It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๑

บทที่  ๑๑

มารีรีบกลับมาถึงหมู่บ้านเธอรีบจัดการพิธีศพสองพ่อลูกทันที โชคดีที่เธอกลับมาก่อนตะวันจะตกดินจึงยังพอมีเวลาเตรียมการอยู่บ้าง

เธอนึกขึ้นได้ว่าทิ้งทีมหมอเอาไว้ จึงเอ่ยถามกับคนของเธอ

“หมอล่ะ”

“กลับไปแล้วขอรับ”คนในเผ่าตอบทันที

“อะไรนะกลับไปเมื่อไหร่” มารีขมวดคิ้วเข้าหากัน

“เมื่อเช้าขอรับ”

“ทำไมถึงได้กลับไปเร็วนัก”

“พวกหมอเอาหญิงกาลีไปด้วย”

มารีถึงกับอึ้งหญิงกาลีคงหมายถึงแม่ซึ่งเพิ่งจะคลอดลูกตายไป เมื่อคืน อาการยังไม่ดีต้องออกเดินทางไปอย่างนั้น ฝนยังคงตกไม่หยุด ทั้งคนป่วยคนดี จะเดินทางกลับไปได้อย่างไร

เธอรู้ว่าทำไมคนของหมู่บ้านถึงได้ตัดสินใจไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่หายดี ตำนานของหญิงคลอดลูกตาย หญิงคนนั้นคือหญิงกาลีน่าแปลกแต่เป็นเรื่องจริง ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดในหมู่บ้าน คลอดลูกตาย ในคืนเดือนมืด ผู้หญิงคนนั้นคือคนแรกที่ทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้

“หากวันใดฟ้ามืดมนเกิดเหตุหญิงคลอดลูกตายในคืนเดือนดับ ฝนฟ้าพิโรธโกรธกริ้ว มีผู้บุกรุกถ้ำต้องห้ามยามนั้นจักเกิดเหตุกาลีแก่ทาคา”

คำทำนายนั้นทุกคนจำได้ดีเป็นคำสอนสั่งของผู้เฒ่าผู้แก่มานับร้อยๆ ปี เธอไม่แปลกใจเลยที่คนในหมู่บ้านจะหวาดกลัวและขับไล่หญิง คนนั้นให้ออกจากหมู่บ้านทันที

เธอควรทำพิธีศพสองพ่อลูกให้เสร็จก่อนที่จะตามกลุ่มของหมอกลับไปยังทาคานาคา

“ท่านผู้เฒ่า”มารีเอ่ยทักผู้อาวุโสสูงสุดในหมู่บ้าน พร้อมกับโค้งคำนับให้เขาเธอเป็นคนเชิญเขาให้มาทำพิธีครั้งนี้ด้วยตนเองไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีศพของพ่อกับลูกมาตายพร้อมๆ กันหนำซ้ำผู้เป็นพ่อยังตายในถ้ำต้องห้ามจึงต้องให้ผู้ที่มีไสยเวทย์สูงสุดของเผ่ามาเป็นผู้ทำพิธีส่งวิญญาณพวกเขาในครั้งนี้

ผู้เฒ่ายืนถือคบไฟปากพร่ำท่องมนต์ของเขา ก่อนที่จะจุดไฟเผาร่างสองพ่อลูก เปลวเพลิงลุกพรึบอย่างรวดเร็วเสียง แกว๊กๆ ดังลั่นอีกครั้ง

ทุกคนถึงกับขนลุกทั่วกาย

“ลางร้ายร้ายยิ่งนัก” ผู้เฒ่าหันไปบอกกับมารี

“เจ้าจงระวังตัวให้ดีหัวหน้า หากทาคาไม่มีเจ้าคงจะวุ่นวายไม่มีวันสิ้นสุด จำคำข้าไว้ผู้ระวังมักเพลี่ยงพล้ำให้แก่ผู้จ้องทำร้าย ”

“ค่ะท่านผู้เฒ่าเราจะระวังตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“ข้าจะรอเจ้ามารีลูกพ่อ” ชายชราโอบกอดร่างบางของมารีเอาไว้แน่นเขาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกของเขาได้คำทำนายบ่งบอกชัดแจ้งว่าผู้ที่จะต้องรับศึกในครั้งนี้มีเพียงมารีและหญิงสาวอีกคนหนึ่งเท่านั้น

ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นใครเขาไม่รู้เขาเฝ้าภาวนาว่าให้มารีพบกับผู้หญิงคนนั้นโดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป

ทาฬิดาเดินทางกลับทาคานาคาอย่างทุลักทุเลมาว่ายาก เดินทางกลับยิ่งยากกว่า คนป่วยนอนอยู่บนแคร่ สอดด้วยไม้ยาวสองท่อนให้พ่อและพี่ชายของเธอแบกขึ้นเขา โดยมีกลุ่มของทาฬิดาคอยระวังหลังให้

ทาฬิดาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการเดินทางมาเที่ยวของเธอต้องมาเจอกับเรื่องยุ่งยาก ความเชื่อของคนเป็นสิ่งยากที่จะลบล้างยิ่งเป็นความเชื่อระดับตำนาน เชื่อสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นยิ่งลบความเชื่อเหล่านั้นยากกว่าสิ่งอื่น

โชคดีที่โกกนทสามารถพูดภาษาสเปนได้ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงลำบากในการสื่อสารกับคนท้องถิ่น เธอรู้จักกับโกกนทมาหลายปีไม่เคยรู้มาก่อนว่าโกกนทสามารถสื่อสารภาษาอื่นได้นอกจากภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ หลังจากนี้เธอคงต้องกลับไปเรียนภาษาอื่นบ้าง

คุณปู่ของเธอพูดถูกโลกใบนี้ไม่ได้สื่อสารกันแค่ภาษาเดียว ยังมีภาษาอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่คนบนโลกใช้สื่อสารกัน จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่เชิงที่ว่าดีนั้นคือยุคล่าอาณานิคม ทำให้คนบนโลกใบนี้จากที่เคยใช้ภาษาถิ่นก็หันไปใช้ภาษาของเจ้าอาณานิคม เช่น อังกฤษประเทศซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดินแดนพระอาทิตย์ไม่มีวันตกดิน เพราะประเทศนี้มีอาณานิคมไปทั่วโลกตั้งแต่ออสเตรเลีย แคนนาดา แอฟริกาใต้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เห็นจะมีมาเลเซียกับพม่า อินเดีย และอีกหลายประเทศซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเกาะอังกฤษ

ส่วนในดินแดนอื่นๆในโลกตกเป็นของสเปน ฝรั่งเศส จึงทำให้ประเทศผู้ตกอยู่ใต้อำนาจเหล่านั้นหันมาพูดภาษาของเจ้าอาณานิคมจนกลายเป็นภาษาหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศนั้นๆ

ข้อเสียก็คือวัฒนธรรมดั้งเดิม ถูกทำลายทิ้งไปจนเกือบจะสิ้นซาก ถูกบังคับให้นับถือศาสนาอื่นหากใครไม่ยอมเข้ารีต อาจจะถูกใส่ความ ถึงขั้นประหารชีวิตจนทำให้บางประเทศแทบไม่หลงเหลือร่องรอยอารยธรรมของตนเอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็น

กับบางประเทศนั้นพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของตน ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของเจ้าอาณานิคมจนกลายเป็นประเพณีใหม่ แต่ยังแฝงความเชื่อเก่าๆ ของตนเอาไว้ในนั้นด้วย

ทาฬิดาเชื่อว่าประเทศนี้ทำอย่างหลังเสียมากกว่าปรับเปลี่ยนความเชื่อใหม่ ผสมผสานกับความเชื่อเก่าของบรรพบุรุษตนแต่ไม่ทำให้สเปนเห็นเป็นสิ่งผิดจึงทำให้ประเพณีบางอย่างยังคงทำสืบเนื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้

ที่น่าแปลกก็คือเผ่าทาคาทั้งสองเผ่า ทำไมถึงได้ยึดติดกับความเชื่องมงายอยู่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเผ่าอื่นๆ บ้างเลยหรือไร

“โอ๊ย”เสียงคนป่วยร้องออกมาเบาๆ ร่างบนแคร่คงกระทบกระเทือน จึงร้องออกมาอย่างนั้น

“วางลงก่อน”โกกนทบอกพ่อกับพี่ชายของคนป่วย

“พอจะมีโคคาบ้างไหม”เธอเอ่ยถาม

ทั้งสองคนรีบล้วงลงไปในกระเป๋าสะพายลักษณะคล้ายๆย่ามของพวกเขา หยิบเอาใบไม้ออกมาคนละกำ

“เอาให้เธอกินมากเท่าไหร่ยิ่งดี” โกกนทบอก

คนเจ็บของเธอจึงต้องกินใบไม้นั้นเข้าไปเพื่อระงับความเจ็บของตัวเอง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างโกกนทรู้ว่าเธอคงเจ็บปวด คนผ่าตัดใหม่ๆ ไม่ควรถูกเคลื่อนย้าย การกระทบกระเทือนนิดเดียวอาจทำให้คนป่วยเจ็บเจียนตาย

หลังจากรอให้คนป่วยสงบลงเพราะฤทธิ์ใบโคคาโกกนทรีบสั่งให้เดินทางต่อ พวกเธอยังเดินมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง หากรอช้ากว่านี้คนป่วยจะเจ็บหนัก และอาจจะเสียชีวิตได้

ขบวนของทาฬิดาจึงเริ่มเดินทางอีกครั้งพวกเธอลืมไปด้วยซ้ำว่า ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ค่ำเมื่อวาน โกกนทและภัทรมลสั่งให้ทุกคนเคี้ยวใบโคคามาคนละใบสองใบเรี่ยวแรงของพวกเธอจึงยังไม่หมด สักพักอาจไม่แน่พวกเธอทุกคนอาจจะเป็นลมเพราะความหิวทั้งหมดก็เป็นได้

“ทำไมเด็กๆยังไม่กลับ” นาลันทาเอ่ยถามมุจลินทร์

“ไม่รู้สิคะอาจจะไปค้างที่ไหนก็ได้”

“มีโทรศัพท์ทำไมไม่โทรมาบอก”

“อาจจะไม่มีสัญญาณก็ได้นะคุณใจเย็นๆ เถอะน่า”

มุจลินทร์ปลอบเธอได้ยินมาชัดๆ ว่านาลันทาบ่นอัปสรเรื่อง ห้ามใช้โทรศัพท์พร่ำเพรื่อ กลัวจะสิ้นเปลือง ในกรณีนี้เธอฟันธงได้ว่าผิด ทั้งอาทั้งหลาน

“เดี๋ยวเถอะกลับมาจะตีให้หลังลายเชียว เที่ยวอะไรกันนักหนา ข้ามวันข้ามคืน”

“ลองไปถามที่บริษัทนำเที่ยวดูไหมจะได้รู้ว่าพาเด็กๆ ไปที่ไหน”

มุจลินทร์นึกขึ้นได้วันก่อนเธอทั้งคู่ไปเดินตามหาไกด์และล่ามให้กับทาฬิดาที่ตลาดหากกลับไปถามที่นั่นคงจะรู้ว่ามารีพาเด็กๆ ไปที่ไหน

นาลันทาไม่รีรออะไรอีกความเป็นห่วงหลานสาวและทาฬิดา พุ่งทะยานถึงขีดสุดเกินขีดจำกัดของคำว่ารอ

