It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๖/๑

บทที่  ๑๖

ทาฬิดาไม่รู้ว่าทำไมมารีถึงได้คิดว่านกตัวนั้นจะมาขโมยนาฬิกาของเธอเธอขำด้วยซ้ำถ้ามันจะมาเอานาฬิกาที่ข้อมือของเธอไปจริงๆ

“ไม่ตลกเลยค่ะคุณก็รู้ว่านาฬิกาเรือนนั้นสำคัญแค่ไหน”

“พี่ๆมีอะไรกันหรือคะ นกจะเอานาฬิกาไปทำอะไร หรือมันจะเอาไปปลุกลูกๆมันให้กินอาหารตรงเวลา” อัปสรพาซื่อ เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่ทาฬิดาและมารีสนทนากัน

มารีกับทาฬิดามองหน้ากันแล้วยิ้มเธอไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กเข้าใจง่ายๆ ได้อย่างไร

“พวกนกชอบอะไรที่แวววาว”

ทาฬิดาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าไปพลางๆก่อน

“อ๋อเหมือนนกหงษ์หยกหรือคะ ชอบส่องกระจก”

อัปสรรีบบอกทันทีเธอเคยเห็นกรงนกของคุณลุง ในกรงนกนั้นเลี้ยงนกหงส์หยกเอาไว้หลายตัวเธอถามคุณลุงของเธอว่าทำไมต้องมีกระจกให้นกด้วย คำตอบของคุณลุงเธอคือพวกนกชอบอะไรที่มีแสง แวววาวเหมือนที่ทาฬิดาบอกกับเธอ เธอจึงฟันธงไปตามที่เธอคิดได้

“อือใช่ๆอย่างนั้นแหละ” ทาฬิดาถอนหายใจออกมาทันที

“แล้วนาฬิกาแวววาวตรงไหนหรือคะ”เอาอีกแล้ว เหมือนจะปลดล็อกปัญหาไปได้ แต่กลับมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก

“ตรงกระจกนาฬิกาไง”มารีรีบตอบคำถามแทน

“อ๋อๆเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจ้า เชๆ” อัปสรสรุปความ เธอพยักหน้าหงึกหงักเป็นอันเข้าใจในคำถามของเธอทั้งหมด

“เก็บของไปก่อนนะจิ๊ดพี่ขอออกไปข้างนอกกับมารี เดี๋ยวกลับมา” ทาฬิดาบอกพร้อมกับพยักหน้าให้มารี

เรื่องที่เธอจะพูดคุยกันนั้นคงให้คนอื่นฟังไม่ได้ ยิ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวกับความรู้สึกของคนรอบข้างด้วยแล้วทาฬิดาคิดว่าเธอสมควรจะปิดเป็นความลับระหว่างเธอกับมารีจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

“มีอะไรหรือคะ”

“คุณรู้แล้วใช่ไหมเมื่อคืนฉันพบกับนกตัวนั้นอีก”

“ค่ะฉันได้ยินคนพูดกันว่าคุณเจอกับนกยมทูต ไม่คิดว่าคุณจะเจอกับมันจริงๆเมื่อสักครู่ฉันตกใจมาก ที่คุณจิ๊ดบอกว่าคุณพบมันอีกครั้ง”

“ฉันแปลกใจทำไมมันถึงจ้องจะเล่นงานฉัน เมื่อคืนมีฉันคนเดียวที่ได้ยินเสียงมันร้องไม่มีใครในบ้านได้ยินเลยสักคน”

“มันอาจจะต้องการบอกอะไรกับคุณก็ได้โดยปกตินกยมทูตจะ ไม่ทำร้ายใคร ถ้าไม่จำเป็น”

“คงจะยกเว้นฉันมันจ้องจะจิกฉัน พุ่งเข้ามาหาราวกับเป็นธนู ฉันเห็นดวงตาสีแดงของมันมันไม่ได้มาอย่างมิตร แววตานั้นบอกว่าหากมัน ทำร้ายฉันได้ มันจะทำ”

“นั่นอาจเพราะเจ้านายของมันสั่งมา”

“เจ้านายคุณหมายถึงเทพรัตติกาลหรือคะ”

“เจ้านายของนกยมทูตมีเพียงคนเดียวเท่านั้นคือเทพรัตติกาล”

“ถ้าอย่างนั้นเทพรัตติกาลคงตื่นแล้ว คุณบอกฉันว่าเธอแค่ละเมอ ฉันว่าไม่น่าจะใช่”

“มีคนไปรบกวนเธอและนั่นทำให้เธอหิวกระหายหลังจากหลับใหลมาเป็นเวลานาน”

“แย่ชะมัดอย่างนี้พวกหมอจะเป็นอันตรายอะไรไหมคะ”

“ฉันไม่รู้ค่ะพวกฉันเตรียมความพร้อมรับมือเรื่องนี้เอาไว้แล้วเหมือนกัน ทางที่ดีฉันว่าพวกคุณอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวในเวลากลางคืนถ้าไม่จำเป็นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทาคาที่เคยสงบคงไม่สงบอีกต่อไป”

“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ”

“ไม่ใช่ความผิดของพวกคุณหรอกค่ะพวกคุณไม่ได้ทำอะไรเลย พ่อของเด็กต่างหากที่ช่วยปลุกเธอ จริงๆ แล้วพวกฉันส่งวิญญาณของเขากับลูกเรียบร้อยแล้วนะคะ ทำไมเธอถึงตื่นขึ้นมาได้หรือว่า...”

มารีหยุดไปนิดหนึ่งมีบางอย่างผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ

“อะไรคะ”

“ฉันไม่อยากจะคิดเรื่องนี้เลยค่ะ”

“อะไรคะ”ยิ่งมารีอักอึก ทาฬิดายิ่งอึดอัดตามไปด้วย สู้บอกกันมาเลยเสียยังจะดีกว่าบอกครึ่งๆ กลางๆ อย่างนี้

“เทพรัตติกาลมานำพาดวงวิญญาณของเด็กไปตั้งแต่ยังไม่คลอดต่อให้พ่อของเขาไม่พาร่างของลูกเข้าไปในถ้ำ วิญญาณของเด็กคนนั้นก็ ไม่รอดอยู่ดี ที่สำคัญไปกว่านั้น แม่ของเด็กจะเป็นตัวกลางสื่อสารให้กับ เทพรัตติกาลอีกด้วย”

“อะไรนะคุณพูดอย่างกับว่าเทพรัตติกาลของคุณเป็นเชื้อโรคเมื่อทารกในครรภ์ตายเพราะเชื้อนั้น แม่จะติดโรคตามลูกไปผ่านทางสายสะดือมันไม่แย่ไปหน่อยหรือคะ”

“ไม่หรอกค่ะถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จะใช้คำว่าแย่คงไม่ได้ ต้องใช้คำว่าซวยซับซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนเลยเชียวค่ะ”

แม้คำพูดของมารีจะฟังแล้วตลกแต่ทาฬิดาไม่ตลกเลยสักนิด

มารีเล่าว่าแม่ของเด็กที่ชื่อชองตอนเกิดแม่ก็ตาย หลังจากที่คลอดชองออกมาได้ไม่ถึงชั่วโมง ชองตั้งครรภ์ลูกตายในท้องผู้หญิงคนนี้ช่าง น่าสงสาร คงถูกตราหน้าว่าฆ่าแม่ฆ่าลูกของตน ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น หนำซ้ำสามีของชองที่ชื่อโชแปงยังมาตายไปด้วยอีกคน ผู้หญิงตัวคนเดียว เสียทั้งลูกทั้งสามีไปภายในข้ามคืน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ชีวิตคงมีความสุขมาก เพียงลัดนิ้วมือเท่านั้นทุกอย่างพังครืนลงมาไม่เป็นท่า

ทิ้งเอาไว้แต่เพียงฝุ่นผงที่สามารถทำให้เกิดน้ำตาได้ทุกนาที

หากเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากเทพรัตติกาลจริงๆเทพองค์นี้ยังสมควรได้ชื่อว่าเทพอีกหรือ น่าจะเรียกว่านางปีศาจร้ายจะดีกว่าการกระทำของเทพต้องไม่ใช่อย่างที่เธอรับรู้ เทพต้องไม่ใช้วิญาณมนุษย์เป็นเครื่องสังเวย

แต่ก็นั่นแหละตรุษจีน แต่ละที หัวหมู เป็ด ไก่ เยอะไปหมด ยังถูกเอามาวางเป็นเครื่องไหว้เจ้ายังไม่รวมปลา ปลาหมึก หอย กุ้ง ปู อีกเป็นจำนวนมากที่ต้องมาจบชีวิตให้กับการไหว้เจ้าในวันเดียว เอาชีวิตนับพันนับหมื่นไปเซ่นสังเวยเทพเจ้าเพียงไม่กี่องค์ มันคุ้มกันหรือเปล่านะ

ทาฬิดาอยากรู้จังเลยว่าเทพพวกนั้นกินแต่ผลไม้บ้างไม่ได้หรืออย่างไร ถ้าทำอย่างนั้นได้จริงๆคงจะดีไม่น้อยเชียวแหละ

ทาฬิดาเดินรั้งท้ายขบวนคนไทยคนนำหน้าขบวนคือทุติ เขาชวนคนนำทางพูดคุยไปตลอดทางอย่างถูกคอ

ท้องฟ้าในเวลานี้มีเมฆปกคลุมเสียเป็นส่วนใหญ่จึงไม่ทำให้อากาศร้อนมากเท่าที่ควรจะเป็น อีกไม่กี่วัน จะถึงวันที่ ๒๑ ธันวาคม๒๐๑๒ วันสิ้นโลกของชาวมายาวันที่เธอเคยฝันว่ามันจะเกิดเรื่องไม่ดีกับคนทั้งโลก

เธอไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้เหมือนที่เกิดขึ้นในความฝันของเธอ

“ปฏิทินนี้ใช้ทำนายอนาคตโลกได้ด้วย”ทาฬิบอกกับรัตติ

“ยังไงรึท่าน”ผู้ฟังสนใจในคำพูดนั้นยิ่งนัก

“เมื่อวันในปฏิทินที่เจ้าช่วยข้าทำครบรอบปีหมุนวน ทุกอย่างจักเกิดการแตกดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งมายา”

“นั่นคือคำทำนายของท่านรึ”รัตติขมวดคิ้วเป็นปมเข้าหากัน

“นี่คือคำทำนายของข้าทาฬิเทพแห่งกาลเวลา ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า มิสามารถแก้ไขคำทำนายนั้นได้”

“ท่านจักสร้างมายามาเพื่ออันใดในเมื่อวันสิ้นโลกจักมาอีกไม่กี่ พันปีที่จะถึง” น้ำเสียงตัดพ้อต่อว่านั้นฟังดูก็รู้ว่าไม่พอใจยิ่งนัก

“สร้างมาเพื่อให้พบกับการแตกดับเป็นวัฏฏะแห่งชีวิต มีเกิดย่อมมีดับเป็นเรื่องธรรมดา”

“ข้ายอมให้ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ดอกมีทางแก้ไขฤาไม่”

“ทางแก้มีเพียงทางเดียวข้าจักต้องไปจากมายา ก่อนที่จะถึงวันสิ้นโลก เพื่อไปสร้างเมืองใหม่”

“เท่ากับท่านทิ้งข้ากับจันทราเช่นนั้นรึ”

“เปล่าข้ามิได้ทิ้ง” ทาฬิรีบปฏิเสธทันที

“ไม่รู้ล่ะวันใดที่ท่านจากไป ข้าจักไปตามท่านกลับมามายา เมืองของเราท่านจักต้องอยู่กับข้าที่นี่จนกว่าจักถึงวันสิ้นโลกแห่งการทำนาย”

ยิ่งนับวันความฝันของเธอยิ่งชัดเจนขึ้นเธอแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นความฝันหรือเป็นเรื่องจริงความฝันชัดเจนเสียยิ่งกว่าเรื่องจริงที่กำลังเกิดกับตัวเธอด้วยซ้ำเธอเดาว่าอาจจะเป็นผลมาจากการที่พวกเธอเคี้ยวใบโคคามากเกินไป คงคล้ายๆกับการสูบกัญชา คนเสพมักแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือจินตนาการ เธอฝันในขณะที่กำลังตื่นอย่างนี้ได้ด้วยหรือหรือว่าเธอกำลังจะเพี้ยน

นี่ไม่ใช่ฝันแน่ๆเธอรับรู้ทุกอย่างได้ ราวกับสิ่งที่เธอเห็นนั้น ฝังอยู่ในสมองของเธอ เหมือนมีคนมากดเล่นแผ่นซีดีหนังเรื่องเดิมให้เธอดูอีกครั้ง

“คิดอะไรอยู่หรือคะ”

มารีหยุดเดินยืนรอทาฬิดาอยู่ไม่ไกลนักเอ่ยถาม

“คิดเรื่อยเปื่อยค่ะทั้งความฝัน ความจริง มันปนกันจนทามงง ไปหมดไม่รู้ว่าจะทำยังไง คุณจะเชื่อไหม ระหว่างที่ฉันเดินลงมา ฉันเห็นบางอย่างมันเหมือนภาพทับซ้อนกันในสมองของฉัน ภาพแรกคือฉันกำลังเดินไปทาคานาลา ส่วนภาพที่สองฉันเห็น และได้ยินตัวฉันพูดคุยกับใคร อีกคน เรื่องคำทำนายบางอย่าง”

ทาฬิดาพูดพร้อมกับเดินไปเรื่อยๆโดยมีมารีเดินตามเธอ

“ความฝันของคุณเป็นเรื่องในอดีตที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้วปล่อยไปเถอะค่ะ สิ่งที่คุณควรทำในเวลานี้คือ ปัจจุบัน ให้ใจอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุดทำให้ดีที่สุด วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องกลับมาพูดว่า ยังไม่ได้ทำแล้วต้องมานั่งเสียใจว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่อดีต เหมือนที่คุณกำลังเป็นอยู่”

