากระซิบบอกข้างใบหูเย็นๆ ของมารี เธอกอดกระชับอ้อมแขนให้แน่นยิ่งขึ้นเพื่อให้เธอทั้งคู่นอนอยู่ในถุงนอนได้

“ช่วยรูดซิบถุงนอนด้วยค่ะ”ทาฬิดาไม่สามารถทำได้เธอจึงบอกกับมารีให้ทำแทน หลังจากที่ถุงนอนถูกรุดซิบปิดมิดชิดร่างของเธอทั้งคู่จึงอบอุ่นขึ้นความร้อนจากร่างกายของทั้งคู่ช่วยให้อากาศในถุงนอนอุ่นกว่าอากาศด้านนอก

“หวังว่าคืนนี้คงหลับสบายนะคะ”

ทาฬิดาบอกอย่างนั้นก่อนที่เธอจะหลับตาลงด้วยความง่วงงุน

“ท่านมาได้อย่างไรกัน”จันทราตกใจเมื่อเห็นทาฬิมายืนต่อหน้าเธอในดินแดนที่เธอย้ายมาบุกเบิกใหม่

“ข้าตามท่านมามาเพื่ออยู่กับท่านจันทรา”

ทาฬิเดินเข้ามายืนจนเกือบจะชิดร่างของจันทรา

“ท่านพี่ล่ะเจ้าคะ”

“นางอยู่ในที่ของนางที่แห่งนั้นไม่ใช่ที่ของข้าอีกต่อไป ข้าจึงตามเจ้ามาพร้อมกับปาซกูดินแดนแห่งนี้สงบสุขยิ่งนัก ข้าชอบจริงๆ”

“ใช่แล้วนายท่านดินแดนแห่งนี้ช่างสงบสุขยิ่ง ไม่มีอันตรายใดๆ ท่านช่างเก่งยิ่งนักนายท่าน”ปาซกูเอ่ยขึ้น ดินแดนสูงสุดเหนือขุนเขา ดินแดนในฝันของใครหลายๆ คนมีเพียงนักบวชและวิหาร พื้นดินด้านล่างถูกทำเป็นขั้นบันไดเพื่อเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แม้จะมีพื้นที่เพียงน้อยนิด แต่เพียงพอสำหรับเลี้ยงประชากรบนวิหารแห่งนี้ได้อย่างสบาย

“สถานที่ฝั่งโน้นเจ้าทำอันใดรึจันทรา”

ทาฬิเอ่ยถามถึงสถานที่แห่งหนึ่งเธอกับปาซกูเดินทางผ่านมาที่แห่งนั้นทำให้ภูเขาทั้งลูกเป็นขั้นบันได สูงขั้นละหนึ่งเมตรจำนวนนักพันขั้นจนถึงหุบเขาเบื้องล่าง ซึ่งทำเป็นรูปวงกลม ขั้นบันไดแต่ละขั้น มีขนาดกว้างราวๆหนึ่งเมตร

“ที่แห่งนั้นข้าทดลองเพาะปลูกพืชเพื่อที่จะดูว่า พืชชนิดใดให้ผลดีในระดับความสูงเท่าใด”

“ผลเป็นเช่นใด”ทาฬิตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าจันทราไม่เคยหยุดที่จะคิดทดลองในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้

“พืชบางชนิดชอบพื้นที่สูงบางชนิดชอบพื้นที่ต่ำ บางชนิดชอบน้ำ บ้างชนิดไม่ชอบยามนี้พวกข้าได้ผลการทดลองมาแล้ว จึงเผยแพร่บอกต่อไปยังประชาชนในดินแดนใกล้ๆ กันประชาชนของเราจึงมิอดอยาก ประกอบกับข้าสั่งห้ามพวกเขาตัดไม้ต้นใหญ่เพื่อให้ต้นไม้ดูดความชุ่มชื้นจากอากาศ เราจึงมีพื้นที่ป่าเป็นแหล่งต้นน้ำ”

“ที่แห่งใดกัน”

“เทือกเขาทาคาคือสถานที่ซึ่งเราเลือกแล้วว่าจะไม่แตะต้อง ที่แห่งนั้นจึงเป็นป่าต้องห้าม”

“เจ้าทำถูกต้องแล้วจันทรามีพื้นที่เพาะปลูกต้องมีพื้นที่ซับน้ำ จึงจักมิแห้งแล้งดังเช่นมายาเคยเป็นเจ้าฉลาดยิ่งเพื่อนข้า”

“ข้ามีบทเรียนจากมายาข้าจักมิยอมให้ดินแดนแห่งใหม่เป็นเช่นนั้นอีกอย่างเด็ดขาด”

“สมแล้วที่เป็นเจ้าจันทรา ข้าสิมิได้เรื่องอันใดเลยสักนิด ทำการอันใดต้องพึ่งพาพวกเจ้าเพลานี้หากข้ามิได้ปาซกู ข้าคงเดินทางหาเจ้ามิพบ

ขอบใจเจ้านักปาซกูที่ช่วยข้า”

“มิเป็นไรดอกท่านทาฬิหากมิได้ท่านต่างหากเล่า ข้าคงมิมีวันนี้”

“หากมิมีพวกข้าพำนักอยู่ที่แห่งนี้เจ้ายังจักอยากเป็นอมตะอยู่หรือไม่”

“หากมิมีท่านข้าขอกลับเป็นคนธรรมดาเถิด”

“ได้หากข้าสองคนมิอยู่ที่นี่ ข้าจักให้เจ้ากลับเป็นคนธรรมดาวิญญาณเจ้าจักเวียนว่ายตายเกิดดังเช่นมนุษย์ทั่วไป หากแต่ร่างเดิมของเจ้าจักเป็นอมตะตลอดกาล”ทาฬิดาตบบ่าของปาซกู

“ข้าแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้ปกครองอินคานับแต่นี้เป็นต้นไปปาซกู”

จันทราจับบ่าอีกข้างของปาซกูประกาศให้ทุกคนบนดินแดนนี้รับรู้ คำประกาศิตของเทพจันทรา คือคำสั่งเด็ดขาดร่างของปาซกูสั่นนิดๆ ความเป็นอมตะของเขาถูกดูดคืนกลับไปยังร่างของทาฬิดานับแต่นี้เขาจะเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นชายผู้มีชีวิตชั่วนิจนิรันดรอีกต่อไป

ไม่มีใครรู้ว่าดินแดนในแถบทาคามีผู้มาเยือนคนใหม่ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ต้องห้าม คนของอินคาจึงไม่มีใครเข้าไปด้านใน ทุกคน มีความสุขอยู่กับดินแดนของตน ทุกวันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นประชาชนจะพร้อมใจกันออกมาสวดให้กับเทพสุริยาของพวกเขา และหลังพระอาทิตย์ตกดินพวกเขาจะสวดให้กับเทพจันทราผู้มีเมตตา สร้างชีวิตใหม่ให้กับ พวกเขา

เวลากลางวันพวกเขาจะมุ่งมั่นในการทำการเกษตร ทดน้ำ เข้าแปลงปลูกพืช หรือไม่ก็มีการละเล่นระหว่างรอการเก็บเกี่ยวชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำไปว่ากำลังมีอันตรายแอบแฝงอยู่ไม่ไกลนัก

“นอนใจกันไปเถิดอีกมินาน หากข้ารวมพลังชีวิตมนุษย์จนอิ่ม ข้าจักทวงคืนทาฬิจากเจ้า จันทรา”สายตาแห่งความชั่วร้ายแอบเร้นแฝงอยู่หลังก้อนเมฆดำทะมึน

รัตติถูกครอบงำด้วยจิตฝ่ายดำจนยากที่จะถอนตัวคืนเพียงเพราะคำว่า รัก เพียงคำเดียว บวกรวมกับความทะยานอยาก และต้องการเอาชนะไม่ว่าจะเป็นหนทางใด หากนำพามาซึ่งชัยชนะ รัตติยอมทำทุกสิ่งทาฬิคือผู้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่ผู้ที่ครอบครองหัวใจของทาฬิหาใช่เธอไม่ กลับเป็นจันทราหนามยอกอกคนเดียวที่เธอมีเหตุใดหนอ มีรัตติจึงต้องมีจันทรา เมื่อเมืองฟ้าเล่นตลกกับเธอเธอจะเล่นตลกกับเมืองฟ้าบ้าง ใครจะทำไม

“ออเซาะกันนักนะรอก่อนเถอะ ข้าจักทำให้เมืองของพวกเจ้าต้องสูญสิ้น ดังเช่นมายา หากอินคายังอยู่ข้าจักยอมตาย”

รัตติมองเห็นทาฬิและจันทราเดินจับมือกันเพื่อชื่นชมธรรมชาติที่แสนจะรื่นรมย์ในอาณาจักรที่จันทราได้สร้างขึ้นมาโดยมีปาซกูตามประกบคอยอารักขาอยู่มิได้ห่างจนไม่มีช่องว่างให้คนของเธอเข้าไปทำร้ายได้โดยง่าย

“กอร่าเจ้าจงเฝ้าดูพวกมันเอาไว้ให้ดี พวกมันเผลอเมื่อใดบอกข้า ข้าจักจัดการกับพวกมันโดยเฉพาะไอ้ปาซกู”

น้ำเสียงนั้นจริงจังและโหดเหี้ยม นกใหญ่ตัวนั้นผงกหัวของมันเพื่อบอกกับนายของมันว่ามันรับรู้ในสิ่งที่นายของมันสั่ง

ปาซกูเริ่มระแคะระคายถึงการมาเยือนของคนที่พวกเขาระแวงในดินแดนด้านล่างของเผ่าทาคาเขาเคยเตือนทาฬิหลายครั้ง รัตติเงียบเกินไป คนอย่างรัตติอย่างน้อยๆ ต้องให้นกยักษ์ที่ชื่อกอร่าเจ้านกดุร้ายผู้ติดตามออกมาตามหาเขากับทาฬิบ้าง แต่นี่กลับเงียบหาย

เขาได้ยินมาว่ามีดินแดนแห่งอื่นๆ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของดินแดนแถบนี้ เกิดเหตุภัยแล้งเหมือนกับมายาเขาไม่อยากจะคาดเดาว่าจะเป็นคนของมายาหรือเปล่า ผู้คนที่อพยพขึ้นมาทางตอนเหนือบอกกับเขาว่า ผู้ที่ปกครองเมืองนั้นเป็นราชินีหญิงผู้แสนจะโหดร้ายหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่เขาคิด รัตติกับเขาอยู่กันไม่ไกลเขายิ่งต้องระแวดระวังภัยให้กับทาฬิและจันทราเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ดินแดนทาคาเบื้องล่างเหมาะยิ่งนักหากรัตติจะแฝงกาย ดินแดนมืดมิดแม้เป็นเวลากลางวันเช่นนั้นไม่มีที่ใดจะเหมาะเจาะเท่ากับหุบเขา ทาคาอีกแล้ว

“หากเจ้าเป็นกังวลข้าจักทำให้ดินแดนแถบนั้นได้รับแสงสว่างบ้าง เอาเถอะปาซกูข้าไม่อยากให้เจ้าระวังภัยจนเกินไปนัก เจ้ามิใช่อมตะดังแต่ก่อน พักผ่อนบ้างเถอะนะสหายข้า”ทาฬิบอกอย่างนั้น เพื่อให้ปาซกูเบาใจ หลังจากที่เธอถอนความเป็นอมตะให้กับเขาปาซกูดูชราลงไปกว่าก่อนมาก มีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่ยังคงความสาวอยู่เช่นเดิมเวลาผ่านไปหลายสิบปี พวกเธอลืมไปด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่อินคานานเท่าใดมองไปยังปาซกูเธอจึงรู้ว่า เวลาบนโลกมนุษย์ผันผ่านไปอย่างรวดเร็วนับสิบๆ ปีเธอเลือกคนไม่ผิด ปาซกูเป็นคนดี ปกครองประชาชนของเขาเป็นอย่างดีไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอะไร ไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย

ทุกคนอิ่มหนำสำราญเบิกบานใจด้วยกันทั้งนั้น

“ไปเพลานี้เถิดนายข้า”ปาซกูยังไม่นิ่งนอนใจ ข่าวที่เขาได้รับมาจากคนของเขามีผู้ลอบเข้าไปอยู่ในป่าต้องห้าม ทำบางอย่างในป่านั้นเพื่อบดบังตาพวกเขาคนผู้นั้นต้องมีเวทย์มนต์ มองจากที่แห่งนี้หุบเขาทาคายังอุดมสมบูรณ์หากแต่เมื่อเดินทางลงไปเบื้องล่าง ต้นไม้ไม่มีเหลือสักต้น ลำน้ำเริ่มแห้งเหือด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจจะส่งผลกระทบกับอินคาในอีกไม่ช้าไม่นาน

ทาฬิรีบไปยังยอดเขาทาคาเธอโบกมือทำการเปิดช่องเพื่อให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงผ่านเข้าไปยังหุบเขาทาคายกภูเขาทางทิศตะวันออกและตะวันตกออก เพื่อให้ปาซกูเบาใจ หลังจากที่ทำเสร็จเธอไม่ได้ลงไปดูที่หุบเขาด้านล่างเธอกลับไปยังอินคาทันที จึงไม่รู้ว่าเบื้องล่างนั้นกำลังเกิดเรื่องชุลมุนเป็นการใหญ่