ที่ตลาดไม่มีร้านที่เธอเคยพบกับมารีเธอจึงถามกับคนแถวๆ นั้น

“พอจะรู้ไหมว่าไกด์ที่เคยมานั่งรอนักท่องเที่ยวอยู่ที่ไหน”

นาลันทาชี้ไปที่บริเวณซึ่งเธอเคยพบกับมารีแต่ในเวลานี้ไม่มีโต๊ะตัวเล็กๆ ตั้งอยู่เหมือนเช่นวันก่อน

“คงรับแขกไปเที่ยวนั่นแหละถ้ามีแขกจะไม่มีคนมาตั้งโต๊ะ”

“พอรู้ไหมคะว่าหมู่บ้านของมารีอยู่ที่ไหน”นาลันทาถามแม่ค้าซึ่งตั้งแผงขายของอยู่ติดกับโต๊ะเล็กๆ ของมารี เธอจำได้ว่าวันก่อนเธอยังช่วยอุดหนุนซื้อของจากร้านนี้ไปหลายอย่าง

“ทาคานาคาไกลมาก” แม่ค้าบอกด้วยสำเนียงแปล่งๆ

“ไปยังไงพอรู้ไหม”

“ต้องนั่งรถต่อมอเตอร์ไซด์และเดินเท้าขึ้นเขาทาคาไป หลายชั่วโมง”แม่ค้าบอกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

“หา...”นาลันทาถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่าหมู่บ้านของมารีจะอยู่ไกลจากที่แห่งนี้มากถึงขนาดนั้น

“ใจเย็นๆคุณ เรารออีกสักพักดีกว่า ถ้ามันไกลขนาดนั้นจริงๆ คงไปกลับสองวันนั่นแหละ อะ.. มุจให้สามวันเลยดีกว่าเผื่อจะเดินเที่ยวที่หมู่บ้านนั่นด้วย”

“หลานสาวเราหายเราตายกันแค่สองคน แต่ถ้าหนูทามหายไป ล่ะก็ชีวิตพวกเราทั้งหมด คนต้องตายไปพร้อมๆ กัน”

“ทำไมล่ะ”

“ท่านนายพลไม่เอาพวกเราไว้แน่ๆมุจ นาล่ะกลัวจริง”

พอได้ยินในสิ่งที่นาลันทาพูดทำให้มุจลินทร์ถึงกับร้อนๆ หนาวๆ ตามไปด้วย ถูกของนาลันทา หากอัปสรเป็นอะไรไปมีเพียงพวกเธอเท่านั้นที่จะเดือดร้อน เพราะอัปสรคือหลานสาวของพวกเธอ แต่กับทาฬิดาทายาทเพียงคนเดียวของท่านายพลใหญ่ ผู้มีอำนาจล้นฟ้าแถมยังมีพ่อเป็นนายพลร่วมด้วยอีกคน หัวของพวกเธอคนต้องเอาไปขึ้นเขียงรอการประหารกันทั้งตระกูล ดีไม่ดีอาจจะไม่มีใครได้ผุดได้เกิดเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งคิดยิ่งนึกหวั่นเธอทำได้แค่ภาวนาให้เด็กทั้งสองคนกลับมาหาพวกเธอในเร็ววัน

ศรรักให้อัปสรกับพิมมาดาช่วยเธอหยอดวัคซีนให้กับเด็กๆหลังจากนั้นจึงพาอัปสรและพิมมาดาออกไปเดินชมหมู่บ้านทาคานาคา

“พี่หมอชอบที่นี่หรือคะ”

อัปสรเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าศรรักชื่นชมธรรมชาติอยู่นาน

“นานๆจะได้เห็นอะไรเขียวๆ อย่างนี้สักที อยู่ที่โน่นมีแต่ทะเลทราย มีแต่เมืองเฟคๆต้นไม้ปลูกเอง น่าเบื่อจะตายไป สู้ที่นี่ไม่ได้ มีต้นไม้เกิดเองตามธรรมชาติมีนาขั้นบันได มีของกินสารพัด ที่นี่แหละ สุดยอดแล้วน้องเอ๊ย”

“เป็นเจ้าหญิงไม่ดีหรือคะน้าศร”

“ไอ้ดีมันก็ดีหรอกนะลูกหนูเสียอย่างเดียวไปไหนมาไหน มีคนแห่ตามเป็นฝูง”

“ดีออกจะตายไปจะได้ไม่ต้องถือของเอง”

“เหมือนนักโทษต้องมีผู้คุมไปไหนมาไหนด้วยตลอดมันอึดอัดบอกไม่ถูก” สายตาของศรรักมองลงไปเบื้องล่างเธอเห็นเหมือนกับกำลังมีคนแบกอะไรสักอย่างขึ้นมาที่หมู่บ้านแห่งนี้

“ลูกหนูขอกล้องส่องทางไกลน้าหน่อย” ศรรักบอกอย่างนั้น พิมมาดาจึงยื่นกล้องส่องทางไกลของเธอให้กับศรรักทันที

“ตายแล้วมีคนป่วยมา” ศรรักร้องลั่นเธอล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียวของเธอออกมา โทรไปหาใครสักคนฟังความได้ว่า ขอเฮลิคอร์ปเตอร์หนึ่งลำ มารับคนป่วยที่หมู่บ้านทาคานาคาจากนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านไปบอกกับผู้ช่วยของเธอให้รีบลงไปรับคนป่วยขึ้นมา อย่างน้อยๆคนที่แบกมานั้นจะได้พักเหนื่อยบ้าง

กลุ่มผู้ชายถึงหกคนรีบวิ่งไปตามคำสั่งของศรรักทันทีส่วนศรรักรอเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์เท่าที่คิดว่าจะต้องใช้ อย่างน้อยๆ คนต้องมี ถังออกซิเจนอากาศบนนี้บางเบากว่าอากาศด้านล่าง คนธรรมดายังหายใจแทบไม่ทัน แล้วคนป่วยล่ะคงหายใจลำบากกว่าหลายเท่า

กว่าจะแบกคนป่วยขึ้นมาถึงหมู่บ้านเฮลิคอร์ปเตอร์ที่ศรรักโทร ให้มารับคนป่วยก็มาถึงพอดี

“เอาคนป่วยขึ้นเลย”ศรรักสั่ง

“ค่าใช่จ่ายเรียกเก็บที่ท่านชีค”เธอสั่งอีกครั้ง จากนั้นจึงให้ผู้ช่วยของเธอ ติดไปกับเฮลิคอร์ปเตอร์ลำนั้นด้วย

“ขอบใจนะศรถ้าไม่ได้แกคนเจ็บคงแย่” โกกนทบอก

“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้นททำไมแกต้องแบกมาอย่างนี้”

“เรื่องมันยาวไว้ค่อยเล่า พวกฉันเหนื่อย ตั้งแต่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน”

“อ้าวทำไมล่ะ” ศรรักเลิกคิ้วถาม

เพื่อนของเธอไปทำอะไรมาไหนว่าจะไปทำคลอดผู้หญิงท้องแก่แล้วทำไมถึงต้องรีบตาลีตาเหลือกกลับมาอย่างที่เธอเห็น มันต้องมีอะไร ไม่ชอบมาพากลเกิดกับเพื่อนของเธอแน่นอน

“บอกแล้วไงว่าเหนื่อยหาอะไรให้กินหน่อย หิวไส้จะขาดอยู่แล้วเพื่อน” โกกนทบ่นใช่แต่ความหิวอย่างเดียวที่คืบคลานเข้ามาหาเธอ มีทั้งความง่วง ความเหนื่อยล้าและอาการอยากจะสละทุกสิ่งออกจากร่างกาย หากทำได้ เธออยากจะหลับสักสิบวันสิบคืนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย

เธอหันไปมองอีกสองคนทั้งคู่คงรู้สึกไม่ต่างจากเธอ

หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและกินข้าวเสร็จ โกกนทเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับศรรักฟังแล้วจึงขอตัวไปนอนพร้อมกับภัทรมลและ ทาฬิดาผ่านไปเกือบสิบสองชั่วโมง จนฟ้าสางทั้งสามคนยังไม่ตื่น

“นอนขี้เซากันจังเลยแฮะ”อัปสรบ่นเบาๆ

“จิ๊ดก็ลองเดินขึ้นเดินลงเขานี้ดูเองสิแล้วจิ๊ดจะรู้”

“ลูกหนูเคยแล้วเหรอ”

“เคยสองหนแทบตาย”

“แล้วทำไมไม่เอาแมงปอไปล่ะ”

อัปสรพูดถึงเฮลิคอร์ปเตอร์ที่บินมารับคนเจ็บไปเมื่อวาน

“มันไม่มีที่จอดข้างล่างต้นไม้เยอะไปหมด น้าศรบอกว่าจะอันตราย”

“อ้าวแล้วกัน อย่างนี้น่าจะทำรอกเนอะ หรือไม่ก็กระเช้าไฟฟ้า จะได้สะดวกหน่อยไม่ต้องเดินขึ้นเดินลง”

“จริงด้วยทำไมน้าไม่คิดได้ตั้งแต่แรกนะ ขอบใจนะจิ๊ดที่ช่วยน้าคิด”ศรรักหยิบโทรศัพท์เครื่องเมื่อวานขึ้นมาอีกครั้งเธอโทรบอกใครสักคนถึงความคิดที่จะทำกระเช้าไฟฟ้าจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน บอกอีกว่า ให้ ส่งคนและเครื่องมือเข้ามาในพื้นที่ได้เลยไม่ต้องรออะไร

“คนรวยเนี่ยคิดอะไรทำได้ทุกอย่างเลยเนอะว่าปะ”

อัปสรกระซิบกระซาบกับพิมมาดา

“น้าศรก็เป็นอย่างนี้แหละไม่ต้องไปสนใจหรอก”

“อยากรวยแบบน้าศรบ้างจังจะได้มีโทรศัพท์โทรผ่านดาวเทียม เอ๊ยโทรศัพท์ ตายแล้วต้องโทรบอกอากลางสงสัยป่านนี้โดนด่าเละแน่เลย ทำไงดี” อัปสรล้วงกระเป๋ากางเกงของเธอหยิบโทรศัพท์ของเธอออกมา แต่มันกลับไม่มีสัญญาณอะไรใดๆบ่งบอกว่าสามารถโทรไปหานาลันทาได้

“เอาโทรศัพท์น้าศรไหมจะขอยืมให้” พิมมาดาเสนอ

“จะได้เหรออากลางต้องบ่นยาวเป็นกระบุง เปลืองเงินแย่เลย”

“งั้นให้น้าศรโทรบอกให้สิจะได้ไม่คุยยาว”

“ใช่ๆเอาอย่างนั้นดีกว่า” อัปสรไม่รอช้า รีบทำตามที่พิมมาดาเสนอทันทีขืนมัวชักช้าไปมากกว่านี้ มีหวังอากลางของเธอ คงบ่นจนหูชาไปหลายวัน 




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:33:48 น.
Counter : 180 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๐

บทที่  ๑๐

“เจ้าต้องการจะจากเราไปกับนางเช่นนั้นรึทาฬิ”

เสียงเกรี้ยวกราดดังกึกก้องไปทั่ว

“ข้ามิได้ไปกับนางข้าอยากไปของข้าเอง”

“มายามิมีอันใดให้เจ้าทำแล้วหรือไรเจ้าจึงคิดทิ้งไปเช่นนี้”

