In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

การเรียนปรัชญาและศาสนาไม่จำเป็นใช่หรือไม่

ในปัจจุบัน ถ้ามีคนมาถามว่าคุณเรียนอะไร ถ้าตอบว่า "เรียนปรัชญาศาสนา" คนที่ถามคงทำหน้างงๆ แล้วก็จะพูดว่า "เรียนไปทำไม จะไปทำมาหากินอะไรได้"

คนที่ถูกถามก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาเรียนกับสิ่งที่คนอื่นพูดอะไรมันถูกหรือผิดกันแน่ ประเด็นที่พูดมาข้างต้นนี้ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า นักศึกษาหรือคนทั่วไปในปัจจุบันก็มักจะมีความคิดที่ว่า การเรียนปรัชญาและศาสนา มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เรียนไปก็ตกงาน บางครั้งจนกระทั่งมีความรู้สึกหรือพูดกันจนติดปากว่า พวกที่เรียนปรัชญาคือพวกที่พูดไม่รู้เรื่อง และเป็นพวกที่เข้ากับใครเขาก็ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของบทความนี้ที่อยากจะพูดและอธิบายเพื่อสื่อให้เห็นว่า การเรียนปรัชญาและศาสนา ไม่ได้ทำให้คนที่เรียนเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องและคร่ำครึ และมีความจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ที่เรียกตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนั่นล่ะครับ


เรายอมรับกันว่ามนุษย์มีส่วนประกอบสองอย่าง คือ ร่างกายและจิตใจ ร่างกายมีความต้องการทางร่างกายตามกระบวนการทางธรรมชาติ (เช่น ความต้องการสารอาหาร หรืออากาศหายใจ) อันนี้รู้กันดีทุกคน ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่งคือจิตใจ ซึ่งผมอยากจะแยกออกเป็นสองอย่างคือสมอง และจิตใจ ปรัชญาจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับส่วนที่เป็นสมองซึ่งอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า Head ส่วนศาสนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งที่เรียกว่า จิตใจ ซึ่งอยากจะเรียกว่า Heart ก็แล้วกัน


สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา เป็นกระบวนการของการใช้เหตุผลในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏต่อการรับรู้ของเราทุกอย่างว่า สิ่งที่ปรากฏนั้นมีความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร เราควรเชื่อสิ่งนั้นหรือไม่ซึ่งก็คือเป็น Head ที่ค่อนข้างมีกระบวนการเหตุผลในเชิงลึกนั่นเอง คนในยุคปัจจุบันที่แตกแยกกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา หรือสังคมต่างๆ ดังปรากฏก็เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลนั่นเอง บางคนก็อ้างว่าฉันมีเหตุผลนะในการที่ฉันเชื่อและทำสิ่งนั้นๆ ก็ต้องถามต่อไปอีกว่า เหตุผลของคุณสมเหตุสมผลหรือไม่ การทำให้ความคิดเห็นหรือการอ้างอะไรบางสิ่งบางอย่างของใครๆ ก็ตามว่าน่าเชื่อถือหรือสมเหตุสมผลหรือไม่ นั่นเป็นหน้าที่ของปรัชญา


ในปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษาของไทยต้องพยายามปรับตัวอย่างหนักเพราะมีการประกาศใช้ระดับมาตรฐานอุดมศึกษาตามกรอบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบ TQF ทำให้แต่ละหลักสูตรก็พยายามปรับปรุงกันจนตัวหลักสูตรที่ออกมาก็เป็นไปในเชิงรายวิชาที่อัดกระบวนการทางความรู้ ความจำ ทักษะทางวิชาชีพในสาขาวิชานั้นๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันเพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ที่เน้นเชิงพุทธิ คือ เน้นส่วนที่เป็น Head ในเชิงของทักษะทางวิชาชีพ/วิชาการ โดยกลับขาด Head ที่เป็นส่วนของปรัชญาที่มีกระบวนการฝึกให้นักศึกษาได้ใช้ความคิดสร้างความเป็นเหตุเป็นผลขึ้นมาในตัวเอง อีกทั้งยังขาด Heart ที่เป็นจิตใจ นั่นคือ ปรัชญาและศาสนา อันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสัตว์ประเสริฐนั้นขาดเหตุผลและจิตใจที่สมบูรณ์


การเรียนปรัชญาและศาสนาในมหาวิทยาลัยของไทยในปัจจุบันมีฐานเพียงวิชาบริการสำหรับนักศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีความสำคัญและคุณค่าในเชิงหลักสูตรในสายตาของผู้บริหารมหาวิทยาลัย คำว่า วิชาบริการ ฟังแล้วรู้สึกแสลงใจยิ่งนัก คนที่สอนปรัชญาและศาสนากลายเป็นคนขายบริการทางปรัชญาและศาสนาสำหรับนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนเพื่อเก็บวิชาเลือกเสรีให้ครบ ถ้าไม่มีนักศึกษาต้องการเรียนก็ไม่มีลูกค้า คงเป็นเหมือนคนที่ขายบริการทั่วๆ ไปที่ไม่มีลูกค้าก็ต้องนั่งตบยุงเล่น ดูแล้วน่าเศร้าใจยิ่งนั้น นี่คงเป็นฐานะที่แท้จริงของปรัชญาและศาสนากระมัง


อาจจะมีหลายสาเหตุที่คนไม่อยากเรียนปรัชญาและศาสนา เนื่องจากมุมมองความคิดเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งกระบวนการสอนปรัชญาและศาสนาเอง แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่สามารถแก้ไขได้ แต่ประเด็นหลัก คือ การมองไม่เห็นความสำคัญของปรัชญาและศาสนาของสถาบันอุดมศึกษาต่างหาก ดังนั้น หลักสูตรปรัชญาและศาสนามักจะมองว่าเป็นหลักสูตรที่ไม่ทำเงิน ไม่ต้องสนองความต้องการของตลาดงาน ทั้งที่จริงแล้วธรรมชาติของ ปรัชญาและศาสนาไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าวิชางาน แต่เป็นวิชาชีวิตต่างหาก จึงมักจะถูกปฏิบัติในฐานะหลักสูตรชั้นสอง หรือแม้กระทั่งคนที่สอนปรัชญาและศาสนาก็มักจะถูกมองในลักษณะแปลกๆ หรือไม่ก็เป็นคนชั้นสองเหมือนหลักสูตรโดยใช้สายตาของตนเองมองผู้อื่นตามความคิดของตนเองโดยลืมนึกถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสาขาปรัชญาและศาสนา สิ่งนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่จริงในสถาบันอุดมศึกษาของไทยเรา


การจะปลูกฝังให้นักศึกษาเป็นคนมีเหตุมีผลและมีคุณธรรมจริยธรรมตามที่มหาวิทยาลัยคาดหวังจากตัวนักศึกษาจึงจะขาดปรัชญาและศาสนาไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่สำคัญที่สุด นับว่าขัดแย้งกันในตัวเองอย่างรุนแรง ตราบใดก็ตาม ที่คนไทยเราพยายามจะตัดทุกอย่างที่เป็นรากเหง้าของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือศาสนา หรือวัฒนธรรมต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ก็ไม่ต้องมาคาดหวังว่าคนในสังคมจะเป็นคนมีเหตุมีผลและมีคุณธรรมจริยธรรมใดๆ ได้ ก็คงจะเป็นเหมือนคำที่กล่าวข้างต้นว่า เรียนปรัชญาและศาสนาไปทำไม เรียนไปแล้วก็ตกงาน คนทุกคนก็จะแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกันโดยปราศจากเหตุผลและจิตใจที่มีคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไม่รู้สึกผิดอะไร แล้วสังคมมนุษย์จะเป็นสุขอย่างยั่งยืนได้อย่างไร หากขาดสิ่งที่เรียกว่าเหตุผล หรือปรัชญา และสิ่งที่บ่มเพราะคุณธรรมจริยธรรมในใจที่เรียกว่า ศาสนา ก็ขอฝากให้ท่านทั้งหลายได้ไปคิดต่อเอาเองนะครับว่า การเรียนปรัชญาและศาสนาไม่จำเป็นใช่หรือไม่

มุมมองบ้านสามย่าน
//www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20110616/395673/การเรียนปรัชญาและศาสนาไม่จำเป็นใช่หรือไม่.html




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:03:33 น.
Counter : 1179 Pageviews.  