“เกิดอะไรขึ้น”รัตติเอ่ยถาม อยู่ๆ แผ่นดินเคลื่อนที่ได้ วิหารใต้ดินของเธอกำลังเป็นรูปเป็นร่างมันกลับโดนเคลื่อนย้ายจากที่เดิมไปยังที่แห่งใหม่

“ท่านทาฬิขอรับ”กอร่าบอกกับนายของมัน

“ทาฬิมาที่นี่รึ”

“ขอรับย้ายภูเขาด้านตะวันออกและตะวันตกไปจากที่เดิมนำมันไปเติมบนยอดเขาทิศเหนือแลทิศใต้ขอรับ”

“แปลกจริง”รัตติขมวดคิ้วเข้าหากัน ปกติทาฬิไม่เคยจะย่างกรายเข้ามาที่ทาคาแห่งนี้คงต้องมีอะไรบางอย่าง ทำให้ทาฬิจู่ๆ ย้ายภูเขาทั้งลูกออกไปจากทิศตะวันออก และทิศตะวันตก

หรือทาฬิรู้แล้วว่าเธออยู่ในหุบเขาแห่งนี้

“เป็นไปไม่ได้พวกเจ้าไปสืบมาด้วย นางรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่หรือไม่”

“ขอรับนายท่าน”ร่างชายสูงใหญ่แปลงกายเป็นนกกายักษ์สีดำตัวเขื่อง เพียงแค่มันขยับปีกร่างนั้นหายไปในความมืดทันที

กอร่าบินสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าร่างกายสีดำของมันไม่สามารถปกปิดสายตาผู้ใดได้ในเวลากลางวันมันจึงบินให้สูงเสียดฟ้าเสียดเมฆ เพื่อพรางตาจากผู้คน

บนยอดเขามันเห็นร่างสามร่างกำลังยืนดูคนงานทำไร่ ปลูกพืช จากยอดเขาแห่งนั้น มองลงไปยังเบื้องล่างเห็นทุ่งข้าวโพด ข้าว แปลงผัก ปลูกลดหลั่นกันไปบนขั้นบันไดลงสู่เบื้องล่างจากมุมมองของมัน สถานที่แห่งนี้ช่างสวยงามยิ่งนัก ไม่เหมือนกับเมืองของนายมันมีแต่ความมืดมิด

หากเป็นเมื่อก่อนมันคงจะบินลงไปชื่นชมความงดงามของเมืองแห่งนี้แต่บัดนี้นายของมันกับเจ้าของเมืองแห่งนี้กลายเป็นศัตรูกันมันจึงทำได้แค่เพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ สิ่งที่มันเห็นคือนายหญิงจันทรากำลังเผลอคำสั่งของนายมันคือลอบทำร้ายจันทราให้ได้

กอร่าหุบปีกของมันลงปักหัวดิ่งลงมาจากเบื้องบนอย่างรวดเร็ว ราวกับลูกธนูพุ่งทะยานออกจากคันธนูมันหมายจะพุ่งให้ตรงกับร่างของจันทรา เสียงลมผ่านตัวของมันดังหวีดๆ

ฉับพลันนั้นเองลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งตรงมายังร่างของมัน ปักเข้าที่เหนือปีกด้านขวาทำให้ร่างของมันร่วงลงไปกองกับพื้น เสียงดังตุบ

“บังอาจนักกอร่าท่านเทพทำอันใดแก่เจ้า เจ้าจึงลอบทำร้ายนาง”

ปาซกูตะโกนถามร่างของกอร่าที่กำลังพยายามขยับร่างกายของมัน ความปวดร้าวแทรกซึมไปทุกอณูในร่างสีดำของมัน

“พอแล้วอย่าทำร้ายเขาอีกเลยปาซกู”

ทาฬิร้องห้ามคนของเธอเธอเดินเข้าไปหากอร่า จับร่างบาดเจ็บของมัน เพียงครู่เดียวความเจ็บพลันมะลายหายไป

กอร่าแปลงกายกลับคืนมาเป็นมนุษย์คุกเข่าอยู่ต่อหน้าทาฬิ มันรู้ว่าความผิดของมันนั้นยากเกินกว่าคำว่าให้อภัย

“กลับไปเถิดกอร่าบอกนางด้วยว่า ข้ารอนางอยู่” ทาฬิบอกกับมันอย่างนั้น เมื่อเห็นกอร่าเธอรู้ว่ารัตติคงอยู่ไม่ไกล

“นายท่านปล่อยไปไปเช่นนี้ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราอีกนะท่าน”ปาซกูไม่พอใจทาฬิเป็นอย่างมาก

หากเขาไม่เห็นว่ากอร่าพุ่งลงมาหมายจะทำร้ายเจ้านายของเขาป่านนี้ไม่ทาฬิเกิดอันตรายคงต้องเป็นจันทรา

“ทำร้ายกันไปมาไม่มีวันสิ้นสุดอย่างนั้นหรือปาซกู ทาฬิทำถูกแล้ว ปล่อยกอร่าไปเถอะ หากนายของมันรู้ว่ามันทำงานผิดพลาดมันคงโดนนายของมันลงโทษอยู่ดี”

“เจ้ารู้จริงยิ่งนักนะจันทรา”

“ข้ารู้นิสัยพี่ข้าดีเจ้าไม่ต้องกลับไปก็ได้นะ พวกเข้าไม่ว่าอันใด”

“ทั้งชีพนี้ข้ามีนายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นขออภัยท่านด้วย”

“เจ้าเลือกนายผิดคิดจนตัวตายเถิดเจ้าโง่กอร่า” ปาซกูไม่พอใจ ยิ่งนักกอร่าไม่ยอมเปลี่ยนความภัคดีจากนายของมันไม่ว่ารัตติจะทำเรื่องชั่วช้าเลวทรามเพียงใด มันไม่เคยทักท้วงมีแต่พยักหน้ารับคำสั่ง และทำ

ตามเท่านั้น

“ไอ้กระแอกไม่เจียมกะลาหัวตัวยังจะเอาไม่รอดคร้านจะทำร้ายผู้อื่น กลับไปบอกนายของเจ้าหากยังมีข้าปาซกูอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีใคร ทำร้ายนายข้าได้เช่นกันข้าขอมอบชีวิตของข้าเพื่อปกป้องเทพทาฬิและเทพจันทราของข้าจนสุดความสามารถ”ปาซกูประกาศกร้าว เขารู้ว่ากอร่าไม่จำเป็นต้องนำความที่เขาพูดไปบอกนายของมันสิ่งที่เขาพูดคงได้ยินไปถึงหูของรัตติ คนอย่างรัตติ ไม่เคยปล่อยให้ลูกน้องออกมาทำงานให้โดย ไม่สอดส่องตาทิพย์ตามมา

“ปาซกูเจ้าท้าทายผู้อื่นทำไมกัน”ทาฬิเอ่ยเตือน เวลานี้ปาซกูไม่ได้มีร่างอมตะอีกต่อไปหากรัตติคิดจะทำร้ายเขาง่ายยิ่งกว่าดีดนิ้วเธอเชื่อว่าเวลานี้รัตติคงฝึกมนต์จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ถึงได้ส่งกอร่ามาลอบทำร้าย พวกเธอ ต่อให้พวกเธอร่วมมือกันใช่ว่าจะสามารถต่อกรกับรัตติได้โดยง่าย

หากเป็นไปตามที่เธอคิดเอาไว้พลังของเธอและจันทรารวมกัน ยังไม่เท่ากึ่งหนึ่งที่รัตติมี ถึงเวลานั้นพวกเธอคงแพ้อย่างราบคาบ ไม่ต้องส่งคนมาลอบทำร้ายหรือตัดกำลัง สู้กันซึ่งๆ หน้ายังหาทางเอาชนะได้ยาก

มนต์ดำกับมนต์ขาวนั้นต่างกันมนต์ดำฝึกแล้วได้ผลเร็ว แต่จะกัดกินจิตใจฝ่ายดีของผู้ฝึก จนกลายเป็นปีศาจและไม่สามารถกลับมาเป็นเทพได้อีก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานกี่กัปกี่กัลป์ 




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:42:55 น.
Counter : 160 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๙

บทที่  ๑๙

ผู้คนอพยพหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมายาแห่งนี้มากมายจนนับ ไม่ถ้วนจากเมืองที่เคยอุดมสมบูรณ์แปรเปลี่ยนเป็นเมืองที่เริ่มจะอดอยากประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเขตเมืองมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเผ่าอื่นๆ อยู่บ้างแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เทพจันทราเดินทางลงใต้ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ จึงเหลือเพียงเทพทาฬิและเทพรัตติเท่านั้น

แล้ววันหนึ่งทาฬิบอกกับปาซกูชายที่เธอเลือกให้เป็นทหารคู่ใจ ให้เขาเป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ตายจนกว่าจะไม่มีเธออยู่บนโลกใบนี้

“เราจักตามจันทราลงใต้”

“ขอรับ”

“เราเพียงสองคนเท่านั้นนะปาซกูอย่าบอกใครทั้งสิ้น”

“ท่านจักหนีไปหรือขอรับ”

“เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ดีต่อมายา แต่เจ้าก็เห็น รัตติไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางกระหายเลือดยิ่งนักหากข้าห้ามนางมิได้ ข้าจึงต้องหลีกทางให้กับนาง เจ้าเข้าใจข้าใช่หรือไม่ ปาซกู”

“ขอรับท่าน”

ปาซกูพูดน้อยเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแม้เวลาจะผ่านไปเกือบพันปี เขายังคงพูดน้อยเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“ข้ากลัวใจนางยิ่งนักนางสร้างโลกแห่งความตายเอาไว้ทุกที่ มิว่าจักเป็นที่แห่งใดที่นางไปเยือนราวกับนางมิใช่คนแห่งเมืองฟ้า หากเป็นเยี่ยงนี้ มินานนักมายาจักล่มสลายตามคำทำนายแห่งข้า”

ใบหน้าสวยของทาฬิมีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมืองฟ้าสั่งสอนให้คนเป็นคนดี ไม่ลุ่มหลงมัวเมาหากแต่คำสอนของรัตติสอนให้คนเมืองมายาไม่รู้จักละวางบุกโจมตีเมืองข้างเคียงแผ่ขยายอิทธิพลไปไกลทั้งคาบสมุทรและดินแดนเหนือใต้ คำสอนของเธอจึงเป็นเพียงลมปากไม่มีผู้ใดรับฟัง

ถึงกาลนั้นมายาคงไม่เหลืออะไรทิ้งเอาไว้ให้ชนรุ่นหลัง นอกจากซากปรักหักพังที่เธอเคยร่วมสร้างกันมา

แผนการขุดเนินดินแห่งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นทุติติดต่อกับ นักโบราณคดีท้องถิ่นเพื่อให้ช่วยเขาในเรื่องเอกสารการขอขุดค้นแหล่งโบราณสถานได้ความว่าอีกไม่กี่วันทางรัฐบาลและกระทรวงจะทำหนังสืออนุมัติกลับมาให้

“ถ้าเป็นไปตามแผนผมจะได้ลงมือในอีกสามวัน”

ทุติบอกกับทุกคนในทีมเขา

“วันนี้วันที่สิบแปดอีกสามวันก็ยี่สิบเอ็ด”

“วันสิ้นโลกตามปฏิทินมายาพอดิบพอดี”มุจลินทร์ว่า

“ใกล้จะวันโลกแตกแล้วเหรออะไรจะเร็วอย่างนี้ ผมยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย” ทุติแกล้งพูดไปอย่างนั้นเขาไม่เคยเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกหรือวันโลกาวินาศอะไรทั้งนั้นนอกจากเชื่อในตัวของเขาเอง แม้จะเคยผ่านเรื่องประหลาดๆ อะไรมาบ้างแต่เขาไม่คิดว่านั่นคือเรื่องใหญ่ เขาทำหน้าที่เป็นนักโบราณคดีของเขาต่อโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ในอดีต หรืออนาคตที่มีคนเคยทำนายเอาไว้

“ผมว่ามันก็แค่คำทำนายของคนโบราณไม่มีอะไรหรอกน่า เชื่อผมเถอะ รับรองว่าอีกสามวัน โลกยังหมุนปกติดีทุกอย่าง”ทุติมั่นใจเช่นนั้น

“คุณนาๆเอาผ้าถุงมาบ้างหรือเปล่า”

มุจลินทร์หันไปถามนาลันทาทันที

“เอามาสิเผื่อเหลือเผื่อขาด”

“กี่ผืน”

“น่าจะสองจะเอาไปทำอะไร”

“อีกสามวันเอามาให้มุจด้วย”

“หือ”นาลันทาเริ่มงงหนัก จู่ๆ คนรักของเธอจะเอาผ้าถุงไปทำอะไรจะว่าเอาไปนุ่งอาบน้ำก็คงไม่ใช่ เท่าที่มาอยู่ที่นี่มุจลินทร์หอบเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำมากกว่าการนุ่งกระโจมอกเดินไปห้องอาบน้ำ

