In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 
Holy Grail เครื่องมือลงทุนที่ไม่มีวันแพ้

เมื่อนักลงทุนพากันตามหา Holy Grail
ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างเข้ามาในห้องสินธรเท่าไหร่ เพราะว่าติดไปทำงานเพื่ออนาคตของชาติ(ว่าเข้านั่น)
คือผมไปเป็นSTAFFในการอบรมด้านการเงินของน้องๆระดับมหาวิทยาลัยมาครับ
ทำให้ช่วงนี้ไม่ได้เข้าอินเตอร์เน็ท ไม่ได้เข้าสินธร และบอร์ดหุ้นอื่นๆเลย หุ้นยังไม่ได้ดูเลย
ความจริงเพราะผมขายล้างพอร์ทไปนานพอสมควรแล้วครับ เพราะผมเชื่อวาจา ทพ.ยรรยงค์ที่ว่า
“อะไรที่เราไม่รู้ คือความเสี่ยง” ผมเคยแล้วครับ วันที่ประกาศนโยบายมิกกี้เมาส์
หุ้นผมอยู่ดีมีสุข ลงไปกระจึ๋งนึง แต่พอเปิดบ่ายหุ้นในพอร์ทร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่เลย
ทำให้วันที่ออก พรก ผมถามตัวเองว่า “รู้ไหม อะไรจะเกิดขึ้น” ซึ่งผมตอบตัวเองไม่ได้
ตอนนั้นแม้หุ้นผมจะติดลบเล็กน้อย แต่ผมก็ขายออกมาจนหมดพอร์ท และยังไม่ได้เข้าซื้อจนทุกวันนี้
เพราะอะไร….. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจั่วหัวด้วยเนี่ย อิอิ

เพราะวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ ผมมีโอกาสได้เข้ามาอ่านเว็บบอร์ดแล้วครับ และสิ่งที่ผมพบก็คือ
หลายคนหมดกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป ซ้ำร้ายยังไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกะบพอร์ทของตัวเองด้วย
จะลงเท่าไหร่ช่างมัน ไหนๆก็ลงมาเยอะแล้ว หันมาลงทุนแบบลองทนดูดีกว่า หุ้นลงเดี๋ยวก็ขึ้น
หลายคนโพสขอกำลังใจ หลายคนโพสโทษสิ่งอื่นๆรอบตัว และหลายคนเริ่มมองหาเครื่องมือใหม่ๆกันแล้ว

หลายๆคนที่เคยเชื่อถือการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน เริ่มโหยหาคำตอบทางเทคนิค ว่าจุดจบของการลงอยู่ตรงไหน
หลายคนที่ศึกษาเทคนิค ก็พยายามเปลี่ยนแนวทางของตัว ที่คิดว่าจะเหมาะสมกับตลาดมากขึ้น
บางคนก็กลับไปศึกษาแนวทางพื้นฐาน เพราะคิดว่าในเมื่อเทคนิคไม่ได้ผลก็ “ลองทนถือยาว”ละกัน

คำถามที่ผมคิดขึ้นมาหลังจากอ่านกระทู้ไปได้สักพักก็คือ “ต้นเหตุของความผิดพลาดเกิดจากอะไรกันแน่”
เครื่องมือ หรือกลยุทธ์ที่นักลงทุนเหล่านี้ใช้หรอ ผมตอบตัวเองว่าไม่น่าจะใช่ เพราะนักลงทุนหลายคนที่ผมรู้จัก
ก็ยังอยู่ดีมีสุข แม้ว่าตลาดจะลงมาแบบมหาวินาศสันตะโรก็ตาม
ผมถามตัวเองต่อ ว่าทำไมนักลงทุนเหล่านี้ถึงมองหาเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
ใครว่าการลงทุนแบบไหนดีก็ตามกันไปศึกษา เมื่อถึงคราวที่เครื่องมือนั้นพลาดก็วิ่งไปหาสิ่งอื่นๆตลอดเวลา
“ทั้งๆที่หลายคนในตลาดกลับทำกำไรในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญ คือคนพวกนั้นก็ใช้วิธีเดิมๆนี่เอง!!!”

ถ้าอย่างนั้น ผมตอบตัวเอง สิ่งที่เป็นปัญหาในการลงทุน ก็อาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่คนใช้ต่างหาก
เช่นหากเราตั้งคำถามว่า แป้งร่ำและน้ำหอมสมัยใหม่ สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องกลิ่นหอมได้ไหม
คำตอบ คือ ใช้ได้ครับ แต่เราต้องถามต่ออีกว่า แล้วเราสมควรใช้อันไหนดีล่ะ
นั่นก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบชีวิตของคุณ ว่าคุณชอบไปงานวัด หรือว่าเข้าผับมากกว่ากัน
แต่โลกนี้ไม่ได้มีเครื่องหอมที่สามารถใช้ได้ทุกงาน ทุกโอกาส ทุกสถานที่อย่างแน่นอน!!!