“ไม่เกี่ยวกับมายาคำทำนายแห่งข้าได้ทำจนจบกระบวนความแล้ว คงมิต้องทำสิ่งอื่นใดนอกจากนี้”

“คำทำนายที่มายาจักล่มสลายของเจ้ามันไร้เหตุผลสิ้นดีทาฬิ เจ้าเป็นเทพแห่งกาลเวลา ทำนายเช่นนั้นเท่ากับเจ้าสาปแช่งให้มายาล่มสลาย”

“ข้ามิได้สาปแช่งอันใดเลยรัตติข้าบอกแล้วว่านี่คือคำบัญชาแห่งเมืองฟ้า อีกมินาน ทุกสิ่งบนดาวไกอาจักต้องแหลกสลายมิมีสิ่งใดจักหยุดยั้งความจริงข้อนี้ได้ดอกรัตติ”

“ข้านี่แหละจักหยุดคำทำนายของเจ้าทาฬิ”

“เหตุนี้ข้าจึงต้องออกไปจากมายาเพื่อมิให้คำทำนายแห่งข้าเป็นจริง หากเจ้ายังรั้งข้าเอาไว้ อีกไม่นานมายาจักเป็นตามคำทำนายแห่งข้า เจ้ารู้มิใช่รึรัตติ”

“เจ้าหาข้ออ้างมากกว่าทาฬิ”

“ต่อให้เจ้ารั้งข้าด้วยวิธีใดคงไม่มีผลหากข้าต้องการจักไปที่แห่งใด ข้าไปได้ทุกที่ เจ้าอย่าลืมสิไม่มีแห่งหนใดบนไกอาไม่มีเวลาข้าคือเทพแห่งเวลา จึงไปได้ทุกที่”

“ข้าสั่งเจ้าทาฬิมิให้เจ้าไปจากที่นี่”

“มิมีผู้ใดสั่งข้าทาฬิธิดาแห่งองค์มหาเทพได้ดอกรัตติ”

“เจ้า...”ผู้หญิงที่ชื่อรัตติคนนั้นทาฬิดาเห็นใบหน้าของเธอบ่งบอกกว่ากำลังโกรธจนไม่สามารถยับยั้งอารมณ์เอาไว้ได้

ส่วนผู้หญิงที่ชื่อทาฬิคนนั้นมีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนเถียงกันอย่างดุเดือดบริวารห้อมล้อมต่างถอยหนีไปหลบอยู่ตามต้นเสา หรือหลังกำแพงเสียงที่ทั้งสองคนคุยกันนั้น ทำให้แผ่นดินถึงขั้นสะเทือนขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวราวกับเป็นแผ่นน้ำ

“ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดล้าฟ้าเขียวข้าจักตามไปทำลายเจ้า เจ้าจำเอาไว้ทาฬิ”

“ข้าจะคอย”ร่างของทาฬิหายไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งให้อีกฝ่ายอยู่เพียงลำพัง

ผู้หญิงที่ชื่อรัตติทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดวงตาทั้งสองของเธอมีน้ำตาไหลออกมา มือของผู้หญิงคนนั้นกำอะไรสักอย่างเอาไว้แนบอกลักษณะกลมๆ แบนๆ สีของมันเป็นสีทอง เธอไม่แน่ใจว่าของสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ที่แน่ๆ ทาฬิดาเห็นแล้วรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้จับใจเหตุใดหนอทาฬิจึง ใจร้ายกับผู้หญิงคนนี้เหลือเกินหากเป็นเธอคงไม่ทำร้ายจิตใจเพื่อนอย่างที่ทาฬิทำ

ทาฬิดาสะดุ้งตื่นเธอได้ยินเสียงคนวิ่งมาที่หน้าประตูบ้าน เสียงตะโกนบ่งบอกว่ามีคนอยู่หน้าบ้านหลังนี้นับสิบคน เหมือนว่ากำลังโกรธ ถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน

“เกิดอะไรขึ้น”ทาฬิดางัวเงีย พบว่าพวกเธอนอนรวมตัวกันอยู่หน้ากองไฟ ซึ่งบัดนี้ได้มอดไปจนหมดเหลือเพียงกองเถ้าถ่านทิ้งไว้เท่านั้น

“อะไร”โกกนทตื่นขึ้นมาอีกคน

“ไม่รู้สิคะพี่หมอเหมือนมีคนมาตกโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน” ทาฬิดาบอกเท่าที่เธอรู้

“เดี่ยวพี่มา”โกกนทรีบลุกขึ้น เดินออกไปหน้าบ้าน กลุ่มผู้ชายหลายคนมายืนออกันอยู่ที่หน้าบ้าน จริงอย่างที่ทาฬิดาบอกในมือนั้นถือหอกซึ่งทำมาจากไม้เหลาจนแหลมติดตัวมาด้วยทุกคน

“เกิดอะไรขึ้น”โกกนทตะโกนถามออกไป

“ที่นี่มีกาลกิณีเราต้องกำจัด” หนึ่งในกลุ่มชายพวกนั้นบอก

“ใคร”โกกนทเริ่มงง

“ผู้หญิงคนนั้น”ชายคนนั้นชี้ไปในบ้าน

โกกนทไม่เข้าใจใครกันที่เขาบอกว่าเป็นกาลกิณี ในบ้านนั้นมีผู้หญิงอีกสามคน

“คนไหน”

“ชอง”ผู้ชายคนนั้นพูดชื่อของแม่ผู้ที่เสียงลูกไปเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ทำไมคุณถึงคิดอย่างนั้น”

“นางคลอดลูกบูชารัตติกาลนางคือกาลกิณี”

“ชองไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ลูกของเธอตายพวกคุณไม่เข้าใจหรือไง”

“นางเป็นกาลกิณีมาตั้งแต่นางเกิดแม่นางตายในวันที่คลอดนาง พอนางคลอดลูก ลูกนางก็ตายสังเวยรัตติกาล นกยมทูตมาบอกความกับเรานางเป็นกาลกิณี ต้องกำจัดนางออกไปจากหมู่บ้าน”

“อะไรนะชองยังเจ็บอยู่จะให้เดินทางได้ยังไง”

“หากไม่กำจัดนางต้องมีคนถูกสังเวยอีกนับสิบนับร้อย ต้องกำจัดนางทิ้งซะ”

“กำจัดนางกำจัดนาง กำจัดนาง”

เสียงของผู้ชายที่เหลือต่างตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

“พวกเขาว่ายังไงนท”ภัทรมลเดินมาถาม

“พวกนี้จะให้ชองออกไปจากหมู่บ้านบอกว่าเธอคลอดลูกตาย เมื่อคืน สังเวยรัตติกาล ต้องขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านนกอะไรสักอย่าง มาบอกกับพวกเขาเมื่อคืนนี้ค่ะพี่หมอบิว”

“นกเหรอเสียงนกที่เราได้ยินเมื่อคืนหรือเปล่า”

“ไม่รู้สิคะที่แน่ๆ คือถ้าให้ชองเดินทางตอนนี้ มีหวังเธอตายแน่ๆ”

“นั่นสิพี่ยังไม่อยากให้เคลื่อนย้ายคนป่วยตอนนี้เหมือนกัน”

“ถ้าพวกนั้นต้องการให้ไปเวลานี้ล่ะคะพวกพี่จะทำยังไง”

ทาฬิดาเอ่ยถามขึ้นมาบ้างคงไม่มีใครในที่นี้ห้ามคนข้างนอกได้ พวกเธอคงไม่สามารถทำอะไรได้

“เราต้องอ้างว่าเรารอมารีมารีคนเดียวเท่านั้น ที่จะคุยกับพวกนี้ รู้เรื่อง”โกกนทบอก หนทางเดียวที่พวกเธอทำได้คือ รอให้มารีมาช่วยพูดกับพวกเขา

“เราจะอ้างเลยดีไหมพี่หมอ”ทาฬิดาถามทันที

“เดี๋ยวพี่ลองดู”

โกกนทสวมหัวใจสิงห์ออกไปเจรจากับคนนอกบ้านอีกครั้ง

“รอมารีกลับมาก่อนไม่ได้หรือคะ”

“ไม่ได้”เสียงสวนตอบกลับมาทันควัน

“โปรดรอเถอะค่ะมารีกลับมาพวกคุณคงจะรู้เรื่องทั้งหมด”

“ถ้ำนั้นใช่จะเข้าจะออกกันได้ง่ายๆกว่าจะกลับคงอีกสามวัน”

“ทำไมนานอย่างนั้น”ประโยคแรกโกกนทพูดกับตัวเองก่อนที่จะหันกลับไปเจรจาต่อรองอีกครั้ง

“คนเจ็บของฉันต้องการเวลาอีกสามวันเธอถึงจะเดินทางได้”

“ไม่ได้ต้องไปเดี๋ยวนี้ หากนางไม่ออกไปก่อนเที่ยง หมู่บ้านของเราจะต้องเกิดอาเพศ แน่ๆ”

“ซวยแล้ว”โกกนทพูดกับตัวเองอีกรอบ

“ว่าไงนทพวกเขายอมไหม”

“ไม่ค่ะพี่หมอเขาจะให้ออกไปจากหมู่บ้านตอนนี้ เอาไงดีพี่”

“เราคงต้องลากหรือแบกไปถ้าต้องทำอย่างนั้นจริงๆ ดีกว่าปล่อยให้เธอตาย”

“แต่เราไม่มียาแก้ปวดมากพอนะพี่”

“ใบโคคาให้กินเข้าไปเยอะๆ จะได้หลับ แล้วพวกเราแบกไป”

“จะไหวหรือคะทางขึ้นเขาตั้งเกือบสิบกิโล” โกกนทแค่คิดยังเหนื่อย หากต้องทำจริงๆคงต้องตายกันไปข้าง

“มันก็ต้องโด๊ปทั้งคนป่วยคนแบกนั่นแหละ”

“ตกลงฉันขอแคร่หามคนป่วยด้วย”

โกกนทหันไปบอกกับผู้ชายเหล่านั้น

“พวกเราขอโทษหมอด้วยที่ต้องทำอย่างนี้เราไม่อยากให้หมอลำบากใจพ่อของนางกับพี่ชายจะมาช่วยหมอแบกนางออกไปจากหมู่บ้านของพวกเรา” สิ้นคำพูดนั้นชายสองคนเดินออกมาจากกลุ่มชายทั้งหมด พวกเขามีใบหน้าละม้ายคล้ายกับชองทำให้โกกนทรู้ว่าทั้งสองคนคือบิดาและพี่ชายของคนป่วยตามที่บอกไว้

มารีและคนของเธอเดินเข้าไปในถ้ำเธอกะประมาณคร่าวๆ และดูจากรอยเท้าของโอแปงชายผู้ต้องเสียงลูกไปตั้งยังไม่เกิดเขาคงเดินนำหน้าพวกเธอไปไม่ไกลนัก

ถ้ำแห่งนี้เป็นสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่ต้องห้ามของชนเผ่าทาคาไม่ว่าจะเป็นทาคานาคาหรือทาคานาลา หากผู้ใดละเมิดเข้ามาในสถานที่แห่งนี้สิ่งเดียวที่พวกเขาจะได้รับคือความตาย

ไม่ใช่ความตายจากคนหากแต่มาจากคำสาปของสถานที่ สิ่งที่จะปกป้องคนที่เข้ามาในนี้มีเพียงสิ่งเดียวคือปลายหอกของเทพสุริยามีเพียงเหล่านักรบผู้กล้าเท่านั้นที่จะมีของสำคัญพกติดตัว

