วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 
จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนปฏิวัติ โฉมหน้าศักดินาไทย











          เขาเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2473 ที่ ต.ประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรของนายศิริ ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน (ฉายาวงศ์) เดิมชื่อ “สมจิตร” เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับพี่สาวคนเดียวของเขาคือ “ภิรมย์” แต่เนื่องจากในยุคที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรืองอำนาจ เขากำหนดให้คนไทยต้องมีชื่อที่สื่อตรงกับเพศ เช่นนั้นเอง “สมจิตร” จึงต้องเปลี่ยนเป็น “จิตร” ให้สมเป็น “ชายชาตรี” 


     


     ด้วยเหตุที่บิดาจำเป็นต้องย้ายที่ทำงานบ่อย และระหว่างปี พ.ศ.2479-2482 ได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดกาญจนบุรี จิตรจึงได้เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ต่อมาในปี พ.ศ.2483 บิดาย้ายไปรับราชการที่ จ.  สมุทรปราการ และอยู่ได้เพียง 7 เดือน บิดาก็ได้รับคำสั่งย้ายอีก จนปี พ.ศ.2484-2489 บิดาได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดพระตะบอง จิตรได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พระตะบอง ทำให้มีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศส และเขมรจนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะภาษาเขมรนั้น จิตรแตกฉานทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน และการอ่านศิลาจารึก

          ต่อมาบิดาของจิตรได้ปันใจไปรักหญิงอื่น มารดาได้ตัดสินใจขอแยกทางกัน โดยเป็นฝ่ายดูแลลูกสาวลูกชาย หลังสงครามอินโดจีนไทยต้องคืนจังหวัดพระตะบองให้เขมร นางแสงเงินได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เช่าบ้านเปิดร้านขายเสื้อผ้าหาเงินส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ โดยสองคนพี่น้องเข้าไปพักอาศัยอยู่ที่ย่านอุรุพงษ์ เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2-3 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน แต่ว่าทางอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนไม่เต็มใจรับจิตรเข้าเรียนที่นั่น แม้ว่าทางรัฐบาลจะได้มีประกาศรับรองผู้อพยพจากจังหวัดพระตะบอง ให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาลแห่งก็ได้ สองพี่น้องดิ้นรนจนกระทั่งได้เรียน โดยมีพี่สาว-ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ลงชื่อเป็นผู้ปกครองเด็กชายจิตร ส่วนภิรมย์เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดม

          ในปีแรกนั้น แม่ของจิตรซึ่งอยู่ที่ลพบุรีจะลงมากรุงเทพฯ หาจิตรกับภิรมย์ทุกเดือน และเพื่อมาซื้อผ้าไปขายและเอาเงินมาให้ลูกใช้ด้วย จิตรมักนำเงินที่ได้รับไปซื้อหนังสือ โดยยอมอดกับข้าว ในระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักจะถูกครูล้อเลียนว่าเป็นเขมรซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มีแม่กับพี่สาวคอยให้กำลังใจ และจิตรก็อดทนจนเรียนจบ แล้วสอบไล่ได้เตรียมสอง (ม.ศ.5) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยคะแนน 65%

จิตร ภูมิศักดิ์ ในวัยหนุ่ม 




          จิตรสอบเข้าเรียนต่อที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา พ.ศ.2493 ระหว่างศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้ไปคลุกคลีอยู่กับ ดร.วิลเลี่ยม เจ. เก็ดนี่ย์ ดุษฎีบัณฑิตทางอักษรศาสตร์ ฝ่ายภาษาโบราณตะวันออก อดีตที่ปรึกษาของหอสมุดแห่งชาติ จิตรซึ่งมีพื้นฐานในวิชาภาษาไทยดีอยู่แล้ว จึงสามารถช่วยเหลือ ดร.วิลเลี่ยมในการค้นคว้าได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน จิตรก็สามารถปรึกษาหารือกับดุษฎีบัณฑิตท่านนี้ได้

          ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนด้วย ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนแต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

         วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2496 จิตรได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือ มหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาฯ เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี โดยแหวกกรอบเดิม เอาเนื้อหาในหนังสือที่ตัวเองทำไปรับใช้ประชาชน ด้านหนึ่งของหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับดังกล่าว จิตรได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของประชาชน ในอีกด้านหนึ่งจิตรก็ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้คนยึดถือกันมานาน โดยมีเนื้อหาที่เป็นข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ อยู่อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่