“พูดง่ายทำยากค่ะ”ทาฬิดาหยุดเดินกะทันหัน จนมารีเกือบจะชนเธอดีว่าคนเดินตามหยุดขาของเธอได้เร็วเท่าที่ตาเห็น จึงไม่ทำให้อีกคนโดนชนจนล้มลงกับพื้น

“ต้องทำให้ได้ค่ะไม่อย่างนั้นคุณจะจมอยู่กับความฝัน ไม่สามารถดึงตัวเองออกมาจากความฝันได้”

“ถ้าฉันดึงตัวเองออกมาไม่ได้ล่ะคะ”

“คุณจะหายไปพูดง่ายๆ ก็คือตายค่ะ”

“โห”ทาฬิดาตกใจ คำตอบนั้นทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวาดกลัว ไม่อยากหลับและฝันอะไรอีก

“ฉันไม่ได้ขู่นะคะคุณยังไม่สามารถควบคุมพลังจิตของตัวเองได้ หากคุณหลุดเข้าไปในความฝันเต็มตัวคุณไม่สามารถหาทางออกมาจากความฝันนั้นได้อีกเลย”

“ทำไมคุณถึงรู้เรื่องนี้ล่ะคะ”

“ฉันเคยเป็นมาก่อนคุณค่ะฉันฝันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนฉันคิดว่าฉันละเมอในตอนกลางวันบางครั้งฉันเห็นตัวฉันวิ่งอยู่ในสถานที่แปลกๆ เห็นแม้กระทั่งที่หลับที่นอนการอยู่การกิน ทั้งๆ ที่ฉันยังลืมตาอยู่ ภาพซ้อนสองภาพเหมือนกำลังเกิดขึ้นพร้อมๆกัน จนฉันไม่รู้จริงๆ ว่าภาพไหนคือปัจจุบันกันแน่ วิธีเดียวที่ทำให้ฉันไม่ฝันคือไปอยู่ให้ไกลจากทาคานาคา แต่พอฉันกลับมาอีกครั้ง ฉันฝันเหมือนเดิมพ่อของฉันจึงให้ฉันเรียนรู้วิธีควบคุมจิตของตัวเอง ไม่ให้หลุดเข้าไปในความฝัน”

“ฉันกำลังคิดว่ามีใครบางคนทำให้เราสองคนเป็นอย่างนี้ ต้องการให้เราตาย เพื่ออะไรบางอย่าง”

“ฉันคิดเหมือนคุณค่ะฉันรู้ด้วยซ้ำไปว่าเป็นใคร”

“ใครคะ”

“รัตติกาล”

ทาฬิดาไม่ตกใจอะไรอีกแล้วเธอก้าวเดินตามมารีไปอย่างช้าๆ อีกไม่กี่พันก้าว เธอจะถึงทาคานาลาหมู่บ้านด้านล่างใต้หุบเขา ดินแดนที่เธอรู้ว่ามีใครสักคนอยู่ที่นั่นใครคนนั้นมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นคนที่ต้องการเอาชีวิตของเธอกับมารีจริงๆ จังๆเอาเถอะเธอขอสู้กันสักตั้ง จะเพื่ออะไรไม่รู้หรอก ขอแค่อย่าลอบกัด สู้กันซึ่งๆหน้า จะได้รู้กันไปสักทีว่าเธอสู้เป็นเหมือนกัน ไม่ใช่ทำได้แค่หลบๆ ซ่อนๆหนีตายไปวันๆ

ทุติตื่นเต้นกว่าใครทั้งหมดมาถึงเขารีบมุ่งตรงไปยังเนินดินที่คนของทาคานาลาบอกว่า เป็นพีระมิดเล็กๆ ลักษณะคล้ายเนินเขาอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ชายอายุสูงอย่างทุติอดรีนาลีนหลั่ง ราวกับยังเป็นหนุ่มฉกรรจ์

นาลันทาและพรรคพวกจึงต้องตามทุติไปที่เนินเขาเล็กๆนั้นด้วย พวกเธอจึงแยกจากกลุ่มของหมอ ที่มุ่งตรงเข้าไปยังหมู่บ้านทาฬิดากับอัปสรจึงต้องตามกลุ่มของทุติไปเช่นกันโดยมีมารีและคนของเธออีกสองคนติดสอยห้อยตามไปคุ้มกัน





 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:38:52 น.
Counter : 153 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๕

บทที่  ๑๕

“เจ้าคิดว่าสิ่งนี้ดีแล้วรึทาฬิ”

รัตติเอ่ยถามเมื่อเห็นปฏิทินคำทำนายของทาฬิ

“นี่คือสิ่งที่ข้ากับจันทราร่วมกันทำขึ้น”ทาฬิบอกอย่างภาคภูมิ

“มิได้เจ้าเห็นฤาไม่ วันแลเวลาไม่ตรงกับความเป็นจริง วันสูญหายไปนับร้อยวัน โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์มิได้ใช้เพียงสองร้อยหกสิบวันหากแต่มันคือสามร้อยหกสิบห้าวัน”

“ครานี้ข้าเพียงแค่ทำนายวันดีวันร้ายให้กับชาวมายาเท่านั้น”

“ข้าจักช่วยเจ้าเองทำให้ครบสามร้อยหกสิบห้าวัน เพื่อให้ปฏิทินนี้ใช้ได้ชั่วลูกชั่วหลานเป็นเวลานับแสนนับล้านปีมนุษย์”

“หากเป็นเช่นนั้นจักดียิ่งเพื่อนข้า”

“ขอเวลาข้าสักระยะหนึ่งเถิดทาฬิข้าจักทำมันขึ้นมาเพื่อเจ้าและชาวมายาแห่งเรา”

“ขอบใจเจ้านักรัตติหากทำได้เช่นนั้นจริง ข้าจักยินดียิ่งเพื่อนข้า”

หลังจากนั้นรัตติใช้เวลานานกว่านางจะเปลี่ยนปฏิทินเก่าให้เป็นปฏิทินใหม่ได้เมื่อของเก่าที่ทาฬิทำเอาไว้ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายไปในหมู่ชนของมายาเธอจึงต้องปรับแก้ให้ระบบทั้งสองอย่างนั้นลงตัว

หากแต่ยังมีวันหายไปจากระบบปฏิทินของเธอถึงห้าวัน

“เอาอย่างนี้สิรัตติห้าวันนั้นคือว่าแห่งการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของมายา เจ้าว่าดีไหม” ทาฬิสรุปเรื่องยากกลับเป็นเรื่องง่ายดายไปอย่างสิ้นเชิงที่เธอไม่สามารถนำปฏิทินใหม่มาให้กับทาฬิได้เพราะวันที่หายไปนั่นเอง เท่ากับว่าปฏิทินของเธอจะสามารถใช้ต่อไปได้อีกนับแสนนับล้านปี

แต่แล้วเรื่องที่เธอทำกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเมื่อจันทรานำสิ่งของสิ่งหนึ่งมาให้กับทาฬิ

“ท่านข้ามีอะไรจะให้ท่านดู มาทางนี้สิ”

จันทราฉุดแขนของทาฬิให้ไปยังกลางลาน

บนลานนั้นปรากฏของสิ่งหนึ่งเป็นวงกลมคล้ายกับลูกล้อ มันทำมาจากไม้ บนลูกล้อนั้นปรากฏขีดและมีแท่งยาวๆปักเอาไว้ตรงกลาง

“อันใดรึ”

“ข้าเรียกมันว่านาฬิดาแดดใช้สำหรับบอกเวลา ในยามกลางวัน”

“ใช่เยี่ยงใดกันเจ้า“ทาฬิตื่นเต้นที่ได้ยินเช่นนั้น”

“ในฤดูนี้ดวงอาทิตย์ส่งมาทางทิศนี้เจ้าเห็นเงาของสิ่งนี้หรือไม่ หากดวงอาทิตย์ส่องมายังเจ้านี่เงาของมันจักไปปรากฏบนวงล้อ และสามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำ”

“โอ้วเจ้าคิดได้อย่างใดกัน”

“ไม่เห็นจะดีตรงไหนเลยยามนี้ใกล้เที่ยงวัน พระอาทิตย์มิได้ตรงศีรษะ ของๆ เจ้าจักบอกเวลาได้อย่างใดกัน”

“นี่ไงท่านพี่เงาจักชี้ไปทางนี้ ตัวเลขนี้จักบอกว่าใกล้จักเที่ยงวัน”

จันทราชี้ให้ดูบนขีดแผ่นไม้วงกลมของเธอ

“ใช้ได้จริงๆจันทรา เจ้าสองคนพี่น้องช่วยข้าได้มากยิ่ง ขอบใจเจ้ามากเพื่อนรัก” ทาฬิยิ้มหน้าบานจากนี้ไป เธอจะประกาศเรื่องปฏิทินและนาฬิกาแดดให้กับทุกคนได้รับรู้

หลังจากนั้นไม่นานทาฬิเปลี่ยนความสนใจไปกับสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านาฬิกานาฬิกาแดดของจันทรายังมีข้อเสียอยู่ จึงทำให้ในเวลากลางคืนไม่สามารถบอกโมงยามได้ต้องอาศัยดูดวงจันทร์และดวงดาวควบคู่กันไป

ทาฬิจึงตัดสินใจสร้างนาฬิกาที่สามารถบอกเวลาได้ทั้งกลางวันและกลางคืนให้กับมายา

สิ่งประดิษฐ์ต้นแบบออกมาเป็นรูปเป็นร่างทาฬินำมันมาให้กับรัตติและจันทราได้ดู

“อันใดรึ”รัตติถามด้วยความสนใจ

“นาฬิกาหากมีเจ้านี้ไม่ว่าจักเป็นกลางวัน กลางคืน มันจักบอกเวลาให้กับชาวเมืองได้”

“ข้าว่าเพลานี้มิมีสิ่งใดสำคัญกว่าปากท้องของชาวเมืองเราหรอกนะท่าน”จันทราว่า ตั้งแต่ทาฬิหมกมุ่นอยู่กับการสร้างนาฬิกา ชาวเมืองมายาเริ่มขาดแคลนอาหารประชาชนอดอยากล้มตาย จนเกิดศึกสงครามแย่งชิ่งแหล่งเพาะปลูกกันทั่ว

“ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล”จันทราว่าต่อ

“เป็นเพราะเจ้านั่นแหละจันทราเจ้าต้องนำฝนมาตกบ้าง จักได้เพียงพอกับความต้องการของเผ่า”

“เจ้านั่นแหละให้พวกเขาตัดไม้ ทำลายป่า พื้นที่ต้นน้ำจึง แห้งแล้ง”

“ข้าต้องการพื้นที่เพราะปลูกให้เพียงพอกับคนของเรา”

“เจ้าทำเช่นนั้นไม่ถูกต้องเจ้ารู้ไหม การตัดไม้จักทำให้ไม่มีความชุ่มชื้น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลประชาชนของเรามีมากเกินไป ต่อให้มีการผลิตพืชผลออกมามากเพียงใดก็ยังมิเพียงพอกับความต้องการ”

“เจ้าจะมากเกินไปแล้วนะจันทราเจ้าพูดเยี่ยงนี้ เจ้าหมายความว่าข้าผิดใช่ฤาไม่”

“เอาล่ะๆพวกเจ้าทั้งคู่มิผิดดอก ข้าผิดเองที่มัวแต่ประดิษฐ์นาฬิกาหลงลืมดูความเป็นอยู่ของพวกเขา”

“ทาฬิข้าคิดว่าข้าคงอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว ข้าขอลงใต้ ไปหาที่ของข้าเองจะดีกว่า”

“อะไรนะจันทราเจ้าจะแยกจากข้าอย่างนั้นรึ”

“ถูกแล้วมายามีเพียงท่านกับรัตติคงเพียงพอ”

“ไม่นะจันทราเจ้าไปแล้วข้าจักมีเพื่อนคู่คิดอีกหรือ”

“ปล่อยนางไปเถอะทาฬิเจ้ายังมีข้าอยู่ทั้งคน เจ้ามิต้องห่วงอันใดทั้งสิ้นจากนี้ไปข้าจักเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับเจ้าเอง จันทราหากเจ้าอยากจะไปเชิญไปเถิด”รัตติไม่รั้งจันทราเอาไว้เลยสักนิด เธออยากให้จันทราออกไปจากมายาโดยเร็วที่สุดไปวันนี้ตอนนี้ได้ยิ่งดี เธอจะได้อยู่กับทาฬิ สองคนแม้ทาฬิจะชอบหมกตัวคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อยู่ในวิหาร ไม่ออกมาให้ประชาชนเห็นบ่อยนักเรื่องนั้นเธอไม่สนใจหรอก เธอสามารถปกครองมายาได้ด้วยตัวของเธอเอง เธอจะปกครองให้ดียิ่งกว่าที่จันทราเคยทำ

ไม่เชื่อคอยดูสิ

หลังจากที่จันทราจากไปทาฬิกลับหมกตัวอยู่แต่ในวิหารหนักขึ้นกว่าก่อนมายาจึงอยู่ในการปกครองของรัตติเพียงผู้เดียว

ฝนฟ้าหายไปจากเมืองกลับกลายเป็นความอดอยากของประชากร มายากำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤติ ไม่มีแม้แต่น้ำจะดื่มรัตติใช้วิธีตีเมืองอื่นๆ เพื่อนำเอาอาหารมาเป็นบรรณาการให้กับมายาแผ่นดินในการปกครองของเธอจึงกว้างไกลไปสุดขอบเหนือใต้และทั้งตะวันออกจรดตะวันตกในคาบสมุทรยูคาทัน

สิ่งที่เธอคิดกำจัดเชลยศึกได้ก็คือนำมาบูชายัญให้แด่เทพเจ้า เชลยศึกเหล่านี้ ในความคิดของเธอแล้วเลี้ยงไปก็เสียข้าวสุก สู้ฆ่าให้ตายไปเสียจะดีกว่า คนในมายายินดีอยู่แล้วที่จะไม่ต้องสูญเสียคนของตัวเองให้กลายเป็นเหยื่อบูชาเทพเจ้าพวกเขาจึงร่วมใจกัน นำเชลยศึกมาเซ่นสังเวยเทพเจ้าของเขา