“ก็วันซิ่นโลกไงเราต้องใส่ผ้าซิ่นฉลองวันซิ่นโลกกัน”

“บ้าประสาท” นาลันทาค้อนให้คนรักประหลับประเหลือก

“ทำเป็นเล่นไปนะคุณเราแก้เคล็ดให้โลกไง” มุจลินทร์พูดเอาดีเข้าตัวเวลาอย่างนี้มีแต่คนทำหน้าเคร่งเครียด หากมีใครพูดอะไรให้ขำกันได้บ้างสักนิดยังดีกว่านั่งมองหน้ากันเฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร

“จิ๊ดช่วยใส่แก้เคล็ดด้วยค่ะอามุจจิ๊ดมีผ้าถุงมาเหมือนกัน” อัปสรเสนอตัวขึ้นมาด้วยอีกคน ครั้งนี้เธอจะใส่ผ้าถุงกันทั้งครอบครัวเท่ดีจะตาย

“ขอร้องเลยจิ๊ดอย่าใส่ อาไม่อยากตาเป็นกุ้งยิง คราวที่แล้วเราทำผ้าหลุดอาละอายแทบแทรกแผ่นดิน”นาลันทาคิดถึงครั้งหนึ่ง ที่พวกเธอต้องไปอยู่ในป่าและอัปสรไม่มีกางเกงจะใส่เพราะฝนตกหนัก เสื้อผ้าที่ซักตากเอาไว้ไม่แห้งเธอจึงให้หลานสาวนุ่งผ้าถุง รัดเอาเอาไว้อย่างดี สุดท้ายอัปสรทำให้เธอต้องหน้าแตกอายคนทั้งหมู่บ้าน เพราะเดินสะดุดตีนซิ่นจนผ้าซิ่นที่สวมอยู่หลุดกลางลานเห็นชั้นในสีแดงแจ๋ เรียกเสียงหัวเราะของผู้ที่มาร่วมงานกันทุกคน

“คราวนี้รับรองไม่พลาดแน่ๆค่ะอากลาง จิ๊ดจะใส่กางเกงขาสั้นข้างใน หลุดจิ๊ดก็ไม่โป๊”

“ขอให้จริงเถอะหลุดไปเห็นลิงสีแดงอาไม่เอาแล้วนะ” นาลันทาเริ่มหวั่นใจอัปสรรับรองหรือรับปากทีไรเป็นได้เรื่องทุกที

“รับรองเลยอากลางไม่เห็นลิงสีแดง เพราะจิ๊ดไม่ได้เอามา เอามาแต่สีขาวล้วนเลย”

“ไอ้หลานบ้า”นาลันทาหน้าง้ำ ทั้งคนรักทั้งหลานรักของเธอ ทำไมถึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้หนอ

ทาฬิดาออกมาเดินเล่นรอบๆหมู่บ้าน ครั้งก่อนที่เธอมา เธอยังไม่ได้ไปไหนนอกจากบ้านของแม่ท้องแก่ใกล้คลอดคนนั้นครั้งนี้เธอจึงออกเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน แก้เซ็งไปพลางๆก่อนที่จะต้องตามไปดูกลุ่มของทุติขุดเนินดินด้านหลังหมู่บ้าน

“ดินแดนแห่งรัตติกาลทำให้คุณกลุ้มใจอย่างนี้เลยหรือคะ”

เสียงคุ้นหูเอ่ยทักทาฬิดาทำให้เธอหยุดการเดิน

“ค่ะฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ อะไรขึ้นอีกเลย มันมากเกินพอแล้ว”

“อะไรจะเกิดคงต้องเกิดค่ะ อย่างน้อยๆ วันสิ้นโลกคงมีแต่ ในตำนาน เมื่อไม่มีมายา วันสิ้นโลกก็ไม่มีไม่ใช่หรือคะ”

“จริงอยู่ค่ะที่ไม่มีวันสิ้นโลกแต่ก็ยังมีเธอคนนั้นอยู่”

ทาฬิดาไม่อยากเอ่ยชื่อของรัตติโดยไม่จำเป็น

“แม้แต่ชื่อข้าท่านยังมิอยากเอื้อนเอ่ยเลยเชียวรึทาฬิ ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไรกัน”เสียงหนึ่งลอยมาตามลม หากไม่มีฌานพิเศษมนุษย์จะได้ยินเพียงเสียงลมพัดเท่านั้น

“ตามฉันมาค่ะ”มารีบอกกับคนที่ยืนคุยอยู่กับเธอ เธอรีบเดินนำทาฬิดาไปยังสถานที่ซึ่งคิดว่าปลอดภัยที่สุด

กลางลานกว้างของหมู่บ้านตั้งแท่นหินแท่งหนึ่ง สลักเป็นรูป ดวงอาทิตย์เอาไว้ตรงกลางรายล้อมด้วยรูปสัตว์ต่างๆ เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นจักรราศีหากแต่มันมีถึงสิบสามตัวด้วยกัน

“มาที่นี่ทำไมคะ”

“สถานที่แห่งนี้มีพลังของสุริยะเทพพลังอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใกล้พวกเราได้”

“คุณได้ยินเสียงนั้นเหมือนฉันใช่ไหม”

“ค่ะ”

“ฉันคิดว่าฉันได้ยินแค่คนเดียวเสียอีก”

“บางครั้งฉันจะได้ยินเสียงเธอร้องไห้บางครั้งเธอหัวเราะ แต่ ไม่เคยพูดอะไรกับฉันเหมือนครั้งนี้”

“เธอไม่ได้พูดกับคุณเธอพูดกับฉันค่ะ”

“นั่นแหละค่ะฉันถึงต้องรีบพาคุณมาที่นี่ คืนนี้คุณอาจจะต้องนอนค้างที่นี้ด้วยซ้ำไป”

“ถ้าจำเป็นฉันคงต้องทำอย่างนั้นค่ะฉันจะบอกทุกคนว่า ฉันจะมานอนดูดาว”

“คงเห็นได้ไม่มากนักหรอกค่ะภูเขาบังทั้งสี่ด้าน” มารีมองไปรอบๆ ตัว อย่าว่าแต่ดูดาวเลยแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ยังถูกภูเขาบังเอาไว้เวลานี้เพียงแค่บ่ายสี่โมงเย็น แสงแดดมืดราวกับใกล้จะพลบค่ำ

“เป็นข้ออ้างที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับฉันค่ะ”ทาฬิดาบอกตามความคิดของเธอ หากเธออ้างเรื่องอื่นคงทำให้คนอื่นๆ สงสัยแต่ถ้าอ้างเรื่องนอนดูดาว คนอาจจะไม่ซักถามอะไรเธอมากนัก

ทาฬิดาทำตามที่ตกลงกับมารีเอาไว้ทั้งคู่มานอนอยู่ใกล้ๆ กับแท่นหินรูปเทพสุริยา เต็นท์ของทาฬิดาตั้งอยู่ในวงกลมแนวเขตมารีให้เหตุผลว่า แนววงกลมนี้เป็นแนวที่สามารถตั้งเต็นท์ได้ส่วนด้านในนั้นผู้นำเผ่าทาคานาลาไม่อนุญาตให้เข้าใกล้ พวกเธอจึงตั้งเต็นท์ใกล้กับเส้นแบ่งเขตแต่ไม่ให้อยู่นอกวงกลมเท่านั้นเพื่อไม่ให้ผิดใจกับคนของเผ่า

อัปสรโดนคำสั่งห้ามมานอนเต็นท์กับทาฬิดานาลันทาให้เหตุผลว่าเต็นท์เล็กเกินกว่าที่จะนอนสามคน พวกเด็กๆจึงต้องพักกับผู้ใหญ่ บริเวณลานแห่งนั้นจึงเหลือทาฬิดากับมารีเพียงสองคนเท่านั้น

ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นลงแม้ซีกโลกใต้เดือนธันวาคมจะเป็นฤดูร้อนแต่ที่ทาคานาคานั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเป็นพันๆ เมตรจึงทำให้อากาศในบริเวณนี้เย็นลงค่อนข้างเร็วประกอบกับเวลากลางวันแทบจะมองไม่เห็นแสงแดดจึงยิ่งทำให้ความเย็นเข้ามาปกคลุมพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

“หนาวไหมคะ” มารีเอ่ยถาม

“นิดหน่อยค่ะตอนนี้ยังเย็นๆ ไม่หนาวมาก กลางดึกชักหวั่นใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะทนไหวหรือเปล่า”

“ฉันมีถุงนอนค่ะอาจจะช่วยพวกเราได้”

“แต่มันมีแค่ถุงเดียวนี่คะคุณจะนอนยังไง”

“ฉันชินกับอากาศแบบนี้แล้วค่ะคุณไม่ต้องเป็นห่วง เวลาฉันอยู่ที่ทาคานาคา ฉันนอนไม่ห่มผ้าด้วยซ้ำ”

“ฉันว่าที่นี่เย็นกว่าทาคานาคาอีกนะคะ”

ทาฬิดาลูบแขนของเธอขึ้นๆลงๆ เพื่อให้ความร้อนจากฝ่ามือช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับแขนทั้งสองข้าง

“จะเข้าข้างในหรือยังคะข้างในมีลม อาจจะเย็นน้อยกว่าตรงนี้”

“ฉันอยากดูดาวอีกสักพักค่ะคุณว่าไหมคะ ที่นี่นอนดูดาวได้อย่างสบาย เห็นดาวได้ชัดกว่าที่อื่น ทั้งๆที่อยู่ในหุบเขา น่าจะมีหมอกหรือเมฆมาบัง แต่กลับไม่มี”

“อากาศที่นี่เป็นแบบนี้แหละค่ะวันฟ้าเปิดจะเห็นดาวชัด แต่ถ้าฟ้าปิด อย่าว่าแต่ดาวเลย พระอาทิตย์ยังไม่เห็นแสง”

“ที่นี่จึงเหมาะกับเมืองนั่นใช่ไหมคะ”

“ค่ะฉันว่าเธอเก่งเลือกสถานที่ได้ถูกต้องตรงตามคัมภีร์ไม่ผิดเพี้ยนเบื้องบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า เบื้องล่างราวลาวารุ่มร้อน โอบกอดไปด้วยสี่กรห้อมล้อมความมืดสีดำ”

“ในคัมภีร์บอกอย่างนี้หรือคะ”

“ค่ะคัมภีร์แห่งความตาย ยังบอกถึงตำนานของอาณาจักรแห่งความตายเอาไว้ด้วยว่าเป็นดินแดนที่น่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยเลือด ค้างคาว เสือดาว และมีด”

“นั่นไม่ใช่ตำนานของเมืองซิบาบาหรือคะ”

“ค่ะตำนานของเรากับของที่นั่นคล้ายกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือหากมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในอาณาจักรหลังความตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องตายอย่างทรมาน”

“คุณถึงไม่ให้ฉันเข้าไปตามผู้ชายคนนั้น”

“ไม่มีใครกล้าให้คนนอกเข้าไปในนั้นหรอกค่ะคนอื่นๆ คงทำแบบที่ฉันทำเช่นกัน ถ้ำนั้นดูดพลังชีวิตของผู้ที่ไม่ใช่สายเลือดนักรบพวกเรารู้กันทั้งนั้น”

“ผู้ชายคนนั้นถึงต้องตายใช่ไหมคะเพราะเขาไม่ใช่หนึ่งในสิบสายเลือดนักรบในตำนาน”

“เดาเก่งนี่คะ”

“พอท้วมๆค่ะ ฉันมักจะเดาข้อสอบตรงบ่อยๆ จนทำให้ฉันเบื่อเรียน ไม่อยากไปสอบ”

“นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเรียนไม่จบหรือเปล่าคะ”

“คุณรู้”ทาฬิดาขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน

“ฉันได้ยินคุณทุติคุยกับคุณนาลันทาค่ะขอโทษด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะฉันแค่แปลกใจว่าคุณรู้เรื่องนี้มาจากไหนเท่านั้น ไม่ได้ปิดบังอะไรหรอกค่ะ”ทาฬิดายักไหล่ของเธอขึ้น

“ดาวหางดวงนั้นใกล้จะมาอีกแล้ว”

อยู่ๆมารีพูดในสิ่งที่ทาฬิดาไม่อาจจะคาดเดา

“ดาวหางอะไรหรือคะ”

“ไม่มีชื่อหรอกค่ะเคยมาเมื่อพันกว่าปีก่อน หลุดวงโคจรจากระบบสุริยะไปนานแสนนานแต่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ในอีกไม่กี่วันนี้”

“คุณเป็นนักดาราศาสตร์หรือคะ”

“เปล่าหรอกค่ะมีตำนานเล่าเรื่องดาวหาง บอกว่าเป็นเทพเจ้างู สว่างแม้กระทั่งเวลากลางวันเคยมาเยือนมายาเมื่อพันกว่าปีก่อน แต่เรื่องเวลานั้นอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างไม่มีอะไรบันทึกเรื่องดาวหางเอาไว้ แน่ชัดนักมีแต่คำบอกเล่าสืบต่อกันมา”

“เล่าว่าอะไรคะพอจะเล่าต่อให้ฉันฟังบ้างได้ไหม” ทาฬิดานึกสนใจ หนาวๆอย่างนี้นั่งฟังตำนานของเผ่าทาคาน่าจะดี

