วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 
16 มกราคม วันครู "คิดถึงครู" โดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ

 



สิบนิ้ว จะประนม เหนือเกศา
ไหว้พระพุทธ พระธรรม ล้ำโลกา
พระสงฆ์ ทรงศีลา ว่าโดยจง
คงคา ยมนา มาเป็นเกณฑ์
พระสุเมรุ หลักโลก สูงระหง

ดิน น้ำ ลม ไฟ อันมั่นคง
จึงดำรง ได้รอด เป็นกายมา
ลูกจะไหว้ คุณบิดา และมารดร
ครูพัก อักษร สิ้นทั้งหลาย
อนึ่งจะ บังคม องค์นารายณ์

อันสถิต แทบสาย สมุทรธา
อนึ่งจะ บังคม บรมพงศ์
ทรงหงส์ เหิรระเห็จ พระเวหา
ไหว้องค์ พระอิศวร เจ้าโลกา
พระนารายณ์ รามา ธิบดี

ไหว้พระ ฤๅษีสิทธิ์ และคนธรรพ์
พระวิษ ณุกรรณ อันเรืองศรี
สาบสรร เครื่องเล่น ในธรณี
จึงได้มี ปรากฏ แต่ก่อนมา

ที่นี้จะไหว้ตาครูสน เป็นนายประตูครูคน ทุกแหล่งหล้า
ไหว้ครูมี ช่างประทัด ถัดลงมา
ครูเพ็ง เก่งว่า ข้างสุพรรณ
จะไหว้ ตาครูเหล่ ชอบเฮฮา

พันรักษา ราตรี ดีขยัน
ตาทองอยู่ ครูละคร กลอนสำคัญ
ตาหลวงสุวรรณ รองศรี ที่บรรลัย
ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์ ของระนาดฤาดี ปี่ไฉน

ทั้งครูแก้ว ครูพัก เป็นหลักชัย
ครูทองอินทร์ นั่นแหล่ะใคร ไม่เทียมทัน
มือก็ตอด หนอดหนัก ขยักขย้อน
ตาพูนมอญ มิใช่ชั่ว ตัวขยัน

ครูมีแขก คนนี้ เขาดีครัน
เป่าทยอย ลอยลั่น บรรเลงลือ
รับตา เจกปลอด ยอดเสภา
ทั้งครูน้อย เจรจา คนนับถือ

อีกครูแจ้ง แต่งอักษร ขจรลือ
ครูอ่อนว่า พิมพ์ระบือ ลือขจร
ครั้นจะร่ำ ไปนัก จะชักช้า
ทีนี้จะว่า เสภา ตามครูสอน





ในโอกาสวันที่ 16 มกราคม 2554 นี้ตรงกับวันครู จึงขอหยิบยกบทกลอนเสภา ที่มีการเล่นมาแต่โบราณ เพื่อรำลึกนึกถึงพระคุณครู บทเสภาดังกล่าวมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำให้เราได้รู้ว่าการไหว้ครูหรือการนับถือครูบาอาจารย์นั้นมีมาแต่ครั้งโบราณ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณไม่ว่าจะแสดงการละเล่นใดก็ตาม จะมีบทไหว้ครูเพื่อให้ผู้แสดงมีขวัญและกำลังใจในการแสดงในแต่ละครั้งและที่สำคัญเพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณครูผู้ประสิทธิประสาทวิชา นับเป็นสิ่งดีงามของชาวสยามที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน


               ในโอกาสวันครู ร้านรักสยามขอแนะนำหนังสือดี ที่ผู้เขียน อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างครูกับศิษย์ ผ่านหนังสือที่มีชื่อว่า “คิดถึงครู”





ชีวิตของศิลปินทั้งหลายไม่ว่าจะร่ำเรียนศาสตร์ในสาขาวิชาไหน กว่าจะมีความรู้ความสามารถที่สมบูรณ์พร้อม แน่นอนย่อมต้องประกอบด้วยคุณสมบัติหลายอย่าง ทั้งพรสวรรค์ พรแสวง ความมานะอดทน ความขยันหมั่นเพียร นอกจากนี้ย่อมต้องมีแม่แบบหรือบุคคลที่อุดมด้วยความรู้ ช่วยถ่ายทอดและสั่งสอนศิลปะวิทยาต่างๆ ที่ดีพร้อม ให้ด้วยความเมตตา เราหมายรู้เรียกบุคคลผู้มีพระคุณผู้นี้ว่า “ครู”