คำถามจากการอาบน้ำ

ได้ยินว่าความคิดดีๆมักจะเกิดในเวลาที่ผ่อนคลายสบายๆ คิดถึงเรื่องนั้นๆอย่างจดจ่อ แต่ไม่หมกมุ่นครุ่นคิด เป็นการคิดไปเรื่อยๆสบายๆ ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์หรือการแก้ปัญหาหลายๆอย่างอาจจะ”ยูเรก้า” ตอนที่เรากำลังเดินเล่น เข้าห้องน้ำ หรืออาบน้ำอยู่ ผมเองมักจะได้ไอเดียดีๆ หรือคิดแก้ปัญหาหลายๆอย่างได้ตอนอาบน้ำ แต่ที่กำลังจะพูดถึงวันนี้กลับเป็นปัญหาที่ได้คิดในระหว่างอาบน้ำเมื่อวานนี้เอง (อิอิ) เนื่องจากตอนคิดความคิดมันผุดขึ้นมาเร็วมากและสับสนมาก ในที่นี้จะขอเรียบเรียงตามที่ได้ประมวลแล้วไม่ได้ลำดับเหมือนตอนที่คิด

จริงๆแล้วมนุษย์มีจุดมุ่งหมายอย่างไรกันแน่ในการมีชีวิตอยู่? เรามักจะเชื่อกันเสมอว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ เรามีสมองที่เมื่อเทียบกับขนาดร่างกายแล้วสูงที่สุด เรามีความสามารถในการสื่อสารและเก็บบันทึกทำให้เราสามารถใช้ความรู้ของคนรุ่นก่อนได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกทุกครั้งไป ในที่นี้ขอเรียกสิ่งต่างๆที่เรามีมากกว่านี้รวมๆว่า “ภูมิปัญญา”

ทีนี้มาลองจินตนาการกันถึงชีวิตหนึ่งของสัตว์ พอเกิดมาบ้างก็หากินเองได้เลย บ้างก็ต้องการการดูแลจากพ่อแม่ไประยะนึง แต่ในที่สุดแล้วสัตว์ก็จะออกหากิน และเมื่อถึงฤดูที่เหมาะสมก็จะทำการผสมพันธ์กันเพื่อขยายพันธ์ต่อไป ถึงที่สุดก็ตายไปจากโลกเบี้ยวใบนี้ไม่ว่าจะตายตามธรรมชาติหรือเหตุอื่นใดก็ตาม เอ คุ้นๆแฮะ
สิ่งมีชีวิตอีกประเภทนึงที่มักจะอ้างตัวว่าสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ เกิดมาก็ต้องการการดูแลจากพ่อแม่นานกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใดในโลกเบี้ยวๆใบนี้ ร่ำเรียนวิชาความรู้ไปอีกหนึ่งในสามของชีวิต เพื่อจะเอามาทำมาหากิน ในที่สุดก็จะแต่งงานเพื่อผสมพันธ์ต่อไป แล้วแน่นอน ก็จะจากโลกใบนี้ไปในที่สุด มนุษย์อาจจะอ้างว่าสิ่งที่ใช้ในการทำมาหากินและดำรงชีพนั้น เป็นการใช้ความสามารถในทางสมองซึ่งสัตว์อื่นใดก็ตามไม่สามารถทำได้
แต่ถ้ามองดูแบบกว้างๆแล้วเราแตกต่างจาก “สัตวอื่นใดในโลกใบนี้อย่างไร”? ภูมิปัญญาที่เรามีเหนือกว่าอย่างมากมายมหาศาลมีผลเพียงแค่ทำให้เราใช้ความรู้ทำมาหากินได้เพียงแค่นั้นละหรือ

มองไปที่ตัวของ “ภูมิปัญญา”เอง ผมกำลังตั้งคำถามขึ้นมาว่า “มุมมองแบบไหนที่ถูกต้องกว่ากัน” ระหว่าง

หนึ่ง มองว่าตัวภูมิปัญญาเองนี่แหละที่เป็นปัญหา คือ ถ้าไม่มีความคิดหรือความสามารถที่จะคิดได้แล้ว ย่อมไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น ว่าในเมื่อเรา”มีสิ่งที่เลิศกว่า” แล้วทำไมถึงใช้ชีวิตในแบบที่สัตว์อื่นใดก็ทำได้ ถ้าไม่มีภูมิปัญญาเหล่านี้ซะ หรือมองข้ามมันไปซะ เราก็ใช้ชีวิต “กิน ปรี้ ขี้ เยี่ยว นอน” แบบสัตว์อื่นใดได้ตามปกติวิสัย
หรือสอง มองว่าในเมื่อเรามีภูมิปัญญาที่มากกว่าสัตว์อื่นใดแล้ว เราควรที่จะใช้สิ่งที่เรามีเหนือกว่าสัตว์อื่นๆ เพื่อที่จะค้นหาว่า การใช้ชีวิตแบบใดประเสริฐกว่าการใช้ชีวิตเพียงแค่ “กิน ปรี้ ขี้ เยี่ยว นอน” เท่านั้น ควรหรือไม่ที่เราจะใช้ภูมิปัญญาที่เรามีแสวงหาคำตอบของความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าคุณค่านั้นจะคืออะไรก็ตาม

ผมเองไม่สามารถสรุปชี้ชัดลงไปได้ว่าความคิดแบบไหนจะถูกต้องกว่ากันจริงๆ เพราะถ้าอ่านตามตัวอักษรแล้วแบบที่สองดูเหมือนจะมีความหมายกว่า แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเบี้ยวๆใบนี้ ไม่ใช่ว่าคนส่วนใหญ่เป็นแบบแรกกันละหรือ คนส่วนใหญ่เคยถามตัวเองไหมว่าจริงๆแล้วอะไรคือแก่น หรือจุดยืนของชีวิต การใช้ชีวิตจริงๆแล้วคืออะไรกันแน่ หรือเกิดมาเพียงเพื่อ เอาชีวิตรอดและดำรงเผ่าพันธ์เท่านั้น

”จริงๆแล้วเรามีภูมิปัญญาไปเพื่ออะไรกันแน่”???




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2554 10:04:07 น.
Counter : 277 Pageviews.  

อัจฉริยลักษณ์ของอานาปานสติสมาธิภาวนา

อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐาน หรือเป็นสมาธิภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนาโดยเฉพาะ....

ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเล่าว่า พระโพธิสัตว์ก่อนจะตรัสรู้ มีพระชนม์เพียง 7 พรรษาเท่านั้น ก็ได้เคยฝึกอานาปานสติสมาธิภาวนาด้วย พระองค์เองมาครั้งหนึ่งแล้วและก็ด้วยประสบการณ์คราวนี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงหวนระลึกถึงว่า “น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้บรรลุภาวะพระนิพพาน” หลังจากที่ทรงทดลองฝึกวิธีการต่างๆ มาแล้วจากครูบาอาจารย์แทบทุกสำนัก แต่กลับทรงค้นพบว่า ไม่ใช่วิถีทางที่ทรงแสวงหาประสบการณ์ในวัยเยาว์คราวนั้นแท้ๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงค้นพบอนุตรสัมมาโพธิญาณสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้า

ด้วยเหตุที่อานาปานสติสมาธิภาวนา เป็นภาวนาวิธีที่ทำให้พระองค์ประสบความสำเร็จอันใหญ่หลวง จึงทรงยกย่องสมาธิวิธีข้อนี้เป็นอย่างมาก ถึงท่านพุทธทาสภิกขุเอง เมื่อได้อ่านพบอานาปานสติสูตร ก็รู้สึกประทับใจเป็นอันมาก จึงได้อุทิศตนทุ่มเทศึกษาพระสูตรอย่างจริงจัง กระทั่งนำมาเขียนเป็นหนังสือ จัดตั้งวางเป็นแบบแผนแห่งการปฏิบัติขึ้นที่สำนักสวนโมกขพลาราม ซึ่งยังคงมีการสอนกันอยู่มาจนถึงบัดนี้ ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ

ท่านพุทธทาสภิกขุ กล่าวถึงอานาปานสติสมาธิว่า

“อานาปานสติภาวนา เป็นกรรมฐาน หรือเป็นสมาธิภาวนาแบบที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติและตรัสรู้, มีคำตรัสยืนยันว่า ตรัสรู้ด้วยอานาปานสติภาวนาโดยเฉพาะ นี้ก็เป็นเรื่องพิเศษเรื่องหนึ่งว่า ทำไมจึงระบุอย่างนี้, กรรมฐานภาวนามีตั้งมากมาย ทำไมจึงตรัสระบุอานาปานสติภาวนา, ใช้คำว่า อานาปานสติภาวนา ไม่ได้ใช้คำว่า สติปัฏฐาน; แม้ว่าเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างก็ไม่เท่าไร, พระองค์ก็ยังตรัส เรียกว่า ระบบอานาปานสติภาวนา เป็นระบบที่ทำให้พระองค์ได้ตรัสรู้, นี้ก็ควรจะสนใจ

มันมีของดีหลายอย่างหลายประการสำหรับแบบนี้, ตัวอย่างเช่น แบบนี้เมื่อทำแล้วจะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องแยกทำคนละที และยังแถมกล่าวได้ว่า มีศีลพร้อมกันไปในตัว ไม่ต้องทำพิธีรับศีลก่อนแล้วจึงมาทำ, ขอให้ลงมือทำเถิดตามระบบนี้ ก็จะมีศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันไปในตัว, แบบนี้จะสู้แบบที่เขากำลังเล่าลือกันในโลก คือแบบเซน อย่างแบบเซน ของจีน ของญี่ปุ่น ที่ไปมีชื่อเสียงโด่งดังในตะวันตกในพวกฝรั่งนั้น ก็เพราะว่า มันเป็นแบบที่มีสมถะและวิปัสสนาติดกันอยู่ด้วยพร้อมกันไปในตัว

เมื่อมาพิจารณาดูถึงแบบฝ่ายเถรวาท ก็เห็นว่า แบบอานาปานสตินี้แหละ มีสมถะและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว แล้วก็อย่างรัดกุมที่สุด, เลยเป็นเหตุให้ต้องนึกถึงข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงทางออกจากความทุกข์ คือ วิถีทางดับทุกข์นั้น โดยทั่วไปก็ตรัสเป็นอัฏฐังคิกมรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา แต่ก็มีมากแห่งเหลือเกินแทนที่จะตรัสว่า มัชฌิมาปฏิปทา ก็ตรัสแต่เพียงว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ เท่านี้ก็มีคือ สมถะและวิปัสสนา เป็นนิโรธคามินีปฏิปทา คือ ตรัสแทนคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา...

ทำไมมันแทนกันได้ เพราะว่าในสมถะนั้น มีศีลรวมอยู่ด้วย, เมื่อพูดว่าสมถะและวิปัสสนา ก็มีทั้งศีล ทั้งสมาธิ และทั้งปัญญา ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น, ถ้าสงเคราะห์ย่นย่อแล้วก็เพียงศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้น มันจึงมีค่าเท่ากัน, พระองค์จึงนำมาตรัสแทนกันได้, ระหว่างคำว่า มัชฌิมาปฏปทา กับคำว่า สมโถ จ วิปัสสนา จ, ขอให้เป็นที่เข้าใจในข้อนี้

ทำสมาธิภาวนาโดยวิธีอานาปานสติภาวนาแล้ว จะเป็นการปฏิบัติอย่างถึงที่สุดทั้งใน สมาธิ และทั้งในปัญญา เรียกว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่ในตัว ถ้าจะพูดอย่างธรรมดาสามัญก็ว่า เป็นวิธีที่ได้เปรียบที่สุด”

อานาปานสติสมาธิภาวนา เป็นทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในตัวเองพร้อมบริบูรณ์ วิธีปฏิบัติก็ง่าย ไม่ต้องใช้องค์ประกอบมากมาย อาศัยเพียงแต่การตามระลึกรู้ลมหายใจ (กาย) เวทนา จิต ธรรมอย่างรู้ตังทั่งพร้อมเท่านั้น หากผู้ใดปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวนี้อย่างถูกต้องก็จะได้รับผลตั้งแต่ขั้น ต่ำ คือ ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันทันตาเห็น เกื้อกูลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ส่งเสริมให้ศักยภาพทางจิตและปัญญา เข้มแข็ง เฉียบคม สุกสว่าง กระจ่างใส สดชื่น เบิกบาน ผ่อนคลาย สบายใจ ไร้ความตึงเครียด และประโยชน์ขั้นสูงสุด คือ ทำให้หยั่งลงสู่สัจธรรรมระดับปรมัตถ์ กล่าวคือ ภาวะพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุดลงของความทุกข์บรรดามีทั้งมวล

อานาปานสติสมาธิภาวนา จึงเป็นสมาธิภาวนาที่ควรนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างทั่วถึง ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ทั้งนี้ เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้ลิ้มชิมรสอมตธรรมในชีวิตนี้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้เนิ่นนานไกลออกไปนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเชื่อกันมา อย่างผิดๆ แต่โบราณอีกต่อไป ดังที่มีพุทธพจน์ตรัสยืนยันอย่างชัดเจนว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากอย่างนี้แล้วเธอพึงหวังผล 7 ประการ ผล 7 ประการคือ อะไรบ้าง กล่าวคือ

1.บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบันทันที

2.หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน ก็จะบรรลุในเวลาใกล้มรณะ

3.หากไม่ได้บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบันและในเวลาใกล้มรณะ ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี

4. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี

5. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี

6. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี

7. ...ก็จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี

เพราะอุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 ประการหมดสิ้นไป

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้แล ทำให้มากอย่างนี้แล้ว เธอพึงหวังผล 7 ประการดังกล่าวมานี้”

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
//www.posttoday.com/lifestyle/health-me/%E0%B9%83%E0%B8%88/44382/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2553    
Last Update : 16 สิงหาคม 2553 3:14:38 น.
Counter : 301 Pageviews.  

วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัย

ในวาระวันอาสาฬหบูชานี้ “คาบใบลานผ่านลานพระ” จึงขออาราธนาเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เรื่อง “วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัย” ซึ่งท่านแสดงไว้เมื่อ 31 ปีก่อนคือ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2522 มาเสนอ

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของปีที่ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เกิดวันอาสาฬหบูชาขึ้นครั้งแรก

วันอาสาฬหบูชามีความหมายสำคัญคือ เป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

มีเหตุการณ์ 4 อย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ 4 ประการ คือ

1.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา

2.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก

3.เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก

4.เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ


วันอาสาฬหบูชาปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 26 ก.ค. 2553 เวลาผ่านมาแล้ว 2598 ปีแต่แค่นับถือพุทธหมายความว่า เราเข้าถึงพระรัตนตรัยแล้วหรือ เพื่อให้สอดคล้องกับวาระนี้ “คาบใบลานผ่านลานพระ” ฉบับนี้ จึงขออาราธนาเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เรื่อง “วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัย” ซึ่งท่านแสดงไว้เมื่อ 31 ปีก่อนคือ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2522 มาเสนอดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

วันนี้จะเทศน์ “วิธีเข้าถึงพระรัตนตรัย” ให้เข้าใจอีกทีหนึ่ง ซึ่งเคยเทศน์มานานแล้ว อาจจะลืมไปก็ได้ จะเทศน์ซ้ำอีกที ทุกคนที่เรียกว่าเป็นพุทธมามกะ เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง

นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ

นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ ธมฺโม เม สรณํ วรํ

นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สงฺโฆ เม สรณํ วรํ


แปลความว่า ที่พึ่งอื่นนอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้วไม่มี ก็กล่าวกันอยู่มั่นเหมาะเอาเสียเหลือเกิน แต่หากความถึงแท้ที่จริงนั้นยังไม่เป็นอย่างนั้น

พูดถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จะต้องเอาเป็นสรณะที่พึ่งจริงๆ จังๆ อย่างเช่น ท่านให้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” เอาพุทโธเป็นอารมณ์ ต้องนึกพุทโธไว้อย่าให้ลืม เอา “พุทโธ” คำเดียวนั่นเท่านั้น ให้แน่วแน่อยู่ในพุทโธอันเดียว จะพูดจะคุยจะปรึกษาหารือเรื่องกิจการงานต่างๆ ต้องนึกถึงพุทโธอยู่เสมอ เอาพุทโธนั้นเป็นที่พึ่ง

ขอให้คิดว่าการที่นึกถึงพุทโธไม่ได้เสียงานเสียการอะไร เราประกอบกิจการงานทั้งปวงหมด แต่ใจนั้นนบน้อมถึงพุทโธอยู่เสมอ การงานนั้นก็ไม่ได้เสีย มันเพิ่มสติเข้าให้มั่นคงขึ้นอีกหรือ เช่น เราทำสวน จะขุดดินฟันไม้อยู่ก็ตาม เรานึกพุทโธไว้ในใจ การนึกพุทโธนั้นช่วยให้มีสติควบคุมอยู่เสมอ การกระทำการงานต่างๆ มันก็ไปพร้อมกัน สติ นั้นมิใช่ว่ามันจะห่างเหินจากตัวเมื่อไร สติตั้งมั่นอยู่แล้ว สติมันไปคุมอยู่ทั่วตัวพุทโธนั่น เรานึกพุทโธอยู่เสมอ ในเวลาที่ทำงานจิตมันก็แวบออกไป พุทโธมันก็มีอยู่ในที่นั่น คิดนึกสิ่งใด จิตก็แวบออกไป พุทโธมันก็มีอยู่ในที่นั้น อำนาจจิตของเรามันเร็วแสนเร็วที่สุด

ทีนี้ เรานึกพุทโธยังไม่ทันถึงตัวจริง ถ้ามันถึงตัวจริงแล้วนั้น จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า พุทโธนั่นมันดีวิเศษอย่างไร รู้ได้ด้วยตนเอง แม้จะไม่มีคนอื่นบอกให้ก็รู้ได้ ท่านมีเรื่องเล่าไว้ว่า ตาคนหนึ่งแกเอาแต่ภาวนาพุทโธอยู่ตลอดเวลา อยู่มาปีหนึ่งเกิดฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง คนทั้งหลายอดข้าวหมดทั้งบ้านทั้งเมือง ตาแก่คนนั้นก็เลยนึกเอาพุทโธนั่นแหละ เสกใบไม้กินแทนอาหาร ยังชีวิตให้เป็นไป

นั่นท่านเล่าเป็นอุทาหรณ์ไว้ เราไม่อดอยากถึงขนาดเสกใบไม้กินหรอก อยู่ดีๆ นี่แหละ นึกถึง พุทโธ อยู่เสมอ จึงจะเรียกว่าเป็นสรณะที่พึ่ง เอาพุทโธเป็นที่พึ่ง เรายังไม่ทันถึงพุทโธ ยังไม่ทันเอาพุทโธเป็นที่พึ่ง เราเลยหนีจากพุทโธไปเสีย พลั้งเผลอหลงลืมไปทางอื่นเสีย จึงยังไม่ทันถึงของที่พึ่งของเรา อันนั้นยังใช้การไม่ได้

ให้ถือจริงๆ จังๆ ให้คล่องปากคล่องใจ นึกพุทโธก็คล่องอยู่อย่างนั้น ใจก็คล่องอยู่อย่างนั้น ให้เหมือนกับคนโบราณ บางขณะที่เผอเรอลืมสติ พลั้งพลาดหกล้มก็ดี หรือทำของแตกก็ดีท่านจึงค่อยระลึกได้ กล่าวอุทานว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” เพิ่งระลึกได้ นั่นแสดงว่า ใจมั่นถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ แต่ยังเผลอสติอยู่

ถ้าเราทำทุกอิริยาบถ ตั้งมั่นอยู่ในพุทโธแล้ว สามารถที่จะระงับความโลภ ความโกรธ ความหลงให้เบาบางลงไปได้ พุทโธ คำนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ พุทโธคำนี้มีอำนาจปาฏิหาริย์ พอนึกถึงพุทโธได้ ที่โกรธกันก็หาย ต้องเอาจริงๆ ให้ถึงพุทโธจริง ให้เหมือนกับนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า มันเกิดความละอายพระพุทธเจ้าขึ้นมา เหมือนกับว่าพระองค์ประทับอยู่เฉพาะหน้านั่นเลย จะโกรธก็โกรธไม่ออก จะรักก็รักไม่ขึ้น จะเกลียดจะชังก็ชังไม่ลง ถ้าถึงพุทโธจริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้น

จึงว่า พุทโธเป็นของศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจ สามารถคุ้มครองปกปักรักษาให้พ้นภยันตราย ได้ พ้นจากโลกได้จริงๆ พุทโธอันนี้จะยืนจะเดิน จะนั่ง จะนอน หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม เอาพุทโธออกหน้า คือรู้ตัวอยู่กับเรา รู้ตัวอยู่ว่าเราเผลอไม่ได้

เมื่อเราทำอย่างนี้ได้แล้ว พุทโธนั้นเป็นพื้นฐาน นานหนักเข้าพุทโธจะรวมเข้าไปอยู่ในใจ รวมลงเป็นหนึ่งในใจ คำบริกรรมว่าพุทโธเลยหายไป จิตใจแน่วแน่เป็นอันหนึ่งอันเดียว นั่นแหละถึงตัวพุทโธแท้