ปลายหอกของเทพสุริยาครั้งแรกเริ่มนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นหลังจากที่เทพสุริยาปราบเทพรัตติกาลได้ หอกนั้นจึงถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ สิบส่วนเพื่อมอบให้กับนักรบผู้กล้าของชนเผ่าทั้งสิบคน เพื่อส่งมอบต่อให้กับผู้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตามคำทำนายของเทพสุริยา หนึ่งในชิ้นส่วนทั้งสิบชิ้น คือสิ่งที่มารีนำมาทำเป็นจี้ห้อยคอของเธอผู้ติดตามของเธอทั้งสามคน เป็นผู้สืบทอดเชื้อสายของนักรบในสมัยนั้นพวกเขาจึงมีปลายหอกของเทพสุริยาพกติดตัวกันทุกคน เพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งชั่วร้ายจากรัตติกาล

ส่วนเธอนั้นเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าเผ่าทาคานาคาเธอจึงเป็นผู้สืบทอดมาด้วยเช่นกันมารีได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพ่อของเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก คำทำนายเมื่อเธอเกิดคือเธอจะเป็นผู้ปกป้องเผ่าทาคาทั้งเบื้องล่างและเบื้องบน

คำทำนายไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเธอไม่อยากได้คำทำนายนั้นเลย สักนิด เธออยากเป็นคนปกติทั่วไปไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากเหมือนเพื่อน รุ่นเดียวกัน ตั้งแต่จำความได้ เธอถูกบังคับให้เรียนทุกอย่างทั้งตำราการแพทย์ ภาษา ไสยเวทย์ มนต์ขาว และการป้องกันตัวจากมนต์ดำหลังจากที่เธออายุสิบสอง เธอต้องไปเรียนหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันสเปน โปรตุเกต จีน ยังไม่รวมถึงภาษาถิ่นอื่นๆอีกหลายภาษาซึ่งเธอสามารถพูดแต่เขียนไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงสามารถพูดและเขียนได้หลากหลายภาษาแต่กว่าเธอจะพูดภาษานั้นได้ เธอต้องใช้ความพยายามจนสุดความสามารถ

หลังจากที่เรียนจบมาเมื่อสองปีก่อนเธอถูกเรียกตัวกลับมาทาคานาคา เพื่อมารับสืบทอดตำแหน่งจากผู้เป็นบิดาคำทำนายบางเรื่องทำให้เธอต้องกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหลังจากที่จากไปถึงสิบสองปี

“นายท่านเขาอยู่ข้างหน้า” คนของมารีบอกกับเธอ

ร่างของโอแปงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไม่มีศพทารกอยู่ใกล้ๆ ตัวเขาทำให้มารีรู้ว่าต้องเกิดเหตุอะไรบางอย่างกับเขาเธอเข้าไปพลิกร่างของเขาให้หงายขึ้น ใช้นิ้วมือของเธอจับที่ข้อมือของเขา

“ตายแล้ว”มารีบอกกับทุกคน เธอมองไปรอบๆ ตัว ความมืดมิดทั่วบริเวณทำให้เธอเสียวสันหลังผู้ระวังมักเพลี่ยงพล้ำให้แก่ผู้จ้องทำร้าย คำพูดนี้เธอจำได้จนขึ้นใจ

เธอไม่แน่ใจว่าศพเด็กทารกน้อยนั้นอยู่ที่ใดเธอต้องตามหาให้พบก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงกับชนเผ่าของเธอ

“ฉันจะเข้าไปด้านใน”มารีบอก

“อันตรายนะนายท่าน”ซีมูนชายหนุ่มผู้ติดตามทักขึ้น

“อันตรายแค่ไหนฉันต้องไป หรือนายจะให้เกิดเรื่องกับเผ่าเราเหมือนเมื่อหกร้อยปีก่อนล่ะนายรับผิดชอบไหวไหมซีมูน”

“ผมเกรงว่านายท่านจะมีอันตรายยมทูตแห่งความตายรอเราอยู่เบื้องหน้า ไม่คุ้มที่นายท่านจะเสี่ยงชีวิตอย่างนั้น”

“หากฉันไม่เสี่ยงในตอนนี้เผ่าทาคาจะเสี่ยงกันทั้งเผ่า แทนที่ฉันจะต้องตายเพียงคนเดียว คนทั้งเผ่าต้องมาตายพร้อมฉันด้วยฉันจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะซีมูน”

“ครับผมเข้าใจผมจะป้องกันอันตรายให้กับนายท่านเอง”

เขาพยักหน้าตอบรับเขารู้ดีว่าคงไม่มีใครยับยั้งความคิดของมารีได้

มารีเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆถ้ำลาดต่ำลงทุกย่างก้าว ยิ่งเดินยิ่งร้อน ราวกับกำลังเดินลงไปสู่ขุมนรกหินงอกหินย้อย ห้อยระย้าลงมาจนทำให้แทบจะเดินเข้าไปไม่ได้ มันคือม่านหินธรรมชาติ

บนพื้นมีซากสิ่งของบูชายัญตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนวางอยู่ หากแต่มันถูกทับด้วยหินปูนซึ่งเกิดจากน้ำเบื้องบนค่อยๆหยดลงมาบนพื้น พอกตัวปิดเอาไว้ จนเกือบจะมองไม่เห็นรูปร่างเค้าโครงเดิม

หลายร้อยปีแล้วที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาในถ้ำแห่งนี้นี่อาจจะเป็น ครั้งแรกที่มีมนุษย์ใจกล้าบุกเข้ามาในดินแดนชั่วร้ายหลังความตายของ เทพรัตติกาล

“นั่น”มารีชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อย ซึ่งถูกวางอยู่บนแท่นกลางห้องโถงขนาดใหญ่

“แกว๊กๆ”เสียงบางอย่างบ่งบอกว่า มันหวงถิ่น ไม่ต้องการให้ พวกของมารีเข้ามาในดินแดนของมันไม่ใช่ปกติวิสัยที่จะมีนกเข้ามาอยู่อาศัยในถ้ำลึกใต้ดินอย่างนี้ มารีจึงรู้ว่ามันคือนกในตำนานนกของเทพรัตติกาล ซึ่งรักเทิดทูลเจ้านายของมันยิ่งกว่าชีพของตน

ซีมูนขยับตัวหมายจะเข้าไปทำร้ายมันมันคือนกตัวใหญ่ สูงราวๆ หนึ่งเมตร ท่าทางไม่เป็นมิตรของมัน ทำให้พวกเขาหวาดระแวง

“อย่าพวกนายอย่าลืมว่า แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

มารีเตือนคนของเธออาวุธของเทพสุริยา จะปกป้องผู้ที่ครอบครองมันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นหากพวกเขาใช้มันโดยไม่ยั้งคิด อาจจะจบชีวิตลงง่ายๆ ทุกคนจึงหยุดยืนอยู่กับที่

“เราขอเด็กคนนั้น”มารีบอกกับเจ้านกยักษ์

ท่าทางของมันบ่งบอกว่าไม่ยอมฟังคำขอของมารี มันขยับปีก กระพือให้เกิดลมแรงๆพัดมายังบริเวณที่มารียืนอยู่

“เราขอดีๆทำไมถึงได้ทำอย่างนี้กับพวกเรา เจ้ารู้ใช่ไหม หากนายเจ้า รับบูชายัญทารกคนนี้จะเกิดเรื่องร้ายกับทาคา เจ้าอยากเป็นผู้คน ล้มตายกันเป็นเบืออย่างนั้นหรือ เจ้าอยากให้นายของเจ้าถูกปราบ แล้วนำมาขังเอาไว้ที่นี่อีกครั้งหรือไงเจ้ารู้ใช่ไหมว่า การถูกขังอยู่อย่างนี้ มันทรมานแค่ไหน ทั้งร้อน ทั้งอบอ้าว ราวกับอยู่ในนรก ทั้งๆที่นายเจ้าจะต้องกลับไปยังเมืองที่จากมา กลับไปปกครองเมืองอย่างมีความสุข ถ้าเจ้าฟังเราเราจะช่วยนายของเจ้าให้กลับไปโดยเร็ว เราสัญญา”

มารีพยายามเกลี้ยกล่อมนกยักษ์ตัวนั้นเธอรู้ว่ามันฟังในสิ่งที่เธอพูดรู้เรื่อง มันหยุดกระพือปีกหันมามองหน้าของมารีชัดๆ

มารีเดินเข้าไปใกล้ๆมัน มันหยุดนิ่งไม่ไหวติง ยอมให้เธอจับที่ ต้นคอของมัน ลูบเบาๆ ก่อนที่จะพูดกับมันอีกครั้ง

“ขอบใจนะที่เจ้าเข้าใจเรา”มารีหันหลังกลับ เธอเดินไปอุ้มร่าง ไร้วิญาณของเด็กทารกนั้นก่อนที่จะค่อยๆ เดินจากไป

“นำร่างของโอแปงกลับไปด้วยเราจะไปชำระวิญญาณให้กับเขา”

มารีบอกคนของเธองานครั้งนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี หลังจากนี้คงมีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเธอต้องเร่งลงมือทำคือเผาร่างของพ่อกับลูกคู่นี้ให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่เช่นนั้น ทุกอย่างที่พวกเธอลงทุนลงแรงทำไป จะเสียแรงเปล่า

หากปล่อยให้เรื่องราวเป็นอย่างนั้นเดิมพันที่พวกเธอต้องสูญเสียคือชีวิตของผู้คนในชนเผ่าทาคาทั้งหมดเธอจะยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้ หากต้องแลกด้วยชีวิตของเธอ เธอจะยอม




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:32:55 น.
Counter : 200 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๙

บทที่  ๙

ทาฬิดาตัดสินใจเดินทางไปพร้อมกับโกกนทและภัทรมลข่าวจากคนส่งข่าวบอกว่าผู้หญิงท้องแก่คนนั้นปวดท้องคลอดมาหลายชั่วโมงแต่ยังไม่สามารถคลอดออดมาด้วยตัวเอง หมอตำแยที่เคยทำคลอด ไม่สามารถทำคลอดได้ โชคดีที่ทีมหมอจากเมืองไทยมาจึงส่งคนมาบอก

ทาฬิดาอยากรู้ว่าหากผู้หญิงคนนั้นไม่สามารถคลอดออกมาเองได้ และต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉินพี่หมอทั้งสองคนจะทำกันได้หรือเปล่า หรือว่าจะต้องนำตัวคนท้องเข้าไปในเมืองวิธีนั้นคงยากและเสี่ยงมาก แค่เธอเดินขึ้นมา ไม่ต้องแบกอะไรยังยากหากต้องแบกคนท้องแก่ใกล้คลอดลงไปตามทางที่เธอมา อาจจะลำบากขึ้นหลายเท่า

เธอคิดว่าพี่หมอศรรักคงออกทุนให้กับกลุ่มหมอจากเมืองไทยให้มาทำงานนี้เพราะพี่หมอศรรักแต่งงานกับเจ้าชายชื่อยาวนามว่า เจ้าชายอัลอัสมานอับดุลเลาะห์ ฟาฮัตซิน อัลยาฟห์ บิน ราฟาห์ ซึ่งเป็นเจ้าชายที่แสนจะร่ำรวยนานๆ พี่หมอศรรักจะได้ออกมาทำงานเพื่อสังคมอย่าง คนอื่นเขาจะเรียกว่านกน้อยหลุดจากกรงทองก็เป็นได้ ถึงได้เลือกประเทศที่แสนจะห่างไกลเพื่อมาทำงานเป็นหมออาสา