“ได้สิไม่เป็นความลับอะไรเรื่องเล่ามีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีเทพเจ้างูปรากฏกายบนท้องฟ้าเห็นได้ทั้งในยามทิวาและราตรี เมื่อเทพเจ้างูจากไป เทพธิดาจากเมืองฟ้าปรากฏกายสร้างมายาให้รุ่งเรืองภายในพริบตา”

“หึๆ”ทาฬิดาหัวเราะในลำคอ

“ขำอะไรหรือคะ”

“ฉันเพิ่งจะรับรู้เรื่องที่คุณเล่าเมื่อกลางวันที่ผ่านมา”

“นิมิตอีกแล้วหรือคะ”

“ค่ะจู่ๆ ภาพต่างๆ ผ่านเข้ามาในสมองของฉัน ทั้งภาพทั้งเสียง และบทสรุปของการแตกแยกของเทพธิดาทั้งสาม”

“บทสรุปที่ทำให้เกิดเรื่องมากมาย”

“ค่ะเป็นบทสรุปซึ่งเป็นตัวจุดชนวนของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความชั่วร้ายด้วยซ้ำไป”

“เริ่มจากความดีงามลงท้ายด้วยเลือดและการนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าจนมองไม่เห็นว่าจะมีจุดจบอยู่ตรงไหน หรืออาจะไม่มีเลยก็ได้”

“ต้องมีค่ะฉันเชื่อว่าจุดจบของเรื่องนี้ต้องมีอย่างแน่นอน ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอีกต่อไป”

“ภูเขาหิมะไม่ได้ละลายในวันเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นคงแก้ไขอะไรไม่ได้ภายในคืนเดียวหรอกนะคะ เข้าไปนอนกันเถอะค่ะถ้าคุณยังนั่งตากน้ำค้างอยู่อย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่สบาย แทนที่จะได้แก้ปัญหากลับสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้น”

“นั่นสิคะฉันลืมไป กี่โมงแล้วไม่รู้” ทาฬิดายกนาฬิกาข้อมือของเธอขึ้นมาดูเข็มสั้นและเข็มยาวรวมตัวเป็นเส้นตรงเดียวกัน

“อ้าวเสียอีกแล้วเหรอ”ทาฬิดาบ่น”

“นาฬิกาเสียหรือคะ”

“น่าจะค่ะบอกว่าเที่ยงคืน เข็มคงหลวมอีกตามเคย”ทาฬิดาไม่คิดว่าเวลาที่เธอนั่งสนทนากับมารีจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเที่ยงคืน เธอจึงเข้าใจว่านาฬิกาของเธอรวนอีกตามเคย

“ไม่หรอกค่ะเที่ยงคืนแล้วจริงๆ” มารียืนยันเรื่องเวลา

“คุณรู้ได้ยังไงกัน”

“ดูดาวสิคะฤดูนี้มีดาวดวงหนึ่ง ถึงเวลาเที่ยงคืน ดาวดวงนั้นจะอยู่ตรงศีรษะของเราพอดี”มารีชี้ไปบนท้องฟ้า ปรากฏดาวดวงหนึ่ง ส่องสว่างอยู่ตรงกลางศีรษะพอดิบพอดี นาฬิกาธรรมชาติของมารีเที่ยงตรงดีจริง




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:42:08 น.
Counter : 158 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๘

บทที่  ๑๘

ทาฬิดาราวกับถูกมนต์สะกดเธอเห็นภาพอื่นขึ้นมาซ้อนทับภาพการนั่งสนทนาของทุติและพรรคพวก

พีระมิดนั้นทำเอาไว้สำหรับขังผู้หญิงและเด็กทั้งเป็นไม่ได้ฆ่าหรือทำให้ตายก่อนที่จะปิดปากทางเข้าด้วยซ้ำ เป็นการทรมานอันแสนร้ายกาจ

ภายในไม่มีอากาศหายใจทั้งร้อนทั้งชื้น ทั้งหิวกระหาย ผู้ที่ทนอยู่ได้ไม่นาน สิ้นใจไปก่อนถือว่าปลดทุกข์ส่วนพวกที่ทนได้ยาวนานกว่า อึดกว่ายิ่งทรมานกว่า คนเหล่านั้นสาปแช่งรัตติกาลให้ตายตกไปตามกัน ให้โดนกักขังเหมือนที่พวกเธอโดนไม่ยอมเป็นทาสวิญญาณให้กับรัตติกาล ปีศาจในคราบเทพคนนั้น

“พี่ทามๆ”เสียงของอัปสรทำให้ทาฬิดาตื่นจากภวังค์

“อะไรจิ๊ด”

“เป็นอะไรมากปะพี่นั่งเหม่ออยู่นั่นแหละ จิ๊ดเรียกตั้งนานไม่ได้ยิน คิดถึงแฟนอยู่ล่ะสิใช่ปะ”

“ทำนองนั้น”

“ทำไมไม่พามาด้วยละพี่”

“ติดเรียนมั๊งไม่ก็ไม่มีเงินมา” ทาฬิดาตามน้ำไปอย่างนั้น

“แย่เนอะต้องบอกให้แฟนพี่รีบทำงานเร็วๆ เก็บเงินพาพี่เที่ยวจะได้ไม่ต้องนั่งเหม่ออยู่คนเดียวอย่างนี้”

“กลับไปจะบอกให้ก็แล้วกัน”

“พี่ได้ยินที่จารย์ปู่ทุบอกหรือเปล่า”

“เปล่ามีอะไรเหรอ”

“จารย์ปู่บอกว่าอีกสองวันถ้าเครื่องมือพร้อมจารย์ปู่จะเปิดทางเข้านั้นอีกครั้ง”

“ไม่ได้นะ”ทาฬิดาเสียงดังขึ้นมาทันที ซ้ำยังลุกขึ้นยืนไม่บอก ไม่กล่าว จนอัปสรสะดุ้ง

“เป็นอะไรอีกล่ะพี่ละเมอเหรอ” อัปสรชักไม่แน่ใจในอาการของทาฬิดา จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นราวกับติดสปริงจู่ๆ ก็นั่งนิ่งไม่ไหวติงเหมือนรูปแกะสลัก จะเอายังไงกันแน่ไม่รู้สิ เธอชักกลัวๆแล้วล่ะ

“อย่าเข้าไปในนั้นนะคะอันตรายมาก” ทาฬิดารีบโผล่งออกมาทันที เธอไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนทั้งกลุ่มกำลังสนทนากันเรื่องอะไร

“เป็นอะไรทามใครจะเข้าไปที่ไหน” ตรีทิพย์รีบถาม

“อย่าเข้าไปในสุสานนั้นค่ะมันอันตรายมาก” ทาฬิดาบอกอีกครั้ง

“สุสานอะไรเราไม่ได้ไปขุดสุสานนี่” นาลันทาเป็นอีกคนที่งงไม่กัน

“เนินดินนั้นเป็นสุสานพรหมจารีแห่งรัตติกาลวิญญาณที่นั้น ต้องการแก้แค้นกับคนที่ทำกับพวกเธอถ้าเปิดโดยไม่ได้ทำพิธีปลดปล่อยก่อน จะทำให้คนทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในอันตราย”

“พรหมจารีแห่งรัตติกาลอย่างนั้นเหรอผมเคยได้ยินแต่พรหมจารีแห่งสุริยะเทพ ทามเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไปหาหมอไหม”

ทุติชักเคืองอยู่ๆ ทาฬิดาจะมาหยุดงานของเขา ทั้งๆ ที่กำลังจะรู้ว่าด้านในพีระมิดนั้นมีอะไรจะให้เขาหยุดกลานคันอย่างนี้คงทำไม่ได้

“เชื่อทามเถอะค่ะจารย์ทุถ้าเราขืนทำอย่างนั้น ทุกคนที่นี่จะตายกันหมด”

“จริงเหรอทาม”มุจลินทร์เริ่มรู้สึกถึงเค้าลางบางอย่าง

“จริงๆค่ะ ทามเห็นผู้หญิงและเด็กอยู่ในนั้นเป็นร้อย ถูกมอมยาให้เมาจับขังเอาไว้ในนั้นทั้งเป็น เพื่อบูชารัตติกาล ให้นางอยู่ยงคงกระพัน ทุกวิญญาณที่อยู่ในนั้นมีแต่ความโกรธแค้นชิงชังหากเราปล่อยออกมาก่อนที่จะทำพิธี จะเกิดเรื่องร้ายแรงกับที่นี่ไม่ใช่สิกับประเทศนี้ และประชากรของประเทศทั้งหมด”

“อะไรนะบ้าไปแล้วทาม ผมไม่เชื่อคุณหรอก จะมาวิญญาณอะไรทำให้คนทั้งประเทศมีอันเป็นไป”

“ว่าได้หรือคะจารย์ทุอินคาเคยมีโรคระบาด ทำให้คนล้มตายเกือบหมดแผ่นดินมาแล้วเมื่อหลายร้อยปีก่อนจนทำให้เมืองทั้งเมืองร้างผู้คน แถมยังอ่อนแอจนสเปนเข้ามาบุกยึดได้ง่ายๆ ทั้งๆที่มีคนน้อยกว่าหลายร้อยเท่า เราเชื่อเอาไว้ก่อนก็น่าจะดีนะคะจารย์”

ตรีทิพย์เริ่มเห็นด้วยกับทาฬิดาเธอเป็นพวกไม่เชื่อไม่ลบหลู่

“ผมต้องทำยังไงล่ะถึงจะเปิดประตูนั้นได้”

“ต้องทำตามพิธีกรรมโบราณค่ะ”

มารีเอ่ยขึ้นคงถึงเวลาที่เธอจะออกเสียงบ้าง

“ทำแบบไหนยังไง เมื่อไหร่ ที่ไหน” ทุติถามเป็นชุด

“หน้าเนินดินให้หมอผีของทุกเผ่ามาร่วมพิธี ในวันพระอาทิตย์

เท่ากับพระจันทร์เพื่อสร้างสมดุลให้กับวิญญาณที่เราจะส่งไปยังดินแดนแห่งใหม่”

“เมื่อไหร่ล่ะ”

“วันราตรีเสมอภาค”มารีตอบโดยไม่ต้องคิด

“วิษุวัตอย่างนั้นเหรอ”ทุติพยักหน้าเข้าใจ วันวิษุวัตในหนึ่งปีจะมีเพียงสองวันเท่านั้นคือวสันตวิษุวัตและศารทวิษุวัต นั่นเท่ากับว่าเขายัง ไม่สามารถทำอะไรในเวลานี้ได้ เพราะเดือนนี้คือเดือนธันวาคมและเปรูอยู่ทางซีกโลกใต้ ซึ่งวันต่างๆ จะสลับจากซีกโลกเหนืออย่างสิ้นเชิง

หากทางซีกโลกเหนือคือฤดูหนาวทางซีกโลกใต้นั้นจะเป็นฤดูร้อน มีกลางวันยาวกว่ากลางคืน

“ค่ะคุณเข้าใจถูกแล้ว” มารีพยักหน้าตอบ

“แย่เลยสิ”ทุติบ่นออกมาเบาๆ

“ยังไม่แย่เสมอไปหรอกค่ะเราอาจจะเลือกวันที่กลางคืนสั้นกลางวันยาวที่สุดก็ได้”

“ครีษมายันถ้าอย่างนั้นไม่กี่วันแล้วสิใช่ไหม”

ทุติพยายามคำนวณวันซึ่งตรงกันข้ามกับซีกโลกเหนือ

“ค่ะยี่สิบสองธันวาคม หากเลือกวันนั้น สุริยะเทพจะเข้าข้างเรา”

“คุณเตรียมงานของคุณได้เลยส่วนผมจะเตรียมทีมของผมเหมือนกัน คุณต้องการหมอผีกี่คนมาทำพิธี สุดแล้วแต่คุณผมต้องการเข้าไปในนั้นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทีมอื่นจะตัดหน้าพวกเรา”

“เรื่องดื้อไม่มีใครเกิน”

ตรีทิพย์กระซิบบอกนาลันทาและหัวเราะกันสองคน

แสงสว่างทั่วท้องฟ้าทั้งๆ ที่เป็นเวลายามค่ำคืน ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งออกมาจากที่พักอาศัยของตน

ดาวหางดวงหนึ่งพุ่งเป็นลำยาวราวกับพลุไฟ ลำแสงของมันสว่างแต่ไม่แสบตา ปลายดาวหางพวยพุ่งเป็นทางยาวตลอดเส้นทางที่มันลอยผ่านมา สิ่งที่ปรากฏบนท้องฟ้า ไม่เคยมีผู้ใดในที่แห่งนี้เคยเห็นมาก่อน ทุกคนส่งเสียงครางออกมาจากลำคอต่างพากันคุกเข่าก้มลงเคารพสิ่งที่เขาเห็นบนท้องฟ้าในเวลานี้

“เทพเจ้าโปรดอภัยแด่พวกข้าด้วยเถิด”เสียงจากผู้นำเผ่าและหมอผีประจำเผ่าเอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนในที่แห่งนั้นกล่าวตามเขา

“โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด”ทุกคนเปล่งออกมาเป็นประโยคเดียวกัน ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นไปมองดาวดวงนั้น