แรกเริ่มนั้นหลังจากที่นำชีวิตของเชลยมา ฝนฟ้ากลับมาตกอีกครั้ง พวกเขาจึงใช้วิธีนี้ทุกครั้งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้มายากลายเป็นทะเลเลือด กลิ่นคาวเลือด คละคลุ้งไปทั่วซ้ำยังสะอิดสะเอียน กับสภาพศพที่ได้พบเห็น เมื่อไม่มีฝน จากเชลยผู้ชายจึงเพิ่มเชลยผู้หญิงและเด็กๆ เข้าไปด้วย สุดท้ายคือวิญญาณบริสุทธิ์ของเด็กเกิดใหม่ พวกเขาไม่รีรอที่จะนำเด็กทารกเกิดใหม่มาบูชาเทพเจ้าของเขาหากทำให้ฝนตกลงมาได้อีกครั้ง

เทพเจ้าไม่เป็นใจให้กับพวกเขาเลยสักนิดหลังจากการทะเลาะกันในครั้งนั้น ทาฬิกลับออกมาอีกครั้งพบเห็นภาพอันน่าสยดสยอง

เธอตัดสินใจจากมายาอีกคนทิ้งให้รัตติปกครองมายาเพียงลำพัง

สุดท้ายผู้คนต่างเดินทางอพยพออกจากมายาไปเรื่อยๆจนเกือบจะกลายเป็นเมืองร้าง รัตติโกรธแค้นยิ่งนักเมืองที่เธอสร้างมาด้วยมือต้องกลับกลายมาเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คน พีระมิดใหญ่ วิหารร้าง จะมีไปเพื่ออะไรกันเธอจึงออกตามหาทาฬิ สิ่งที่รู้แน่ๆ คือทาฬิต้องไปอยู่กับจันทรา

หากหาจันทราพบต้องพบทาฬิเป็นแน่

รัตติออกจากมายามาตามหาทาฬิพร้อมกับกำลังพลของเธอนับพันคน จะคิดมากไปทำไมในเมื่อทาฬิเป็นผู้ทำนายว่ามายาจักล่มสลายอยู่แล้ว เธอทำให้คำทำนายของทาฬิเป็นจริงเร็วขึ้น เธอผิดตรงไหน ไม่มีทาฬิที่มายา เท่ากับเมืองไร้เทพเจ้า เมืองไม่มีเทพเจ้าจึงเป็นเมืองไร้จิตวิญญาณ

หนทางแม้จะยากลำบากรัตติไม่รู้สึกอะไรใจของเธอนั้นคิดถึงแต่ทาฬิ อยากพบอยากเห็นหน้า แม้จะรู้ว่าเมื่อพบกันแล้วทาฬิจะไม่สนใจเธอเหมือนที่เคยเป็น

“ข้างหน้ามีหมู่บ้านขอรับ”คนของรัตติรีบมารายงานข่าวกับเธอ

“ถามพวกมันเคยเห็นทาฬิบ้างฤาไม่”

“พวกมันไม่เคยเห็นขบวนใดๆของคนต่างถิ่นขอรับ”

“เป็นไปไม่ได้เราได้รับรายงานว่าทาฬิเดินทางลงใต้ ข้ามเขามายังที่นี่เหตุใดจึงไม่มีรายงาน”

“ท่านขอรับข้าว่าท่านทาฬิเดินทางมาที่นี่เมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกมันเป็นคนอายุมิเกินสามสิบฤาหากมากกว่านั้นไม่เกินเจ็ดสิบ พวกมันจึงมิรู้ว่าเคยมีขบวนของท่านทาฬิเดินทางผ่านมาทางนี้”

“จริงของเจ้า”

“พวกมันนับถือเทพสุริยาเหมือนพวกเราขอรับ”

“จริงรึ”

“ขอรับพวกมันบอกข้าว่า เทพสุริยาเสด็จลงมาโปรดพวกมันขอรับ”

“ดี”

“วิหารของท่านเทพเดินทางลงใต้ไปอีกไม่ไกลขอรับ”

“พาข้าไป”รัตติตื่นเต้นที่จะได้พบกับทาฬิไม่มีทางที่คนพวกนี้จะนับถือเทพโดยไม่รู้จักผู้เผยแผ่ ถ้าจะให้เธอเดาทาฬิต้องเคยผ่านมาบริเวณนี้ และคงสอนให้คนพวกนั้นนับถือเทพสุริยา ผู้ให้แสงสว่างไปทุกหย่อมหญ้าหากเป็นเช่นที่เธอคิดจริง สิ่งที่เธอรอคอยจะได้พบคงอยู่ไกลแค่เอื้อมมือคว้าเท่านั้น

“พวกเราจะลงไปทาคานาลาไปสำรวจอะไรนิดหน่อยสักสองหรือสามวัน จะไปกับพวกเราไหมทาม” นาลันทาเอ่ยถามทาฬิ คนในหมู่บ้านเล่าว่าที่หมู่บ้านทาคานาลาด้านล่างหุบเขามีโบราณสถานที่ยังไม่มีนักโบราณคดีคนใดเคยลงไปสำรวจหากเป็นไปได้ทุติอยากจะสำรวจสถานที่แห่งนั้น นั่นเท่ากับว่าทีมของพวกเธอคือผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง

“ไปสิคะอยู่ที่นี่ทามชักเบื่อๆ คุณนาจะไปวันไหนคะ”

“พรุ่งนี้เราจะเดินทางลงไปพร้อมกับกลุ่มหมอครั้งก่อนได้ยินมาว่าลงไปยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ต้องรีบพาคนป่วยกลับขึ้นมา”นาลันทาว่า

“แสดงว่าพวกหมอจะลงไปกันหมดเลยใช่ไหมคะ”

“ค่ะไปกันหมด ไม่เหลือใครเลย”

“น่าสนุกค่ะทามไปจัดกระเป๋าเลยนะคะ” ทาฬิดารีบเดินเข้าไปในห้องพักของเธอเตรียมจัดเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นที่เธอนำติดตัวมาของใช้ส่วนใหญ่ของเธอถูกทิ้งเอาไว้ที่ห้องพักอีกเมืองหนึ่งดังนั้นเธอจึงมีสมบัติบ้าไม่มากนัก มีแค่เสื้อสองตัวกางเกงยีนหนึ่งตัวกับผ้าผืนกว้างซึ่งเธอซื้อมาจากตลาด เพื่อนำมาห่มเวลากลางคืนเท่านั้น

“พี่ทามเอาไปแค่นี้หรือคะ” อัปสรชะโงกดูในเป้ของทาฬิดา

“มีแค่นี้จะให้เอาไปแค่ไหนล่ะ”

“เออเนอะนั่นดิ จิ๊ดก็มีแค่นี้เหมือนกัน ว่าแต่เมื่อคืนพี่ละเมอเหรอ ร้องซะลั่นบ้านเลย”

“เปล่าพี่เห็นนกยักษ์จริงๆ” ทาฬิดายืนยัน เธอไม่ได้ตาฝาด หรือละเมอเดินออกมาเธอได้ยินเสียงนก จึงรีบเดินออกมาดู และต้องพบกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวจนเกือบข่มตานอนไม่หลับทั้งคืน

“ถ้าพี่เห็นจริงๆทำไมอากลางไม่เห็นล่ะคะพี่” อัปสรยังไม่มั่นใจ

“ไม่รู้สิมันอาจจะบินหนีไปแล้วก็ได้ พี่ไม่รู้เหมือนกัน”

“มันจะฆ่าพี่หรือเปล่าบรื้อๆ ขนลุก หวังว่าลงไปข้างล่างจะไม่เจอไอ้นกตัวนั้นนะพี่ถ้าเจอจิ๊ดจะวิ่งหนีเป็นคนแรกเลยแหละ”

อัปสรแสดงออกเต็มตัวเลยว่าเธอกลัวในสิ่งที่ทาฬิดาเล่า

“น่ากลัวกว่าโครงกระดูกในถ้ำอีกเหรอจิ๊ด”

ทาฬิดาแซวเด็กจอมจุ้นของเธอ

“ถ้าโครงกระดูกมันลุกขึ้นมาเดินได้จิ๊ดจะวิ่งเหมือนกันค่ะพี่”

“แล้วกันนึกว่าไม่กลัว”

“ใครว่าล่ะกลัวจนหัวหดเชียวแหละ ที่สำคัญ จิ๊ดไม่อยากเหนื่อย”

“ฮ่าๆ”ทาฬิดาหัวเราะร่วน อัปสรทำให้เธอสบายใจขึ้นมาได้บ้างหลังจากที่เธอมัวแต่กังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อคืนที่ผ่านมา

“พี่มารีจะไปกับเราไหมคะพี่”

“ไม่รู้สิพี่ยังไม่เจอเธอเลย”

“นั่นสิพี่พี่มารีไม่รู้หายไปไหนของเธอเนอะ จิ๊ดรอจะถามว่าตกลงเราต้องเตรียมอะไรไปบ้างยังไม่เจอเธอเลยเหมือนกัน”

“คงติดธุระที่อื่นมั๊งสักพักคงมาหาเรา”

“ทำไมล่ะคะ”

“พี่ยังไม่ได้เลิกจ้างเธอทำงานฉะนั้นเธอต้องมาหาเราทุกวัน จนกว่าพี่จะบอกเลิกจ้าง”

“อ๋อเป็นอย่างนี้นี่เอง” อัปสรพยักหน้าหงึกหงัก

“ขอโทษค่ะขอเข้าไปได้ไหมคะ”

อยู่ๆเสียงของมารีดังขึ้นหน้าห้องของทาฬิดาและอัปสร

“ตายยากชะมัดเลยพี่ว่าปะ”อัปสรหันไปบอกกับทาฬิดาก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูห้องให้กับมารี

“เพิ่งจะพูดถึงพี่กันไปเมื่อตะกี้พี่ก็มา รู้ใจจังเลยนะคะ”

“บ่นถึงฉันเรื่องอะไรคะ” มารีมองหน้าทั้งสองสาว

“จิ๊ดจะต้องเอาอะไรไปบ้างคะ”

เมื่ออัปสรเอ่ยออกมามารีจึงรู้ว่าเพราะอะไรทั้งสองจึงพูดถึงเธอ

“ตัวกับหัวใจค่ะ”มารีตอบหน้าตาย

“โหพี่พูดง่ายจัง” อัปสรถึงกับออกอาการเซ็ง

“ต้องเอาตัวไปกับหัวใจพร้อมลุยถ้าไม่พกไปคงถอดใจกลางทาง”

“สำบัดสำนวนจริงนะพี่มารีแล้วถ้าจิ๊ดถอดใจกลางทางล่ะคะ”

“ถ้ากล้าเดินกลับมาคนเดียวก็แล้วแต่สะดวกค่ะ”

“ทำไมต้องกล้าด้วยล่ะ”

“กลางทางมีสิ่งที่เราต้องระวังยังไงล่ะคะ”

“หือมีงูด้วยหรือคะ” สิ่งเดียวที่อัปสรคิดได้ในเวลานี้คืองูเท่านั้น

“ที่นี่ไม่มีงูมีพิษหรอกค่ะแต่จะมีนกดุๆ เท่านั้น”

“หา...นกดุๆที่พี่ทามเจอเมื่อคืนหรือเปล่า”

มารีทำหน้าตกใจทาฬิดาได้พบกับนกตัวนั้นอีกแล้วหรือ เธอหันไปมองหน้าทาฬิดาเป็นเชิงถาม

“เมื่อคืนมันมาอีกแล้วค่ะคราวนี้กะจะฆ่าจะแกงกันเลยเชียว ดีที่คุณนาออกมาทัน ไม่อย่างนั้นมันคงเล่นงานทาม”

มารียังคงตกใจไม่หายสิ่งที่ทาฬิดาพูดนั้น เธอเชื่อหมดทุกคำ เธอรู้จุดประสงค์ของมันด้วยซ้ำว่าจะมาทำอะไร

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะเหมือนคุณไม่เชื่อทาม”

“เปล่าค่ะฉันเชื่อคุณและรู้ว่ามันไม่ต้องการทำร้ายคุณมันแค่ต้องการของบางอย่างจากคุณเท่านั้น

“มันต้องการอะไร”

“นาฬิกาของคุณ 




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:37:27 น.
Counter : 193 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๔

บทที่  ๑๔

มารีรีบกลับไปยังบ้านของเธอเธอจำเป็นต้องให้บิดาของเธอทำนายสิ่งที่เธอเห็นโดยเร็วที่สุด

ในใจของเธอนั้นเกิดความรู้สึกหวาดกลัวคำทำนายเกี่ยวกับงูยักษ์ทำให้เธอต้องคิดหนัก ครั้งแรกนั้นเธอคิดว่าความคิดเรื่องกระเช้าไฟฟ้าของหมอศรรักคืองูยักษ์ในตำนาน มาถึงตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่งูยักษ์สองตัวนั้นน่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่เธอยังไม่รู้ว่าคืออะไร

มารีเล่าเรื่องที่เธอเห็นให้กับพ่อของเธออย่างละเอียด

“ลูกว่างูพวกนั้นดูไม่เหมือนงูทั่วไปอย่างนั้นรึ”

“ค่ะพ่องูพวกนั้นมีสีสันสวยงาม ราวกับเป็นงูเทพเจ้า แต่แปลกที่ทำไมถึงได้จ้องทำร้ายลูกกับคุณทาฬิดาถ้าลูกหลบไม่ทัน พวกมันคงพุ่งเข้าใส่เราสองคน จนเกิดอันตราย”

“เท่าที่พ่อฟังมางูสองตัวนั้นไม่ได้คิดทำร้ายลูกหรอกพวกมันแค่ออกมาปรากฏตัวให้ลูกเห็นเท่านั้นว่าพวกมันมีอยู่จริงวันนี้มีใครมาที่ทาคานาคาอีกหรือเปล่า”