        1. บทวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาสังคมตามพุทธปรัชญา และวิจารณ์บุคคลที่หากินโดยใช้ศาสนาบังหน้า ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “ผีตองเหลือง” เป็นการวิจารณ์การทำบุญแบบไม่จำเป็น และวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระบางประเภท ตลอดจนวิจารณ์วิธีแก้ปัญหาแบบลัทธิปฏิรูปของพุทธศาสนา โดยใช้นามปากกา “นาครทาส”

        2. นิยายการเมืองขนาดสั้นเรื่อง “ขวัญเมือง” สะท้อนภาพผู้หญิงที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ถือเอาภาระ หน้าที่ทางการเมืองกับภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ เป็นหน้าที่สูงสุดของชีวิต

        3. บทกวีชื่อ “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” วิจารณ์หญิงที่มีลูกขึ้นมาเพราะความอยากและนึกสนุกทางเพศ แล้วก็ชอบเอาลูกไปทิ้งโดยไม่รับผิดชอบ โดยใช้นามปากกา “ศูลภูวดล”

        นอกจากนี้ ยังมีข้อเขียนของบุคคลอื่น ได้แก่ เรื่อง “แปรวิถี” ของศรีวิภา ชูเอม ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดของนักปฏิวัติในฝรั่งเศส อาทิ วอลแตร์, รุสโซ ซึ่งจิตรได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เข้มข้นกว่าต้นฉบับเดิม

        มีบทแปลของวรรณี นพวงศ์ฯ เปิดโปงการค้าฝิ่นและการโกงกินในระบบราชการและรัฐบาลไทย ซึ่งเคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ

        มีบทความของประวุฒิ ศรีมันตะ เรื่อง “ใครหมั่นใครอยู่ ใครเกียจคร้านตายเสีย” เป็นการเขียนโต้กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลที่ประณามประชาชนผู้ยากจนว่าเป็น “ผู้เกียจคร้าน” ยกย่องพวกมั่งมีศรีสุขว่าขยัน ชื่อบทความมาจากบาทสุดท้ายในโคลงสี่สุภาพของกรมประชาสัมพันธ์นั่นเอง

        ทั้งมีข้อความชักชวนให้นิสิตน้อมรำลึกถึงกรรมกร คนงานที่สร้างตึกจุฬาลงกรณ์ขึ้นมา ให้นึกถึงคุณของกรรมกร คนงาน และประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง

        เมื่อหนังสือได้จัดพิมพ์เย็บเล่มเสร็จแล้ว แต่ไม่ทันได้เข้าปก เจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชซึ่งรับพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ได้แอบส่งหนังสือไปให้ตำรวจสันติบาลและทางมหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดคำสั่งอายัดหนังสือขึ้นทันที!

        จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆ นี่เอง ทำให้เกิดเหตุการณ์สอบสวนจิตรขึ้นที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ “โยนบก” คือจับตัวโยนลงมาจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลานาน

        ต่อมามหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษของจิตร และมีมติให้พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี คือในปี พ.ศ.2497 ระหว่างที่ถูกสั่งพักการเรียน จิตรได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา แต่ก็สอนได้ไม่นาน เนื่องจากเขาได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งนักเรียนชอบมาก แต่ผู้บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจ จึงเชิญเขาออกจากงาน

        จิตรได้งานใหม่ที่ “หนังสือพิมพ์ไทยใหม่” อยู่กับสุภา ศิริมานนท์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการ และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง เป็นเป็นประโยชน์ต่อจิตรอย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่าต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย ผลงานในช่วงที่อยู่หนังสือพิมพ์ไทยใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา “บุ๊คแมน” กับ “มูฟวี่แมน”

        เวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.เกดนีย์ ถูกส่งตัวกลับประเทศ จิตรจึงต้องย้ายออกจากบ้าน ดร.เกดนี่ย์ ที่ซอยร่วมฤดี ถนนสุขุมวิท ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเก่าที่บริเวณสะพานเสาวนีย์ ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การ ส.ป.อ.ในเวลาต่อมา (ซึ่งเป็นสลัมอยู่แถบหนึ่ง) และเมื่อพี่สาวของจิตรซึ่งเรียนจบเภสัชฯ ได้ทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรี พอจะมีเงินอยู่บ้าง จึงปลูกบ้านไม้สองชั้นขึ้นมาบริเวณสลัม บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาได้ถูกใช้ไปเป็นที่สนทนาทางการเมือง และการสร้างผลงานทางหนังสือเป็นจำนวนมาก

        พ.ศ.2498 จิตรกลับเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นได้เลิกอาชีพ นักหนังสือพิมพ์แบบทำประจำ หันมาเป็นไกด์ พาชาวต่างประเทศท่องเที่ยว กับ “บางกอกทัวร์” มีที่ทำการอยู่ที่ มุมตรอกโรงแรมโอเรียลเต็ล และได้เดินทางไปกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อนำชาวต่างประเทศเข้าชมนครวัด-นครธม ซึ่งยิ่งทำให้จิตรมีความเชี่ยวชาญทางโบราณคดีเขมร ภาษาเขมร และการอ่านจารึกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

        ในการกลับเข้ามาเรียนครั้งใหม่นี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งในคณะอักษรศาสตร์ของเขาด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในทางการศึกษา ในชั้นต้นของกลุ่มกิจกรรมของจิตรได้ศึกษา “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” จนต่อมาได้มีการจัดพิมพ์เป็นเล่ม โดยมีอธิคม กรองเกรดเพชร ลงชื่อเป็นผู้แต่ง เป็นเอกสารที่ปูพื้นทัศนะแบบวัตถุนิยมวิภาษและแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ มีการศึกษา “แนวทางมวลชน” ของเหมาเจ๋อตุง โดยคำนึงถึงว่า ถ้าหากใช้แนวทางมวลชนไม่ดีแล้วก็อาจโดดเดี่ยว อาจเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งถูกต่อตีจากพวกที่มีปฏิกิริยาต่อต้านได้ และได้มีการปรึกษางานของกลุ่ม อย่างกว้างขวางขึ้น ทั้งงานในระดับคณะ งานในระดับมหาวิทยาลัย และงานในระดับขบวนการนิสิตนักศึกษา

        ต่อมากลุ่มกิจกรรมของจิตร มีคนในกลุ่มได้ตำแหน่งประธานแผนกปาฐกถาและโต้คารม ได้ใช้แผนก จัดกิจกรรมก้าวหน้ามากมาย อาทิ รายการ “ศิลปินโซเวียต” โดยมีศิลปินจากรัสเซียมาแสดงเป็นครั้งแรก รายการ “บัวบานบนแผ่นดินแดง” โดยเชิญคณะศิลปินกลุ่มที่กลับจากเมืองจีนของ สุวัฒน์ วรดิลก มาแสดง เชิญกมล เกตุศิริ มาบรรยายเรื่อง “ดนตรีไทย” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม หวงแหนวัฒนธรรมของชาติ อันนำไปสู่การคัดค้านวัฒนธรรมอันเน่าเฟะของจักรวรรดินิยม และมีความพยายามผลักดันให้มีสภานิสิตและมีคณะผู้บริหารองค์กรนักศึกษาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ยังไม่เกิดผล

        แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ระหว่าง พ.ศ.2498-2500 นั้น คือการกระตุ้นให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา มีความรักชาติ รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง ให้เข้าใจว่าการเมืองเป็นปมเงื่อนสำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศ มีการคัดค้านวัฒนธรรมอันต่ำทรามของจักรวรรดินิยมอเมริกา พิทักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ คัดค้านความไม่เป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย คัดค้านระบบอาวุโส ลัทธินิยมคณะ ลัทธินิยมมหาวิทยาลัย และลัทธิบ้ากีฬา กระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มีความสามัคคีกัน ตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ตระหนักถึงภัยของจักรวรรดินิยม และได้มีความพยายามให้มีองค์การร่วมกัน ซึ่งได้แก่ “สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

