วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 
จากบัตรอวยพรใบแรกของสยาม - บัตรอวยพรวันวิสาขบูชา



   


   บัตรอวยพรใบแรก ๆ ของสยาม  เราได้รับธรรมเนียมมาจากฝรั่งชาติตะวันตก เช่นเดียวกับการพิมพ์นามบัตร หรือพิมพ์การ์ดเชิญต่างๆ บัตรอวยพรที่เก่าแก่ที่สุด หรือแบบแรกที่สุด คือ บัตรอวยพรปีใหม่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงทำขึ้นเป็นพระองค์แรก เมื่อ ๑๒๐ กว่าปีก่อน 


       บัตรอวยพรนอกจากนี้ได้แก่ บัตรอวยพรวันคริสต์มาส วันเกิด และ วันมงคลต่างๆ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ติดต่อกับประเทศตะวันตก และเรียนรู้ขนบธรรมเนียมตลอดจนวิทยาการของชาวตะวันตกหลายๆอย่าง การส่งบัตรอวยพรของพระองค์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใดยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนชัดเจน แต่ได้มีสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ ( พ.ศ. ๒๔๐๙ ) ของพระองค์ ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ใน น.ส.พ. THE BANGKOK RECORDER ( ฉบับภาษาอังกฤษ ) ของหมอบรัดเลย์ แปลความได้ว่า ทรงขอส่งบัตรตีพิมพ์คำอวยพรนี้ถึงบรรดากงสุล เจ้าหน้าที่กงสุลชาติต่างๆ และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคยโดยทั่วถึงกัน





     ในยุคแรกๆ บัตรอวยพรมีขนาดเล็กเท่านามบัตร  ปรากฏเฉพาะชื่อของผู้ส่ง  ตำแหน่ง  และปีพุทธศักราช เท่านั้น  มีทั้งตัวพิมพ์และเขียนด้วยลายมือ  ต่อมาบัตรอวยพรมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าโปสการ์ด เป็นภาพวาดสีน้ำ มีสีสันสวยงาม ส่วนใหญ่เป็นภาพดอกไม้ ผลไม้ และสัตว์ คำอวยพรเป็นร้อยแก้ว หรือบทร้อยกรอง และใช้คำที่แปลกออกไปจากปัจจุบัน เช่น คำว่า “ศุข” แทนคำว่า “สุข”  คำว่า “รฦก” แทนคำว่า “ระลึก” และใช้คำว่า “ถ.ค.ส.”เพื่อถวายความสุขแด่พระมหากษัตริย์ เป็นต้น  และมีข้อความอวยพรเป็นภาษาอังกฤษ ในช่วงที่มีการติดต่อกับต่างประเทศ     บัตรอวยพรชุดที่เด่น เป็นบัตรอวยพรชุดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระศรีพัชรินทราบราชินีนาถและพระราชโอรส  รวมทั้งภาพเหตุการณ์สำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น       


           บัตรอวยพร ที่เก็บรักษาไว้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมบัตรอวยพรตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงยุคปัจจุบัน  ซึ่งเราจะได้เห็นถึงวิวัฒนาการของบัตรอวยพรปีใหม่ของคนไทยได้เป็นอย่างดี เป็นการส่งมอบความสุขเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ไทยคือ ๑ เมษายน ซึ่งเป็นบัตรอวยพรที่เจ้านาย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยส่งมาถวายรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗  


 


         แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ไทยแต่โบราณ ถือเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่  ภายหลังทางราชการนิยมใช้ สุริยคติ จึงถือวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันเริ่มต้นปีใหม่    ในช่วงสมัยที่มีการส่งบัตรอวยพรปีใหม่  นอกจากบัตรอวยพรปีใหม่แล้ว  ยังปรากฏว่ามีการส่งบัตรอวยพรในวันตรุสฝรั่งหรือวันคริสต์มาสคือ วันที่ ๒๕ ธันวาคมและวันขึ้นปีใหม่สากลคือวันที่ ๑ มกราคม ด้วย



            บัตรอวยพรในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีตัวอย่างในหอจดหมายเหตุแห่งชาตินับร้อยๆแผ่น เรียกว่ามากพอสมควร ซึ่งสามารถแยกออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ 4 ประเภท คือ



          ประเภทที่หนึ่ง ใช้นามบัตรแผ่นเล็กๆ เป็น ส.ค.ส. นามบัตรที่ว่านี้จะเล็กกว่าปัจจุบันนี้เล็กน้อย ส่วนใหญ่จะมีแต่ชื่อไม่มี   สถานที่บางบัตรก็เป็นบัตรที่ใช้พิมพ์ บางบัตรก็ใช้ปากกาเขียนคำว่า ส.ค.ส ปีนั้น ปีนี้ลงไป