“มีค่ะพ่อพวกนักโบราณคดีจากเมืองไทย มากันสี่คน ผู้หญิงสาม ผู้ชายหนึ่ง”

“คนไทยอีกแล้วรึ”

“ค่ะพวกเขามาตามคุณทาฬิดากลับค่ะ”

ผู้เป็นบิดาพยักหน้าเข้าใจพวกนักท่องเที่ยวจะมีอะไร นอกจาก มาดูสถานที่ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก และจากไป

“พ่อคะหนูมีอีกเรื่องจะเล่าให้พ่อรู้”

“เรื่องอะไร”ผู้ชรากว่าเอ่ยถาม

“หนูพบลูกศรดอกสุดท้ายแล้วค่ะ”

“อะไรนะลูกพบมันที่ไหน”

“ที่คุณทาฬิดาค่ะเธอสวมมันอยู่”

“ลูกแน่ใจนะว่าใช่”

“ค่ะลูกดูทุกอย่างแล้ว ศรลูกนั้นไม่ได้ต่างจากศรที่ลูกพกติดตัวแต่มันมีลักษณะพิเศษกว่าตรงที่มีลายสลักเอาไว้ ลูกยังไม่ทันได้ดูชัดๆว่าสลักว่าอะไร มาเจองูยักษ์สองตัวนั่นก่อน ลูกก็เลยต้องเอานาฬิกาคืน คุณทาฬิดาเธอไป”

“นาฬิกาอย่างนั้นเหรอ”

“ค่ะศรลูกนั้นถูกนำไปทำเป็นเข็มสั้นของนาฬิกา”

“เหมือนที่ลูกเคยบอกพ่อว่าลูกเห็นมันในความฝัน”

“ค่ะพ่อลูกมั่นใจว่าคือเรือนเดียวกัน เพียงแต่ในฝันนาฬิกาเรือนนั้นใหม่กว่านี้มากแต่เรือนที่ลูกเห็นเก่าแล้วค่ะ เป็นของเก่า”

“ลูกถามเธอไหมว่าได้มายังไง”

“ยังไม่ทันได้ถามอะไรหรอกค่ะ”มารีส่ายหน้า

“เอาเถอะมารีหากฟ้าอยากให้เรารู้ ฟ้าจะบอกเราเอง พ่อเชื่อ”

“พ่อพอจะรู้ไหมคะว่าใครเป็นคนทำนาฬิกาเรือนนั้น”

“เจ้าของคนที่สวมมันนั่นแหละคือคนทำ”

“หมายถึงในอดีตชาติ”

“พ่อว่าใช่หากของสิ่งนั้นไม่ได้อยู่กับเจ้าของ ผู้ที่ครอบครองมัน จะเกิดการสูญเสียหากว่าเจ้าของได้ครอบครองเองของสิ่งนั้นจะส่งผลแห่งความเจริญและดีงามให้กับเขาและครอบครัว”

“แสดงว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนสร้างดั้งเดิมเป็นใคร ใช่ไหมคะพ่อ”

“ถูกแล้วเราไม่รู้หรอก เหมือนปลายลูกศรของลูก พ่อทำได้แค่เก็บเอาไว้ให้ เมื่อลูกเกิดมันลอยไปหาลูกเองด้วยซ้ำ พ่อไม่ได้เป็นคนเอามาให้ ก่อนหน้านี้คนในครอบครัวของเราต้องสูญเสียไปมากมาย เหลือไว้แค่คนที่จะสืบทอดส่งต่อของสิ่งนี้ให้กับคนอีกรุ่นเท่านั้น ก่อนลูกเกิดพ่อก็เสียพี่ชายของลูกไปจากนั้นเมื่อลูกเกิดมา ทุกอย่างจึงเข้าที่ เหมือนๆ กับคนที่ครอบครองมันคนอื่นๆของสิ่งนี้จึงเป็นของล้ำค่าที่มีอาถรรพ์ผูกติดอยู่”

“หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ”

“ไม่ต้องไปดูแลพวกคนไทยรึ”

“สักพักว่าจะไปค่ะ”

“รีบไปเถอะคงตามหาตัวลูกอยู่” มารีลุกขึ้นยืนโค้งคำนับบิดา ของเธอก่อนที่จะรีบเดินกลับไปยังหมู่บ้าน

เป็นจริงดังคำพูดของบิดามารีเมื่อมารีมาถึงบ้านพักของกลุ่มคนไทย เธอเห็นทาฬิดาเดินวนไปวนมาท่าทางกระวนกระวายใจ

“ไปไหนมาคะทามตามหาคุณจนทั่ว”

ทาฬิดาทักมารีทันทีที่ได้เห็นหน้า

“กลับไปบ้านมาค่ะ”

“ทามว่าจะถามคุณเรื่องลูกศรมาทางนี้ดีกว่าค่ะ”

ทาฬิดาเดินนำมารีไปนั่งที่ลานข้างบ้านพัก

“ทำไมหรือคะ”

“ฉันอยากรู้ประวัติของลูกศรอย่างละเอียดค่ะมันใช้ทำอะไร ได้บ้างในอดีต และมันต้องเอาไปทำอะไรในอนาคต”

“อย่างที่ฉันบอกคุณนั่นแหละค่ะก่อนหน้านี้ศรทั้งหมดเคยเป็นปลายหอกของเทพกาลเวลา หรือเทพทาฬิของเผ่าเราหลังจากที่ท่านได้ใช้ปลายหอกของท่านหยุดเทพรัตติกาลไม่ให้คิดทำในสิ่งชั่วร้ายและขังนางเอาไว้ในถ้ำท่านได้นำศรของท่านมาแบ่งออกเป็นส่วน เพื่อทำเป็นเครื่องรางสำหรับนักรบผู้ที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน ให้ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นมอบให้กับทายาทของแต่ละคน”

“แค่นั้นเองหรือคะ”

“ค่ะตำนานมีบอกเอาไว้เท่านี้” มารีพยักหน้ารับ

“แล้วทามจะรู้ได้ยังไงคะว่าใครเอาศรมาทำนาฬิกาที่ทามใส่อยู่”

“พ่อของฉันบอกว่าคนที่ทำมันก็คือเจ้าของ นั่นเท่ากับว่าท่านเทพกาลเวลาท่านทำด้วยมือของท่านเอง”

“อ้าวถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่มีทายาทสิคะ”

“ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าท่านมีทายาทหรือเปล่า เพราะพวกฉันไม่เคยมีใครเห็นนาฬิกาเรือนนี้มาก่อนนอกจากฉันที่เคยเห็นในฝันเท่านั้น”

“แย่จังทามคงทำงานของคุณปู่ไม่สำเร็จสิคะ” ทาฬิดาเริ่มถอดใจจากที่เธอเคยมีความหวังน้อยนิด มาบัดนี้ความหวังนั้นพังทลายลงไปไม่เป็นท่าคุณปู่หนอคุณปู่เรื่องง่ายกว่านี้ไม่มีให้ทำแล้วหรืออย่างไรต้องให้เธอมาตามหาเจ้าของนาฬิกาโบราณแผนท่งแผนที่ ช่งชื่ออะไรก็ไม่มีบอก บอกแค่ให้มาเปรู มาแล้วจะได้อะไรล่ะคว้าน้ำเหลวกลับไปมีหวังเธอโดนดุออกสื่อ โดนไล่ออกจากบ้าน แถมด้วยไม่ยกมรดกให้เป็นเรื่องแน่ๆ คราวนี้

“คุณปู่ของคุณให้คุณทำอะไรคะ”

“ท่านให้ทามมาตามหาเจ้าของหรือคนที่ทำนาฬิกาเรือนนี้ และคืนมันให้กับเขาค่ะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณทำงานนี้เสร็จตั้งแต่ยังไม่ได้มาเปรูแล้วค่ะ”

“งง”ทาฬิดาเกาศีรษะของตัวเองทันที เธอไม่รู้ว่า มารีหมายความว่าอะไร

“เพราะคุณคือเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้อย่างแท้จริง”

“ฉันนี่นะ”ทาฬิดาตาโต

“ค่ะพ่อฉันบอกอย่างนั้น” ส่วนคนออกความเห็นไม่รู้สึกรู้สาอะไร ราวกับเรื่องที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องทั่วๆไป ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากนัก

“เป็นเรื่องแล้วสิถ้าไปบอกคุณปู่อย่างนั้น ทามต้องโดนท่านดุแน่ๆ ว่าขี้เกียจตามหาแถมจะโดนท่านสวดอีกเป็นกระบุง”

“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะท่านคงฟังคุณบ้าง”

“คุณปู่ฉันนี่ก็แปลกนะทำอย่างกับว่าไอ้นาฬิกาเรือนนี้มันมีการทำระบบ ISO สืบต้นสายและปลายเหตุได้พอมันทำผิด สืบค้นไปว่ามันผิดมาตั้งแต่ตรงไหน แต่ไอ้นี่อะนะ มันแค่นาฬิกาโคตรโบราณหาอะไหล่ซ่อมยังแทบไม่ได้ ยังจะให้ไปหาคนผลิต ทามว่าแล้วเชียว ว่าต้องเกิดปัญหาถ้ารู้งี้ไม่น่ารับปากมาเปรูเล๊ย ให้ตายเถอะ หาเรื่องแท้ๆ”

ทาฬิดาบ่นกระปอดกระแปดไปตามเรื่องมารีทำได้เพียงแค่นั่งฟังคนขี้บ่นพูดระบายความในใจออกมาเธอคงออกความเห็นเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่งในเวลานี้ไม่ได้

“ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทามบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องให้คุณฟังทั้งๆ ที่คุณมีเรื่องให้คิดตั้งมากมาย แล้วเรื่องงูยักษ์สองตัวนั่นล่ะคะคุณมีความเห็นว่ายังไงบ้าง มันคือตัวอะไร ทำไมจู่ๆมันโผล่มาให้เราเห็นกันแค่สองคน”

“นั่นแหละค่ะปัญหาฉันต้องรู้ให้ได้ว่า งูสองตัวนั้นมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“แล้วกันทามนึกว่าเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาของที่นี่เสียอีก”

“เจ้าป่าเจ้าเขาเป็นยังไงหรือคะ”มารีชักสนใจ

“คนไทยมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งค่ะว่าในป่าในเขาจะมีเทพารักษ์ที่คอยคุ้มครองป่าอาศัยอยู่ หากมีคนทำอะไรไม่ดีท่านจะออกมาปรากฏกายให้คนพวกนั้นเห็น เพื่อปรามไม่ให้พวกเขาทำสิ่งนั้นต่อ”

“ของเรามีเทพเจ้าค่ะไม่ใช่เจ้าป่าเจ้าเขา”

“ขอถามสักนิดได้ไหมคะพวกคุณรู้เรื่องตำนานพวกนั้นจากที่ไหน ในหนังสือหรือคะ”

“เปล่าค่ะพวกเราไม่มีตัวหนังสือ เราจะให้ผู้นำเผ่าแต่ละรุ่นจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่สำคัญๆมาเล่าต่อให้กับผู้นำอีกรุ่นหนึ่งฟัง อย่างเช่นเรื่องช่วงเวลาการเพราะปลูกเก็บเกี่ยว และเราจะดูดาวบนท้องฟ้า ดูพระจันทร์และตำแหน่งดวงอาทิตย์เพื่อจะได้ทำพิธีต่างๆ ที่เผ่าเราจำเป็นต้องทำ”

“ถ้าอย่างนั้นหากผู้นำเผ่าตายไปล่ะคะ”

“ยังมีรองผู้นำอีกคนค่ะ”

“แล้วถ้าตายไปทั้งสองคนก่อนที่จะบอกเล่าเรื่องต่อล่ะคะ”

“ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านจะเป็นผู้บอกต่อค่ะ”

“ถ้าเรื่องผิดเพี้ยนไปจากเดิมล่ะคะจะทำยังไง”

“เท่าที่รู้มายังไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นกับเผ่าเราค่ะ”

“เก่งจังเลยนะคะทามเคยเล่นเกม แค่คำสี่คำ บอกว่าอย่าอยู่อย่างอยาก คนแรกผ่านมาคนที่สองสามยังพอไหว พอคนที่สี่ไปจนถึงคนที่สิบ กลายเป็น อย่าอยากอยู่ยาก ไปซะงั้น”

มารีนั่งอมยิ้มถูกของทาฬิดา บางทีตำนานบางเรื่องอาจจะผิดเพี้ยนไปจากที่เคยเล่ามาก็ได้ใครจะจดจำตำนานนับร้อยๆ เรื่องได้จนหมด ต้องมีบ้างล่ะที่จำมาผิดๆแล้วเอามาเล่าต่อจากรุ่นสู่รุ่น เธอกำลังคิดว่า ตำนานงูยักษ์ก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างที่เธอรู้หรือเปล่า

ใจของเธออยากให้มีกระเช้าไฟฟ้ารับส่งคนเจ็บขึ้นมาจากหุบเขาทาคานาลา แต่เพราะตำนานนั้น ทำให้เธอต้องปรึกษากับหัวหน้าเผ่าเรื่องจึงกลายเป็นว่าต้องหยุดการก่อสร้างนั้นไปโดยปริยาย

ถ้าตำนานงูยักษ์ผิดเพี้ยนไปแล้วตำนานอื่นๆ ล่ะ จะผิดเพี้ยนไปอีกหรือเปล่าหนอ อยากรู้เหลือเกิน

“แกว๊กๆ” เสียงบางอย่างทำให้ทาฬิดาสะดุ้งตื่นเธอลุกขึ้นเดินออกมานอกห้อง จำได้ว่า เสียงนี้แหละคือเสียงของนกยักษ์ตัวนั้นตัวที่คนของทาคานาคาบอกว่ามันคือนกยมทูต

ทาฬิดาเดินออกมานอกตัวบ้านแม้แสงไฟจะไม่สว่างมากนัก เธอเห็นเจ้านกตัวนั้นบินโฉบไปมาอยู่กลางลานกว้างของหมู่บ้านเมื่อมันเห็นเธอ มันบินพุ่งตรงมาหาเธอทันที