ในการลงทุนก็เช่นกัน ไม่ได้มีHoly Grail หรือเครื่องมือที่จะทำให้เราเป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล
แต่การเป็นผู้ยืนยงในตอนสุดท้ายต่างหาก ที่เป็นที่ปราถนาของนักลงทุนชั้นยอดทั้งหลาย
ย้ำ “ไม่ได้เป็นผู้ชนะในทุกสถานการณ์ แต่เป็นผู้ที่อยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ต่างหาก”
ในช่วงนี้ก็เช่นกัน นักลงทุนพื้นฐานต่างอาศัยช่วงเวลานี้เก็บหุ้นกันอย่างคะนองมือ และเมามัน
พี่ๆที่ผมรู้จัก ที่หลายคนนับถือว่าเก่ง ตอนนี้เค้าก็ถือหุ้นกันเต็มพอร์ท100%ทั้งนั้น
หรือนักเทคนิคเอง ช่วงที่ตลาดลง ตามหลักแล้วไม่ควรมีการซื้อ หรือถือLONG POSITION
พวกเค้าจะทำตัวเป็นสิงโตล่าเหยื่อ คือล่าเมื่อพร้อมและเหยื่ออ่อนล้ามากๆแล้วเท่านั้น
ไม่ได้เข้าไปลุยเลาะ ซัดกับหุ้นทุกตัว แบบที่พวกเราเข้าใจกัน

แต่กับกลุ่มที่ขาดทุนกับตลาดมาโดยตลอดนั้น เป็นผู้ที่คอยเสาะหาHoly Grailชิ้นต่อไปๆอย่างไม่สิ้นสุด
เพียงเพื่อหวังที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดตลอดกาล ซึ่งในความจริงแล้ว ย้ำอีกครั้ง “มันไม่มีครับ”
อ่านไปอ่านมา ผมนึกถึงในหนังสือ Trading For a Living ของ Alexander Elderที่ว่า
กลุ่มของนักลงทุนที่ขาดทุน คนเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อ “ลงุทน” หรือ “ซื้อ-ขาย”หุ้น
แต่เข้าตลาดมาเพื่อ “เล่นหุ้น” ดังนั้นกลุ่มนี้จะอดใจไม่ไหวถ้าไม่ได้ “เล่น” หุ้นสักเล็กๆน้อยๆในแต่ละวัน

เหมือนกับกลุ่มคนที่ติดเหล้า คือ ยังไงก็ขอให้ได้ดื่ม ถ้าไม่ดื่มแล้วจะรู้สึกหงุดหงิด บางคนติดจนเป็นนิสัย
หากการติดเหล้าเป็นอันตรายต่อชีวิตฉันใด ในการลงทุนก็ฉันนั้น การติดเล่นหุ้นจะทำให้นักลงทุนขาดทุนในที่สุด
เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะอยู่ในตลาดตลอดเวลาโดยที่ไม่สนใจว่าหุ้นนั้นๆน่าเข้าไป “ซื้อ-ขาย”หรือไม่
เหมือนกับที่ลุงโฉลกเคยสอนว่า “การลงทุนหุ้นนั้น สิ่งที่ยากที่สุด คือการอยู่เฉยๆ อย่าไปคันไม้คันมือ”

ครับ ทั้งหมดที่ผมเขียนมา ไม่ใช่ว่าผมเก่ง หรือทำกำไรได้มหาศาลนะครับ ผมเองก็แค่โชคดี ที่ยอมรับว่า
“ผมไม่รู้อะไรเลย ผมไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” จนในที่สุดเมื่อตลาดร่วงลงมา
ผมก็หมดความสนใจในการซื้อ-ขายหุ้นไปโดยปริตา เอ้ยปริยาย ทำให้ผมรอดพ้นจากการขาดทุนมาได้
แต่สิ่งที่ผมอยากนำเสนอก็คือ แทนที่จะมัวมองหาระบบหรือเครื่องมือที่จะเอาชนะตลาดตลอดเวลา
ทำไมเราไม่เร่งศึกษาในแนวทางที่เราเชื่อมั่น ให้ลึกซึ้งกว่าเดิมล่ะครับ
ทำไมเราไม่ถามเราว่า คนเก่งๆที่เราชื่นชอบเค้าใช้วิธีอะไรนะ ในการเอาตัวรอดจากช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปได้
หรือถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้ชนะที่เราชื่นชมยังอยู่รอดได้ไหม เป็นการพิสูจน์แนวทางที่เราใช้ไปด้วยครับ

สุดท้ายผมเชื่อว่าบรรดา”เซียน” ทั้งหลายที่เราชื่นชมนั้น ยังอยู่ดีมีสุขครับ ส่วนคนที่หายไปนั้นหรือ
คือบรรดา VI พันทาง ที่คอยแต่ดูชื่อหุ้น ว่าเซียนเหยียบเมฆเค้าซื้ออะไร แล้วซื้อตาม
คือพวกคอยอ่านแต่บรรดาหุ้นปั่น หุ้นที่ถูกเชียร์ หุ้นที่ถูกตะโกนก้องตามห้องค้าและเว็บบอร์ด
คือคนที่คอยแต่จะหาระบบที่ไม่มีวันแพ้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งย้ำอีกครั้งครับ

“เค้าจะไม่มีวันหาเจอ”





Create Date : 27 ตุลาคม 2551
Last Update : 27 ตุลาคม 2551 16:24:01 น. 2 comments
Counter : 599 Pageviews.

 
เสี่ยงแต่พอดี ก็คงเป็นแค่คำแนะนำสำหรับผมครับ

คำว่าพอดีใช้ได้กับทุกอย่างจริงๆ ครับ


โดย: Jump IP: 58.8.24.37 วันที่: 27 ตุลาคม 2551 เวลา:19:40:34 น.  

 
นึกถึงเกมซิมหุ้น ที่มีเสียงผู้หญิงพูดว่า
ช้อนเลยค่ะ ช้อนๆ


โดย: ส้มโอ IP: 202.176.68.151 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2551 เวลา:0:35:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.