เปรียบเหมือนกับเรามาวัดนี้ บ้านอยู่ไกล คิดว่าไปวัดหินหมากเป้ง ก็เดินมา เดินมา ใกล้มา ใกล้มา พอมาถึงวัดหินหมากเป้ง วัดหินหมากเป้งเลยหายไป ไม่ทราบอยู่ที่ไหน อันนั้นก็โบสถ์ อันนั้นก็ศาลา อันนั้นก็ป่าไผ่ อันนั้นก็กุฏิ ต้นไม้อะไรต่างๆ วัดหินหมากเป้งเลยหายไปหมด ฉันใด การนึกพุทโธๆ เมื่อเราเข้าถึงที่แล้ว คือ เข้าถึงจุดรวมแล้วนั้น พุทโธเลยหายไป

การนึกถึงพระธรรม จะเอา “ธัมโม” เป็นคำบริกรรมแทน “พุทโธ” ก็ได้ หรือเอา “สังโฆ” เป็นบริกรรมก็ได้ เมื่อเข้าถึงที่แล้ว มันก็รวมลงจุดเดียวกันนั่นแหละ คือ บริกรรมคำพุทโธ หรือธัมโม นั่นเป็นคำตักเตือนเราอยู่เสมอๆ ครั้นทำชั่ว ทำผิด คิดผิด มันเตือนเราอยู่เสมอ อันนั้นเรียกว่า พระธรรมเตือน โดยให้เราเกิดละอาย ให้เรากลัว แล้วเราละความชั่วนั้น จึงเรียกว่า พระธรรมเตือน ไม่กล้ากระทำความชั่วต่อไป อยู่กับธัมโมอันเดียวเท่านั้นแหละ ไม่กล้าทำความชั่วเลย คิดผิดแผกออกไปจากความดีนิดเดียวเท่านั้น ก็รู้สึกตัวได้อาการรู้ตัวอยู่เสมอๆ คือ พระธรรม พระธรรมย่อมแนะนำให้คนละชั่ว ทำดี

พระธรรม คือ สติ ตัวสตินั่นแหละคือพระธรรมมีสติรู้สึกตัว รอบคอบ รู้ตัวอยู่เสมอ ทำอะไรก็รู้ตัวอยู่เสมอ เลยไม่กล้าทำความชั่ว เพราะเราหวังดี ปรารถนาดี จึงเข้ามาฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าหากคิดชั่วนิดเดียว รู้จักว่าเผลอสติไป นั่นเรียกว่าพระธรรมค่อยอยู่ใกล้ชิด ใกล้เข้ามาตลอดเวลา เมื่อรวมลงไปเป็นหนึ่งได้ นั่นเข้าถึงพระธรรม เหมือนกันกับการเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าถึงอันเดียวกันหมด

การนึกถึงพระสงฆ์ เราจะนึกเอาพระสงฆ์เป็นสรณะก็ได้ เพื่อให้เข้ากับว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งของเรา ที่พึ่งอื่นไม่มี เอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
พระสงฆ์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เป็นไปเพื่อทำความน่าเคารพน่ากราบไหว้บูชา ปฏิบัติเป็นไปเพื่อพ้นทุกข์ เมื่อเราระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ นำเอาคุณความดีนั้นเข้ามาไว้ในตัวของเรา ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามท่าน

ที่เราปฏิบัติอยู่เดี๋ยวนี้ ปฏิบัติอย่างไรกัน? ดีหรือไม่ดี?

บอกว่า ปฏิบัติดีเท่าที่เราจะปฏิบัติได้ ตั้งใจปฏิบัติดีแล้ว สุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทุกสิ่งทุกอย่าง กายวาจาใจเวลานี้เราทำอะไรอยู่? ไม่ได้ประกอบภาระธุระอะไรทั้งหมด
อุชุปฏิปันโน มันก็ปฏิบัติตรงนะซี ตรงเข้าหาทางพ้นทุกข์ ตรงเข้าหาทางมรรคผล นิพพาน จิตไม่งอกแงก คลอนแคลน ตั้งมั่นในคุณพระสงฆ์

ถ้าว่างอกแงกคลอนแคลน ก็รู้ตัวอยู่ว่า มันวอกแวกไปมาก็น้อมเข้ามาหาทางตรงนั้น รวมเข้ามาหา “ทางตรง” นั้น ป้องกันไม่ให้มันหลีกเลี่ยงไปข้างนอก มันก็ตรงนะซี ทางตรงหรือทางไม่ตรงเราก็รู้ เราปฏิบัติอยู่นี่มันตรงไหม? มันตรงเราก็รู้ การปฏิบัติอย่างนี้แหละเป็น สามีจิปฏิปันโน เราเป็นใหญ่ เราเป็นหัวหน้า เรามีอำนาจ เรามีพลังกำลังใจ ต่อต้านกองกิเลสทั้งปวงหมด ปฏิบัติเช่นนี้ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเลวร้าย มิใช่เป็นไปเพื่อเลวทราม ทุกคนพากันสงบเงียบ ตั้งมั่นอยู่ในที่เดียวเรียกว่า สามีจิปฏิปันโน

ญายปฏิปันโน ปฏิบัติเป็นธรรม ก็ปฏิบัติอันเดียวกันนี้แหละ เพื่อพ้นจากทุกข์ ปฏิบัติทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางอื่นหรอกคุณพระสงฆ์มาอยู่ในตัวของเราหมด

สุปฏิปันโน, อุชุปฏิปันโน ญาญปฏิปันโน, สามีจิปฏิปันโน 4 ข้อ มารวมอยู่ในที่เดียว เมื่อเราทำถูกอย่างนี้ ใจก็จะรวมลงไปเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว แล้วก็ลืมหมดของพรรค์นั้น ทั้ง 4 ข้อมารวมเป็นอันเดียวหมด มารวมแห่งเดียวนั่น พระสงฆ์ไม่ได้อยู่ที่อื่นแล้ว คราวนี้พระสงฆ์เข้ามาอยู่ในตัวของเราแล้ว

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมลงเป็นอันเดียวไม่ต้องมาก มันก็ลงจุดเดียวกันนั่นแหละ บรรดาศีลทั้งหลายก็มารวมลงเป็นอันเดียว สมาธิ ก็มารวมลงในที่อันเดียวนี้ แล้วก็เกิดปัญญา ความรู้แจ้งขึ้นว่า เราทำถูกแล้ว เราปฏิบัติดีแล้ว

เมื่อจิตรวมลงเป็นอันเดียวแล้ว จิตแน่วแน่เป็นอันหนึ่งแล้ว มันก็เกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น แต่ก่อนแต่เก่าเราไม่เคยเป็น จิตเราไม่เคยรวมอย่างนี้ จิตเราไม่เคยเป็นสมาธิอย่างนี้ ไม่เคยแน่วแน่อย่างนี้ เห็นจิตของเราผ่องใสเบิกบานเรียกว่า ปัญญาเกิดขึ้นในที่นี้ อันนี้เป็นปัญญาส่วนหนึ่ง ส่วนปัญญาวิปัสสนานั้น อีกอย่างหนึ่งต่างหาก ขอให้ได้ปัญญานี้เสียก่อน

เห็นด้วยปัญญาอันนี้เรียกว่า เห็นความดีของตน มันปรากฏขึ้นมา ความดีอันนี้เอาไว้เสียก่อน รักษาเอาไว้ เป็นปัญญาอันหนึ่ง

ส่วนปัญญาวิปัสสนา คือว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สติ และสมาธิ รวมลงอันเดียวเหมือนกัน มันเกิดเองเป็นเอง เราแต่งเอาไม่ได้ เห็นสังขารทั้งปวงหมดลงสภาพเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันลงอันเดียวที่เดียวก็จริง แต่มันเห็นพิสดารแตกต่างไป

เราฝึกหัดปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธนี้สอนให้คนปฏิบัติ ให้คนฝึกหัดอบรมตนตามคำสอนของพระพุทธองค์ ด้วยเหตุนี้เราจึงเอา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ถือไว้เสียก่อนถือว่าเป็นตนเป็นตัว ถือว่าเป็นเราเป็นเขาไปเสียก่อน ครั้นปฏิบัติเข้าถึงที่สุดแล้วนั้น การถือ อัตตา เลยเป็นอนัตตา สิ่งทั้งปวงหมดเปลี่ยนสภาพไปเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา เป็นอนัตตา ไม่เป็นของใคร

การที่จะเห็นอนัตตา ก็เพราะ อัตตา คือ เราเป็นผู้เห็น เป็นผู้รู้ เป็นผู้คิดพิจารณา ครั้นจิตลงถึงเข้าไปเป็นหนึ่งแล้วธรรมเหล่านั้น (ที่แจ้งชัดขึ้นมา) เป็นใครเห็นก็ไม่ทราบ ใครรู้ก็ไม่ทราบ ใครพิจารณาก็ไม่ทราบ ถึงที่ตรงนั้นแล้วมันไม่มีใคร อันนั้นเรียกว่า อนัตตา

นี่แหละธรรมะ ที่แสดงมาในวันนี้เรียกว่า ถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง ที่พูดให้ฟังนี้ยังไม่ทันเห็นจริง ครั้นปฏิบัติจนเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว มันจะต้องรู้เห็นจริงอย่างที่อธิบายมานี้ แล้วจะต้องกำจัดโทษทุกข์ได้จริง ระงับได้ทุกสิ่งทุกประการ ที่มาเป็นอุปสรรคขัดข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติของเรา เพราะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้เห็นชัดเห็นจริงอย่างนี้

ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเหตุเครื่องรางของขลัง ไปยึดถือเอารูปเหรียญโลหะต่างๆ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ มันจะศักดิ์สิทธิ์อะไรของโลหะพวกนั้น ของอันนี้ศักดิ์สิทธิ์กว่าอันนั้นอักโขอักขัง ระงับดับทุกข์ ความเดือดร้อนได้ทุกสิ่งทุกประการ ที่เป็นความเดือดร้อนภายใน ที่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงหายหมด นั่นจึงเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์จากโลกหะต่างๆ นั้น มันไม่สามารถที่จะระงับเสียซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลงได้หรอก ความโลภ ความโกรธ โทสะ มานะทิฏฐิ มันระงับไม่ได้ มันกลับยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

ศักดิ์สิทธิ์จากการถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์นี้มันละถอนได้ เบาบางลงไป จนบริสุทธิ์หมดจด อย่างนี้จึงเรียกว่าของศักดิ์สิทธิ์


อธิบายมาวันนี้ ก็เพียงเท่านี้ เอวํ ฯ

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 2:33:20 น.
Counter : 400 Pageviews.  

พระโสภณวชิรธรรม ผู้ลิขิตชีวิตเป็น"องค์พระ"

ประวัติ “เซียนสู” อริยบุคคลผู้ “ข้ามฟากได้แล้ว” ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ท่านเคยทักพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งติดตามโยมไปหาท่านที่บ้านพัก จ.ชลบุรี ว่า “พระคุณท่านมีธุระอะไร?”

พระคุณท่านก็ว่า “ไม่มีธุระอะไร อาตมามากับโยม” เซียนสูจึงนิ่งไปนิดก่อนถามว่า “เป็นองค์พระแล้วหรือยัง?”

เมื่อถูกทักพระรูปนั้นกลับมาคิดพิจารณาคำถามนั้นอยู่ถึง 15 วัน จึงตีปริศนาข้อธรรมนั้นออก เมื่อได้คำตอบแล้วจึงย้อนกลับไปหาเซียนสูอีกครั้ง พบกันหนสองเซียนสูถามท่านอีกครั้งว่า “พบหน้าพบตาของเราแล้วหรือยัง?”

ถูกทักอีกหน ท่านก็กลับมาพิจารณาอีกจนได้คำตอบว่า หน้าตาของเราเป็นใคร

พระภิกษุรูปนั้นคือ พระโสภณ วชิรธรรม (สาธิต ฐานวโร) อดีตผู้ก่อตั้งและเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง กทม.

เจ้าคุณสาธิต นามเดิมว่า ศรีนวล จันทรชาติ เกิดในสกุลชาวนาบ้านหวาย หมู่ 3 ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พ.ศ. 2480 เป็นบุตรของนายอินตา นางกัญญา จันทรชาติ

วงจรชีวิตลูกชาวไร่ชาวนา ซึ่งวนเวียนอยู่กับการทำนา เกี่ยวข้าว ปลูกกระเทียม ตกดึกก็แกะกระเทียม ฝัดกระเทียม พ้นฤดูกระเทียมก็ปลูกถั่วปลูกฝ้าย เก็บถั่วเก็บฝ้ายนั้น ทำให้เด็กชายศรีนวลตั้งคำถามกับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปเช่นนี้หรือ ยิ่งพอได้เห็นพี่ชายบวชๆ สึกๆ ก็เลยนึกว่า ทำไมไม่ตั้งใจบวชสักคนแล้วเอาดีเสียเลย แต่พอเด็กชายศรีนวลบอกเล่าถึงความคิดเช่นนี้ให้พ่อแม่ฟัง ท่านทั้งสองก็ได้แต่หัวเราะ เพราะนึกว่าเป็นความคิดของเด็กๆ

หารู้ไม่ว่านั่นคือ ชีวิตที่ลูกกำลังจะลิขิตเอง

อาจเพราะบุญกุศลที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติ หรือเพราะประสบการณ์ในเยาว์วัยที่ได้ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ อยู่เสมอ และได้รับมอบภารกิจสำคัญเป็นประจำคือ นำภัตตาหารไปถวายพระที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าเป็นประจำทุกวันจันทร์และวัน พฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ท่านจึงมีวิสัยในทางธรรมมาตั้งแต่เด็ก

กระทั่ง พ.ศ. 2494 ท่านจึงได้ออกบวชเณรสมความปรารถนาขณะอายุได้เพียง 13 ปี หลังจากนั้นปีหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ในสำนักของพระครูพรหมจักรสังวร หรือหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งเป็นพระอริยรูปสำคัญในภาคเหนือ

ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า มิเพียงแต่จะได้ศึกษากวดขันในทางปริยัติจนสามารถสอบนักธรรมตรีนักธรรมโทและ นักธรรมเอกได้ หากแต่ยังได้รับการวางรากฐานสำคัญในการปฏิบัติกัมมัฏฐานอีกด้วย

การปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้นมิได้อยู่แต่ในสำนัก หากแต่ครูบาเจ้าผู้เป็นพระอาจารย์ได้นำพาท่านออกธุดงค์ไปตามป่าช้า ป่าเขา เผชิญความยากลำบากและปมปัญหาในจิต เช่น ความกลัว ความประมาท สารพัดรูปแบบ อาทิ แต่พอได้ยินเสียงเสือคำราม ท่านก็เหงื่อแตกพลั่ก จนครูบาอาจารย์ต้องปลอบสอนให้รู้จักเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ให้มีความอาจหาญ มั่นคง

ท่านว่า ครูบาเจ้าสอนสารพัด แม้แต่เดินผ่านวัดไหนมีเจดีย์ท่านก็ถามว่า บันไดเจดีย์มีกี่ขั้น ? ประตูเข้าวิหารมีกี่ทาง ? ทำให้ศิษย์ต้องฝึกฝนความสังเกตสังกาจนกลายเป็นนิสัยเป็นคนช่างสังเกตไปโดย ปริยาย