“เฮ้ยไอ้นกบ้า ฉันไม่ใช่อาหารแก” ทาฬิดายกมือขึ้นปิดใบหน้าใช้ท่อนแขนของเธอป้องกันตัวเองเอาไว้ ก่อนที่จะล้มลงไม่เป็นท่าอยู่ตรงหน้าบ้านนั้นเพราะแรงกะพือปีกของนกยักษ์

ทาฬิดาร้องลั่นเสียงร้องของเธอ ทำให้คนในบ้านลุกขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทามเป็นอะไร”นาลันทารีบเข้าไปเขย่าตัวสั่นเทาของทาฬิดา

“นกค่ะคุณนานกยักษ์ มันจะจิกทาม”

นาลันทามองซ้ายมองขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของนกยักษ์ที่ทาฬิดาพูดถึง

“ละเมอหรือเปล่าคะไม่เห็นมีอะไรเลย” นาลันทาว่า

“ไม่ค่ะทามเห็นมันจริงๆ ตามันดูอาฆาตทามมาก สายตาของมันเหมือนกินทามเลยค่ะคุณนา”ทาฬิดายังอยู่ในอาการหวาดกลัว หากเธอ ไม่ร้องเสียงดัง และมีนาลันทาเดินออกมาเจ้านกตัวนั้นคงจับเธอไปเป็นอาหาร มันไม่ใช่นกตัวเล็กๆเมื่อมันกางปีกออกความยาวของช่วงปีกนั้นยาวกว่ารถกระบะหนึ่งคัน ไม่สิ อาจจะเท่าๆกับรถหกล้อเลยด้วยซ้ำ

“เป็นอะไรไปทาม”โกกนทตามมาสมทบทีหลังรีบเข้าไปช่วย นาลันทาประคองทาฬิดาเข้ามาในบ้าน

“นกค่ะพี่นทมันมาอีกแล้ว” ทาฬิดาตั้งสติได้บอกกับโกกนท

“เสียงเมื่อกี้นะเหรอ”

“ค่ะพี่มันร้องดังมาก ทามก็เลยออกมาดู พอมันเห็นทาม มันบินพุ่งเข้ามาใส่เหมือนมันอยากจะกินทาม ทามก็เลยร้องลั่น ตามันแดงมากค่ะพี่ ส่องแสงได้ด้วย”

“ไปกันใหญ่แล้วน้องฉัน”

“ทามไม่ได้ล้อเล่นนะพี่นททามเห็นอย่างนั้นจริงๆ”

“เอาเถอะๆดึกแล้ว เราไปนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”

“ทามขอนอนกับพี่นทนะคืนนี้ทามกลัว”

“ตามใจมาๆ ไปนอนกัน” โกกนทไม่เคยเห็นทาฬิดาจะหวาดกลัวอะไรอย่างนี้มาก่อนหรือทาฬิดาจะเห็นนกยักษ์ตัวนั้นจริงๆ

“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง”เสียงดุดันนั้นทำให้ผู้ที่หมอบอยู่บนหินก้อนใหญ่ตัวสั่นเทา

“คราก่อนเจ้าทำพลาดครานี้เจ้าพลาดอีก เจ้ามิอยากมีชีพอีก ใช่ฤาไม่”

“เข้าผิดไปแล้วท่าน”

“ออกไป!!” เสียงตวาดนั้น ทำให้ทั้งถ้ำสั่นสะเทือน

ร่างที่หมอบอยู่หายไปในทันทีใบหน้าเจ้าของเสียงปรากฏความเคียดแค้นและชิงชัง

“ทาฬิเจ้าอยู่เพียงใกล้แค่เอื้อม เหตุใดข้าจึงจับต้องเจ้ามิได้ มิว่าจักเป็นกาลก่อนฤากาลนี้ เจ้ามิมีใจรักให้กับข้าเช่นนั้นรึ ข้ายอมรอเจ้า นับพันปียอมให้เจ้ากักขังข้าเอาไว้ในขุมนรกแห่งนี้ยอมเพื่อที่จักรอให้เจ้ากลับมาหาข้าอีกครา เจ้ากลับลืมเลือนอดีตไปเสียสิ้น”

ใบหน้าแห่งความเคียดแค้นชิงชังแปรเปลี่ยนเป็นหมองเศร้า ราวกับหญิงผู้นี้กำลังอยู่ในอารมณ์หม่นหมอง

เธอเฝ้ารอคนที่เธอรักให้กลับมาอยู่เคียงข้างเธอ รอเพื่อให้ ความรักของเธอเป็นไปตามที่เธอต้องการชาติภพที่เปลี่ยนไป คนเดิมที่เธอรัก จำเธอไม่ได้ ราวกับไม่มีความผูกพันใดๆกับเธอเลยสักนิด

สวรรค์ช่างโหดร้ายกับเธอยิ่งนักเมืองฟ้าไม่น่าทำกับเธอเช่นนี้ ให้เธอมากับทาฬิแต่กลับส่งจันทราติดตามมาด้วยเมืองฟ้าไม่เคยส่งให้ใครมาเพียงลำพัง และไม่เคยให้มาเป็นคู่เหตุผลขององค์มหาเทพคือ หากมีสองเสียง เมื่อเกิดการขัดแย้งองค์มหาเทพเกรงจักเกิดศึกสงครามระหว่างกัน จึงส่งให้มาพร้อมกันสามคน ให้ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

ไม่ว่าจะเป็นเวียงฟ้าดินแดนแห่งแรกที่องค์มหาเทพส่งเทพีลงมาหรือที่แห่งใด เธอจึงเคียดแค้นชิงชังเมืองฟ้า โกรธเกลียดองค์มหาเทพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จันทรา ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้ต้องถูกจองจำโดยทาฬิ

ทั้งๆที่เธอเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในการสร้างปฏิทินมายา เธอกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากทาฬิหญิงใจแข็งเช่นเธอมอบหัวใจรักของเธอให้กับทาฬิจนหมดสิ้นไม่หลงเหลือความรักไว้ให้กับผู้ใด

ความรักแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นเธอจักกำจัดจันทราให้หายไปจากเอกภพ หากทำไม่ได้ เธอจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แลจักเป็นผู้หายไปจากเอกภพแห่งนี้เอง




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:36:29 น.
Counter : 165 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๓

บทที่  ๑๓

ถึงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเหตุการณ์คืนนั้นทำให้เธอเชื่อในคำพูดของมารีไปเกินครึ่ง

“นกตัวนั้นเป็นสื่อใช่ไหมคะ”

“คุณรู้”อีกคนจ้องหน้าทาฬิดาไม่วางตา

“ไม่หรอกค่ะบังเอิญคืนนั้นฉันเห็นนกตัวใหญ่มาก บินโฉบมาเหนือหลังคาบ้านได้ยินเสียงของมันร้องจนแสบแก้วหู พอตอนเช้าผู้ชายพวกนั้นบอกกับพี่หมอนทว่านกยมทูตมาแจ้งข่าว ทามเลยเดามั่วไปค่ะ ว่าต้องใช่นกตัวนั้นแน่ๆ”

“โชคดีที่มีพวกคุณอยู่ด้วยไม่อย่างนั้นแม่ของเด็กจะต้องตาย ไปด้วยอีกคน”

“ทำไมคะ”แค่ได้ยินยังหวั่นใจ หากเกิดเรื่องเช่นนั้นจริงๆ คงจะ น่ากลัว เธอไม่อยากเห็นคนต้องมาตายต่อหน้าต่อตาแค่ความฝันยังสยดสยอง หากได้เห็นของจริง คงติดตาไม่มีวันลบออก

“เพราะเด็กเพียงคนเดียวไม่เพียงพอกับการปลุกเทพรัตติกาลให้ตื่นขึ้นมาได้ต้องใช้ชีวิตพ่อ แม่ และเด็กทารกเกิดใหม่ในคืนเดือนมืดและต้องเป็นทารกที่เกิดในช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืนหรือเลยเที่ยงคืนไปไม่กี่นาที

เท่านั้นที่จะทำให้วิญญาณชั่วนั้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง”

“ตายเรามิต้องระวังหรือคะ ใครท้องแก่ใกล้คลอด เอาออกไปจากเผ่าเลยดีไหม”ทาฬิดายกมือขึ้นทาบอกตัวเอง เธอตกใจในคำบอกเล่าของมารี แต่เจ้าตัวคนพูดนี่สิใบหน้านั้นนิ่งเรียบ จนยากที่จะจับความรู้สึก

“ไม่ใช่เฉพาะที่ทาคาเท่านั้นค่ะที่อื่นก็สามารถใช้ได้ นกยักษ์ตัวนั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้นำร่างผู้โชคร้ายมาให้กับเจ้านายของมัน”

“น่ากลัวชะมัด”ทาฬิดาใจเต้นโครมๆ ความฝันเมื่อคืนบอกเธอว่าไม่ใช่แต่คนของมายาที่โดนจับมาฆ่าเพื่อบูชายัญ ยังมีคนของชนเผ่าอื่นๆอีกหลายเมืองถูกจับมาเป็นเชลย และฆ่าอย่างไม่ปราณี

“กลัวหรือคะ”

“ค่ะฉันกลัว ถ้าฉันจะบอกคุณว่า เมื่อคืนฉันฝันเห็นคนถูกนำมาบูชายัญคุณจะเชื่อฉันไหม”

“เล่าให้ฉันฟังสิคะฉันอาจจะเชื่อคุณก็ได้”

“อย่าหัวเราะฉันนะ”

“ไม่หรอกค่ะฉันอยากรู้ ฉันอาจจะทำนายความฝันให้คุณก็ได้” มารีไม่มีทีท่าว่าจะขำคำพูดของทาฬิดาทาฬิดาจึงตัดสินใจเล่าความฝัน น่ากลัวของเธอให้มารีฟังอย่างละเอียดไม่ขาดตกบกพร่องไปสักคำเดียว

ทาฬิดาเล่าความฝันของเธอจนจบส่วนมารีนั่งฟังอย่างสงบ ไม่พูดขัดทาฬิดาออกมาเลยสักคำ

“จบแล้วค่ะไม่มีอีกแล้ว”

“ค่ะ”

“จะทำนายว่าอะไรคะ”

“คำทำนายของฉันคือเมื่อเวลามาบรรจบกัน บางสิ่งอาจจะเกิดกับผู้ที่เคยอยู่ในอดีตกาล”

“คุณจะบอกว่าฉันฝันเห็นในสิ่งที่ฉันเคยเจอมาแล้วจริงๆ อย่างนั้นหรือคะ”

“ค่ะฉันคิดว่าเป็นเช่นนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะแก้ไขอะไรได้ไหมคะ ฉันไม่อยากฝันอีกแล้ว มันน่ากลัวจริงๆ ค่ะ ทั้งภาพทั้งเสียงร้องโหยหวน ทั้งกลิ่นคาวเลือด เหมือนฉันกำลังอยู่ในโรงฆ่าสัตว์”

ทาฬิดาขนลุกทุกครั้งที่คิดถึงความฝันของเธอ

“คุณห้ามหัวเราะนะถ้าฉันจะบอกว่า ฉันฝันคล้ายกันกับคุณ แต่ไม่ใช่ที่มายาแต่เป็นที่นี่ใต้เขาทาคาที่เรายืนอยู่”

“เล่าให้ฉันฟังบ้างได้ไหมคะฉันอยากรู้ความฝันของคุณบ้าง เผื่อบางทีเราจะได้แลกเปลี่ยนกัน”

“ค่ะ”มารีเริ่มเล่าความฝันของเธอให้ทาฬิดาฟังอย่างตั้งใจ

“ฉันฝันเห็นตัวเองเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งไม่ได้อยู่ที่เปรู แต่เป็นมายาฉันได้รับภารกิจให้ลงมาที่โลกเพื่อสร้างชนเผ่าให้แข็งแกร่ง”

“พอจะรู้ไหมคะว่าคุณมาจากที่ไหน”ทาฬิดาชักสนใจ

“เมืองฟ้าค่ะ”

“เมืองฟ้าหรือคะทำไมคุ้นหูฉันจังเลย”

“ค่ะเมืองฟ้าส่งฉันกับผู้หญิงอีกสองคนมาที่มายา จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นพวกเราอยู่ที่เวียงฟ้า จากนั้นจึงขยับขยายมายังส่วนต่างๆ ของโลกเมื่อเปลือกโลกเย็นตัวลงหลังจากที่ฉันและเพื่อนของฉันทำภารกิจที่เมืองมายาแล้วเสร็จฉันจึงปลีกตัวมาที่เปรู เพื่อมาสร้างสถานที่แห่งใหม่ โดยอ้างอิงมายา นับถือเทพเจ้าองค์เดียวกับมายา”

“เทพเจ้าองค์นั้นชื่ออะไรคะ”

“เราจะเรียกท่านว่าองค์มหาเทพ”

“องค์มหาเทพ”ทาฬิดาชักรู้สึกว่าความฝันของมารีกับเธอมีอะไรที่เริ่มจะสอดคล้องกัน อย่างน้อยๆก็ชื่อองค์มหาเทพนี่แหละ

“ในความฝันนั้นเทพจันทราเป็นผู้ดูแลน้ำบนพื้นโลก ทำให้ฝน ตกต้องตามฤดูกาล ส่วนอีกสองคน คือเทพกาลเวลา ธิดาขององค์มหาเทพคนสุดท้ายคือเทพรัตติกาล พี่สาวต่างแม่ของฉัน”

“ค่ะฉันว่าเราคงต้องคุยกันอีกยาวเพราะความฝันของคุณกับฉันคล้ายกันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้”

“ฉันถึงบอกกับคุณไงคะว่าคุณอาจจะเป็นคนในอดีตกาล เมื่อเวลากลับมาทบซ้อนกันจึงทำให้คุณลงมาเกิดอีกครั้ง”

“เพื่ออะไรคะ”

“อาจจะเพื่อแก้ไขความผิดพลาดแต่หนหลังหรือเพื่อยับยั้ง สิ่งชั่วร้ายที่กำลังจะเกิดกับมนุษย์โลกก็ได้ค่ะ”

“ฟังแล้วไม่อยากเจอทั้งสองเหตุผลเลยค่ะความผิดพลาดถึงจะกลับไปแก้ไขอย่างไร เหมือนแก้วที่ร้าวแล้ว เอากลับมาปะติดกันใหม่ คงใช้การอะไรไม่ได้ นอกเสียจาก...”

