วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 
100 ปีชาตกาล บุคคลสำคัญของโลก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ก่อนศาลโลกจะตัดสิน ๒ ปีเศษ


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชได้แต่งกลอนด่าเขมรไว้ว่า


เขมรเป็นโคตรเนรคุณ...                        'สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่
ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล                                เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน
ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน                  กะลาครอบมานานโบราณว่า
พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน                     คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน
ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป                                อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้          ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย
ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด      เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู
ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด                         สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร
แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี                 ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ
เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่   คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี
ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน                  หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต
เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?        ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน
องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?                                เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง
ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า       ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา
สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง      ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว
จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง                                เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง
ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา                  ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์
ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา  ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา
เพราะทรงพระกรุณาประทานไป        มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ
ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้                  สมกับคำโบราณท่านว่าไว้
อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
18  ตุลาคม 2502


 



 องค์การ ยูเนสโก ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ท่านศาสตราจารย์(พิเศษ) พลตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” 4 สาขา คือ การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ในวาระครบรอบ  100 ปีชาตกาล พ.ศ. 2554 


        


      อาจารย์ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2454 เพราะฉะนั้นในวันที่ 20 เมษายน 2554 ท่านจะมีอายุครบ 100ปี เต็ม นับเป็นเกียรติประวัติต่อวงศ์ตระกูลของท่าน และยังเป็นหน้าเป็นตา เพราะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งสมควรต้องมีการเฉลิมฉลองกันพอสมควร อย่างน้อยที่สุดน่าจะเป็นการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์เพื่ออนุชน รุ่นหลังได้รู้จักหรือศึกษาชีวิตของท่าน เพราะในรอบหลายร้อยปีจะมีคนอย่างนี้มาเกิดสักคน


     อาจารย์คึกฤทธิ์ มีคุณูปการต่อแผ่นดิน เป็นอะไรหลายอย่างในประเทศนี้ เป็นผู้ก่อตั้ง “พรรคกิจสังคม” และมีผู้แทนราษฏรเพียง 18 เสียง เมื่อปี พ.ศ. 2518 แต่ท่านอาจารย์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคคนแรกกลับได้เป็น “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 13  ของประเทศไทย อีกทั้งท่านยังเป็น ปราชญ์ เป็น พหูสูต เป็นเสาหลักประชาธิปไตย แต่ที่สำคัญที่สุด



       ท่านเป็นผู้ที่ไม่เคยคิดคดทรยศโกงกินบ้านเมือง เป็นนักการเมืองที่มือสะอาดบริสุทธิ์ ท่านเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” คนแรก ที่ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก่อนที่จะเป็นแหลงผลิตบุคลากรในอาชีพนี้ออกสู่สังคมประเทศจำนวนมาก


          ท่านก็เหมือนคนไทยยุคก่อน คือเริ่มงานด้วยการรับราชการ งานแรกเมื่อกลับเมืองไทยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็คือข้าราชการกรมสรรพากร และเลื่อนเป็นเลขานุการที่ปรึกษากระทรวงการคลัง ก่อนไปทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลำปาง เคยเป็นทหารผ่านศึกเมื่อเกิดสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยมียศเป็น"นายสิบตรี" และเมื่อนั้นรัฐบาลจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็เข้าทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายสำนักผู้ว่าการและดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายออกบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย และเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)



ภาพถ่าย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช์ ผลงาน รงษ์ วงค์สวรรค์


        ในปี พ.ศ.2531 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลื่อนยศเป็น "พลตรี"(ทหารราชองครักษ์พิเศษ) และเลื่อนยศจากพลตรี เป็นพลเอก ในรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ


        นอกจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยทั้ง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ.2485 - 2490 โดยสอนวิชาการธนาคาร ในระดับปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ และวิชาการธนาคารของการศึกษาเพื่อรับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี รวมทั้งสอนที่คณะพาณิชย์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2485 - 2495 และสอนในคณะรัฐศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2491 - 2494


         ที่สำคัญในฐานะอาจารย์ก็คือท่านคือผู้อุปถัมภ์โขนไทยด้วยการตั้ง"โขนธรรมศาสตร์"ขึ้นมา ผลงานด้านการประพันธ์นั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับการยกย่องมากมายกับงานเขียน โดยเฉพาะงาน"ชิ้นเอก"คือ"สี่แผ่นดิน"ที่ทุกคนได้รู้จัก"แม่พลอย" รวมทั้งผลงานอื่นๆที่ยังคงมีคนหาอ่านกัน เช่น ไผ่แดง, กาเหว่าที่บางเพลง, ซูสีไทเฮา,สามก๊กฉบับนายทุน, ราโชมอน, มอม, เพื่อนนอน, หลายชีวิต, ฉากญี่ปุ่น, ยิว, เจ้าโลก, ฝรั่งศักดินา,  พม่าเสียเมือง, ถกเขมร ฯลฯ จึงไม่แปลกที่ท่านได้รับการยกย่องเป็น "ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์" คนแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2528


          รวมทั้งร่วมกับ"สละ ลิขิตกุล" ก่อตั้ง"หนังสือพิมพ์สยามรัฐ" 


        ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังได้ชื่อว่าเป็น"เสาหลักประชาธิปไตย"ของเมืองไทย โดยท่านได้ตั้งพรรคก้าวหน้าขึ้นในปี 2488 แต่ก็ได้ยุบรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ในปีถัดมา ก่อนจะตั้งพรรคใหม่อีกครั้งคือ"พรรคกิจสังคม" เมื่อ พ.ศ. 2517 พร้อมนโยบาย"เราทำได้" และได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 26 มกราคม  2518 และเป็นเจ้าของนโยบาย"เงินผัน"อันลื่อลั่น



      



  ผลงานเด่นที่สุดในฐานะนายกรัฐมนตรีของท่านก็คือการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศจีน


        วันนี้..ครบ 100 ปีของ"บุคคลสำคัญของโลก"ที่ชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลที่ 100 ปีมีเพียงหนึ่ง สำหรับคนๆหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการเป็นทุก"นัก"  ตั้งแต่นักวิชาการ นักประพันธ์ ยันนักการเมือง และยังทำได้ดีทุก"นัก"ที่ท่านเป็น จนหลายคนเรียกท่านว่า"นักปราชญ์"จนโลกยกย่อง


         หนึ่งเดียวนี้คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช






Free TextEditor


Create Date : 21 เมษายน 2554
Last Update : 21 เมษายน 2554 19:36:41 น. 1 comments
Counter : 1663 Pageviews.

 







โดย: ไม่เล่นด้วย IP: 118.173.151.168 วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:17:11:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.