        เหตุการณ์สำคัญที่สุดคือ การร่วมคัดค้านการเลือกตั้งสกปรกเมื่อปี พ.ศ.2500 โดยออกใบปลิวเปิดโปงการโกงการเลือกตั้งของพรรคเสรีมนังคศิลา (ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้า) และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท้ายสุดจบลงด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จากบัณฑิต จิตร ภูมิศักดิ์...สู่วัยทำงาน

        จิตร ภูมิศักดิ์ จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 จากนั้นก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมทั้งเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร อาจารย์จิตรสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง โดยได้ค่าสอนชั่วโมงละ 30 บาท และจากแนวคิดที่ถ่ายทอดไปพร้อมๆ กับการสอนของจิตร ทำให้หนังสือรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2500 ออกมาแหวกแนว (เช่นเดียวกับหนังสือรับน้องใหม่ของจุฬาฯ เมื่อปี 2496) โดยเป็นหนังสือที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน ชี้นำให้เห็นว่า “ศิลปะต้องเกื้อเพื่อชีวิต” มิใช่ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ที่เหลวไหลเลื่อนลอย

        งานเขียนเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต” บางตอนของจิตร ซึ่งใช้นามปากกา “ทีปกร” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรับน้องฉบับนี้ จากนั้นสำนักพิมพ์เทเวศน์จึงได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่ม ใช้ชื่อ “ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” และในปีเดียวกันนั้น จิตรได้เขียนบทความชื่อ “บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี” ผู้เขียน ระเด่นลันได โดยวิเคราะห์มีเนื้อหาล้อเลียนวัฒนธรรมศักดินา โดยเฉพาะวรรณกรรมของชนชั้นสูงในเรื่อง “อิเหนา” และเรื่อง “เพลงยาวบัตรสนเท่ห์” ว่าสะท้อนการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น

        นามปากกา “ทีปกร” นี้ จิตรเป็นคนคิดขึ้นเอง ซึ่งเขาให้คำแปลว่า “ผู้ถือดวงประทีป” ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีภาษาฝรั่งเศสของ วิคเตอร์ ฮูโก ชื่อ “ความสว่างและความมืด” (Les Rayons et les Ombres, I , 1893)

                                   “กวี ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์เช่นนี้
                                   ย่อมจักแผ้วทางไว้เพื่อวันคืนอันดีกว่า
                                   เขาคือบุรุษแห่งยุคสมัยของความใฝ่ฝัน
                                   ตีนทั้งสองเหยียบยืนอยู่ ณ ที่นี้
                                   ตีนทั้งสองเพ่งมองไปเบื้องหน้าโน้น
                                   เขานั่นเทียว, โดยไม่คำนึงถึงคำประณามและเยิรยอ
                                   เปรียบเสมือนผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต
                                   จักต้องกระทำสิ่งที่จะมาถึงให้แจ่มจ้า
                                   เสมือนหนึ่งโคมไฟในมืออันอาจรองรับสรรพสิ่งของเขา
                                   ซึ่งกวัดไกวจ้าอยู่เหนือศีรษะของมวลชนทุกกาลสมัย”

          ความคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต” ซึ่งถือว่าเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น ปรากฏว่า “เสฐียรโกเศศ” หรือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และในหนังสือรับน้องฉบับดังกล่าว “เสฐียรโกเศศ” ก็ได้แปลบทความเรื่อง “ศิลปะคืออะไรของลีโอ ตอลสตอย ให้ พร้อมกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ก็ได้มอบบทความเรื่อง “ความเป็นมาของประวัติศาสตร์” ซึ่งเขียนถึง “ผู้สร้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นประชาชนผู้ทุกข์ยาก”

          หนังสือรับน้องศิลปากร พิมพ์ไว้ 1,000 เล่ม หลังจากมีการแจกหนังสือดังกล่าว ได้ถูกบรรดานักศึกษาคณะจิตรกรรมต่อต้านและนำไปทำลายเป็นจำนวนมาก และเกิดการชกต่อยระหว่างผู้มีแนวคิดสองแนวทาง จนได้มีการประชุมชักฟอกโดยกรรมการนักศึกษา ว่า “ทีปกร” คือใคร? และได้มีนักศึกษาชายคณะจิตรกรรม ชื่อว่ากำจร สุนทรพงษ์ศรี ออกมารับสมอ้างว่า ตนคือ “ทีปกร” เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามต่อไป


             ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทร์ศึกษา แต่สอนได้ไม่นาน ก็ถูกไล่ออกไป เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีหัวก้าวหน้ามากเกินไป จิตรจึงไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานการวิจารณ์ที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการไทยหลายเรื่อง เช่น การวิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 จิตรได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา และถูกกระสุนปืน PSG-1ของเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ บ้านหนองกุง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร


นามปากกา
นามปากกาของจิตรมีเป็นจำนวนมาก เช่น นาคราช1, ศูลภูวดล1, ศรีนาคร, ทีปกร, สมสมัย ศรีศูทรพรรณ1, ศิลป์ พิทักษ์ชน, สมชาย ปรีชาเจริญ, สุธรรม บุญรุ่ง, ขวัญนรา, สิทธิ ศรีสยาม1, กวีการเมือง, กวี ศรีสยาม, บุคแมน, มูฟวี่แมน (มูวี่แมน) , ศิริศิลป์ อุดมทรรศน์1, จักร ภูมิสิทธิ์2



ผลงานประพันธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์

        1.
ความเรียงว่าด้วยศาสนา ความเรียงแปลจากงานของศาสตราจารย์ยอร์จ ทอมสัน แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ พิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน เนื้อเรื่องพยายามลำดับวิวัฒนาการทาง ศาสนาตามที่เป็นมาในประวัติศาสตร์สังคมของนุษย์และปัญหา ทางศาสนากับลัทธิคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ประกาศอยู่ใน หนังสือต้องห้าม

        2.
ด้วยเลือดและชีวิต รวมเรื่องสั้นเวียดนามแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ The One-Eyed Elephant and the Elephant พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวันเป็นรวมเรื่องสั้นต่างๆ ที่บรรยายการต่อสู้ของ ชาวเวียดนาม ต่อจักรวรรดินิยมผู้รุกรานทั้งหลาย ชลธิรา สัตยาวัฒน์ เคยวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ไว้ว่า จิตรแปลได้ดี สมกับเป็น "เอกตัดคะทางภาษา" หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ประกาศอยู่ใน หนังสือต้องห้าม

        3.
ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2519 โดย โครงการตำราสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นผลงานการวิจัยด้านอักษรศาสตร์ สันนิษฐานที่มาของคำต่างๆ โดยโยงไปให้เห็นถึงความเป็นมาลักษณะเชื้อชาติ ลักษณะทางสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในแถบถิ่นแหลมทอง งานชิ้นนี้นักประวัติศาสตร์ ต่างยกย่องว่า เป็นผลงานทางวิชาการชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

        4.
ภาษาและนิรุกติศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ จัดพิมพ์ครั้งแรกก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในชื่อว่า รวมบทความทางวิชาการ ของจิตรภูมิศักดิ์ ในโครงการหนังสือเล่ม ของสังคมปริทัศน์ แต่ไม่ได้นำออกจำหน่าย หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสันนิษฐานที่มาของศัพท์ต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ และให้ความรู้เกี่ยวกับ เรื่องตัวอักษรไทย และความรู้เกี่ยวกับจารึกใน "พิมายในด้านจารึก"

        5.
บทวิเคราะห์วรรณกรรมยุคศักดินา และ ทีปกร ศิลปินนักรบประชาชน พิมพ์ 3 ครั้ง ในปี พ.ศ.2517 - 2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน เป็นหนังสือที่รวมบทวิเคราะห์วรรณกรรมในทัศนะของจิตร บทที่สำคัญๆ คือ "บทบาททาง วรรณคดีของพระมหามนตรี" "โองการแช่งน้ำ" และ "โคลงห้า...มรดกทางวรรณคดีไทย"

        6.
แม่ นวนิยายแปล จากเรื่อง Mother ของแมกซิม กอร์กี้ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน (แต่ไม่ได้จำหน่าย เพราะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) นวนิยายเรื่องแม่ จิตร ภูมิศักดิ์ได้บรรจงแปลอย่างปราณีต จัดเป็นวรรณกรรมแปลชิ้นเอก ชิ้นหนึ่งซึ่งจิตร ได้แสดงถึงความรอบรู้และปราดเปรื่อง สมฐานะที่ได้รับการยกย่อง เป็นนักศึกษาศิลปวรรณคดีที่ยอดเยี่ยม