“ข้างหน้าลื่นนะคะระวังด้วย” มารีบอกกับทุกคน

ทางลาดชันลงเขาประกอบกับฝนตกพร่ำๆทำให้การเดินเท้าไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งค่อยข้างลำบากมีผู้ชายร่วมมากับขบวนหมอสองคน พวกเขาแบกสัมภาระที่จำเป็นของหมอติดมาด้วย

สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่อะไรมันคือยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับคนในหมู่บ้านนั้น ไม่ค่อยจะมีหมอเดินเท้าเข้ามาในหมู่บ้านห่างไกลมากนักกว่าคนส่งข่าวจะวิ่งมาบอกข่าว กว่าคนจากทาคานาคาจะเดินเท้ากลับไปช่างยากเย็นยิ่งนัก

“อีกไกลไหมคะ”

ทาฬิดาเอ่ยถามต้องมีใครสักคนสิน่าที่ตอบคำถามของเธอ

“อยู่ในหุบเขาข้างล่าง”โกกนทบอก

“แม่เจ้า”ทาฬิดาคำนวณเส้นทางการเดิน เธอเดาว่าอาจจะเกินสิบกิโลหากเส้นทางนั้นตัดตรงคงไม่มีปัญหาอะไร แต่นี่มันกลับวกไปวนมาตามลาดเขาหากบินลงไปได้ หรือมีเครื่องร่อนคงจะสะดวกมากกว่านี้

“น่าจะมีปีกเนอะจะได้ไปถึงเร็วๆ” หมอภัทรมลพูดปนหัวเราะ

“นั่นสิคะพี่หมอทามก็อยากมีปีกจะแย่”

“เอาเถอะน่าลองคิดดูสิ คนส่งข่าวต้องวิ่งขึ้นเขามาบอกเรา เขาลำบากกว่าเราเยอะเลยนะอย่าบ่นไปเลยทาม เดินระวังๆ ด้วยทางมันลื่น ฝนไม่น่ามาตกเวลานี้เลยไม่รู้ว่าแม่กับลูกจะปลอดภัยดีหรือเปล่า”

โกกนทเป็นห่วงคนไข้ของเธอมากกว่าหากบวกเวลาที่คนส่งข่าวมาแจ้งกับเธอ กับเวลาที่เธอเดินมาถึงตรงนี้เกือบสี่ชั่วโมงคนที่ทาคานาคาเคยบอกกับเธอว่า คงส่งข่าวของหมู่บ้านด้านล่างจะถูกคัดเลือกขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้มีหน้าที่ส่งข่าวสารจากหมู่บ้านมายังทาคานาคา

คนพวกนี้ไม่ต้องทำอะไรมีหน้าที่ส่งข่าววิ่งไปวิ่งกลับระหว่างหมู่บ้านเท่านั้น พวกเขาจึงแข็งแรงวิ่งเร็วแม้จะต้องวิ่งขึ้นเขานับสิบกิโล

หมู่บ้านด้านล่างปลูกข้าวส่วนหมู่บ้านด้านบนเขาจะปลูกพืชไร่ พื้นที่แถบนี้โชคดีที่มีฝนตกเกือบตลอดทั้งปียกเว้นฤดูหนาว หนาวเสียจนหิมะตกปกคลุมยอดเขา และในฤดูร้อนเมื่อหิมะบนยอดเขาละลายจะทำให้หมู่บ้านด้านล่างมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

“หมู่บ้านข้างล่างชื่ออะไรคะ”ทาฬิดาเอ่ยถาม ส่วนหมออีก สองคนคงรู้แล้วว่าชื่ออะไร ถึงไม่ได้สนใจเรื่องที่เธอถามมารี

“ทาคานาลาค่ะ”

“ชื่อคล้ายๆหมู่บ้านของคุณเลยเนอะ”

“ค่ะเพราะเขาลูกนี้ชื่อทาคา”

“อ้าวเหรอคะ”

“มีคำเล่าขานกันมาว่าสมัยก่อนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว หมู่บ้านด้านล่างไม่เห็นแสงอาทิตย์จะเห็นก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์เกือบจะเที่ยงวันเท่านั้น” มารีเล่าไปเรื่อยๆ

“คนที่นั่นไม่ขาวเป็นซอมบี้เลยหรือคะ”

“เมื่อก่อนอาจจะแต่ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ”

“ทำไมล่ะคะ”

“เทพผู้สร้างของเราทำให้ที่แห่งนี้มีช่องเขาขาด ทางทิศตะวันออกและตะวันตกจึงทำให้หมู่บ้านได้รับแสงอาทิตย์ส่องในฤดูร้อนตลอดทั้งปี”

“ท่านเทพของคุณท่านทรงกรุณามาก”

“ค่ะท่านเทพของพวกฉันท่านทรงกรุณาต่อพวกเรามาก”

มารีมีบางสิ่งที่เธอไม่ได้พูดให้ทาฬิดาและกลุ่มของหมอได้รับรู้

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดมืดไม่มีแสงจันทร์ หรือแสงดาว เมฆฝน ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรหากไม่มีแสงจากไฟส่องสว่างที่พวกนำทางนำติดตัวมาคงลำบากยิ่งกว่าที่พวกเธอกำลังเผชิญอยู่

เดินไปเรื่อยๆทีมของหมอจึงลงมาถึงหมู่บ้านด้านล่าง คนนำทาง

รีบพาหมอทั้งสองคนไปยังบ้านหญิงท้องแก่ใกล้คลอดคนนั้น

“เป็นอย่างไรบ้าง”

มารีเอ่ยถามผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังนั้นด้วยภาษาถิ่น

“เด็กตายแล้ว”เขาบอกใบหน้าเศร้า

“อะไรนะตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ใกล้เที่ยงคืน”เสียงนั้นปนสะอื้น

“แล้วแม่ล่ะ”

“แม่ยังหายใจอยู่”

“จะช้าทำไมเล่าพาหมอเข้าไปสิ” มารีดุชายคนนั้น รีบพาหมอทั้งสองคนเข้าไปในบ้านหลังนั้นทันที

“เด็กน่าจะตายแล้วค่ะแต่ยังไม่คลอดออกมา” มารีรายงาน

“รู้ได้ยังไง”

“เด็กไม่ดิ้นพวกเรารู้” มารีตอบ เธอหยิบใบไม้กำหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายจากนั้นจึงสั่งให้แม่เด็กเคี้ยวแล้วกลืนลงไป

“อีกแล้วเหรอ”โกกนทถาม

“ถ้าไม่ทำอย่างนี้เธอจะทนไม่ไหว”

“หมอบล็อกหลังให้ก็ได้รับรองว่าไม่เจ็บไม่ปวด” โกกนทแย้ง

“คงไม่มีใครอยากชาครึ่งตัวหรอกค่ะหากทำอย่างนั้นพวกเขาจะคิดว่าปีศาจจะครอบงำเขา ใช้วิธีนี้เถอะค่ะ สบายใจกว่า”มารีให้เหตุผล

ทำให้โกกนทต้องทำตาม

“หมอคงต้องผ่าเอาเด็กออกมาก่อนช่วยเตรียมอุปกรณ์ให้หมอด้วย” โกกนทหันไปสั่งคนของเธอ

หมอทั้งสองคนจึงทำการผ่าตัดเอาเด็กออกมาจากท้องของแม่หากทิ้งเอาไว้นานกว่านี้แม่อาจจะต้องตายไปพร้อมกับลูกในท้อง

เวลาผ่านไปเรื่อยๆฝนยังคงตกไม่ยอมหยุด ทำให้ทาฬิดารู้สึกหนาวสะท้าน เธอจึงนั่งกอดอกเอาไว้ไม่ได้บอกอะไรกับใคร ด้วยเกรงว่าเธอจะเป็นตัวถ่วงทีมหมอ

โกกนทและภัทรมลออกมาจากบ้านหลังนั้นทั้งสองมีสีหน้าไม่สู้ดีแค่มองก็รู้ว่าการมาในครั้งนี้คงต้องมีการสูญเสียไม่ใครก็ใครสักคน

“เป็นไงบ้างพี่หมอ”

“เรามาไม่ทันเด็กตายไปก่อน เด็กไม่ยอมกลับหัว เลยคลอดยาก โชคดีที่ยังช่วยแม่เอาไว้ได้ไม่อย่างนั้นคงตายทั้งแม่ทั้งลูก” โกกนทบอก

“น่าสงสารจัง”ทาฬิดาไม่อยากได้ยินข่าวอะไรอย่างนี้เลย

“จะเอาเด็กไปไหน”มารีตะโกนถามพ่อของเด็ก เขาหอบเอาศพลูกวิ่งฝ่าฝนไปท่ามกลางความมืด

“เกิดอะไรขึ้น”ภัทรมลถามมารี

“พ่อของเด็กเอาเด็กไปทำพิธีค่ะ”

“พิธีศพเหรอ”

“ไม่ใช่เขาจะเอาวิญญาณของเด็ก ไปมอบให้กับเทพรัตติกาล เพื่อ

ชุบชีวิตเด็กให้ฟื้น”

“เป็นไปไม่ได้หรอกเด็กตายในท้องไปหลายชั่วโมง คงไม่มีทางรอด” โกกนทแย้ง

“เขายังมีความหวังค่ะเคยมีคนฟื้นหลังจากที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วเพราะพ่อกับแม่มอบดวงวิญญาณให้กับเทพฝ่ายมืดที่สำคัญคืนนี้คือคืนที่เทพฝ่ายมืดจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่หายไปหนึ่งปีพ่อของเด็กจึงหวังว่าลูกของเขาจะลืมตามาดูเขาสักครั้ง”

“นอกจากเทพที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีแสงสว่างมีเทพมืดอีกหรือคะ”

“ค่ะก่อนหน้าที่เทพสุริยาจะมาเยือนหมู่บ้าน เทพรัตติกาลเป็นผู้ปกครองที่นี่มาก่อนนั่นเป็นความเชื่อของทาคานาลา”

“พระเจ้า!! มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือคะ” ทาฬิดาอุทานออกมา

เธอไม่อยากจะเชื่อว่ายุคสมัยใหม่อย่างนี้จะยังมีคนเชื่อและงมงายกับเรื่องเหลวไหลซึ่งยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้

“เทพสุริยาปกครองทาคานาคาส่วนเทพรัตติกาลปกครองทาคานาลาใช่ไหมคะ” ภัทรมลพอสรุปความได้อย่างนั้น

“ใช่ค่ะเราเชื่อกันมาอย่างนั้นเป็นพันปี”

“เหมือนกับว่าคนที่นี่จะลำบากมากก่อนที่จะมีเทพสุริยามาเยือนดินแดนแห่งนี้” โกกนทสรุป

“ดินแดนแห่งนี้เพิ่งจะได้ลืมตาอ้าปากได้ไม่ถึงพันปี พวกเราจึง ไม่อยากให้เทพรัตติกาลมาครอบงำดินแดนของพวกเราอีก”

“แต่ผู้ชายคนนั้นกำลังจะปลุกเทพรัตติกาลขึ้นมาเพื่อให้ทำให้ลูกของเขาฟื้นจากความตาย” ทาฬิดาพูดในสิ่งที่เธอคิด