ท้องฟ้าจึงเหมือนมีพระอาทิตย์สองดวงดวงหนึ่งมีขึ้นในเวลากลางวัน ส่วนดวงนี้มีขึ้นในยามค่ำคืนทุกคนจินตนาการไปถึงงูยักษ์พ่นไฟ

“เทพเจ้างู”เสียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งตะโกนบอก เด็กน้อยคนนี้นั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้ามาตั้งแต่ออกมาจากบ้านมีแต่พวกผู้ใหญ่เท่านั้นที่ ก้มหน้าลงกับพื้น ทำความเคารพสิ่งที่พวกเขาเห็นจากนั้นไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกเลย

เมื่อมีคนนำทุกคนจึงเชื่อไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นคือเทพเจ้างูจริงๆเป็นงูที่อาจจะทำร้ายพวกเขา ทำร้ายเผ่าของเขา หาก ไม่ทำอะไรสักอย่าง เผ่าของเขาคงต้องจบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

“บูชายัญ”ผู้นำเผ่า เอ่ยบอกกับทุกคน หากเกิดเหตุการณ์ประหลาดอย่างนี้บนท้องฟ้าสิ่งเดียวที่พวกเขาจะเอาใจเทพเจ้าของเขาได้

คือการบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์เท่านั้น

เผ่าของเขาขยับขยายมาจากทางตอนเหนือซึ่งกลายเป็นทะเลทรายอันแห้งแล้ง เดินทางเลาะริมทะเลมาเรื่อยๆมาจนหยุดที่คาบสมุทรยูคาทันแห่งนี้ จะว่าไปตั้งแต่ย้ายลงมาจากทางตอนเหนือ พวกเขาเห็นดวงดาวบอกทางเปลี่ยนไปเห็นเมฆสีดำบนท้องฟ้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น บัดนี้บนเมฆสีดำนั้นกลับมาเทพเจ้างูปล่อยลำแสงยาวเป็นหาง ราวกับกำลังจะพุ่งลงมายังหมู่บ้านของพวกเขาหากไม่ทำการบูชายัญ เทพเจ้าจะพิโรธเปลี่ยนดาวนำทางของพวกเขา เปลี่ยนวันเวลาของพวกเขา หากไม่มีดาวบอกเวลาเหล่านั้นพวกเขาจะไม่มีวันรู้เลยว่า เมื่อใดจะต้องเริ่มต้นการเพาะปลูกเมื่อใดจะต้องเริ่มต้นการเก็บเกี่ยว

พิธีเริ่มต้นขึ้นทันทีที่ผู้นำเผ่าพูดออกมาทาสของพวกเขาถูกจับมาตรึงกับไม้กลางลานพิธีจากนั้นผู้นำเผ่าจึงทำการสังหารเขาด้วยตนเองร่างไร้วิญญาณไม่มีทางขยับหนี ถูกสังเวยให้กับเทพเจ้างูบนท้องฟ้า

พิธีกรรมนี้เป็นพิธีที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตามคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โปปาวูของเผ่า พิธีนั้นทำอยู่หลายวันจนท้องฟ้าในยามค่ำคืนกลับมาสู่สภาวะปกติ ไม่มีเทพเจ้างูอยู่บนนั้นพวกเขาจึงคิดไปว่า พิธีบูชายัญทำให้พวกเขารอดพ้นจากอันตราย หากเกิดเหตุเช่นนี้อีกพวกเขาจะใช้ชีวิตมนุษย์สังเวยให้แด่เทพเจ้าของเขาและจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนพิธีกรรมนี้อย่างเด็ดขาด

ท้องฟ้าปรากฏลูกไฟสว่างขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้มาในเวลากลางวัน ไม่มีหางพุ่งยาว เหมือนเช่นครั้งก่อนเหตุการณ์นี้ต่างจากเหตุการณ์เทพเจ้างูไปไม่ถึงขวบปีสิ่งที่เห็นนั้นราวกับมีดวงอาทิตย์สองดวง แสงนั้นส่องสว่างจนแสบตา ผู้คนที่พบเห็นเริ่มหวาดกลัว

“ไปจับทาสมาเราจักเริ่มพิธีกรรม ณ บัดนี้”

พิธีกรรมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแสงสว่างเป็นลำพุ่งตรงมายังลานทำพิธีนั้น ปรากฏร่างของหญิงสาวสามคนลงมายืนอยู่เบื้องหน้าของผู้นำเผ่า

“หยุด”เสียงจากหญิงสาวทั้งสามคนบอกอย่างนั้น ทำให้ผู้นำเผ่าหยุดการสังหารทาสของเขาทันทีรีบคุกเขาก้มลงหมอบกับพื้น เพื่อทำความเคารพผู้หญิงทั้งสามคน

“พวกเจ้าทำอันใด”เสียงอันทรงพลังเอ่ยถาม

“ข้าจักบูชายัญชายผู้นี้แด่เทพเจ้าเจ้าข้า”

“บัดซบยิ่งนักเหตุใดจึงเห็นชีวิตเป็นสิ่งไร้ค่าเช่นนี้ หยุดแลปล่อยเขาเป็นอิสระบัดเดี๋ยวนี้”

“เจ้าข้า”ผู้นำเผ่าลุกลี้ลุกลนเข้าไปแกมัดชายที่ยังไม่ถึงที่ตาย

เมื่อเขาเป็นอิสระเขารีบคุกเข่าคำนับหญิงทั้งสามทันที

“ขอบใจท่านเทพขอบใจท่านเทพ” เขาพร่ำพูดเพียงประโยคเดียว เทพทั้งสามทำให้เขาไม่ตาย

“ข้าขอชีวิตชายผู้นี้เถิดให้เขาเป็นข้ารับใช้พวกข้า จักได้หรือไม่”

“ได้สิท่านได้ๆ” ผู้นำรีบตอบกลับแทบจะทันที

“เจ้าชื่ออะไร”หนึ่งในหญิงสามคนคุกเข่าต่อหน้าชายคนนั้นเข้าไปพยุงให้เขาลุกขึ้นมายืนเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ

“นามข้าปาซกูถูกกวาดต้อนมาจากเมืองทางทิศเหนือเพื่อมาทำไร่ที่นี่”

“เจ้าเป็นทาสอย่างนั้นรึ”

“ขอรับข้าเป็นทาส”

“นับแต่นี้เจ้ามิใช่ทาสอีกต่อไปเจ้าเป็นผู้รับใช้ข้าทาฬิ”

เธอเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับแม่ปลอบประโลมลูก

“ขอบใจท่านยิ่งนักขอบใจท่าน”

ปาซกูคุกเข่าลงคำนับเทพหญิงทั้งสามของเขาอีกครั้ง

“พวกข้ามาจากเมืองฟ้ามาเพื่อปลดปล่อยพวกเจ้า จากอันตรายทั้งปวง พวกเจ้ามิต้องบูชายัญสิ่งใดอีกต่อไปบัดนี้ทุกคน ณ ที่แห่งนี้เป็นอิสระ ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ จากนี้ไปนับร้อยนับพันปีข้อขออำนวยพร”

เทพที่บอกทุกคนว่าชื่อทาฬิบอกกับทุกคนบนลานพิธีแห่งนั้น เสียงกู่ร้องสรรเสริญพระเจ้าของพวกเขาดั่งก้องไปทั่วหุบเขา

เทพทาฬิส่งสัญญาณให้กับลำแสงบนท้องฟ้าไม่นานนัก ลำแสงนั้นหายไปทันที ร่างของเทพทั้งสามค่อยๆ เดินเข้าไปในกลุ่มประชาชน

หญิงคนหนึ่งถูกตัดหูขาดไปหนึ่งข้างเทพทาฬิใช้มือของเธอประคองใบหน้านั้น เพียงพริบตาใบหูที่ขากหายไปกลับมามีเหมือนเดิม สิ่งที่ปรากฏให้คนเห็นทำให้ทุกคนเลื่อมใสศรัทธาในเทพของเขามากขึ้น

ผู้นำเผ่ายิ้มร่าจากนี้ไปเผ่าของเขาจะเป็นเผ่าที่ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป ในเมื่อเขามีเทพมาอยู่กับเขาถึงสามองค์แม้จะยังไม่รู้ว่าเทพทั้งสามนั้นคือเทพอะไร เขาไม่ใส่ใจเรื่องนั้นหรอกแค่เพียงเผ่าข้างๆ รับรู้ว่า เผ่าของเขามีเทพมาอยู่ด้วยคร้านจะตามเข้ามายอมสิโรราบให้กับเขาแน่นอน

“เจ้ามาจากที่ใดทางทิศเหนือรึปาซกู”

ทาฬิเอ่ยถามเมื่อเธอพาปาซกูมานั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่

“ดินแดนด้านบนขอรับเผ่าของข้าแห้งแล้งยิ่งนัก แผ่นดินกลายเป็นทะเลทรายพวกข้าจึงเร่ร่อนเดินทางมาทางใต้ หวังจักหาที่ทำกินแห่งใหม่ แต่เมื่อมาถึงที่นี่พวกข้ากลับถูกจับเป็นทาส”

“พวกเจ้ามากันมากน้อยเพียงใด”หญิงอีกคนหนึ่งถามปาซกู

“เราแบ่งกันมาหลายทางขอรับท่านบางคนไปทางตะวันออก ส่วนข้ามาทางใต้ บางคนไปทางตะวันตกก็มีขอรับ”

“เหตุใดเจ้าจึงมิขึ้นเหนือ”

“มีคนเคยไปทางเหนือแล้วขอรับแต่อยู่มิได้ มืดมิดนับแรมเดือน อากาศเย็นยิ่งนักมีเพียงบางพวกเท่านั้นที่ตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นั้น แลมีบางพวกเดินทางกลับมาขอรับ”

“ข้าลืมไปข้าชื่อทาฬิ ส่วนนี่รัตติ และนี่จันทรา ข้าเป็นคนของเมืองฟ้าลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ผู้ยากไร้ แลตั้งบ้านแปงเมืองใหม่ ในดินแดนรกร้าง”

“ท่านเลือกที่แห่งนี้หรือขอรับ”ปาซกูพยักหน้าเข้าใจ ในสิ่งที่เทพของเขาพูด ตำนานเกี่ยวกับเทพมีมากมายนับพัน หนึ่งในนั้นคือเมืองฟ้าหรือบางคนเรียกว่าสวรรค์ ที่แห่งนั้นจะมีเทพธิดามากมาย บางคนบอกว่าสวยหยาดฟ้ามาดินเขาเพิ่งได้เห็นในวันนี้ ผู้หญิงทั้งสามคนสวยจนเขาจ้องตาไม่กะพริบบางครั้งยังลืมหายใจ

“เจ้าช่วยข้าสร้างที่พำนักที่นี้ได้หรือไม่ล่ะปาซกู”

“ได้สิขอรับข้าจักช่วยพวกท่านสุดกำลังที่ข้ามี”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นปาซกูเจ้าบอกแหล่งหินให้พวกข้าน่าจะพอ”

“มีขอรับท่านด้านหลังหมู่บ้านมีแหล่งหินมากมาย ท่านต้องการได้มากเพียงใดขอรับ”

“มากเท่าที่จะมากได้เจ้าพาพวกเราไปดูด้วยเถิด” น้ำเสียงแห่งไมตรีที่เอื้อนเอ่ยออกมา ทำให้ปาซกูรีบเดินนำเทพทาฬิของเขาไปยังแหล่งหินที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งที่เขาหักล้างถางพงเพื่อปลูกพืชให้กับผู้นำเผ่า

พื้นดินแถบนั้นเต็มไปด้วยหินพวกเขาไม่สามารถใช้เครื่องมือขุดลงไปเพื่อทำการเกษตรได้จึงปล่อยที่ดินแถบนั้นให้รกร้างเช่นเดิม มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าที่แห่งใดมีหิน ที่แห่งใดมีดิน และที่แห่งใดมีน้ำ

เขาพาเทพทาฬิไปยังที่นั่นเมื่อเธอเห็น เธอกล่าวขอบใจเขา จากนั้นเพียงแค่สะบัดมือ ต้นไม้ที่เคยขึ้นรกถูกถอนออก ไปวางกองรวมกันอยู่ด้านข้าง เขาถึงกับตะลึงเมื่อเห็นภาพนั้น

ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นเช่นนั้นผู้ติดตามรวมถึงผู้นำเผ่าต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ ก้อนหินค่อยๆผุดขึ้นมาจากพื้นดินเป็นแท่งๆ วางเรียงซ้อนๆ กันขึ้นไปจนสูง กลายเป็นสี่เหลี่ยมและลดขนาดลงเรื่อยๆ จนมันเรียงซ้อนกันจนเกือบจะเป็นยอดแหลม รูปแบบการก่อสร้างในลักษณะนี้ปัจจุบันเรียกว่าพีระมิด

“มายาเมืองมายา ที่แห่งนี้คือภาพมายา ชื่อของที่นี่คือมายา” ทาฬิบอกกับทุกคน

“ขอรับ”ผู้นำเผ่าโค้งคำนับให้กับทาฬิตั้งแต่เขาเกิดไม่เคยเห็นใครสร้างอะไรได้รวดเร็วเช่นนี้มาก่อนถ้าไม่ใช่เทพผู้หญิงคนนี้จะเป็นใคร