        7.
นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา เป็นผลงานวิจัยวรรณคดีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2518 โดยสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่องนี้จิตรได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า วรรณคดีสามารถสะท้อนภาพสังคมของยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างไร โดยศึกษาจาก "นิราศหนองคาย"

        8.
ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ความเรียงศิลปะ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2500 โดยสำนักพิมพ์เทวเวศม์ เป็นหนังสือ รวบรวมข้อเขียนของ จิตร รวมทั้งสี่ชิ้น ซึ่งลักษณะข้อเขียนทั้งสี่ชิ้นนี้ เป็นข้อเขียนที่จบสมบูรณ์แล้วในตัว และแต่ละชิ้นได้ทำหน้าที่ตอบปัญหาทางศิลปะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ คือเริ่มตั้งแต่ปัญหา ศิลปะคืออะไร ศิลปะสูงส่งอย่างไร ศิลปะบริสุทธิ์มีจริงหรือไม่ ศิลปะเพื่อศิลปะมีความหมายอย่างไร และความหมายและบทบาทของ ศิลปะเพื่อชีวิตเป็นเช่นไร

        9.
กวีการเมือง เป็นงานรวมบทกวีและงานวิจารณ์ศิลปวรรณคดี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 โดยแนวร่วมนักศึกษา เชียงใหม่ เนื้อหาบทกวีเด่นๆ เช่น "โครงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานคร" "วิญญาณสยาม" และยังรวบรวมบทความ จากคอลัมน์ "ชีวิตและศิลปะ" ของหนังสือสารเสรี ระหว่าง พ.ศ.2500 - 2501

        10.
เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2521 โดยสำนักพิมพ์วังหน้า เป็นหนังสือรวมบทความทั่วๆไป ที่น่าสนใจของจิตร เช่น "โมราวียากับนวนิยายต้องห้าม" "เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน" "เสียงนักโทษสเปน" และ "บทวิเคราะห์เพลงไทยเดิม"

        11.
ภาษาละหุหรือมูเซอร์ เป็นพจนานุกรมภาษาไทย-มูเซอร์ เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่จิตรได้รวบรวม เรียบเรียงไว้สำเร็จ เมื่อเดือนมีนาคม 2506 อันเป็นปีที่ 6 ของการถูกจองจำในคุกลาดยาว และนี่คือผลงานที่ทรงคุณค่าอีกชิ้นหนึ่ง ท่ามกลางผลงานที่ยิ่งใหญ่ ทั้งหลายที่จิตรได้สร้างสรรค์ขึ้นในคุก

        12.
โฉมหน้าศักดินาไทย เนื้อหาวิเคระห์ประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้หลักการเอาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนข้างมาก มาเป็นจุดยึดมั่น ในการวิเคระห์ หนังสือเล่มนี้ ก่อผลสะเทือนแก่แวดวงประวัติศาสตร์ไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2500 ในหนังสือ "นิติศาสตร์" ฉบับรับศตวรรษใหม่ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้อยู่ในประกาศหนังสือต้องห้าม

        13.
บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรม สจม. เป็นหนังสือรวมบทความ งานวิจารณ์ศิลปะของจิตร ภูมิศักดิ์ จากคอลัมน์ "ศิลปวิจารณ์" ของหนังสือพิมพ์ "ปิตุภูมิ"

        14.
คาร์ล มาร์กซ์ เรื่องแปลทางวิชาการ กล่าวถึงประวัติย่อของคาร์ล มาร์กซ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2518 โดยสำนักพิมพ์มหาราษฎร หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้อยู่ในประกาศหนังสือต้องห้าม

        15.
โคทาน นวนิยายแปลจากเรื่องของเปรมจันท์ นักเขียนชาวอินเดีย พิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า จิตรแปรมหากาพย์แห่งอินเดีย เรื่องนี้ไม่จบแปลได้เพียง 9 บท ต่อมา ศริติ ภูริปัญญา ญาติผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งของจิตร ได้แปลต่อจนจบ