ต่อมาท่านได้เดินทางมาศึกษาทางปริยัติต่อใน กทม. โดยเริ่มจากมาอาศัยอยู่ที่วัดมหาธาตุเป็นปฐม แต่มีเหตุต้องย้ายไปเรื่อย จากวัดมหาธาตุก็ต้องย้ายไปวัดทองนพคุณ จากวัดทองนพคุณต้องย้ายไปวัดสระเกศ จากวัดสระเกศ ต้องไปอยู่วัดยางสุทธาราม จากวัดยางสุทธารามก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปสร้างวัดเองที่วัดทุ่งสาธิต หรือวัดวชิรธรรมสาธิต

เหตุที่ทำให้อยู่ไม่ได้เพราะอยู่ที่ไหนก็มีญาติโยมตามไปขึ้น อาจเพราะการปฏิบัติหรือกระไรก็แล้วแต่เมื่อมีญาติโยมขึ้นมากก็ต้องเผชิญแรง เสียดทานจากหมู่พระด้วยกัน ทำให้ต้องเผชิญการกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ อาทิ ถูกลอบกรีดจีวร ถูกปิดประตูขังไม่ให้ออกจากห้อง มีแขกมาพบพวกก็เอาฝุ่นเอาหยากไย่โปรยใส่ แม้สุดท้ายที่ไปขออาศัย ณ วัดยางสุทธาราม เจ้าอาวาสท่านก็ว่า อยากมาอยู่ก็ให้ไปปลูกกุฏิในป่าช้าเอาเอง

พอไปอยู่ในป่าช้าท่ามกลางกลิ่นศพที่คละคลุ้งก็มีผู้คนแห่ตามไปขึ้นอีก พระรูปอื่นก็เล่นงานอีกสารพัด ทางวัดก็ไล่ที่ว่าจะทำเมรุ สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไรท่านจึงนั่งสมาธิหันหน้าไปทางพระประธานในโบสถ์แล้ว อธิษฐานว่า บวชมาก็เพื่อรับใช้ศาสนา ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น อยู่ที่นี่ลำบากใจมาก ถ้ามีวาสนาได้ปฏิบัติธรรมและเป็นกำลังพระศาสนาต่อไปขอให้ได้พบสถานที่ที่ บุคคลไม่ต้องการสักแห่ง ไม่ว่าที่นั่นจะเป็นวัดแล้วหรือไม่ก็ได้

หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีคนมาถวายที่ดิน คืนวันเดียวกันนั้นเองท่านสมภารก็เรียกเข้าไปถามว่า จะไปอยู่ที่ไหนเพราะพระประธานมาเข้าฝันบอกว่า ท่านจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว

นับแต่บัดนั้นท่านจึงได้ไปฟื้นฟูวัดเก่า ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2399 ที่สุขุมวิท 101/1 ขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นวัดวชิรธรรมสาธิตในปัจจุบัน

การสร้างวัดของท่านได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าและ เซียนสู เป็นการช่วยเหลือทั้งกำลังที่ปรากฏให้เห็นในภายนอก เช่น ส่งคนมาช่วย มาดูแลจัดการให้ ช่วยทุนทรัพย์ ฯลฯ และยังช่วยภายในสารพัด รวมทั้งสอนวิธีการสงเคราะห์ผู้คน
คุณทองทิว สุวรรณฑัต ผู้บันทึกประวัติท่านเอาไว้สรุปแบบเห็นภาพชัดว่า ภายใน 2 ปี ท่านสามารถสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นได้ราวเนรมิต ตัวท่านเองนั้นว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเชื่อใน 3 สิ่ง คือ 1.เชื่อมั่นในพระพุทธคุณ 2.เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง 3.เชื่อมั่นในความดีของตน
จะเพราะอะไร ก็ตามมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นจนทำให้ท่านเชื่อมั่นใน 3 สิ่งนั้นอย่างแน่วแน่ เช่น คิดอยากจะได้กลองเพลก็มีคนหามมาถวาย อยากได้ระฆังก็มีคนเอามาถวาย โดยบอกว่ามีผู้ไปเข้าฝันให้เอามาถวาย ฯลฯ

ท่านเกิดเมื่อปี 2480 ได้พบกับเซียนสูและหาคำตอบให้ตนเองได้ว่า “เป็นองค์พระแล้วหรือยัง?” ขณะอยู่ที่วัดปทุมคงคา มรณภาพเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2530 ขณะเพียงอายุ 50 ปี เป็นการจากไปท่ามกลางอาลัยรักของหมู่ศิษย์ และจากไปท่ามกลางสรรเสริญของผู้คน ในยามอาพาธพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็ได้ให้อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อัญเชิญแจกกันดอกไม้พระราชทานมาถวาย

พระผู้พบคำตอบแล้วว่า ตนเองเป็นองค์พระแล้วหรือยัง ได้ทิ้งบันทึกคำสอนไว้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ คำสอนของเซียนสู ซึ่งมีคำบางตอนว่า...

อะไรเรียก “หน้าตาดั้งเดิม”

ระหว่างคิดดีก็ไม่ใช่ ระหว่างคิดชั่วก็ไม่ใช่ ก่อนที่ยังไม่ได้คิดดีคิดชั่ว ไม่ใช่เฉยๆ ไม่ใช่ว่างเปล่า ไม่ใช่บริสุทธิ์ อารมณ์ธรรมชาตินี่แหละ “หน้าตาดั้งเดิม”

หินก้อนหนึ่งตรงกลางซ่อนมี เพชร ต้องอาศัยเจียระไน-ขุด-ขัด เพชรถึงจะชัดเจนขึ้นมา

จิตเราก็ เหมือนกัน ความจริงแล้วจิตดั้งเดิม กิเลสก็ส่วนกิเลส ก่อนที่ยังไม่รู้ก็เอากิเลสมาพอกกับจิตดั้งเดิมเหมือนอย่างเปลือกหินมาพอก กับเพชร นี่แหละเรียก “อวิชชา” เมื่อจิตดั้งเดิมโผล่ขึ้นแล้ว ก็ได้รู้สึกกิเลสกับจิตดั้งเดิมเป็นคนละอย่าง ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่มีธรรมะ จะเรียนรู้กิเลสคือวิปัสสนา ผู้ที่บรรลุธรรมคือบรรลุกิเลส จิตดั้งเดิมรู้ชัดเจนแล้ว ระหว่างนั้นความจริงก็ไม่มีอะไร แต่มาถึงตรงนี้อันตรายสุดขีด ต้องให้รู้สึกพยายามอย่าขาดสติ อย่าให้กิเลสกลับเข้ามาอีก พระพุทธเจ้าสอนไว้เรียกเป็นว่า “อาชีพชอบ” อย่าเข้าใจว่าไม่ต้องปฏิบัติแล้วไม่มีอะไรจะต้องปฏิบัติต่อไปอีก สิ้นสุดแล้ว ให้ปฏิบัติต่อไปอีก ต้องให้ชำนาญคล่องแคล่วจึงวางใจได้สมกับ “พุทโธ อรหันต์”

“เอาอารมณ์ไว้ที่ไหน”