“ฉันกำลังจะไปขัดขวางเขา”มารีบอก

“เขาไปที่ไหนคุณรู้หรือคะ”

“ถ้ำแห่งความตาย”

“อะไรนะมีถ้ำอย่างนั้นด้วยหรือคะ”

“ค่ะ”มารีหันหลังกลับไปพยักหน้าให้กับคนของเธอ

“เดี๋ยว”ทาฬิดาร้องห้ามทันที

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”มารีหันมาถามทันที

“ฉันไปด้วย”

“คนนอกคงไปที่นั่นไม่ได้หรอกค่ะมีกฎห้ามเอาไว้ หากไม่ใช่คนของเขาทาคาคงเข้าไปในที่นั้นไม่ได้ค่ะ”

“ทำไมคะ”

“จะยิ่งเร่งปลุกให้วิญญาณของเทพรัตติกาลตื่นก่อนเวลาอันควร”

“หมายความว่ายังไงคะ”ทาฬิดาไม่เข้าใจ

“ทามในเมื่อมารีบอกอย่างนั้นพวกเราไม่สมควรเข้าไปหรอกนะ เราเป็นคนนอก หากเข้าไปในนั้นคนของทาคานาลาและทาคานาคาคง ไม่สบายใจ พวกเรารออยู่ที่นี่ดีกว่าอีกอย่างเรามัวแต่รั้งมารีเอาไว้อย่างนี้ แทนที่จะห้ามผู้ชายคนนั้นได้ กลับชักช้าเดี๋ยวไปไม่ทันจะเป็นเรื่องไปเปล่าๆ” โกกนทแย้งขึ้น เมื่อเห็นว่าทาฬิดาไม่ยอมหยุด

“แต่..”ทาฬิดากำลังจะแย้ง

“ไม่มีแต่อะไรใดๆทั้งนั้น เราไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไปเถอะมารี หมออยู่ที่นี่ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”โกกนทรีบบอกมารีทันที หลังจากที่เธอพูดจบ มารีกับพวกของเธอรีบวิ่งตามชายคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว

ถูกของโกกนทหากทาฬิดาตามมารีไป คงจะไปได้ไม่เร็วเท่ากับความเร็วของคนกลุ่มนั้นพวกเธอไม่ชินทาง ไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหน ฝนกำลังตกหนักชนิดไม่ลืมหูลืมตาอย่าว่าแต่มองทางเลย แค่มองว่า คนข้างหน้าอยู่ตรงไหนเธอคิดว่าหากห่างกันสักสามเมตรคงจะมองไม่เห็นเช่นกัน

โกกนท ภัทรมลและทาฬิดาพักอยู่ที่บ้านของคนป่วยยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก ทั้งสามคนจึงนั่งเกาะกลุ่มกัน ภายในบ้านมีเพียงกองไฟเล็กๆเพียงกองเดียวเท่านั้น พวกเธอพยายามหาไม้ฟืนมาสุมไฟเพิ่ม ไม้ฟืนเหล่านั้นเปียกน้ำฝนทำให้ติดไฟยากและมีควันเต็มไปหมด

“อยู่อย่างนี้ไม่ดีแน่ๆ”โกกนทบอก

“เปิดหน้าต่างกว้างๆหน่อยก็แล้วกันนท” ภัทรมลเสนอ อย่างน้อยๆ ให้อากาศด้านในได้ลอยออกไปจากตัวบ้านบ้างก็ยังดี

ทาฬิดาลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นอีกนิดสายตาของเธอเห็นอะไรบางอย่างวิ่งผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว เธอคิดว่าเธอตาฝาดจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

“ไม่รู้ว่ามารีจะตามหาเขาเจอไหม”โกกนทถามขึ้นมาลอยๆ เธอไม่ได้ต้องการคำตอบจากคำถามนั้น

เธอรู้ดีว่าอีกสองคนคงตอบอะไรเธอไม่ได้เช่นกัน

“หวังว่าจะทันนะ”ภัทรมลว่า

“คนเจ็บดูอาการไม่ดีขึ้นเลย”

ทาฬิดาหันไปมองคนป่วยของโกกนทและภัทรมลร่างนั้นยังคงนอนนิ่ง เหมือนไม่มีความรู้สึกอะไร

“โดนใบโคคาไปก็เป็นอย่างนี้แหละยังอยู่ในอารมณ์เคลิ้ม หมดฤทธิ์เมื่อไหร่นั่นแหละ จะรู้สึกเจ็บแผล”

“ยิ่งกว่ายาชายาสลบอีกหรือคะ”

ทาฬิดาอึ้งสรรพคุณอะไรจะดีถึงขนาดนั้น

“นี่แหละพี่ถึงอยากศึกษาผลของการใช้ไอ้เจ้าใบโคคาเนี่ยถ้าเราสามารถเอามาทำเป็นยาได้ เราคงไม่ต้องพึ่งยาสลบ ยาแก้ปวด”

“แล้วมันจะทำให้คนป่วยติดหรือเปล่าคะ”

“ถ้าเราไม่สกัดเข้มข้นจนมากเกินไปให้คนป่วยกินเหมือนที่มารีให้ พี่ว่าคงไม่มีผลข้างเคียงอะไรนะเพราะพี่ก็เห็นคนที่นี่นั่งเคี้ยวกินเล่นๆ เหมือนกินเมี่ยงอย่างนั้นแหละ”ภัทรมลบอกตามความเข้าใจของเธอ

“พี่หมอบิวแน่ใจหรือคะว่าไม่มีผลข้างเคียงจริงๆ”

“พี่ว่าไม่มีนะคนพวกนั้นไม่ได้กินก็ไม่รู้สึกโหย ไม่เหมือนพวกที่ติดกัญชาหรือเฮโลอีนพอลงแดงอยากได้ยาอาการเข้าขั้น นทลองสังเกตสิ คนพวกนั้นยังอยู่ได้ตามปกติแถมยังแข็งแรงกว่าพวกเราด้วยซ้ำ”

“นั่นก็จริงค่ะแต่เราต้องคิดในแง่ลบเอาไว้ด้วย หากเราสนับสนุนให้ใช้ใบโคคาเป็นยาแล้วที่ประกาศกันปาวๆว่าให้ยกเลิกการปลูกทั่วโลกเพราะเป็นวัตถุดิบในการทำยาเสพติดล่ะคะพี่เราจะแก้ไขกันยังไง นทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะคะพี่หมอบิว”

“นั่นก็คงต้องใช้กำลังภายในกันสักหน่อยแล้วล่ะ”

“แก๊วกๆ...”

เสียงบางอย่างร้องฝ่าความมืดและเสียงฝนมาเข้าหูของทั้งสามคน เสียงนั้นแสบร้าวเข้าไปในแก้วหู จนต้องยกมือขึ้นมาปิดเอาไว้ทั้งสามคนมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“เสียงอะไร”โกกนทเอ่ยถาม

“นกมังคะพี่หมอ”ทาฬิดาคาดเดา เสียงอย่างนี้ร้องดังๆ มาจากที่ไกลๆ แล้วจึงเบาเสียงลงคงไม่พ้นเสียงของสัตว์ที่เคลื่อนที่เร็ว จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากนกหากเป็นสัตว์อื่น พวกเธอน่าจะได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกมันบ้าง

“นกอะไรจะมาบินตอนฝนตกหนักๆอย่างนี้” ภัทรมลไม่อยากจะเดา มีตำนานของบางที่บอกเอาไว้ว่า นกบางชนิดเป็นตัวแทนของยมทูต หากได้ยินเสียงของมัน จะเกิดเหตุร้ายกับสถานที่แห่งนั้น

เมืองไทยเองยังมีคำเล่าเกี่ยวกับนกแสกหากบ้านใดได้ยินเสียง นกแสกร้องในยามวิกาลบ้านหลังนั้นจะต้องมีคนเสียชีวิตในเวลาไม่นานนัก

“ขออย่าให้เป็นอย่างที่พี่หมอคิดเลยค่ะนทไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม”

“พี่รู้สึกเป็นห่วงมารี”ภัทรมลบอก มีบางสิ่งทำให้เธอคิดถึงกลุ่มของมารีขึ้นมาจับใจ




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:32:09 น.
Counter : 199 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๘/๒

๘/๒ 

“ที่นี่อยู่สูงค่ะ มีประชากรอยู่ไม่มากนัก ไม่คุ้มที่จะเดินสายส่งไฟฟ้ามาจากในเมือง ประกอบกับสายไฟพวกนั้น จะทำให้พวกสัตว์ป่าไม่กล้าย้ายถิ่น พวกเราจึงตัดสินใจที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทน”

“ความคิดพวกคุณเหมือนนักอนุรักษ์”

“ทาคานาคา อนุรักษ์ทุกอย่างค่ะ ถึงเราจะไม่ใช่ชนเผ่าที่ร่ำรวยอะไรมากนัก เราก็ไม่อยากเบียดเบียนธรรมชาติ”

“คุณเคยบอกว่าเผ่าของคุณเก่าแก่มานับพันปี”

“ค่ะ เผาทาคานาคา เก่าแก่เสียยิ่งกว่าเผ่าใดๆ ในเปรู”

“เก่ากว่าการัลอีกหรือคะ”

“ค่ะ การัลใช้หลักพื้นฐานในการดำรงชีพจากทาคานาคา”

“แล้วพวกนัซกาล่ะคะ”

“นัซกาเกิดหลังชนเผ่าเราค่ะ”

“น่าตลกเหมือนกันนะคะ มีคนเคยบอกกับทามว่านัซกาติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้”

“ไม่แน่นะคะ เราอาจจะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ตั้งแต่สมัยนั้น ก็ได้ ใครจะรู้ จริงไหมคะ”

“ก็น่าจะจริงค่ะ น่าเสียดายนะคะ ที่คนในดินแดนแถบนี้ไม่นิยมที่จะมีภาษาเขียน จึงไม่มีใครรู้ว่าคนพื้นเมืองโบราณของพวกคุณสอนอะไรให้คนรุ่นหลังได้ยังไง”

“เราใช้เชือกค่ะ”

“เชือก”

“ใช่ค่ะ เราจะใช้เชือกผูกเป็นปม ความห่างของแต่ละปมจะมีความหมายของมัน”

“แล้วถ้าเชือกพวกนั้นหายไปล่ะคะ”

“หายก็คือหายค่ะ แต่ถ้ายังอยู่เราก็จะเอามาสอนลูกหลานของเราต่อไป น่าเสียดายครั้งที่พวกสเปนมาบุกที่นี่ กลับทำลายของจากบรรพบุรุษเราไปจนหมดสิ้น หลอกให้กษัตริย์เราเอาทองมาให้ จนเต็มห้อง จากนั้นก็ปลงพระชนม์ของท่าน แล้วยึดเมืองของเราทั้งหมด”

“คุณจะบอกว่าพวกคุณยังแค้นพวกสเปนอยู่หรือคะ”

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่เสียดายวัฒนธรรมของฉันเท่านั้น”

“ทามเคยได้ยินมาว่า ก่อนหน้าที่กษัตริย์องค์สุดท้ายของพวกคุณจะโดนจับ ท่านลบหลู่นักบวช”