“เอาไปหลอมใหม่จะได้แก้วใบใหม่ที่ใช้วัสดุเดิม”

มารีพูดแทรกขึ้นมาทันที

“ค่ะถ้าเป็นอย่างนั้น ใครจะยอมถูกหลอมใหม่ล่ะคะ ไฟมันร้อน”

“แต่ถ้าจำเป็นเราต้องทำค่ะ”

“เพื่ออะไรคะ”

“เพื่อให้ได้แก้วใบใหม่สามารถนำมาใช้งานได้ ไม่แตกร้าว”

“เฮ้อ...ถ้าอย่างนั้นทามคงต้องตามหาคนสร้างไอ้เจ้านาฬิกา เรือนนี้ให้เจอ ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่นไม่อย่างนั้นคุณปู่ของทามคงเอาทามตายแน่ๆ”

“คุณพูดถึงนาฬิกาขอดูหน่อยได้ไหมคะ ว่าเป็นแบบไหน”

“ได้เลยค่ะ”

ทาฬิดาถอดนาฬิกาข้อมือของเธอออกยื่นให้กับมารีได้ดูชัดๆ

“พระเจ้า”มารีอุทานออกมาเบาๆ

“อะไรคะ”

“ฉันเคยเห็นนาฬิกาเรือนนี้ในความฝันแต่เรือนที่ฉันเห็นมีสลักคำว่าโอมอยู่ตรงนี้” มารีชี้ให้ทาฬิดาดู

“เรือนนี้ก็มีค่ะแต่มันเลือนรางเต็มที ถ้าอยากจะเห็นต้องเอาไปส่องกับไฟ ลองดูสิคะ เห็นชัดเจนเลย” ทาฬิดาแนะนำเวลานี้แสงแดดไม่มีอีกแล้ว จึงหลงเหลือแค่เพียงเสาไฟที่ศรรักนำมาติดตั้งให้ความสว่างตามเส้นทางการเดินของคนในหมู่บ้านเท่านั้น

“ใช่จริงๆด้วยเรือนนี้แหละค่ะ” มารียืนยันในสิ่งที่เธอเห็น

“พอรู้ไหมคะว่าใครเป็นคนทำมันขึ้นมา”

“เทพทาฬิเป็นคนทำค่ะ ทำพร้อมกับจี้ห้อยคอที่ฉันสวมอยู่”

“จี้หรือคะขอดูหน่อยได้ไหม”

“ค่ะ”มารีถอดสร้อยที่เธอสวมอยู่ส่งให้กับทาฬิดา

“คืออะไรคะ”

“ทำมาจากปลายหอกของเทพสุริยาหรืออักนัยหนึ่งคือเทพกาลเวลาค่ะ หลังจากที่เธอใช้ปลายหอกทำร้ายเทพรัตติกาลและจับนางไปคุมขังเอาไว้ เธอได้นำปลายหอกนั้นมาสร้างนาฬิกาและทำจี้ห้อยคอให้กับเหล่านักรบที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอค่ะ”

“แสดงว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นของเทพทาฬิสิคะใช่ไหม”

“ค่ะคุณลองสังเกตดูดีๆ เข็มสั้นของนาฬิกาเรือนนี้เหมือนจี้ที่ฉันสวมอยู่แต่มีขนาดเล็กกว่ามากเท่านั้น”

“ค่ะฉันเห็นแล้ว” ทาฬิดาเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อมารีบอกกับเธอ

“เข็มนาฬิกานี้ทำมาจากปลายสุดของหอกเทพทาฬิไม่ได้ให้ใคร เธอเก็บเอาไว้เอง”

“แสดงว่ามีสิบเอ็ดชิ้น”

“ค่ะสิบเอ็ดชิ้น”

ทาฬิดายังไม่ทันได้พูดอะไรต่อสายตาของเธอพลันเห็นอะไรบางอย่าง สิ่งที่เธอเห็นนั้นคือร่างของงูยักษ์สองตัวกำลังเลื้อยมา ตรงที่เธอยืนอยู่ เธอถึงกับสะดุ้ง

มารีจับร่างของทาฬิดาหลบไม่ให้ร่างงูยักษ์ทั้งสองตัวพุ่งชนพวกเธอ

ร่างของทั้งคู่ล้มลงไปนอนกับพื้นหัวใจของทาฬิดาและมารีเต้นแรง น่าแปลก ร่างของงูหายไปทันที

“เกิดอะไรขึ้นคุณเห็นใช่ไหมคะ” ทาฬิดาถามด้วยน้ำเสียงสั่น

“ค่ะฉันเห็นงูยักษ์สองตัว กำลังตรงมาทำร้ายเรา”

“หนูทาม”เสียงนาลันทาตะโกนเรียกทาฬิดามาแต่ไกล

“อ้าวคุณนา”ทาฬิดารีบลุกขึ้น พร้อมกับฉุดมารีให้ลุกตามเธอ

“มาอยู่ตรงนี้เอง”นาลันทาทักทายทันทีที่เดินมาถึงสองสาว

มารีก้มลงหยิบนาฬิกาและสร้อยของเธอขึ้นมาจากพื้นเธอเผลอปล่อยมันหลุดไปจากมือระหว่างที่เธอตกใจ

“เพิ่งมาถึงหรือคะ”ทาฬิดาเอ่ยถาม

“ค่ะมาได้สักครู่ นั่งพักแล้วก็เลยออกมาเดินดูสถานที่ค่ะ”

“แล้วคนอื่นๆล่ะคะ” ทาฬิดามองไปด้านหลังของนาลันทา เธอ ไม่เห็นว่ามีคนอื่นตามมา

“นั่งคุยอยู่กับพวกหมอค่ะว่าแต่หนูทามมาทำอะไรที่นี่ล่ะ”

“กำลังให้มารีดูนาฬิกาอยู่ค่ะ”

“ได้เรื่องไหมคะ”

“ยังคะแต่น่าจะเข้าเค้า”

“ยังไง”นาลันทามองเสี้ยวหน้าของทาฬิดาแสงสว่างในบริเวณนี้มีน้อยมากทั้งสองคนมาดูนาฬิกาอะไรในที่มืดๆ อย่างนี้กันหนอ

“พอดีว่าจี้ของมารีกับเข็มนาฬิกาของทามคล้ายกันค่ะ เราก็เลยคิดว่าน่าจะทำจากที่เดียวกัน”

“เหรอคะถ้าหาคนทำได้ ก็โล่งใจไปค่ะ”

“แต่คนทำจี้อันนี้ตายไปหลายร้อยปีแล้วคะ”มารีเฉลย

“อ้าวยุ่งเลยสิ คุณพอจะหาทายาทของคนทำได้ไหมคะ”

“ถ้าหาจริงๆก็น่าจะได้ค่ะ แต่จะเจอหรือเปล่า คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฉันไม่แน่ใจค่ะ”

“ฝากด้วยนะคะหนูทามจะได้กลับเมืองไทยเร็วๆ” นาลันทาพูดไปตามน้ำเธอเห็นทาฬิดาปลอดภัยความรู้สึกโล่งอกผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องบังคับ

สิ่งที่เคยหนักๆในหัวสมองราวกับโดนเททิ้ง อย่างน้อยๆ พวกเธอคงไม่โดนอดีตนายพลใหญ่เล่นงานที่สำคัญคือ หากทาฬิดาหาคนทำหรือลูกหลานของคนทำนาฬิกาพบเธอจะได้รีบส่งทาฬิดากลับเมืองไทย ไม่ใช่จะขับไล่ไสส่งเพียงแค่ไม่อยากให้เกิดเรื่องยุ่งยาก กับครอบครัวหรือ คนใกล้ตัวของเธอแค่นั้น

ทาฬิดาเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับนาลันทาและมารีเธอเห็นทุติกำลังคุยน้ำลายแตกฟองอยู่กับกลุ่มหมอ โดยเฉพาะกับศรรัก

“ผมว่าจะไปกาซาอยู่เหมือนกันครับนี่ก็ว่าน่าจะเป็นปีหน้า เพื่อนผมชวนไปหลายครั้งแล้ว น่าเสียดายยังไม่มีเงินทุนมากพอที่จะไป ถ้าไม่ได้ท่านนายพล พวกผมคงไม่ได้มาที่นี่เหมือนกันเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อย จะไปไหนต้องมีทุนครับกว่าจะทำเรื่องมาที่นี่ได้เลือดตาแทบกระเด็น ดีหน่อยที่พอมาถึงก็ได้เปิดสุสานใหม่แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก ข้อจำกัดมีหลายเรื่อง ช่วงนี้ผมก็เลยว่างงานคุณหมอมีอะไรให้พวกผมช่วยบอกมาเลยนะครับ พวกผมยินดีเสมอ”

“โอ๊ยจารย์ทุขาใครจะกล้าให้จารย์ทุ นักโบราณคดีระดับตำนานประเทศมาลงมือทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ล่ะคะศรไม่กล้าหรอกค่ะจารย์ จริงไหมไอ้นท” ศรรักพยักพเยิดให้กับโกกนท

อีกคนทำหน้าประหลาดใจอยู่ๆ มาโบ้ยให้กันอย่างนี้ ศรรักต้องมีเรื่องอะไรอีกแน่ๆ

“ค่ะ”โกกนทตอบไม่เต็มเสียงนัก

“หมอภัทรมลทำไมถึงอยากวิจัยใบโคคาล่ะครับ ผมว่าไอ้ใบนี้มันทำอะไรไม่ได้มากนักหรอกนอกจากยาเสพติด”

“ทุกอย่างต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งนั้นแหละค่ะจารย์นทแค่อยากทำให้รู้ว่า หากไม่มีต้นโคคาคนในแถบนี้จะไม่มีพืชสมุนไพรสำหรับระงับอาการปวดเบื้องต้น”

“ว่าไปผมเจอกะโหลกศีรษะอยู่หัวหนึ่ง มีร่องรอยการเจาะกะโหลก เหมือนจะลดอาการบวมในสมองใช่ไหมนา” ทุติเห็นนาลันทาเดินเข้ามาพอดีจึงเอ่ยถาม

“ค่ะดูเหมือนว่าเจาะแล้วจะเปิดกะโหลกเอาไว้อย่างนั้นด้วยสิคะไม่ได้เอามาปิดเหมือนเดิม”

“พอจะรู้ไหมคะว่าใช้อะไรตัด”

“เราไม่รู้หรอกค่ะต้องส่งเข้าแล็บทำวิจัยกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ร่องรอยการตัดสวยเหมือนมีเครื่องมือทันสมัยเลยเชียวค่ะ”

“เหรอคะ”ภัทรมลตื่นเต้นที่ได้รับคำยืนยันจากนาลันทา

“ถ้าคุณหมอสนใจจริงๆผมติดต่อกับทีมงานให้ได้นะครับ”

“ได้จริงๆหรือคะจารย์ ถ้าได้บิวจะขอบพระคุณจารย์มากเลยค่ะ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า มีการแพทย์ที่ก้าวหน้าในชนพื้นเมืองโบราณแถบนี้ บิวต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า พวกเขาใช้อะไรในการระงับปวดให้กับคนเจ็บ”

“ถ้าจะให้เดาน่าจะเป็นใบโคคา เพราะข้างๆ มีไหใส่ใบโคคาวางอยู่กับโครงกระดูกนั่นด้วย” ทุติเฉลย

“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมยอดเลยค่ะนั่นเท่ากับว่า ถ้าจะกำจัดต้นโคคา

ต้นไม้ที่มีสรรพคุณทางการแพทย์มาตั้งแต่พันปีก่อนไปจากคนพื้นเมือง ทำได้ยากแล้วค่ะจารย์”

“ทำไมล่ะ”

“ถ้าคิดจะกำจัดให้สิ้นซากคนรุ่นต่อๆ ไปจะไม่รู้จักใบไม้นี้อีกเลย เหมือนที่เราไม่รู้จักนกโดโด้หรือช้างแมมมอส”

“ก็เห็นจะจริงแต่เสียดายที่มันเอาไปทำยาเสพติดนี่สิ”

“นาว่ายากค่ะต่อให้กำจัดก็จะยิ่งปลูกมากขึ้น”

“ทำไมล่ะคะคุณนา”

“เพราะมันคือของล้ำค่ายังไงล่ะคะอะไรที่เป็นของล้ำค่า และแถมยังมีราคาสูง ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงคนบางพวกก็ต้องการจะทำ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง เหมือนฝิ่นยังไงล่ะคะ ต่อให้ปราบมาเป็นร้อยปีหลังจากจบสงครามฝิ่นคนก็ยังปลูกกันอยู่ ทำยังไงได้ ให้พวกเขาเลิกปลูกฝิ่นหันไปทำการเกษตร แต่ไม่มีคนมาซื้อ พอปลูกฝิ่นเท่านั้นแหละยังไม่ทันกรีดฝิ่นด้วยซ้ำ มีคนเข้ามารอซื้อน้ำยางฝิ่นกันตั้งแต่ยังไม่ออกดอกด้วยซ้ำ”

“ก็จริงของคุณค่ะเราต้องหาวิธีควบคุม ให้ปลูกเฉพาะที่ หรืออนุญาตให้ปลูกได้บ้านละไม่เกินสองต้น”