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:41:15 น.
Counter : 196 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๗

บทที่  ๑๗

ทุตินั่งร่วมวงสนทนากับกลุ่มหมอหลังอาหารค่ำมื้อนั้น เขากับ ศรรักพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยมีคนอื่นๆนั่งฟังเรื่องเล่าของทั้งคู่ จนแทบไม่ได้เปิดปาก

“ผมว่านะหมอศรถ้าเราเอาอูฐมาเป็นสัตว์ใช้แรงงานได้ในเมืองไทยคงจะดีมาก ทั้งอึด ทึก ทนถ้าโลกเราไม่มีพลังงานเหลือเฟือเหมือนทุกวันนี้พวกสัตว์นี่แหละจะกลับมาเป็นพาหนะของมนุษย์เหมือนสมัยโบราณ”

“ศรว่าถึงเวลานั้นมนุษย์คงใช้พลังงานจากธรรมชาติอย่างอื่นแทนการใช้สัตว์มากกว่าค่ะจารย์ ที่ประเทศของศร กำลังพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์พลังงานลม แล้วก็พลังงานน้ำกันอย่างดุเดือด เอามาผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งประหยัดและไม่มีมลพิษ”

“นั่นสิประเทศของหมอมีน้ำมันเยอะแยะ ยังพัฒนาไม่หยุด ประเทศอื่นๆ ใช้แต่พลังงานจากน้ำมันไม่คิดประดิษฐ์พลังงานอย่างอื่น มาใช้บ้างอีกไม่กี่ปีน้ำมันคงพุ่งไปลิตรละร้อย นี่ก็สองลิตรร้อยเข้าไปแล้วสมัยก่อนผมจำได้ว่าลิตรละแค่ห้าบาท”

“โหจารย์นานแค่ไหนคะลิตรละห้าบาท” ศรรักร้องลั่น

“ทองยังบาทละสี่ร้อยมาขึ้นเอาตอนสงครามอิรักกับคูเวตนั่นแหละ เยอะจนบางคนเอาทองออกมาขายเอาไปลงทุนอย่างอื่นกันจนรวย แต่จากนั้นก็ไม่มีปัญญาจะซื้อคืนกันอีก”ทุติพูดติดตลก

“ถ้าทองบาทละสี่ร้อยศรจะกว้านซื้อมาสักตัน เอามาทำก๊อกน้ำ”

“มากไปไอ้ศรแกไม่เอาทำโถส้วมไปเลยล่ะ” โกกนทแขวะคนรวย

“นี่ๆแกไม่รู้อะไร ห้องน้ำบนเครื่องของท่านชีค ทุกอย่างทำด้วยทองคำหมดถ้าแกได้ไปเห็นเหมือนที่ฉันเห็น ฉันรับรองได้เลยว่าแกขี้หดตดหายชัวร์”ศรรักเล่าเสียงตื่นเต้น

“จริงหรือคะหมอศร”ตรีทิพย์ตาโต

“จริงๆค่ะคุณตรี ตอนแรกศรไม่คิดว่าจะเป็นทองจริงๆ นึกว่าเป็นพวกสแตนเลสชุบทอง ที่ไหนได้ทองแท้ๆ เลยค่ะ พอลงมารีบสำรวจตัวเองว่าเป็นฝีที่ก้นหรือเปล่าดันไปเข้าห้องน้ำตั้งสองรอบ”

“คนรวยนี่เนอะทำอะไรไม่น่าเกลียดเอาเลย”

ตรีทิพย์ชักนึกสนุกอยากร่วมวงสนทนาด้วยจึงต่อความกับศรรัก

“ว่าไปไอ้เรื่องบ้าทองมันเป็นมาแต่ยุคโบราณแล้วนะ อย่างอินคา สมัยที่โดนสเปนเข้าบุกยึดกษัตริย์อินคาองค์สุดท้ายขอแลกทองทั้งห้อง เงินอีกหนึ่งห้องเพื่อแลกกับชีวิตของตัวเอง แต่พอสเปนได้ของพวกนั้นไปจนครบ ก็ฆ่ากษัตริย์อินคาทิ้งทั้งๆ ที่เขาทำตามคำสัญญาทุกอย่าง ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ยอมคืนอำนาจให้อีกด้วยยึดประเทศกันอย่างยาวนาน จนเห็นว่า ไม่มีอะไรจะให้กอบโกยก็คืนอำนาจให้กับคนเปรู”ทุติเล่าเรื่องเก่าๆ ไปเรื่อยๆ เขาเป็นพวกกินของขม ชมความสาว เล่าความหลังเรียกง่ายๆ ว่าแก่กว่าคนอื่นๆ ในที่นี้นั่นแหละ จึงมีเรื่องเล่ามากกว่าใครๆในที่แห่งนี้

“ไม่ใช่แต่สเปนประเทศเดียวหรอกค่ะอังกฤษก็ไม่แพ้กัน ตอนที่ไปออสเตรเลีย กดขี่คนพื้นเมือง แถมยังให้เจ้าของแผ่นดินเป็นทาสยิ่งยุค ตื่นทองยิ่งแล้วใหญ่คนประเทศเดียวกันแท้ๆ ยังกดขี่ข่มเหงใช้แรงงาน ยิ่งกว่าทาส” นาลันทายกตัวอย่างบางประเทศขึ้นมา เพื่อไม่ให้คนอื่นๆเข้าใจว่ามีเพียงสเปนประเทศเดียวเท่านั้นที่ทำเรื่องไม่ดี ในยุคล่าอาณานิคมและยุคตื่นทอง ไม่ว่าประเทศใดๆ ในยุโรป ล้วนทำเรื่องไม่ดีมาแล้วทั้งสิ้น

“แต่ผมว่ามันแปลกอยู่อย่างตรงที่ทหารสเปนมีแค่สองร้อยคน ทำไมเอาชนะอินคาเป็นหมื่นเป็นแสนคนได้ง่ายๆมันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องอย่างนั้น คุณลองคิดดูสิคนอินคาไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาว ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะบุกตีหัวเมืองอื่นๆมาเป็นของตัวได้ยังไงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ที่สำคัญกว่านั้นคืออินคามีประวัติแค่ร้อยปีนิดๆ เท่านั้น จากนั้นก็ล่มสลาย คุณว่าแปลกไหมละ”

“คงเพราะโรคระบาดและขาดแคลนอาหารหรือเปล่าคะ”โกกนทเคยได้ยินมาว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อินคาล่มสลายเพราะการระบาดอย่างหนักของโรคไข้ทรพิษทำให้ผู้คนล้มตายเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร

“อาหารไม่น่าจะเกี่ยวที่นี่มีทั้งดินอุดมสมบูรณ์ แถมยังมีชายฝั่ง ติดทะเลถ้าคิดจะหาอาหารไม่น่าจะลำบากมาก อีกอย่างเท่าที่เห็น คนที่นี่ในสมัยโบราณเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์กันเกือบทุกบ้าน ยกเว้นพวกขุนนางและกษัตริย์เท่านั้นน่าจะเป็นเพราะโรคระบาดมากกว่านะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆคนที่ตายมากมายขนาดนั้น เขาเอาไปไว้ที่ไหนล่ะคะ น่าจะมีสุสานหรือที่เผาศพใหญ่ๆรองรับเอาไว้”

“นั่นสิไม่มีใครเคยพบสุสานนั้นสักคนยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเคยพบ

พระศพของกษัตริย์องค์แรกของอินคาด้วยไม่มีเอกสารอะไรยืนยันว่าพระองค์ปกครองมากี่ปี มีเพียงเรื่องเล่าปากต่อปากกันมาเท่านั้นว่าเคยมีกษัตริย์องค์นี้อยู่ที่นี่ ชื่อนั้นชื่อนี้ จนสเปนปกครองที่นี่ก็เลยเรียกคนที่เคยรู้มาสอบถาม แล้วก็จดบันทึกเอาไว้นั่นจึงเป็นเอกสารเพียงอย่างเดียวในฝ่ายของสเปนที่เราเอาไว้ศึกษาประวัติของอินคากันจนถึง ทุกวันนี้”

“นั่นก็แค่สามร้อยปีกว่าๆเท่านั้น แล้วอีกหลายร้อยหลายพันปีที่เหลือล่ะคะ ไม่มีประวัติอะไรเลยหรือไง”

“มีแค่ภาพที่พื้นที่ชื่อว่า นัซกาเท่านั้นที่เรารู้ว่า เก่าแก่มากเท่านั้นนอกนั้นก็เป็นพวกเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปวาด”

“นัซกานั่นเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่หรือคะจารย์ปู่”

อัปสรถามขึ้นมาทันทีเธอเคยอ่านจากหนังสือบางเล่มบอกว่า เส้นนัซกานั้นไม่ได้ทำมาจากฝีมือมนุษย์แต่เกิดขึ้นจากการสร้างของมนุษย์ต่างดาว เพื่อทำเป็นลานจอดยานอวกาศ

“ไม่ใช่หรอกจิ๊ดนัซกาสร้างโดยฝีมือมนุษย์ของเรานี่แหละ เราพบหลักฐานที่กาอูชิ วิหารใกล้ๆ กันนั้นวิหารแห่งนี้ตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่าเป็นวิหาร เพราะมันเหมือนเนินดินมากกว่ามีแต่ดินถับๆ กันจนสูง มาตอนหลังเราจึงรู้ว่าเป็นวิหารของนัซกา คนที่ทำการสำรวจจึงรู้ว่านัซกาคือวิหารกลางแจ้งที่ทำขึ้นเพื่อสังเวยครั้งใหญ่ให้กับเทพเจ้า”

“ทำไปเพื่ออะไรคะจารย์”

จากที่มีคนสนทนากันไม่กี่คนมาบัดนี้เรื่องที่ทุติเล่า กลายเป็นเรื่องน่าสนใจของทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาววัยละอ่อนทั้งสองคน อย่างอัปสรและพิมมาดา

“จากที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นแห้งแล้ง พวกหนูคิดว่าคนในสมัยนั้นจะทำอะไรบ้างล่ะ”

“ต้องหาทางหาน้ำมาใช้ให้ได้สิคะ”อัปสรชิงตอบคำถามนั้นก่อน

“นั่นแหละหนูพูดถูก ต้องหาน้ำมาใช้ให้ได้ คนที่นั่นขุดบ่อน้ำลึกลงไปในดินหลายสิบเมตรเพื่อนำน้ำขึ้นมาใช้ แต่พอนานวันเข้า น้ำก็หายไปอีกคราวนี้คงทำอะไรไม่ได้อีกนอกเสียจากวิงวอนพระเจ้า ที่กาอูชิเราพบสุสานของผู้ชายคนหนึ่งไม่มีกะโหลกศีรษะ แต่พบไหใบหนึ่งมีรูปวาดเป็น หัวคนด้านบนเป็นรูปต้นไม้ เราจึงสันนิษฐานว่า ชายคนนี้คงเป็นหัวหน้าเผ่ายอมสละชีวิตของตัวเองให้กับเทพเจ้า เพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลแต่สิ่งที่เขาทำคงไม่เป็นผล ไม่มีฝนตก เผ่าไร้หัวหน้าที่แข็งแกร่งไม่นานเท่าไหร่ชาวเพาวารีจากดินแดนที่ราบสูงก็เข้ามายึดนัซกาทำให้นัซกาเหลือเพียงชื่อเท่านั้น”

“น่าสงสารนัซกาจังเลยค่ะอุตส่าห์ตั้งใจทำเส้นตั้งใหญ่โต สุดท้ายก็วิงวอนพระเจ้าไม่สำเร็จพระเจ้าโหดร้ายจริงๆ เลยนะคะ”

พิมมาดายิ่งฟังยิ่งเศร้าใจ

“พระเจ้าคงทำอะไรไม่ได้หรอกนะเพราะสมัยนั้นแกนโลกเหวี่ยง สภาพอากาศของโลกก็เปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยมีสีเขียวก็กลายเป็นทะเลทราย ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากทะเล ยังไม่มีฝนตกเลยสักหยดแต่พอมาถึงตอนนี้กลับมีฝนตก ทะเลทรายที่ไม่มีทั้งลมทั้งฝนมานับพันปี กลับมาลมมีฝนเส้นนัซกาพวกนั้น กำลังจะถูกลบทิ้งไปโดยธรรมชาติ ในอีกไม่ช้า ไม่นานนักหากมีฝนตกที่นั่นอีกไม่กี่ครั้ง”

“แย่เข้าไปใหญ่คนรุ่นจิ๊ดกะอดไปเห็นเส้นนัซกาสิ อากลางๆ ถ้า

เรากลับจากที่นี่พาจิ๊ดไปดูเส้นนัซกานะ จะได้เห็นเป็นขวัญตา ก่อนที่มันจะลบไป”

“เข้าทางเราเลยนะหาเรื่องเที่ยวจริงๆ” นาลันทาบ่น

เธอแกล้งบ่นไปอย่างนั้นอันที่จริงการมาเปรูครั้งนี้พวกเธอกะเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเดินทางไปยังนัซกาเพื่อไปดูให้เห็นกับตา เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเองและหลานสาวไปในตัว

หลังจากเดินทางรอนแรมมาไกลจากมายารัตติจึงตัดสินใจ ตั้งรกรากอยู่ที่พื้นที่ด้านข้างเทือกเขาแอนดิส

เธอเปลี่ยนชื่อเรียกตัวเองมาหลายครั้งตามดินแดนที่เธอเดินทางไปพำนัก จากรัตติเป็นราชินีโยกส์อิกนัลของชนเผ่าปาเลงเก้ในที่แห่งนี้เธอได้พบกับผู้หญิงซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับทาฬิจนเกือบจะเป็นคนเดียวกันแต่สุดท้ายหญิงคนนั้นถูกคนของชนเผ่าคาลักมุลลอบทำร้ายจนถึงแก่ ความตาย เธอโกรธแค้นยิ่งนักบุกทำลายเผ่าคาลักมุลจนสิ้นซาก จากนั้นจึงย้ายถิ่นฐานอีกครั้ง และเวลานี้เธอใช้ชื่อว่านัลเซ็น

ราชินีนัลเซ็นเลือกทำเลที่คิดว่าเหมาะที่สุดที่จะตั้งเมืองใหม่ของเธอ จากเวลาที่ผันผ่านไปนักรบคู่หูของเธอตายจากไปทีละคนสองคน ประชาชนเริ่มหวาดระแวงว่าเธอจะเป็นภูตผีปีศาจประกอบกับความ แห้งแล้งและอดอยากทำให้เธอต้องระหกระเหินเดินทางหาที่ตั้งเมืองใหม่

จากคาบสมุทรยูคาทันมาอยู่ริมเทือกเขา ทางตอนใต้ ตั้งชื่อดินแดนแห่งใหม่ว่า นัซกานัลเซ็นจึงเปรียบเสมือนเทพเจ้าของชาวนัซกา ไม่นานนักนัซกาเริ่มขาดแคลนอาหารเหมือนกับที่อื่นๆ ที่เธอจากมา ราวกับสวรรค์ลงโทษเธอเมืองฟ้ากลั่นแกล้งเธอทุกอย่าง จากดินแดนอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกอะไรก็งอกงามกลับกลายเป็นดินแดนแห้งแล้งราวกับทะเลทราย อย่าว่าแต่จะหาอะไรมากินรองท้องเลยแม้แต่น้ำสักหยดประชาชนของเธอยังหาได้ยาก การบูชายัญจึงเกิดขึ้นอีกครั้งครั้งนี้ผู้นำเผ่าที่เธอแต่งตั้งเขาขึ้นมา ยอมที่จะพลีชีพถวายแด่เทพเจ้าของเขา

พิธีเริ่มต้นขึ้นในคืนเดือนมืดบนท้องฟ้าปรากฏลำแสงสว่างเห็นหางยาวจากเหนือจรดใต้ นัลเซ็นสั่งให้คนของเธอบั่นคอของเขาด้วยมีดซึ่งทำมาจากหินแกร่งเพียงแค่ฉับเดียว ศีรษะของผู้นำเผ่าหลุดกระเด็น

จากนั้นคนของเธอจึงนำศีรษะนั้นไปทำพิธีส่วนร่างของเขาถูกนำไปฝังในท่านั่งขัดสมาธิ อยู่ในหลุมลึกราวเมตรกว่าๆ มีไหดินเผาซึ่งเขาเป็นผู้ปั้นเองกับมือเพื่อเป็นสิ่งบูชาเทพเจ้า ไหทรงสูงวาดใบหน้าของเขา ไว้บริเวณส่วนล่างส่วนตรงกลางจนถึงด้านบน วาดเป็นรูปต้นไม้ เพื่อบอกกับเทพเจ้าของเขาว่าเขาพลีชีพให้กับเทพเจ้า ให้เทพเจ้าทำให้ชนเผ่าของเขามีต้นไม้ มีน้ำและมีอาหารเพียงพอกับประชากร

เขาไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีชนเผ่าของเขาต้องตัดสินใจทิ้งถิ่นอีกครั้งอพยพไปยังดินแดนสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์กว่านัซกาเหลือทิ้งมรดกเพียงอย่างเดียวเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ขบคิดกันว่าคืออะไรนั่นคือเส้นนัซกา เส้นรูปวาด นก ลิง ปลา และอื่นๆ พวกเขาทำเพื่อบอกกับ เทพเจ้าของเขาว่า เขาต้องการน้ำ และพืชพรรณอุดมธรรมชาติไม่ปราณีคนของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัตติหรือนัลเซ็นราชินีองค์เดียวของนัซกา

“ทำไม...”เสียงของนัลเซ็นตะโกนไปยังท้องฟ้า เธอทรุดกายลงกับแผ่นดินแห้งแล้งของนัซกาน้ำตาแห่งความผิดหวังไหลรินออกมา

“ข้าทำอะไรผิดข้าเพียงแค่ตามหานาง เหตุใดต้องทำกับคนของข้าเช่นนี้ เมืองฟ้า พวกเจ้าร้ายยิ่งนักจากนี้ไป ข้าขอตัดขาดจากเจ้า ในเมื่อข้าทำดีไม่ได้ดี จักทำไปอีกเพื่ออันใดจากนี้ข้าจักร้ายให้ถึงที่สุด ร้ายจนพวกเจ้าคิดไม่ถึง” นัลเซ็นกัดกรามแน่นเมืองฟ้าไม่แยเสเธอ ไม่มองในสิ่งที่เธอส่งเป็นเครื่องสังเวย ไม่สนใจความเดือดร้อนของพวกเธอ

จากนี้เธอจะตั้งต้นเป็นเทพเจ้าเสียเอง ทำทุกอย่างเพื่อคนของเธอให้อยู่ดีกินดีที่ใดแห้งแล้ง เธอจะใช้มนต์ของเธอ ทำให้มันกลายเป็นที่อุดมแต่ไม่ใช่มนต์จากเมืองฟ้า มันคือมนต์ดำซึ่งได้มาจากการรวบรวมพลังชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ยิ่งบริสุทธิ์เท่าใดได้ยิ่งดีดวงวิญญาณเหล่านั้นจึงยิ่งเพิ่มพูนพลังมืดให้กับเธอและเธอจะกลับมาใช้ชื่อรัตติอีกครั้ง

เพราะเธอคือเทพรัตติกาลเทพชั่วร้ายที่สุดในจักรวาล

พีระมิดถูกสร้างขึ้นด้วยแรงงานของผู้ชายเพื่อนำร่างของผู้หญิงและเด็กหญิงบริสุทธิ์ ซึ่งได้มาจากการจับเป็นเชลย

ผู้ชายเหล่านั้นเป็นเชลยด้วยเช่นกันพวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าผู้หญิงทั้งหมด จะถูกจับมาขังเอาไว้ในพีระมิดแห่งนี้เพื่อเป็นเครื่องบูชายัญแด่เทพรัตติกาล ผู้หิวกระหายวิญญาณอันบริสุทธิ์จากเด็กและสตรีบริสุทธิ์หญิงและเด็กเหล่านี้จะถูกเลี้ยงดูอย่างดี ใช้ชื่อเรียกว่า พรหมจารีแห่งรัตติกาลวันในการทำพิธีถูกกำหนดเอาไว้เรียบร้อย

หลังพระอาทิตย์ตกดินในวันที่ยามราตรียาวกว่าทิวา และเป็นคืนเดือนมืด น้อยครั้งนักที่จะมีวันเช่นนี้แต่ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าวันครีษมายันซึ่งเป็นคำเรียกของทางซีกโลกใต้ ส่วนทางซีกโลกเหนือเรียกว่าเหมายัน(เห-มา-ยัน) ผู้หญิงและเด็กถูกแต่งกายด้วยชุดสีดำยืนอยู่กลางลานกว้าง อันแสนจะมืดมิด ไม่มีใครจุดไต้ จุดไฟส่องสว่าง เทพรัตติกาลไม่ชอบแสงสว่างผู้ช่วยของท่านเทพจึงไม่มีใครกล้าจุดไฟ

หนึ่งในหญิงที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยและกำลังจะถูกทำพิธีคิดหาทางหนีออกมาจากกลุ่มโดยอาศัยความมืดมิดในยามราตรี เธอต้องการหนีเอาชีวิตรอดไม่ต้องการเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้กับเทพองค์ใดๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทพรัตติกาล

เทพองค์นี้มีแต่ความโหดเหี้ยมไม่ปรานีผู้ใด ทำไมเธอต้องมอบร่างและวิญญาณของเธอให้กับปีศาจตนนั้นด้วย เธอมองหาลู่ทางในการหลบหนีเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ก่อนพลบค่ำ หุบเขาข้างลำน้ำเป็นสถานที่ซึ่งสามารถวิ่งเข้าไปหลบในบริเวณนั้นได้ ผู้คุมไม่มีใครกล้าจุดไฟเธอจะอาศัยความมืดพรางตัวหลบออกไปจากที่นี่

สบโอกาสแล้วสินะเธอค่อยๆ ยอบตัวลงกับพื้น จากนั้นจึงคลานราบไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนสนใจเธอจึงวิ่งไม่คิดชีวิต เพื่อไปที่ลำธารแห่งนั้นสิ่งที่จะทำให้เธออยู่รอดต่อไปคือสองขาและลำแข้งของเธอเท่านั้น

แม้จะเจ็บปวดจากการโดนหนามไม้เล็กๆทิ่มแทง เธอไม่ยอมหยุดวิ่ง มีบางคนบอกว่า เหนือลำธารนี้ขึ้นไป มีหมู่บ้านอีกแห่งที่แห่งนี้นับถือเทพสุริยาเช่นเดียวกับเธอเธอต้องไปถึงที่นั่นให้ได้ก่อนที่พิธีกรรมจะเสร็จสิ้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือร้องลั่น สิ่งที่เธอได้ยินทำให้เธอใจเต้นระทึกเวลานี้เธอคงช่วยเหลือใครไม่ได้อีกนอกจากคิดเอาชีวิตให้รอดเท่านั้น

เสียงร้องนั้นทำให้คนในหมู่บ้านทาคานาคาได้ยินแล้วถึงกับขนลุกขนพองมีเสียงเล่าลือจากคนเบื้องล่างบอกว่า ที่หมู่บ้านด้านล่างเป็นที่พักนักของเทพรัตติกาลคนในหมู่บ้านเบื้องบนจึงไม่กล้าที่จะไปมาหาสู่กับคนเบื้องล่างด้วยกลัวในความร้ายกาจขององค์เทพ

แม้ได้ยินเสียงยังไม่กล้าออกมาจากบ้านปล่อยให้เสียงเหล่านั้นเงียบไปเอง พวกเขาทำเช่นนี้ทุกครั้ง เพื่อไม่ลบหลู่องค์เทพที่สำคัญพวกเขาไม่ต้องการให้คนในหมู่บ้านตกเป็นเชลย การวางตัวนิ่งเฉยปล่อยไปตามน้ำสามารถรักษาชีวิตคนเอาไว้ เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะทำ

“ช่วยข้าด้วย”เสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือทำให้ชาวบ้านที่กำลังขุดดินเพื่อเพาะปลูกข้าวโพดต้องหันไปมองหาต้นเสียง

เมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดสีดำพวกเขาถึงกับวิ่งหนี เป็นที่รู้กันว่า ไม่มีใครกล้าช่วยคนที่หลบหนีมาจากทาคานาลาหญิงคนนั้นคลานไปตามพื้นอย่างหมดแรง

“เจ้าเป็นอะไร”เสียงหนึ่งเอ่ยถาม เข้าไปพลิกกายของหญิงคนนั้นขึ้นมาดูว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

“ช่วยข้าด้วยข้าหนีมา” นางชี้ลงไปยังหมู่บ้านเบื้อล่าง ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด หมู่บ้านแห่งนี้แทบจะไม่มีแสงอาทิตย์ส่องลงไปถึงราวกับมันอยู่ใต้ท้องทะลึก ทั้งๆ ที่อยู่บนพื้นดิน

“ใครทำอะไรเจ้าทำไมต้องหนีมา”

“เทพรัตติกาลจับพวกข้าบูชายัญ”

สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพูดทำให้คนที่ได้รับฟังถึงกับอึ้ง ชื่อรัตติกาลคือชื่อที่ทำให้เธอถึงกับขนลุกไปทั่วตัวอย่างไม่มีสาเหตุ




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:40:28 น.
Counter : 257 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๖/๒

๑๖/๒

“โอ้ว... สุดยอด” ทุติส่งเสียงลั่น สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า มองดูก็รู้ว่าต้องไม่ใช่เนินเขาธรรมดาๆ อย่างที่เคยเห็น ภายใต้ต้นไม้รกๆ นั้น ต้องมีสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์อย่างแน่นอน

โดยเฉพาะหินปูนที่เขากำลังเกลี่ยดินออกไปจากพื้นผิวของมันนั้น มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ร่องรอยการสกัดหิน ยังมีให้เห็นอยู่ประปราย

“ดูนี่สิ ถ้าเราทำให้มันกลับคืนมาเหมือนเดิมได้ คงจะสวยน่าดู”