“ไม่หรอกค่ะ นักบวชคนนั้นบอกกับท่านว่า ได้รับพระวัจนะจากพระเป็นเจ้า ให้มาบอกกับกษัตริย์ ถึงเรื่องการมาของชาวสเปน นักบวชยื่นไบเบิลให้กับท่าน ท่านเอามันไปแนบไว้กับหู เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไร ท่านจึงโยนไบเบิลนั้นทิ้ง ทำให้ทหารของสเปนที่หลบซ่อนตัวอยู่บุกเข้าไปทำร้ายท่านและจับตัวท่านเป็นตัวประกัน ทั้งๆ ที่คนของอินคามีกำลังมากกว่านักรบสเปนหลายเท่า”

“นั่นเป็นเพราะคนของเราประมาทเกินไป ไม่มีอาวุธใดๆ ติดตัวเลยสักคน จึงทำให้สเปนเข้ามาลอบทำร้ายพวกเราซึ่งไม่มีอาวุธติดตัว โดยหาข้ออ้างว่ากษัตริย์เราดูถูกพระเจ้า ลบหลู่พระเจ้า”

“นั่นคือข้ออ้างที่ฟังไม่เข้าท่าเอาเสียเลยค่ะ จริงๆ แล้วกษัตริย์ของคุณทำถูกนะคะ หนังสืออะไรจะพูดได้ นักบวชคนนั้นก็คงเพี้ยน”

“เพราะความไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่รู้เรื่องนี่แหละค่ะ ทำให้ อินคาต้องล่มสลายไปอย่าง่ายดายภายในร้อยปีเท่านั้น”

“น่าเสียดายมาก อินคาคือยุครุ่งเรืองที่สุดของเปรู”

“ค่ะ เรื่องในอดีตพวกเราคงกลับไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้อีก ถึงแล้วค่ะ บ้านพักของพวกหมอ” มารีมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หลังจากที่ พวกเธอเดินคุยกันมาได้สักพัก เสียงพูดคุยภาษาไทยในบ้านหลังนั้น ส่งเสียงออกมาแผ่วๆ พอให้จับใจความได้ว่าผู้พูดเป็นคนไทย

“แกนะแกไอ้นท ฉันว่าแล้วเชียวว่าแกต้องลืมเอายาทาสิวของฉันติดมาด้วย บอกแล้วใช่ไหมว่าฉันต้องเป็นสิว ทำไมแกไม่เชื่อฉันหาเพื่อน”

“คนมันลืมกันได้นี่นา” เสียงคุ้นๆ หูของทาฬิดาโต้แย้งกลับ

“ลืมอะไรลืมได้ คราวหลังแกห้ามลืมยาทาแก้สิวของฉันอีก เข้าใจไหมไอ้นท”

“ขอโทษค่ะ ขอเข้าไปหน่อยค่ะ” มารีขัดจังหวะการสนทนานั้น

“อ้าวมารี กลับมาจากในเมืองแล้วเหรอ ได้ยาทาแก้สิวที่หมอฝากซื้อไหม” เสียงแจ้วๆ เอ่ยถามมารีด้วยภาษาไทยทันที

“ได้ค่ะ”

มารีล้วงกระเป๋ากางเกงของเธอหยิบสิ่งที่อีกคนต้องการยื่นให้

“ขอบใจนะมารี ถ้าไม่ได้มารีหมอตายแน่ๆ”

“เกินไปนังหมอศร แค่เป็นสิวไม่ถึงกับตายหรอกน่า”

“นั่นสิศร พี่ว่าเราล้างหน้าไม่สะอาดเองมากกว่า ถึงได้เป็นสิว” ผู้หญิงอีกคนสนับสนุนคำพูดของหมอสาว

“พี่ไม่เป็นสิวบ้างให้มันรู้ไป เชอะ ศรไม่คุยด้วยแล้วไปทาสิวของศรต่อดีกว่า ขอบใจนะมารีที่ช่วยเป็นธุระให้”

ว่าจบร่างนั้นเดินเข้าไปในห้องพักหน้าตาเฉย

“มีคนไทยมาแนะนำค่ะ” มารีบอกกับโกกนท

“คนไทยหรือคะ ไหนเอ่ย” โกกนทรีบมองหาทันที ทาฬิดาและอัปสรจึงเดินเข้าไปในบ้าน

“อ้าวทาม มาได้ยังไง” โกกนทร้องทักด้วยความตื่นเต้น”

“พี่หมอเองหรือคะ นึกว่าใคร”

“นั่นสิ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน มาเปรูเจอกันซะงั้น โลกใบนี้กลมดีจังเลยนะ”

“รู้จักกันหรือคะ” มารีถาม

“ค่ะ รู้จักค่ะ พี่หมอเป็นญาติห่างๆ ของคุณแม่ทามค่ะ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทาม”

“ลูกพี่ลูกน้อง” มารีทำหน้างง

“หมายถึงเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับคุณแม่ของทามค่ะ”

“อ๋อค่ะ” มารีพยักหน้าพอเข้าใจ

“ลืมแนะนำค่ะนี้จิ๊ดหลานของคุณนาลันทาที่คุณปู่ให้พาทามมาที่นี่ค่ะ ส่วนนี่พี่หมอนท พี่สาวของพี่เอง”

ทาฬิดาแนะนำให้อัปสรรู้จักกับโกกนท เด็กน้อยจึงยกมือไหว้ ผู้สูงวัยกว่า

“ดีเลยน้องลูกหนูจะได้มีเพื่อนเล่น คงวัยเดียวกัน จิ๊ดอายุเท่าไหร่แล้วลูก” โกกนทเอ่ยถามเด็กน้อยในสายตาเธอ

“สิบห้าค่ะคุณหมอ”

“อ้าวเท่ากับน้องลูกหนูเลยนะ ลูกหนูลูก ออกมารู้จักกับเพื่อนหน่อย น้ามีเพื่อนจะแนะนำ” สักพักร่างของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านใน

“นี่ลูกหนู ลูกของพี่เอง” โกกนทแนะนำให้เด็กน้อยสองคนรู้จักกัน

“คงเป็นเพื่อนเล่นกันได้นะเราสองคน”

“ทามกลัวจะไม่ใช่เพื่อนเล่นสิคะพี่นท จะกลายเป็นพวกซนมากกว่า”

“เอาเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีเพื่อน ว่าแต่เรามาที่นี่ทำไมกัน ไกลก็ไกล”

“ทามอยากมาเที่ยวดูของเก่าๆ ค่ะพี่นท แล้วนี่พี่นทมากับใครคะ”

“พี่มากับไอ้ศร กับพี่หมอบิว”

“อ้าวเหรอคะ มาทำอะไรคะ ได้ยินมารีบอกว่าพี่หมอเป็นหมออาสา จะมาที่นี่ทุกปี”

“จ๊ะ พี่มาทำงานตรวจสุขภาพคนที่นี่ทุกปี ทำมาได้สี่ปีแล้ว”

“โห มาไกลจัง”

ทาฬิดาไม่อยากจะเชื่อว่าโกกนทจะมาทำงานไกลอย่างนี้ ที่นี่เหมือนไม่มีสถานที่เที่ยวอะไรเลย นอกจากธรรมชาติและความลำบาก

“จริงๆ ก็อยากมาเที่ยวด้วยนั่นแหละ อีกอย่างพี่หมอบิวอยากจะมาศึกษาเรื่องใบไม้ด้วย”

“ใบไม้ ใบอะไรหรือคะ” ทาฬิดาเริ่มงง

“ใบโคคา”

“โคเคน” ทาฬิดาได้ยินแล้วคิดถึงยาเสพติดชนิดหนึ่งที่กำลังแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

“ไม่ใช่จ๊ะ ใบโคคา ไม่ใช่โคเคน แต่มีคนหัวใสนำใบโคคาไปสกัดเป็นโคเคน จริงๆ แล้วสรรพคุณของใบโคคาสามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ปวดระงับประสาทได้ดี คนที่นี่ใช้กับคนป่วยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้สำหรับการผ่าตัด ไปจนถึงระงับประสาท”

“เหมือนใบกระท่อมบ้านเราไหมคะพี่หมอ”

“ใบกระท่อมมีฤทธิ์คล้ายๆ กันค่ะ คนที่นี่จะเคี้ยวใบโคคาเวลาทำงานหนักๆ และนำมันไปตากแห้งทำน้ำชา เราเคยชิมไหมล่ะ”

“ไม่แน่ใจค่ะ”

ทาฬิดาหันไปมองหน้ามารีให้ตอบคำถามนั้นแทนเธอ

“เมื่อสักครู่ให้ดื่มไปแล้วค่ะ เห็นว่าเดินทางมาเหนื่อยๆ”

มารีอ้อมแอ้มตอบ

“อ้าว มิน่าล่ะ ทามถึงไม่รู้สึกปวดขาเหมือนตอนที่มาถึง”

“นั่นแหละ ดีไหมล่ะ กินน้อยๆ เป็นยารักษา กินมากๆ ไม่ดีจะเป็นยาเสพติด”

“พรุ่งนี้พวกพี่หมอจะทำอะไรกันหรือคะ”

“ว่าจะให้ศรหยอดวัคซีนให้เด็กๆ ส่วนพี่จะไปที่หมู่บ้านข้างๆ กับพี่หมอบิว ไปทำคลอดเด็ก มีคนมาส่งข่าวว่ามีแม่ท้องแก่ปวดท้องคลอด คิดว่าสักพักพี่กับพี่หมอหมอบิวคงจะกำลังไป”

“แต่ทางอันตรายนะคะคุณหมอ” มารีแย้ง

“ต่อให้อันตรายแค่ไหน หมอคงอยู่เฉยไม่ได้หรอกค่ะ” โกกนทว่า

“จิ๊ดขอไปด้วยได้ไหมคะ”

“ได้ยินอยู่ว่าอันตราย เราจะไปทำไมกัน”

“นะคะพี่หมอ” ทาฬิดาอ้อน

“แล้วเด็กๆ ล่ะจะอยู่กับใคร”

“อยู่กันสองคนได้ไหมจิ๊ด” ทาฬิดาหันไปถาม

“ได้พี่สบายมาก ไม่ต้องห่วงเนอะลูกหนู”

อัปสรรีบตอบทันที เธอไม่อยากเดินไปไหนอีกแล้ว เพิ่งจะมาถึงจะให้เดินอีกเธอไม่เอาด้วยหรอก ขอนอนพักสักคืนจะดีกว่า ที่สำคัญเธอมีเพื่อนอย่างพิมมาดาอยู่ด้วย คงไม่เหงาอย่างที่คิด 




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:31:21 น.
Counter : 171 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๘/๑

บทที่ ๘

หลังจากที่ได้เตรียมซื้อเสบียงจนเสร็จเรียบร้อยทั้งสามคน มุ่งหน้าเดินเท้าขึ้นไปตามทางเดินบนไหล่เขาดูเหมือนคนที่ออกอาการจะเป็นอัปสรคนเดียวเท่านั้น

“เหนื่อยแล้วเหรอจิ๊ด”ทาฬิดาหันไปถามด้วยความเป็นห่วง

“เกือบตายแล้วพี่หายใจไม่ทัน”

“พักก่อนดีไหม”

“ทนอีกนิดได้ไหมคะด้านหน้ามีที่พักคนเดินทาง”

มารีชี้ไปข้างหน้าทั้งสองคนที่เหลือไม่เห็นว่าจะมีที่พักอะไรตรงไหน ในเมื่อเจ้าถิ่นบอกอย่างนั้นพวกเธอคงต้องเชื่อสินะ