“ทำยากครับไม่รู้ว่ารัฐบาลจะยอมทำอย่างนั้นหรือเปล่า” ทุติแย้ง

“ได้เวลาอาหารแล้วค่ะ”มารีชิงพูดขึ้น ก่อนที่ทุกคนจะสนทนากันอีกยาวหากเป็นเช่นนั้นเวลาอาหารมื้อค่ำคงเลื่อนออกไปอีกหลายชั่วโมงคืนนี้เธอคงไม่มีเวลาอยู่ดูแลคนกลุ่มนี้สิ่งที่เกิดกับเธอและทาฬิดาเมื่อช่วงหัวค่ำ เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นงูยักษ์สองตัวที่พวกเธอเห็น เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกับเธอกันแน่เธอต้องพิสูจน์ให้ได้ ก่อนที่จะสายเกินไป




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:35:43 น.
Counter : 158 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๒

บทที่  ๑๒

ทาฬิดาตื่นขึ้นมาในตอนสายของวันนั้นเธอฝันอีกแล้ว เป็นความฝันที่เธอไม่อยากจะฝัน ความฝันแสนจะน่ากลัว จนเธอตกใจตื่น

เลือดนองพื้นไม่มีพื้นที่ว่างให้มองเห็นพื้นแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ศพคนตายนอนเกลื่อนทุกคนล้วนมีบาดแผลที่เกิดจากการกัดกินของสัตว์อะไรสักอย่าง ทรวงอกเปิดฉีกออกถูกล้วงหรือควักเอาหัวใจออกไปจากร่าง

บางร่างไม่มีศีรษะแม้ศพเหล่านั้นจะถูกทาด้วยสีฟ้าหรือน้ำเงินแต่ร่างนั้นกลับมีสีแดงของเลือดฉาบไปทั่วทั้งร่าง

บนแท่นหินกลางลานกว้างแห่งนั้น ยังมีศพคนตายนอนอยู่ รายนี้น่าจะเป็นคนสุดท้ายเสียงสวดมนต์ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง เข้ามากระทบโสตประสาทของทาฬิดาหรือนี่จะคือการบูชายัญ บูชาด้วยชีวิตคน ใช้คนเป็นๆ มาบูชาเทพเจ้า

สถานที่แห่งนี้ถ้าเธอจำไม่ผิดมันคือพีระมิดแห่งซีเซนอิคตา พีระมิดยอดตัด นามว่าเอลกัสติโยสร้างมาเพื่อบูชาเทพเจ้าคูคุนคาน เทพผู้สร้างชนเผ่ามายา

สาเหตุที่ชนเผ่ามายาต้องทำการบวงสรวงเทพเจ้าของพวกเขา มาจากฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลการเพาะปลูกไม่ได้ผลตามที่ควรจะเป็น

กษัตริย์จึงสั่งให้นำคนเป็นๆมาบวงสรวงเทพเจ้าของพวกเขาคนเหล่านี้มาจากเชลยศึกซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากชนเผ่าข้างเคียง นำมาตัดศีรษะควักหัวใจของคนพวกนั้น เพื่อนำมาสังเวยแด่เทพเจ้าของพวกเขา

ทาฬิดาเห็นผู้หญิงในฝันครั้งก่อนของเธอที่ชื่อรัตติยืนมองภาพเหล่านั้นไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรสักนิด แถมยังมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากของหล่อนอีกด้วยหัวใจของเชลยศึกเมื่อถูกควักออกมาจากร่างจะถูกชูขึ้นเหนือศีรษะของผู้ที่ทำฆาตกรรมเขา ก่อนที่จะโยนมันลงในอ่างทองคำ

ส่วนศีรษะนั้นกลิ้งลงไปตามบันไดพีระมิดเพื่อให้ลงไปอยู่ในที่รองรับด้านล่าง ส่วนร่างทั้งร่างจะถูกจับโยนไปทางบันไดด้านทิศตะวันตกจึงทำให้ร่างของเชลยศึกนับพันคน ถูกโยนมาทับๆ กัน จนกลายเป็นกองสูง

“ข้าไม่เข้าใจเหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนี้รัตติ เจ้าก็รู้แก่ใจดีว่าสาเหตุที่พืชผลไม่สมบูรณ์มาจากการตัดไม้ทำลายป่า น้ำจึงไม่อุดมดังเช่นแต่เก่าก่อนเจ้าให้พวกเขาทำเช่นนี้ เท่ากับไม่เคารพชีวิตของผู้อื่น องค์มหาเทพคงมิพอใจเป็นแน่หากท่านทรงล่วงรู้”

“ข้ามิจำเป็นต้องยำเกรงองค์มหาเทพของเจ้าในเมื่อข้าคือเทพรัตติกาล ข้าอยากได้อะไร จักต้องได้ตามประสงค์ชีวิตของเชลยพวกนี้อยู่ไปรังแต่จักเปลืองอาหาร สู้ให้มันตายตกไปตามกัน และเป็นอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงของข้าไม่ดีกว่ารึ”

“เจ้ามันโหดร้ายยิ่งนักรัตติข้าทนอยู่กับเจ้าต่อไปมิได้อีกแล้ว”

“เจ้าต้องการจะจากเราไปกับนางเช่นนั้นรึทาฬิ”

“ข้ามิได้ไปกับนางข้าอยากไปของข้าเอง”

“มายามิมีอันใดให้เจ้าทำแล้วหรือไรเจ้าจึงคิดทิ้งไปเช่นนี้”

“ไม่เกี่ยวกับมายาคำทำนายแห่งข้าได้ทำจนจบกระบวนความแล้ว คงมิต้องทำสิ่งอื่นใดนอกจากนี้”

“คำทำนายที่มายาจักล่มสลายของเจ้ามันไร้เหตุผลสิ้นดีทาฬิ เจ้าเป็นเทพแห่งกาลเวลาทำนายเช่นนั้นเท่ากับเจ้าสาปแช่งให้มายาล่มสลาย”

“ข้ามิได้สาปแช่งอันใดเลยรัตติข้าบอกแล้วว่านี่คือคำบัญชาแห่งเมืองฟ้า อีกมินาน ทุกสิ่งบนดาวไกอาจักต้องแหลกสลายมิมีสิ่งใดจักหยุดยั้งความจริงข้อนี้ได้ดอกรัตติ”

“ข้านี่แหละจักหยุดคำทำนายของเจ้าทาฬิ”

“เหตุนี้ข้าจึงต้องออกไปจากมายาเพื่อมิให้คำทำนายแห่งข้าเป็นจริง หากเจ้ายังรั้งข้าเอาไว้ อีกไม่นานมายาจักเป็นตามคำทำนายแห่งข้า เจ้ารู้มิใช่รึรัตติ”

“เจ้าหาข้ออ้างมากกว่าทาฬิ”

“ต่อให้เจ้ารั้งข้าด้วยวิธีใดคงไม่มีผลหากข้าต้องการจักไปที่แห่งใด ข้าไปได้ทุกที่เจ้าอย่าลืมสิไม่มีแห่งหนใดบนไกอาไม่มีเวลา ข้าคือเทพแห่งเวลา จึงไปได้ทุกที่”

“ข้าสั่งเจ้าทาฬิมิให้เจ้าไปจากที่นี่”

“มิมีผู้ใดสั่งข้าทาฬิธิดาแห่งองค์มหาเทพได้ดอกรัตติ”

“เจ้า...ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดล้าฟ้าเขียวข้าจักตามไปทำลายเจ้า เจ้าจำเอาไว้ทาฬิ”

“ข้าจะคอย”

ทาฬิดาคิดว่าความฝันของเธอเริ่มปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยฝันวันละนิดละน้อย เมื่อคืนนี้เธอกลับนำความฝันนั้นมาฝันใหม่อีกครั้งรวบรวมมันให้เป็นเรื่องเดียวกัน พร้อมกับความสยดสยองที่ได้เห็นเธอยังรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเธอแทบจะอาเจียนออกมาหากไม่รู้ตัวว่าเธอสะดุ้งตื่น เธอคงละเมอนำของเก่าออกมาแน่นอน

“ตื่นแล้วเหรอพี่ทาม”อัปสรเข้ามาทักทาฬิดา

“อือ”

“เหนื่อยอะดิใช่ปะเดินไปเดินกลับตั้งไกล แถมยังฝนตกอีก ดีนะที่จิ๊ดไม่ได้ไปด้วยไม่อย่างนั้นจิ๊ดตายแน่ แต่พี่ไม่ต้องห่วงหรอกนะไม่นานคนที่นี่ไม่ต้องเดินแล้วพี่”

“ทำไมล่ะ”ทาฬิดาเลิกคิ้วถาม

“น้าหมอศรสั่งทำกระเช้าไฟฟ้าลงไปหุบเขาข้างล่างเรียบร้อย”

“โหขนาดนั้นเลย” ทาฬิดาถึงกับตาโต คนรวยทำอะไรรวดเร็วอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านะหรือว่าเป็นแต่เฉพาะศรรักคนเดียว

“ขนาดนั้นเลยพี่สั่งเมื่อเช้า บอกว่าอีกไม่ถึงเดือนก็เสร็จ แถมยัง สั่งให้คนเอาแผงโซล่าเซลล์มาติดตั้งอีกหลายแผง”

“เอามาทำอะไร”

“เอามาทำไฟให้หมู่บ้านแล้วก็เอาไปขับกระเช้าไฟฟ้าไงพี่ ทำงงไปได้พี่ทาม” อัปสรโอ่ นานๆครั้งเธอจะรู้เรื่องมากกว่าพี่ทามของเธอ

“พี่ว่าก็ดีนะชาวบ้านจะได้ไม่ต้องลำบากเดินทาง”

“นั่นสิพี่แค่เห็นพี่เดินไปเดินกลับ พอกลับมาหลับเป็นตาย จิ๊ดปลุกเท่าไหร่พี่ก็ไม่ตื่น นึกว่าพี่ตายไปแล้วด้วยซ้ำดีนะที่พี่ยังหายใจ”

“พวกพี่หมอล่ะ”

“โอ๊ยตื่นกันตั้งนานแล้ว น้าหมอนทไปดูคนตกต้นไม้ น้าหมอบิวไปตรวจสุขภาพเด็กส่วนหน้าหมอศรไปสำรวจสถานที่สร้างกระเช้ากับหัวหน้าเผ่า ไปตั้งแต่เช้าโน่นเหลือจิ๊ดกับพี่นี่แหละ อ้อ เหลือลูกหนูอีกคน”

“สนิทกันแล้วสิ”

“ช่ายสนิทกันแล้ว เออใช่พี่ เดี๋ยวอากลางจะมาหาพวกเรา”

“คุณนาโทรหาเราเหรอ”

“เปล่าน้าหมอศรโทรหาอากลางขืนจิ๊ดโทรเองมีหวังโดนอากลางสวดยับสิพี่ทาม พี่หิวหรือยังล่ะล้างหน้าล้างตาแล้วไปหาอะไรกินกัน”

“เรายังไม่ได้กินข้าวอีกเหรอ”

“กินไปแล้วแต่กินได้อีก เผื่อเอาไว้เวลาฉุกเฉิน พี่ไปทำธุระเถอะจิ๊ดจะไปเก็บไข่เอามาทอดให้กิน”

“ทำเป็นจริงอะ”

ทาฬิดาไม่อยากจะเชื่อว่าอัปสรทำกับข้าวเป็นอย่างที่คุยโวเอาไว้

“เป็นดิแค่ทอดไข่ ทำไมจะทำไม่เป็น” อัปสรโอ่

“ก็ได้อย่าให้น้ำมันกระเด็นใส่หน้าก็แล้วกัน เสียโฉม จะหาว่าพี่ ไม่เตือนไม่ได้นะ”ทาฬิดารีบลุกขึ้น ถึงจะไม่อยากตื่น ท้องของเธอ นี่สิ เริ่มประท้วงขึ้นมาเสียงดังลั่น

ทาฬิดาเตรียมตัวที่จะเดินไปยังโรงครัวของหมู่บ้านเธอจำได้ว่ามารีบอกกับเธอว่าอยู่อีกฝั่งห่างจากโรงอาบน้ำไปไม่ไกลนักระหว่างที่กำลังเดินหาอยู่นั้น เธอเห็นมารีเดินมาพร้อมกับผู้ชายอีกสามคน

ท่าทางของคนทั้งหมดดูรีบเร่งไม่ได้มองมาที่เธอยืนอยู่ด้วยซ้ำ

มารีเดินไปหาศรรักซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับคนของเธอ

“คุณหมอ”มารีเอ่ยทัก

“ว่าไงมารีมีอะไร”

“ล้มเลิกโครงการกระเช้าไฟฟ้าเถอะค่ะฉันขอร้อง”

“ทำไมล่ะ”

“ในคำทำนายโบราณกล่าวไว้ว่าวันใดที่งูใหญ่พาดผ่านจากยอด ทาคาลงมายังเบื้องล่าง เมื่อนั้นทาคาจะล่มสลาย”

“ดูเหมือนคำทำนายของทาคาจะมีหลายเรื่องจริงนะทั้งเรื่องงู เรื่องนก เรื่องเทพ วุ่นวายไปหมดหมอรู้ว่าพวกคุณไม่อยากให้เกิดเรื่องกับเผ่า แต่ต้องเข้าใจหมอบ้าง ถ้าไม่มีกระเช้าไฟฟ้าคนจากหมู่บ้านข้างล่างต้องลำบาก มารีเองเจอกับตัวแล้วไม่ใช่หรือไง เชื่อหมอเถอะหมอทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทาคาจริงๆ”

“หมอไม่เข้าใจคำทำนายไม่ใช่ความเชื่องมงาย แต่มันคือเรื่องจริงที่จะเกิดกับเผ่าทาคาของเรา”

“นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่กันล่ะมารีจะให้หมอมาเชื่ออย่างนั้น คงไม่ได้หรอกนะ”

“ฉันยังยืนยันคำเดิมค่ะหมอพวกเราไม่ต้องการกระเช้าไฟฟ้า”

“เอาเถอะๆหมอว่าเรามาโหวตกันในเย็นนี้ดีกว่า ถ้าเสียงโหวตของหมอมีมากกว่าคุณจะตกลงให้หมอทำกระเช้าไฟฟ้าได้หรือเปล่า”