        16.
พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2522 โดยชมรมหนังสือต้นกล้า นอกจากรวมบทกวีนิพนธ์เด่นๆ ของจิตร ไว้แล้ว ยังรวมบทกวีที่จิตร แปลมาจากต่างประเทศไว้ด้วย เช่น "วัวงาน" และ "พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี" เป็นต้น

        17.
โจหยาง ปราศรัยว่าด้วยงานศิลปวรรณคดี หนังสือเล่มนี้ จิตรแปลจากคำปราศรัยของโจหยางที่ได้ปราศรัยใน สมัชชา ผู้ปฏิบัติงานศิลปวรรณคดี ครั้งที่ 3 ที่จือกวงเกอะ วังจงหนานไห ปักกิ่ง พ.ศ.1959 พิมพ์ครั้งแรกเดือนกันยายน พ.ศ.2523 โดยกลุ่มลำธาร

        18.
คนขี่เสือ แปลจากนวนิยาย "He who rides a tiger" ของภวานี ภัฏฏาจารย์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ของอินเดีย จิตรชื่นชอบนวนิยายเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2530 โดยสำนักพิมพ์ ดอกหญ้า

        19.
ความใฝ่ฝันแสนงาม รวมงานกวีนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วง พ.ศ.2489 - 2509 รวบรวมโดย เมือง บ่อยาง นับว่าเป็นการรวบรวมผลงานกวีนิพนธ์ของจิตร ได้สมบูรณ์มากที่สุด พร้อมประกอบด้วยคำอธิบายถึงที่มาและ ลักษณะของงานเขียนแต่ละชิ้น พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า

       20.
โองการแช่งน้ำ วรรณคดีวิเคราะห์โองการแช่งน้ำพระพัทธ์และภาคผนวก ว่าด้วยข้อคิดใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นงานอีกชิ้นหนึ่งของจิตรที่เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2505 ระหว่างอยู่ในคุก จิตรได้ชี้ให้เห็นว่า วรรณคดี เรื่องโองการแช่งน้ำพระพัทธ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในสมัยอยุธยานั้น ที่จริงแล้วมีมาตั้งแต่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.1893 เสียอีก และจัดเป็นวรรณคดีที่ให้ภาพของชุมชนไทยก่อนหน้าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้อย่าง ชัดเจน

       นอกจากนี้ จิตรยังประพันธ์เพลงเพื่อชีวิตขึ้นอีกหลายเพลง ที่โด่งดังและเป็นอมตะมากๆ เห็นจะได้แก่ แสงดาวแห่งศรัทธา และบทกวีหลายบทของเขา ได้ถูกดัดแปลงเป็นเพลงเพื่อชีวิตอีกหลายเพลง ที่โด่งดังมาก ก็เช่น เปิบข้าว, กลิ่นรวงทอง เป็นต้น


 


 





Free TextEditor


Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2553 22:57:28 น. 5 comments
Counter : 4977 Pageviews.

 
ดี มากมาก ได้ความรู้มากเลยค่ะ
ชอบคุณจิต ภูมิศักดิ์ จัง ผู้กล้าแห่งสยามที่แท้จริง


โดย: จะแรง IP: 125.24.206.148 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:14:32 น.  

 
ฉันรักคุณ...คุณจิต ภูมิศักดิ์


โดย: สาวสมบูรณ์ IP: 1.47.218.62 วันที่: 2 มกราคม 2554 เวลา:19:26:18 น.  

 
เสียดายบุคคลอย่างท่านจิตร ภูมิศักดิ์ มาก อยากให้มีคนอย่างนี้อีกสักร้อยคนในประเทศ


โดย: กุสุตุ้ม IP: 27.55.163.136 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:15:25:56 น.  

 
กระโหลกบางตายช้า กระโหลกหนาตายก่อน คนดีๆที่ทำเพื่อบ้านเมืองต่อสู้เพือประชาชนจิงๆเขาไม่เก็บไว้หรอกครับ


โดย: เทพ IP: 171.98.158.182 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:47:54 น.  

 
รู้จัก หนังสือจิตร ทำให้รู้ว่าก่อนเราเกิดประเทศเสีย คนที่กล้าพูดความจริงไปแล้ว เสียดาย


โดย: นันทวิสาร IP: 125.27.177.169 วันที่: 13 กันยายน 2556 เวลา:13:27:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.