อัปสรแข็งใจกัดฟันเดินต่อไปอีกเรื่อยๆลับเหลี่ยมเขาเลี้ยวซ้ายไปนิดหนึ่ง พวกเธอเห็นศาลาที่พักอยู่ไม่ไกลนักบริเวณนั้นมีที่ราบพอให้สร้างที่พักได้ เมื่อเห็นอย่างนั้นอัปสรมีแรงเดินเพิ่มขึ้นเธอหวังว่าจะได้นั่งพัก ให้หายเหนื่อยแล้วจึงค่อนเดินทางต่อ

ที่พักบริเวณนี้เป็นของเผ่าทาคานาคามาทำเอาไว้ให้ผู้ที่เดินทางแวะเข้ามาพักมีร้านขายของกินอยู่เพียงร้านเดียว ไม่มีอะไรนอกจากเมนูซึ่งทำมาจากมันฝรั่งหากไม่มีคนสั่ง เจ้าของร้านจะไม่นำมันฝรั่งของเขามาทำจึงทำให้พวกของทาฬิดาต้องนั่งรออาหารที่พวกเธอเพิ่งจะสั่งไปเมื่อหลายนาทีก่อน

“มันทอดน่าอร่อยเนอะ”อัปสรว่า เมื่อมันทอดถูกนำมาวางตรงหน้าพวกเธอ พร้อมกับน้ำชาคนละแก้ว

“หิวแล้วล่ะสิ”ทาฬิดาถามเด็กน้อยของเธอ

“หิวจนจะเป็นลมเลยพี่หิวหายใจไม่ออก”

“บนนี้คงสูงน่ะก็เลยทำให้หายใจไม่สะดวก ค่อยๆ กินนะ เดี๋ยวจะจุกไปอีก”

จากการเอาใจใส่กันและกันของสองคนทำให้มารีต้องเอ่ยถาม

“พวกคุณเป็นพี่น้องกันหรือคะ”

“เปล่าค่ะจิ๊ดเป็นหลานของคุณนาลันทาค่ะ”

ทาฬิดาเป็นฝ่ายตอบอัปสรคงปากไม่ว่างพอที่จะพูดอะไรได้ก่อนหน้าคำถามนี้อัปสรหยิบมันทอดเข้าปากไปหลายชิ้น

“ทำไมหรือคะ”

“คุณดูห่วงน้องเหมือนเป็นน้องของคุณ”

“เราคนไทยค่ะมีน้ำใจให้แก่กันไม่ผิดอะไร”

“ค่ะฉันพอจะรู้ ที่หมู่บ้านของฉันมีหมอคนไทยอยู่หนึ่งคนเธอมาอยู่ที่นี่ทุกครั้งที่เธอว่าง”

“เหรอคะแล้วตอนนี้เธออยู่หรือเปล่าคะ”

“อยู่ค่ะมากับลูกของเธอ เพิ่งจะมาก่อนหน้าคุณสักสามวัน”

“ดีจังจะได้เจอคนไทยด้วย ว่าแต่คุณหมอมาทำอะไรที่นี่หรือคะ”

“เธอเป็นหมออาสาค่ะจะมาช่วยฉีดยา รักษาโรคให้กับพวกเรา”

“ใจดีจัง”

“ค่ะเธอใจดีมาก ครั้งนี้เธอมากับเพื่อนหมออีกสองคนค่ะ”

“แสดงว่าตอนนี้ที่หมู่บ้านของคุณมีคนไทยอยู่สี่คนหรือคะ”

“คะสี่คน หมอสามคน เด็กอีกหนึ่ง”

“งี้เราก็มีเพื่อนเล่นแล้วสิจิ๊ด”ทาฬิดาหันไปมองหน้าอัปสร

“จิ๊ดไม่เล่นกับเด็กหรอกน่าจิ๊ดโตแล้ว” อัปสรตอบโดยไม่ต้องคิด

เจ้าของร้านนำอาหารที่สั่งมาวางเอาไว้อีกสองอย่างทำให้การสนทนาของทุกคนต้องจบลงไปโดยปริยาย ครั้งแรกคิดว่าไม่หิวทำไมไม่รู้เมื่อเห็นของกินวางอยู่ตรงหน้า ท้องกลับร้องขึ้นมาเสียงดัง

หมู่บ้านทาคานาคาเห็นอยู่ไม่ไกลนัก ตัวบ้านทำจากหิน ส่วนหลังคานั้นมุงด้วยใบหญ้า น่าจะเป็นหญ้าอะไรสักอย่างทาฬิดาไม่สามารถเดาได้ ลักษณะคล้ายๆ กับหญ้าคาของเมืองไทยแต่ไม่ได้มัดเป็นตับเหมือนที่เมืองไทยนิยมทำกัน หลังคาบ้านพวกนั้นเหมือนโดนใบหญ้าเป็นมัดๆนำมาถมๆ ทับๆ กันฝน

อัปสรดีใจเป็นที่สุดที่พวกเธอเดินทางมาถึงสักทีใกล้จะค่ำแล้ว หากต้องเดินทางมืดๆ พวกเธอคงลำบากเพราะไม่ชินเส้นทาง

มารีพาทั้งสองคนมาถึงบ้านพักและให้ทั้งสองนั่งพักอยู่ในนั้น อัปสรรีบเข้าไปจองเตียงทันที ยิ่งใกล้เวลากลางคืนอากาศที่นี่ยิ่งเย็นขึ้น ทุกขณะ

“ไม่ต้องเลยเดินมาเหงื่อท่วมไปอาบน้ำก่อน”

ทาฬิดาทำตัวเป็นผู้ปกครองอีกคนของอัปสร

“โอ๊ยอากาศเย็นจะตายไป ขืนให้จิ๊ดไปอาบน้ำมีหวังจิ๊ดแข็งตายดิพี่ทาม”

“ไม่รู้ล่ะถ้าเราไม่อาบ พี่ไม่ให้เรานอนเด็ดขาด แล้วอย่ามาทำอย่างตอนที่เราอยู่บ้านพักนะน้ำมีค่า ห้ามเอาไปสาดฝาผนังเด็ดขาด”

ทาฬิดารู้แกว

“ก็ได้ๆอาบก็ได้ ห้องน้ำอยู่ไหนล่ะ”

“ลองเดินๆดูสิ พี่ไม่รู้เหมือนกันลืมถาม”

ทาฬิดาลืมไปด้วยซ้ำเธอไม่ได้สอบถามจากมารีเรื่องห้องน้ำห้องท่า มัวแต่ดีใจที่ได้เข้าที่พักสักทีขาทั้งสองข้างของเธอแทบจะหลุดออกไป จากร่าง นานๆ ได้เดินไกลๆ อย่างนี้สักครั้ง เล่นเอาเธอปวดเมื่อยไปทั้งตัว

“คนเรานะแทนที่จะถามให้น้อง” อัปสรบ่นพร้อมกับหยิบเสื้อผ้าออกมาจากเป้ของเธอ ถึงทาฬิดาไม่บอกให้อาบเธอจะไปอาบอยู่แล้ว ที่บ่นเธอบ่นไปอย่างนั้นแหละขืนนอนทั้งอย่างนี้มีหวังเธอเป็นโรคผิวหนัง

ทาฬิดาเดินตามอัปสรออกไปจากบ้านพักในบ้านพักไม่มีห้องน้ำหรือห้องสุขา คงเหมือนกับบ้านพักหลังเก่าในตัวเมืองของพวกเธอ

“จะไปไหนกันหรือคะ”มารีถาม ในมือของเธอมีถาดอาหารที่กำลังจะเอามาให้กับสองสาว

“พวกเราอยากอาบน้ำค่ะ”ทาฬิดาบอก

“ต้องไปอาบที่โรงอาบน้ำค่ะทานกันก่อนดีไหมคะแล้วค่อยไป”

“กลัวจะหนาวสิคะ”

“เรามีน้ำพุร้อนค่ะไม่ต้องห่วง มาเถอะค่ะ ทานให้เสร็จก่อนจะดีกว่า จะได้เก็บกลับไปที่โรงครัว”มารีนำถาดอาหารเข้าไปวางในบ้าน

“จริงหรือคะพี่ดีจัง จิ๊ดจะได้ไม่ต้องกลัวหนาว มีอะไรกินบ้างคะ เห็นแล้วหิว”อัปสรรีบเดินตามเข้าไปทันที ไม่ต้องรอคำตอบจากทาฬิดาอีก

อาหารง่ายๆอร่อยขึ้นมาเพราะความหิว อัปสรไม่ได้สนใจอะไรนอกจากอาหารตรงหน้าส่วนทาฬิดาไม่ได้รีบเร่งในการกินของเธอมากนัก เธอค่อยๆ กินจนหมดแล้วจึงดื่มน้ำชาตาม

“กินเร็วอย่างนั้นเดี๋ยวก็จุกหรอกจิ๊ด”

“กินช้าพี่ก็แย่งของจิ๊ดสิ”

“พี่เคยทำหรือไงล่ะ”

“ไม่เคยหรอกแต่ไอ้รสเพื่อนจิ๊ดมันทำบ่อยอะพี่”

“พี่ไม่ใช่เพื่อนเราฉะนั้นเราค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ”

“พูดเหมือนอากลางเลยสงสัยจะแก่”

“เราว่าอะไรนะเดี๋ยวเถอะมาหาว่าพี่แก่”

“หรือไม่จริงล่ะพี่ทามทำตัวแก่ยิ่งกว่าอามุจอีกอามุจไม่เคยบ่นอะไรจิ๊ดอย่างที่พี่ทามทำเลยนะขอบอก”

“ถ้าไม่อยากให้พี่บ่นเราต้องทำตัวดีๆ หน่อย”

“ก็ได้ๆทำตัวดีๆ” แม้ปากจะบอกว่าจะทำตัวดีๆ อัปสรยังคงรีบกินในส่วนของเธอต่อไป

“ห้องอาบน้ำอยู่อีกไกลไหมคะ”

“ไม่ไกลค่ะถ้าพวกคุณจะไปฉันจะพาไป”

“เพิ่งกินอิ่มๆอาบน้ำไม่ได้หรอกนะพี่ทาม” อัปสรว่า

“เราไปเดินเล่นกันก่อนดึกๆ ค่อยไปอาบดีไหมคะ” มารีเสนอ

“ดีเหมือนกันค่ะเออใช่ คุณหมอคนไทยพักที่ไหนคะ”

“พักอยู่อีกฝั่งของหมู่บ้านค่ะอยากพบหรือคะ”

“ค่ะทามอยากไปทักทาย เผื่อจะมีเพื่อน”

“ตามมาสิคะ”มารีเดินนำทั้งสองคนออกไปจากบ้านพัก ในมือของเธอถือถาดอาหารเปล่า ติดกลับออกไปด้วย

ระหว่างทางอัปสรเห็นผู้หญิงบางคนนั่งอยู่หน้าบ้านกำลังถักหมวกลักษณะเดียวกับที่เธอเห็นมารีสวมอยู่ แสงไฟจากหลอดไฟดวงเล็กๆสว่างไม่มากนัก เธอคิดว่ายังดีกว่าใช้ไฟจากตะเกียง

“ที่นี่มีไฟฟ้าใช้แต่ทำไมไม่เห็นสายไปล่ะคะ”

“ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ค่ะ”

“อ๋อค่ะ”ทาฬิดาพยักหน้าเข้าใจ





 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:30:44 น.
Counter : 202 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.