“ฉันมั่นใจค่ะว่าจะไม่มีใครโหวตให้หมอเลยสักคน นอกจากคนของหมอเองเท่านั้น” มารีพูดจบเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรต่ออีก

ทาฬิดาเดินมาหาศรรักเธอได้ยินเสียงพูดคุยกัน จึงรีบเดินตามมา

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะพี่หมอ”

“คนพวกนี้น่ะสิงมงาย เชื่ออะไรบ้าๆ บอๆ ไร้สาระ บอกว่าวันใด งูใหญ่เลื้อยลงมาจากยอดเขาลงสู่เบื้องล่างจะทำให้ทาคานาคาล่มสลาย”

“มารีบอกอย่างนั้นหรือคะ”

“อือพี่ไม่เชื่อหรอกนะ ว่าจะไม่มีใครอยากได้ความเจริญเข้ามาที่หมู่บ้านนี้ตอนเย็นเราจะโหวตกัน ถ้าพี่ชนะ พี่จะได้สร้างกระเช้า”

“แล้วถ้าพี่แพ้ล่ะคะ”

“ก็ไม่ต้องสร้างล้มเลิกโครงการทั้งหมด” ศรรักยักไหล่ เหมือน ไม่แคร์อะไร หากหมู่บ้านนี้ไม่ต้องการให้สร้างหมู่บ้านถัดไปอาจจะต้องการก็ได้ ของพวกนี้เก็บเอาไว้ไม่เน่าไม่บูด เผลอๆซื้อเก็บเอาไว้ตอนนี้ อีกสามปีข้างหน้าเอามาใช้ อาจจะเป็นของดีราคาถูกก็ได้ใครจะรู้

คนในหมู่บ้านถูกเรียกมาประชุมพร้อมหน้าพร้อมตาหัวข้อ การประชุมในครั้งนี้ มีประเด็นอยู่ตรงที่การสร้างกระเช้าไฟฟ้าของศรรัก

หัวหน้าหมู่บ้านให้ทุกคนลงคะแนนเสียงไม่มีใครเลยสักคนที่เข้าข้างศรรัก มารีเดินเข้ามาหาศรรักหลังจากที่ทุกคนทยอยกันกลับบ้านพักของตนเอง

“ฉันบอกแล้วคุณไม่เชื่อฉัน”

“ใครจะรู้ว่าคนที่นี่งมงายอย่างนั้นเล่า”ศรรักเถียง

“เราไม่ได้งมงายนี่คือเรื่องจริง หากมีงูใหญ่เลื้อยจากยอดเขาลงสู่เบื้องล่างจะเท่ากับเป็นการปลุกเทพแห่งรัตติกาลให้ตื่นจากหลับใหล

เวลานี้นางเพียงแค่ละเมอยังเอาชีวิตของเด็กน้อยไป หากนางตื่น

ขึ้นมาจริงๆจะไม่มีใครรอดชีวิตไปจากที่นี่ได้อีกเลย”

“บ้าไปแล้วเทพบ้าอะไรมีละเมอด้วย” ศรรักขำกับคำพูดของมารี

“ไอ้ศรแกฟังมารีบ้างสิ แกไม่ได้ลงไปข้างล่างกับพวกฉันแกไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นบ้าง” โกกนทปรามเพื่อนของเธอ

พวกเธอทั้งสามคนรู้ดีว่าในคืนนั้นต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในหมู่บ้านแน่ๆเพียงแต่พวกเธอไม่รู้เท่านั้นว่าสิ่งที่เกิดนั้นคืออะไร

“เกิดอะไรของแกวะ”ศรรักยิ่งฟังยิ่งงง

“หมู่บ้านข้างล่างเหมือนมีปีศาจสิงอยู่จริงๆนะไอ้ศร”

“แกเห็นกับตาหรือไง”ศรรักเลิกคิ้วถาม มุมปากปรากฏรอยยิ้ม

“ถึงไม่เห็นพวกฉันก็สัมผัสได้”

“ป๊าดฉันว่าบรรยากาศเป็นใจมากกว่า แกถึงได้รู้สึกอย่างนั้น อีกอย่างฝนมันตกหนัก ยังจะมาเจอคลอดลูกตายพ่อตายตาม พวกแก ก็เลยนอยบอกแล้วให้กินปอดมากๆ ไม่ยอมกิน ปอดแหกกันไปหมด”

“ตามใจแกไม่เชื่อฉันก็ตามใจ ใช่ไหมพี่หมอบิว”

โกกนทพยักหน้าให้กับภัทรมลผู้ร่วมเหตุการณ์คืนนั้นกับเธอ หากศรรักไม่เชื่อเธอ คงเชื่อรุ่นพี่อย่างภัทรมลบ้าง

นาลันทา มุจลินทร์ตรีทิพย์และทุติ เดินทางไปทาคานาคา ในเช้าวันนั้นหากไม่ได้มาด้วยตัวเอง พวกเธอคงไม่เชื่อว่าที่แห่งนี้มายาก

จากที่ได้ฟังคำบอกเล่าของคนนำทางเธอยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พอเดินทางมาถึงพวกเธอเชื่อสนิทใจว่าดินแดนเหนือขุนเขาชื่อทาคานาคามายากเย็นยิ่งนักนั่งรถต่อมอเตอร์ไซค์ เดินเท้าขึ้นเขา สมควรแล้วที่หลานสาว

ของเธอจะเดินทางไปกลับไม่ทันภายในวันเดียว

เธอมาที่นี่ตามคำเชิญของหมอศรรักประกอบกับแหล่งขุดค้นไม่มีอะไรให้พวกเธอทำ เธอจึงปรึกษากับทุติเรื่องที่จะเดินทามาทาคานาคา

“สวยนะภูเขาลูกนี้”ทุติบอกกับตรีทิพย์

“ค่ะสวย” ตรีทิพย์จ้องมองไปยังภูเขาตรงหน้าเธอเขาที่สูงที่สุดคือเขาที่พวกเธอกำลังจะเดินขึ้นไป หนทางข้างหน้ายังอีกไกลพวกเธอแวะพักระหว่างทางที่เดียวกับที่มารีให้ทาฬิดาและอัปสรพัก

บริเวณแห่งนี้อยู่กลางทางและเป็นสถานที่เดียวที่มีร้านขายอาหารบนเส้นทางเดินขึ้นทาคานาคาหลังจากที่ได้นั่งพัก จิบชาทำจากใบโคคาเรี่ยวแรงของพวกเธอฟื้นกลับขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ภูเขารอบๆสลับซับซ้อนเป็นทิวแถวยาวจนสุดขอบฟ้า พื้นดินเบื้องล่างแทบไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องภูเขาสูงรอบข้างซึ่งโอบล้อมพื้นที่ราบเบื้องล่าง ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจะมีเพียงทางด้านฝั่งตะวันออกและตะวันตกเท่านั้น ที่มีช่องเขาเปิดโล่งทำให้มีแสงสว่างส่อง ตั้งแต่ พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก ราวกับเป็นประตูแห่งกาลเวลา

เท่าที่ลองสังเกตดูพบว่า มีเพียงไม่กี่วันในหนึ่งปีที่แสงจะส่องผ่านช่องระหว่างเขาเป็นเส้นตรงได้พอดิบพอดี นั่นอาจจะเป็นการพยากรณ์ให้กับคนในหมู่บ้านรู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูก ได้เวลาเก็บเกี่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่มีแสงอาทิตย์มากพอที่จะทำให้พืชที่ปลูกเจริญงอกงามได้ดี

“หายเหนื่อยหรือยัง”ทุติเอ่ยถามทุกคน

“ดีขึ้นแล้วค่ะจารย์ทุจารย์เดินไหวไหมคะ”

“อย่าดูถูกผมนะสาวๆถึงผมจะแก่ แต่ก็แก่มะพร้าวห้าวนะคุณ ถ้า

พร้อมแล้วก็รีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะมืดค่ำไปเสียเปล่า” ทุติว่า เขาลุกขึ้นเดินไปยืนรอสาวๆจ่ายค่าเสียหายที่พวกเขาทำลงไปกับอาหารทั้งหมดเรียกว่าไม่หลงเหลือให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานกลับมาสำรวจซากได้เลยแม้สักชิ้น

หนทางข้างหน้ายังเหลืออีกไกลนักหากไม่ได้อาหารพื้นเมืองง่ายๆ จากร้านแห่งนี้ พวกเขาคงหมดแรงเดินต่อไม่ไหวแน่นอน

ทาฬิดาออกมายืนมองพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาโพล้เพล้อย่างนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความเศร้าถึงเธอจะตื่นไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นบ่อยนัก แต่ก็ไม่อยากเห็นพระอาทิตย์ตกเดินเช่นกัน

จะทำอย่างไรได้อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ในเมื่อโลกยังหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ทุกสิ่งยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่ามนุษย์จะเกิด แก่ เจ็บหรือตายโลกยังคงทำหน้าที่ของตนอยู่เช่นเดิม หากวันใดโลกหยุดหมุนนั่นแหละคือปัญหาใหญ่

มีคนลือกันหนาหูว่าปี ค.ศ.๒๐๑๒ โลกจะแตก จะมีวันสิ้นโลก นี่ก็เกือบใกล้วันตามคำทำนายหากถึงเวลานั้นจริงๆ คงน่ากลัวพิลึก ผู้คนนับล้านล้านคน จะตายในวันเดียวกันปีเดียวกัน แต่อาจจะต่างเวลากัน เพราะโลกหมุนรอบตัวเองนี้แหละประเทศไทยเป็นเที่ยงวัน อเมริกาคือเที่ยงคืน มีคนเคยพูดว่าถ้าเจาะทะลุแกนกลางของโลกได้ ไปอเมริกาใกล้นิดเดียวเพราะทั้งสองประเทศอยู่ตรงกันข้ามกันคนละฝั่งของโลก

ถ้าวันที่๒๑ ธันวาคม ๒๐๑๒ คือวันสิ้นโลกจริงๆ คงเกิดเหตุตามคำทำนายของพุทธศาสนาเกี่ยวกับไฟล้างโลกทาฬิดาเคยได้ยินจากนิทานก่อนนอนที่คุณปู่นายพลของเธอเล่าให้เธอฟัง

คำทำนายนั้นบอกว่าเมื่อถึงยุคหนึ่ง เป็นยุคที่สัตว์นรกจะครองโลก จึงต้องเกิดไฟเผาผลาญโลกให้สิ่งชั่วร้ายตายจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเทวดาเดาว่าอาจเกิดสงครามอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองและโลกจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลยนานนับพันๆ ปี ไม่มีแม้กระทั่งน้ำในมหาสมุทรแต่หลังจากนั้น อีกนับแสนปี จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และนั่นจะเป็นยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์ซึ่งเธอคงมีชีวิตไม่ยืนยาวพอที่จะรอให้ถึงยุคนั้น

“มายืนทำอะไรคนเดียวคะ”เสียงของใครบางคนทักทายทาฬิดา

“มาชมแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าค่ะ”

ทาฬิดาหันไปมองเมื่อรู้ว่าเป็นใครเธอจึงตอบกลับ

“ฉันไม่ชอบแสงสีส้มๆแดงๆ อย่างนี้เลยค่ะ มองแล้วน่ากลัว”

“ตอนเย็นๆก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ แสงตอนเช้าไม่ค่อยจะมีฝุ่นควันมากนักจึงไม่กระเจิงแสงจนแดงทั่วฟ้าเหมือนเวลาพลบค่ำ”

“ค่ะมองแล้วหดหู่หัวใจ”

“คุณพูดไทยได้ชัดมากๆ”

“คุณหมอโกกนทสอนฉันค่ะ”

“เก่งจังเลยค่ะตอนแรกฉันคิดว่าคุณพูดได้แต่ภาษาอังกฤษ”

“แรกเริ่มก็พูดได้แต่ภาษาทาคากับสเปนค่ะ ต่อจากนั้นก็อังกฤษ ฝรั่งเศส ไล่ไปเรื่อยๆจนฉันจำไม่ได้แล้วว่าพูดภาษาอะไรได้บ้าง”

“สุดยอดเลยค่ะทามพูดได้แค่ไทยกับอังกฤษเท่านั้น ใช้วิธีอะไร ในการจำกันคะ ถึงได้พูดได้เยอะอย่างนี้”

“ไปอยู่ประเทศละสองปีค่ะ”

“ย้ายตามครอบครัวไปหรือคะ”

“เปล่าค่ะไปเรียนหนังสือ”

“โห...”ทาฬิดาตาโต เธอไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างมารีจะย้ายที่เรียนข้ามประเทศเป็นว่าเล่น

“ทำไมถึงกลับมาอยู่ที่ทาคานาคาล่ะคะ”

“ฉันต้องมารับงานต่อจากพ่อค่ะ”

“อ๋อเข้าใจล่ะเลยรับจ๊อบเป็นไกด์ ระหว่างที่ยังว่างอยู่ ใช่ไหมคะ”

“เดาเก่งค่ะ”คนตอบหันมามองหน้าทาฬิดาพร้อมรอยยิ้ม

“ตกลงผู้ชายคนนั้นตายแล้วใช่ไหมคะ”

“ค่ะตายแล้ว”

“น่าสงสารเขา”

“ต่างจากฉันค่ะฉันไม่สงสารเขาเลยสักนิด เขาทำตัวเอง มอบชีวิตให้กับเทพรัตติกาลปลุกนางให้ตื่นจากการหลับใหล เขาไม่รู้หรอกว่าเขาคือคนนำความวิบัติมาสู่เผ่าของเรา จะทำให้คนในเผ่าต้องมาตายไปโดยที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร”

“ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือคะ”

“ถ้าคุณรู้ว่าอินคาล่มสลายไปยังไงคุณจะรู้ว่าอนาคตของทาคานาคา จะเป็นเช่นเดียวกับอินคาไม่ผิดเพี้ยน”

ทาฬิดาฟังแล้วถึงกับอึ้งเรื่องจะร้ายแรงอย่างนั้นเชียวหรือ




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:34:50 น.
Counter : 757 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.