จักรพันธุ์ โปษยกฤต (ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓) ชื่อนี้ น้อยนักที่จะไม่มีใครรู้จัก เพราะผลงานศิลปะที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ของท่านได้ปรากฏออกสู่สายตาสาธารณชนมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งงานจิตรกรรม งานทัศนศิลป์ งานหุ่นไทย และงานวิจิตรศิลป์อื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มีความสามารถและความรู้ทางด้านศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดและสืบทอดความรู้จากครูบาอาจารย์หลายๆ ท่าน


ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามเรียบง่ายของหนังสือ “คิดถึงครู” และรูปลักษณ์ภายในของการจัดวางภาพประกอบที่สวยงามลงตัวและการบรรยายเนื้อเรื่อง จากตัวอักษรโลดแล่นผ่านงานเขียนที่สร้างจินตนาการให้กับผู้อ่านอย่างน่าอัศจรรย์ เหล่านี้คือ “ศิลปะการออกแบบหนังสือ” และ “ศิลปะการเล่าเรื่อง” ที่อาจารย์จักรพันธุ์ได้นำเสนอเป็นงานศิลป์อันวิจิตรโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของท่านอีกชิ้นหนึ่ง


หน้าปกหนังสือพื้นสีขาวสะอาด มีรูปวาดสีน้ำมันภาพดอกสีบัวชมพู จัดอยู่บนอ่างสีน้ำเงินเข้มลายมังกรว่างบนผืนผ้าเหลืองอมส้ม ข้างใต้ภาพเป็นตัวอักษรลายมือสองบรรทัด บรรทัดแรกมีตัวอักษรสีชมพูเขียนว่า “คิดถึงครู” นั้นคือชื่อหนังสือ และบรรทัดล่างตัวอักษรสีเทาเป็นชื่อผู้เขียนคือ “จักรพันธุ์ โปษยกฤต”



คิดถึงครูเป็นหนังสือที่เกิดจากความสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างครูท่านต่างๆ กับอาจารย์จักรพันธุ์ เป็นหนังสือที่น่าอ่านและชวนติดตามจนวางหนังสือไม่ลง เมื่อได้หยิบและพลิกหน้าหนังสือเปิดออกอ่าน เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การเล่าเรื่องต่างๆ ด้วยถ้อยคำและภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นเอกลักษณ์ เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าผ่านหัวข้อที่อาจารย์จักรพันธุ์ตั้งขึ้น ซึ่งแบ่งเป็นตอนๆ เพื่อสื่อความหมายถึงคุณครูท่านนั้นๆ และมีหลายตอนที่กล่าวถึงครูดนตรีไทย ครูนาฏศิลป์ และครูหุ่นไทย



“คิดไปใจหายไม่วายโศก” “เหมือนเดือนดับลับโลก ไม่แลเห็น” “ไม่หวนคืนกลับหลัง ดังเคยเป็น” ๓ ตอนที่อาจารย์จักรพันธุ์เล่าถึงความหลังเกี่ยวกับนักระนาดผู้ยิ่งใหญ่ “ครูบุญยงค์ เกตุคง” ถึงบรรยากาศและความรู้สึกตลอดช่วงระยะเวลาที่อาจารย์ได้ร่วมงานกับคุณครูบุญยงค์ เมื่อครั้งเล่นหุ่นกระบอกครั้งแรก เรื่องพระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร พ.ศ. ๒๕๑๘ จวบจนถึงการบรรจุเพลงหุ่นกระบอก เรื่องตะเลงพ่าย และเล่าที่มาที่ไปถึงการบรรจุเพลงต่างๆ ในเรื่องตะเลงพ่ายด้วย เช่น เพลงตระพญาม่าน ๔ ไม้ ที่ใช้ตอนพระมหาอุปราชออกตรวจพล นอกจากคุณครูบุญยงค์แล้ว อาจารย์ยังเล่าถึงคุณครูท่านต่างๆ อีก คือ คุณครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ คุณครูบุญยัง เกตุคง คุณครูอร่าม อินทรนัฏ คุณครูวงษ์ รวมสุข ครูผู้มากความสามารถในเชิงการเชิดหุ่นกระบอกและมีทีเด็ดท่าไม้ตายอยู่ที่การเชิดตัวหนุมานให้ตีลังกาหกคะเมนได้ ในตอนหนุมานจับนางเบญจกาย



“หากวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนสืบทอดมาทั้งชีวิต เป็นมรดกที่ครูบาอาจารย์ให้จำเพาะเจาะจง ใช้ว่าจะมีจะได้ทุกคนไป ถึงอยากได้ก็ไม่ได้ ถึงอยากมีก็ไม่มี เพราะเจ้าของท่านไม่ให้ การมอบมรดกอันหาค่าไม่ได้นี้ ท่านเรียกว่าประสิทธิ เป็นการให้ด้วยใจ จากจิตถึงจิต ไม่ได้เลื่อยลอย ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของครูบาอาจารย์ และวาสนาของศิษย์เท่านั้น”



ประโยคขึ้นต้นอันแสนลึกซึ้งที่อาจารย์จักรพันธุ์เขียนเล่าเรื่องในตอน “สิบนิ้วลูกจะยกขึ้นประนม ๔” ในตอนนี้เล่าบรรยายถึงคุณครูอีกท่านหนึ่งที่มีความสำคัญในการวางรากฐานเรื่องหุ่นกระบอกให้แก่อาจารย์จักรพันธุ์ คือ “คุณครูชื้น สกุลแก้ว” ซึ่งมีเรื่องสนุกๆ เกิดจากประสบการณ์ต่างๆ ทั้งที่คุณครูชื้นเล่าเรื่องเก่าให้แก่อาจารย์ฟังและเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวอาจารย์เอง อย่างเรื่องพ่อครูฤๅษีที่บูชาอยู่บนหิ้งสูงกลางบ้านของคุณครูชื้น ท่านเล่าว่า “หัวพ่อแก่เป็นฝีมือคุณมณี ใช้ดินจอมปลวกปั้น แล้วปิดกระดาษ พ่อ (ครูเปียก ประเสริฐกุล) ต้องไปขอให้หลวงปู่รอด วัดนายโรง ที่เป็นอาจารย์ของพ่อเบิกพระเนตรให้หัวหุ่นพ่อแก่นี่ หลวงปู่ดำน้ำลงไปเบิกพระเนตรให้ใต้น้ำเชียวนะ พ่อครูถึงได้ศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน” นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับของตัวหุ่นกระบอกสินสมุทร ตัวดั้งเดิมที่เก็บรักษามาตั้งแต่ครั้งคณะหุ่นนายเปียก ประเสริฐกุล ซึ่งคุณครูชื้นหวงนักหวงหนา และยังมีเรื่องราวอีกหลายตอนที่ชวนสนุกและน่าจดจำ เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่อาจารย์จักรพันธุ์ท่านได้เขียนสอดแทรกไว้อย่างถี่ถ้วนจริงๆ



หนังสือเล่มนี้ นอกจากเป็นบันทึกความทรงจำเรื่องราวต่างๆ ระหว่างครูกับศิษย์แล้ว “คิดถึงครู” ยังนับเป็นบทบันทึกสำคัญของชีวิตอันทรงคุณค่าของศิลปินแต่ละท่านได้อย่างงดงาม เช่นเดียวกับความงามและความละเอียดอ่อนของภาพแต่ละภาพที่อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ได้รังสรรค์ไว้ให้โลกได้ชื่นชม


ข้อมูลอ้างอิง


//www.chakrabhand.org/


//www.thailifemusic.com/







Free TextEditor


Create Date : 15 มกราคม 2554
Last Update : 15 มกราคม 2554 22:55:44 น. 4 comments
Counter : 8207 Pageviews.

 
อาจารย์จักรพันธ์...ฝีมืองามมากค่ะ




บทกลอนไพเราะ...คำสวยงามค่ะ...


โดย: My_Sanctuary วันที่: 15 มกราคม 2554 เวลา:23:19:48 น.  

 
best off artthailane


โดย: ชุมพล แรงตะคุ IP: 203.172.218.57 วันที่: 31 มกราคม 2554 เวลา:17:42:16 น.  

 
ชอบทั้งกลอนและรูปภาพเลยค่ะ ทั้งเพราะและสวย สุดยอดค่ะ


โดย: it-me IP: 202.28.179.13 วันที่: 16 มกราคม 2556 เวลา:22:24:42 น.  

 
กลอนสุดยอดมากเลยครับ


โดย: mr. min IP: 203.172.237.33 วันที่: 3 พฤษภาคม 2557 เวลา:14:26:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.