           ประเภทที่สอง จะใช้ ส.ค.ส. ที่ฝรั่งพิมพ์ขายอย่างสวยงาม บางแผ่นก็มีหลายชั้น สามารถยืดได้และพับได้


           ประเภทที่สาม ใช้กระดาษเปล่าเขียนคำอวยพร และเซ็นชื่อข้างท้ายคล้ายกับการเขียนจดหมาย เท่าที่พบจะเป็นคำถวายพระพรรัชกาลที่ 5 จากขุนนาง หรือจากเจ้านายชั้นสูง


          ประเภทสุดท้าย จะใช้วิธีการอัดรูป หรือข้อความลงในกระดาษอัดรูป การอัดรูปทำ ส.ค.ส. นี้ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการทำกันในราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 9 ก็เคยนิยมทำกัน


 


             ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างปี  ๒๔๖๓ – ๒๔๖๕ มีบัตรอวยพรชุดที่เด่น คือ ภาพถ่ายที่อัดบนบัตรอวยพร  ชุดภาพการซ้อมรบเสือป่า และแบบที่แปลกตาคือ บัตรอวยพรส่งความสุขเนื่องในวันวิสาขบูชา  สันนิษฐานว่า รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ริเริ่มขึ้นเพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวสยามและในฐานะที่เป็นเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา มีลักษณะที่เป็นภาพวาดด้วยสีน้ำ และภาพพิมพ์ เช่น ภาพพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จออกผนวช ฯลฯ และนิยมเขียนคำอวยพรเป็นคาถาในภาษาบาลี


              พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริที่จะให้เป็นประเพณีนิยม ในการส่งบัตรอวยพร "วันวิสาขบูชา" ในหมู่พุทธศาสนิกชน ทรงริเริ่มส่งบัตรอวยพรพระราชทานพรวันวิสาขบูชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา บัตรอวยพร เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ได้รับความนิยมลดน้อยลงและหมดความนิยมลงในปัจจุบัน 


                ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๒๙ และ ๒๕๓๑ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากร จัดพิมพ์บัตรอวยพรเนื่องในวันวิสาขบูชาขึ้น  เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณีการส่งบัตรอวยพรเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา


             ในวาระโอกาสที่ "วันวิสาขบูชา" ซึ่งตรงกับวันพุธที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔  รักสยาม หนังสือเก่า ขออัญเชิญบัตรถวายพระพร วันวิสาขบูชา ที่พระบรมวงศานุวงศ์ขุนนาง และข้าราชการมฝ่ายต่าง ๆ ได้ส่งบัตรถวายพระพรมาจัดแสดง บัตรถวายพระพรเหล่านั้นแต่ละใบแฝงไว้ด้วยความงดงามด้านศิลปกรรม อันทรงคุณค่า และความยึดมั่นศรัทธราในพระพุทธศาสนาที่มีมาช้านานคู่บ้าน คู่เมืองของเรา


                  ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีจะทันสมัยไปมากแล้ว  การอวยพรปีใหม่ก็สามารถโทรศัพท์ไปอวยพรได้รวดเร็วทันใจ  แต่ปัจจุบันนี้ เราก็ยังคงนิยมส่งบัตรอวยพรในโอกาสต่าง ๆ ให้ผู้ที่เรานับถือเหมือนเดิมมิเสื่อมคลายไป   


บัตรอวยพร เนื่องในวันวิสาขบูชา ในรัชกาลที่ ๖  วาดภาพด้วยสีน้ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ มีลักษณะเด่นสวยงาม 


Photograph175-1-tileResize.jpg     


 


ข้อมูลอ้างอิง


อเนก นาวิกมูล. “ เนื่องด้วยความศุข ” ผาสุก 17,97 น. 27-30
----------------. สิ่งพิมพ์คลาสสิค. กรุงเทพ : วิคตอรี่เพาเวอร์พอยท์ , 2533


สำนักพระราชวัง.ปกิณกะในรั้ววัง(อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์.


กรุงเทพ : อมรินทร์พริ้นติ้ง.2549



Free TextEditor


Create Date : 17 พฤษภาคม 2554
Last Update : 17 พฤษภาคม 2554 14:24:23 น. 1 comments
Counter : 4697 Pageviews.

 
้่ทเีีน่เสิืแ่ส่


โดย: แก้ว IP: 118.173.4.175 วันที่: 3 ตุลาคม 2554 เวลา:14:16:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.