ทุติบอกกับนาลันทา

“เราไม่ต้องแจ้งให้คนของเปรูรับรู้ก่อนหรือคะอาจารย์”

“ลองขุดดูก่อนสักวันหรือสองวัน ถ้ามีอะไรคืบหน้า ค่อยขอยืมโทรศัพท์ของหมอศรโทรไปบอกก็ได้”

“แน่ใจว่าจะไม่มาจับเรานะคะจารย์ขา” ทาฬิดาเบรกทุติตัวโก่ง

“เราก็อย่าไปทำลายข้าวของ ของเขาสิ เราแค่เปิดหน้าดินนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”

“เราจะเอาเครื่องมือที่ไหนมาใช้ล่ะคะจารย์” ตรีทิพย์มองไม่ออกเลยว่า จะใช้สองมือเปล่าของพวกเธอ บุกเบิกเนินเขานี้ได้อย่างไรกัน

“ขอยืมเครื่องมือขุด พวกจอบหรือเสียมให้ผมได้ไหมครับคุณมารี” ทุติหันไปถามมารีทันทีที่ตรีทิพย์พูดจบ

“ได้ค่ะ” มารีสั่งคนของเธอ ให้กลับไปที่หมู่บ้าน นำเครื่องมือที่ทุติต้องการมาให้กับเธอ

“ถ้าผมเจอที่นี่เป็นคนแรกนะ ผมคงเป็นไฮราบิงแฮมประเทศไทยเลยเชียวล่ะ” ทุติยืดออกราวกับกำลังจะโอ่

“โหจารย์ขา นึกว่าจารย์โดนตัดหางไปแล้วนะ”

มุจลินทร์แซวทุติแรงๆ เธอกับทุติสนิทกันจนเกินขอบเขตของคำว่าเกรงใจ ยกเว้นคนรักของเธอเท่านั้นที่ยังคงเคารพและเกรงใจทุติ เพราะเป็นทั้งอาจารย์ผู้สอนวิชาให้ และเป็นทั้งหัวหน้างานที่แสนจะใจดี

“ตัดแล้วก็ต่อได้นะไอ้มุจ ผมเนี่ย เก่ง”

“จ้าจารย์จ๋า จารย์ทุของมุจเก่งไปทุกเรื่องนั้นแหละ ยกเว้นเรื่องเดียวเท่านั้น”

“เรื่องอะไร ไหนลองบอกมาสิ ว่าผมไม่เก่งเรื่องอะไร”

“หาเมียไงจารย์ ถ้าเก่งจริงป่านนี้จารย์ต้องมีเมียมีลูกแล้ว ช่ายปะจ๊ะจารย์จ๋า”

“โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร เรื่องนี้นี่เอง นี่ผมจะบอกอะไรให้นะ คนอย่างผม ถ้าคิดจะหาเมีย ผมมีเป็นโขยง ผมไม่หาเองต่างหาก ปะๆ จอบเสียมมาแล้ว ไปลองขุดกัน”

ทุติเปลี่ยนเรื่องทันที เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะถูกมุจลินทร์ต้อนจนมุม

“ดูสิคุณนา จารย์คุณเป็นแบบนี้ทุกที”

“ใครจะไปรู้ จารย์ทุอาจจะเป็นเกย์ก็ได้”

“เดี๋ยวเถอะ นินทากันระยะเผาขนเลยนะ กลับไปจะเขียนรายงานตัดเงินเดือนให้หมดเลยเชียว”

“ทีงี้ละหูไวนะจารย์ นินทากันแค่สองคน ดันได้ยินซะงั้น”

มุจลินทร์บ่นอุบ

“ให้คนงานตัดต้นไม้รกๆ ให้ก่อนดีไหมจารย์ เดินเข้าไปอย่างนี้มีหวังงูกัดตาย” ทาฬิดาบอก สภาพเท่าที่เห็นมีต้นไม้รกไปหมด

“ที่นี่ไม่มีงูมีพิษหรอกค่ะ” มารีบอกกับทุกคน

“ทั้งประเทศไม่มีงูมีพิษเลยหรือคะ”

“ค่ะ อาจจะเคยมีแต่คงสูญพันธุ์ไปหมด”

“ดีจังเลยนะ พวกเราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงู”

นาลันทาโล่งใจไปอีกเปราะหนึ่ง

“ฉันเคยเห็นที่นี่มาก่อน” ทาฬิดากระซิบบอกกับมารี

“ค่ะ” มารีหันไปมองหน้าทาฬิดา เธอเคยเห็นที่แห่งนี้เช่นกัน สิ่งที่เธอเห็นไม่ได้สวยงาม มันมีแต่ความตายรายล้อมอยู่ทุกอณู ณ ที่แห่งนี้

เธอเรียกว่าที่สถิตพรหมจารีแห่งรัตติกาล หญิงสาวพรหมจรรย์ต้องมาจบชีวิต สังเวยให้แด่เทพรัตตินับร้อยคน เลือดหญิงสาวบริสุทธิ์คือสิ่งสำคัญสำหรับความสาวและความสวยของเทพองค์นั้น ทาฬิดาพูดถูก ไม่น่าเรียกว่าเทพเลยสักนิด น่าจะเรียกว่าปีศาจรัตติจะดีกว่า

“ที่นี่ไม่ใช่พีระมิด แต่มันเป็นสุสาน” ทาฬิดาโพล่งออกมาเสียงดัง

“อย่าไปแตะต้องมันเด็ดขาด อันตราย” ทาฬิดาบอกอีกครั้ง

ช้าไปแล้ว ทุติช่วยคนของเขางัดเอาหินใหญ่ก้อนหนึ่งหลุดออกมาจากเนินนั้น ทำให้เห็นช่องโหว่จนคนสามารถมุดเข้าไปข้างในนั้นได้

กลิ่นอับชื้นโชยมาแตะจมูกของทุกคนทันที

“โห โคตรเหม็นเลยจารย์ ต้องหาหน้ากากออกซิเจนมาก่อน อย่างเพิ่งเข้าไปเลย” มุจลินท์เตือน

“ก็ได้ๆ เอาหินปิดคืนไปเหมือนเดิมก่อนก็แล้วกัน” ทุติสั่งระงับการสำรวจทันทีที่มีคนแย้ง ถูกของมุจลินทร์ขืนเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่มีอากาศหายใจขึ้นมา ทุกคนจะพากันไปตายในนั้น

“พาจิ๊ดกลับไปเลย เดี๋ยวนี้” ทาฬิดาสั่ง

เธอไม่อยากให้เหตุการณ์ทับซ้อนที่เธอเห็นอยู่ในเวลานี้ กับเหตุการณ์จริงๆ มาเหมือนกัน คนที่จะถูกกันออกไปให้ห่างจากสถานที่ แห่งนี้มากที่สุดคือเด็กผู้หญิง ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะหรืออายุไม่ถึงยี่สิบห้าปี

“จิ๊ดอยากดูนี่คะ”

“อยากมีชีวิตอยู่ดูโลกต่อไปอีกหลายๆ ปีหรือจะดูแค่ไอ้หลุมนี้ หลุมเดียว จากนั้นไม่มีชีวิตไปดูอะไรอีกเลยไหมล่ะ ถ้าอยากตายอยู่ดูต่อไป แต่ถ้าไม่อยาก เรารีบกลับไปอยู่กับลูกหนู แล้วห้ามออกมาวิ่งเล่นแถวนี้เด็ดขาด เข้าใจที่พี่พูดไหม” ทาฬิดาดุอัปสรจนเด็กน้อยกลัวหงอ

ทุกอย่างที่ทาฬิดาทำนั้น อยู่ในสายตาของมุจลินทร์และนาลันทาโดยตลอด ทั้งสองคนไม่เข้าใจว่าทำไมทาฬิดาจึงห้ามอัปสรอย่างนั้น หรือแม้แต่ใส่อารมณ์กับอัปสรราวกับกำลังทำความผิดขนานใหญ่จนให้อภัยไม่ได้

“ถ้าทางชักจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแล้วสิคุณนา”

มุจลินทร์กระซิบบอกกับคนรักของเธอ

“รอดูกันไปก่อนเถอะ นาว่าหนูทามมีอะไรแปลกๆ ที่เราไม่รู้ ระวังเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด คุณพายายจิ๊ดกลับไปอยู่กับหมอบิวก่อนดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของหลาน”

นาลันทาเริ่มเห็นอะไรแปลกๆ บางอย่างจากพฤติกรรมของทาฬิดา เมื่อมีคนทักทำไมเธอจะไม่เชื่อ จิ้งจกทักก่อนออกจากบ้าน คนไทยยังเชื่อกันมากมายว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี ให้ระวังตัว นี่คนทั้งคนทักแถมคนๆ นั้นไม่มีจุดประสงค์มุ่งร้ายกับหลานของเธอ ถ้าเธอไม่เชื่อคงจะตะแบงไปสักนิด

“ปะจิ๊ดไปกับอาเถอะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ปล่อยพวกโบๆ เขา

ทำงานกัน เราพวกนิวจิ๊ด ไปกันดีกว่า” มุจลินทร์โอบไหล่ของอัปสร หันไปพยักหน้าให้กับนาลันทา เป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เธอจะช่วยดูแลหลานสาวของคนรักเอง

“ตกลงเราเลิกขุดนะคะจารย์” ตรีทิพย์ถามย้ำกับทุติ

“ต้องหาหน้ากากออกซิเจนมาก่อนเราค่อยมุดเข้าไปด้านใน อากาศแย่ๆ อย่างนี้คงเข้าไปตอนนี้ไม่ได้ หรือไม่ถ้าเราหาไม่ได้คงต้องเปิดหินออกให้กว้างที่สุด เท่าที่เราจะทำได้”

“อย่าทำอย่างนั้นนะคะ”

ทาฬิดาโพล่งขึ้นมาทันทีที่ได้ยินในสิ่งที่ทุติพูด

“เป็นอะไรไปหรือเปล่าหนูทาม ทำไมถึงได้ห้ามผมล่ะ”

“บางสถานที่บางแห่ง เปิดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกค่ะ เผลอๆ เราอาจจะเปิดเอาเชื้อโรคหรืออะไรต่อมิอะไรออกมาจากในสถานที่นั้น มาสู่คนในยุคปัจจุบันก็ได้”

“แล้วอะไรล่ะที่หนูทามพูดถึง”

“อาจารย์ไม่เคยได้ยินหรือคะ ที่นี่เคยเกิดโรคไข้ทรพิษ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่แน่นะคะ ในนั้นอาจจะเป็นสุสานเก็บศพของคนที่เคยเป็นโรคไข้ทรพิษเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ได้ คนสเปนถึงได้หาศพอีกหลายร้อยหลายพันศพไม่พบ ทั้งๆ ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าคนเหล่านั้นเป็นโรคไข้ทรพิษและต้องตายแน่ๆ แต่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย”

“เออ นั่นสิเนอะ อาจเป็นไปได้ ว่าแต่หนูทามรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าที่นี่อาจจะเป็นหลุมฝังศพ”

“แค่กลิ่นที่โชยออกมา ก็รู้แล้วค่ะจารย์ขา กลิ่นอับๆ อย่างนั้น มัน

เหมือนมีหนูสักพันตัวนอนตายอยู่ในนั้น” ทาฬิดาอ้างไปเรื่อย

“จริงด้วยสิ ทำไมผมลืมคิดถึงเรื่องนี้เนอะ เอาล่ะๆ เป็นอันว่า เราต้องเอาทั้งหน้ากากออกซิเจนแล้วก็หน้ากากป้องกันสารพิษมาด้วย คงต้องรอกันอีกหลายวันกว่าของจะส่งมาถึงมือเรา นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว กลับไปพักผ่อนในหมู่บ้านกันเถอะ ผมชักหิวแล้วเหมือนกัน” ทุติหยุดงานเอาดื้อๆ

ทาฬิดายิ้มออกมาอย่างพอใจเป็นที่สุด เธอคงยับยั้งทุติได้อีก ไม่กี่วัน หลังจากนี้ทุติคงลงมือขุดเจาะสำรวจด้านในอีกครั้ง เธอขอให้อย่าเกิดเรื่องร้ายแรงกับทีมนักโบราณคดีพวกนี้เท่านั้นเป็นพอ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

“ฮ่าๆ...” เสียงหัวเราะร่วนดังออกมาจากในถ้ำลึกกลางป่า เสียงนั้นฟังแล้วไม่ได้รู้สึกขำตามไปด้วย หากแต่ใครได้ฟัง รู้สึกขนลุกขนพอง

“นายท่านอารมณ์ดียิ่ง” เสียงบุรุษหนุ่มเอ่ยถาม

“เหตุใดข้าต้องเศร้าใจด้วยเล่า”

“มิได้ดอกนายท่าน ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”

“ข้าดีใจ ทาฬิกลับมาหาข้า เจ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นไหม คูโก ข้ารอนางมานานแสนนาน รอให้นามปลดปล่อยข้าเป็นอิสระ นับจากนี้ ข้าจักเป็นอิสระแล้วคูโก”

“ขอรับนายท่าน” เขาโค้งให้กับผู้เป็นนาย การรอคอยแสนจะยาวนานคงจะสิ้นสุดลงเสียที 




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:39:41 น.
Counter : 185 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.