พูดคำนี้เกิดขึ้นความหมายมี 4 อย่าง อย่างหนึ่งว่า “รู้แล้ว” อย่างหนึ่งว่า “ไม่รู้” อย่างหนึ่งก็ “ขาดสติ” อย่างหนึ่งก็ “มีสติ” ผู้คนพูดอย่างนี้ยังไม่รู้จักต้นทาง ถ้ารู้แล้วไม่ถามอย่างนี้ ตัวเองเข้าใจถามว่า “อารมณ์ไว้ที่ตรงไหนถึงจะถูก” ความจริงยังถูกตัวรู้ปิดบังยังไม่รู้เลย วางกิเลสหมดก็เบา เบาก็เกิดสุข มีกิเลสอยู่ก็เกิดทุกข์ พอสุขเกิดขึ้นก็ติดสุข เชือกสุขก็มัดเรา มีกิเลสก็เกิดหนัก หนักก็เกิดทุกข์ เชือกทุกข์ก็มัดเรา อารมณ์เกิด บริสุทธิ์ เชือกบริสุทธิ์ก็มามัดเรา อารมณ์เกิดว่างเปล่า เชือกว่างเปล่าก็มามัดเรา จะใช้อารมณ์บริสุทธิ์อารมณ์บริสุทธิ์ยังคู่กับอารมณ์ สกปรก ต้องใช้อารมณ์บริสุทธิ์จนไม่มีบริสุทธิ์ผุดขึ้นคือ อารมณ์ธรรมชาติ นี่แหละต้นทาง

“กัมมัฏฐานสี่สิบอย่าง”

เปรียบในโลกแล้วก็เท่ากับ “อาชีพสี่สิบอย่าง” ชำนาญอย่างไหนก็ทำอยู่อย่างนั้น ความจริงปฏิบัติกัมมัฏฐานก็เพื่อว่าต่อสู้กับกิเลส พอมีสมาธิหน่อยเห็นนี่เห็นโน่นทำของก็ขลัง ตัวเองก็เข้าใจว่าได้ธรรมแล้ว แท้ที่จริงพอทิ้งกิเลส กลับไปฉวยกิเลสกัมมัฏฐานขึ้นมาเป็นกิเลสอีก ถ้ารู้ตรงนี้ “สาธุพุทธะ หน้าตากัมมัฏฐานอย่างนี้เอง”

อวิชชาไม่รู้ทันเขา กายวาจา ก็ปรุงแต่งเกิดขึ้น

เมื่อที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นก็เกิดทำขึ้น เมื่อที่ทำเกิดขึ้นก็ได้รู้ดีชั่วผิดถูก หลงอยู่อย่างนี้ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย เกิดๆ ตายๆ ไม่มีสิ้นสุด เมื่อปลงตกอย่างนี้แล้ว เริ่มบังเกิดเชื่อกัมมัฏฐาน ปฏิบัติไปจริงๆ ถึงจะเชื่อจริงๆ ถ้าไม่อย่างนี้ก็เท่ากับ เชื่อเขาดีก็ตามดี ชั่วก็ตามชั่ว เลยกลายเป็นไม่รู้จะปฏิบัติอะไรเลย นี่ละวิปัสสนา ปลดเปลื้องให้หมด กิเลสก็ไม่เอา กัมมัฏฐานก็ไม่เอา วิปัสสนาก็ไม่เอา อ้อ นี่ต้นทาง

เรื่องอะไรต่างๆ ที่เคยผ่าน แล้วไม่ได้เอากลับมาคิด

อารมณ์ที่เหลืออยู่อันนั้นเรียกว่า “ใจ” ใจไม่มีเปลี่ยนแปลงก็เรียกว่า “พระ” ปรากฏที่เห็นอะไรต่างๆ นานาเกิดขึ้นเป็นที่ใจ ละอะไรต่างๆ ที่เห็น เหลืออยู่เรียกว่า “พระ” รู้แล้วจะให้ทำอย่างไร? ง่ายนิดเดียว จิตอย่าสร้างความดี จิตอย่าสร้างบาป จิตคิดขึ้นให้ตัดเสีย จิตอย่าสงสัย อารมณ์ที่เหลืออยู่ “หน้าตาดั้งเดิมของท่าน” อ้อ ต้นทางอยู่ตรงนี้เอง

เรื่องราวเริ่มเห็นสิ่งหนึ่ง เรียกว่า “รูป” เมื่อมีรูปเกิดขึ้นแล้ว

“มโน” ก็ทำงานก็ได้รู้ว่าสิ่งของนี้เรียกอะไร ตอนนี้เรียกว่า “นาม” ไม่ใช่ชื่อเรียกว่านาม ตอนที่เราบังเกิดใจตอนนั้นเรียกว่า “นาม” นักปฏิบัติปลงตกรูปนาม ต้องรู้ไม่ใช่เกิดอยู่ข้างนอก แท้ที่จริงเป็นอยู่ที่จิตของเราแยกออกไป นักปฏิบัติรู้ตรงนี้แล้ว เรียกว่า “เริ่มรู้ธรรม” ถ้าไม่รู้ตามรูปตามนามหลงใหลงมงายไม่มีสิ้นสุด อย่าลืม ยังมีจิตดั้งเดิม

รูป แปลว่า ร่างกายของเราเองเวทนา แปลว่า เรารับว่าชอบหรือไม่ชอบ

สัญญา แปลว่า ทุกวันที่เรานึกคิดสังขาร แปลว่า คิดไม่ยอมหยุด เกิดใหม่ก็ไม่ยอมทิ้ง วิญญาณ แปลว่า ที่เรารู้ผิดหรือถูก

5 อย่างนี้เรียกว่า “ขันธ์ห้า” ปลงตกรูปนั่งลงไปแล้วหลับตาก็สว่าง ลืมตาก็สว่าง ปลงตกเวทนาทิ้งร่างกายได้จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปได้โดยสะดวก ปลงตกสัญญานึกคิดหยุด ปลงตกสังขารได้เห็นนิพพานจริงๆ ปลงตกวิญญาณ อายตนะภายนอก-ภายในเชื่อมติดเป็นแผ่น ไม่มีอะไรขัดขวาง มาถึงอย่างนี้แล้ว นักปฏิบัติทุกคนเข้าใจว่า “ว่าง” ถึงจะพูดกันบ่อยๆ ว่า “นิพพาน แปลว่า ว่าง” ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าง คืนสภาพดั้งเดิมของเราเอง ถ้าได้จริงๆ แล้วก็ได้อภิญญาหก ถ้ายังไม่ได้จริงอย่าเข้าใจผิดว่าได้ธรรมแล้ว หลอกตัวเองด้วยหลอกคนอื่นด้วย “ข้ามฝั่งแล้วทิ้งเรือ” ถ้าได้จริงๆ เท่าที่กล่าวไว้เรือทิ้งได้ ถ้ายังไม่ได้ให้แจวต่อไปอีกเถิด

นึกคิดไม่หยุดก็ปรุงแต่งเกิด ใหม่ไม่มีสิ้นสุด ไม่ทิ้งตัวนี้นำมาก่อน

เมื่อจุติอยู่ในท้องแม่แล้วเรียกว่า “รูป” เมื่อมีรูปแล้วก็เกิด “อายตนะหก” เมื่อมีอายตนะหกแล้ว ก็รับเข้าอายตนะภายใน อย่างนี้ก็เรียกว่า “เกิดตัวกู” เมื่อมีตัวกูเกิดแล้ว กูต้องกิน กูต้องนุ่งห่ม ลูกเมียชื่อเสียงอำนาจเงินทองก็หมุนอยู่คิดอยู่ เกิดใหม่ก็ปรุงแต่งอยู่ ไม่มีสิ้นสุดคิด ไม่มีสิ้นสุดทำ ทำจนวันสุดท้าย รูปหยุดทำงาน แตกดับก็เรียกว่า “ตาย” ก็ตัวตายใจก็ยังคิดไม่หยุด เกิดใหม่ก็ไม่ทิ้ง ทีนี้เกิดๆ ตายๆ ตายๆ เกิดๆ ไม่มีสิ้นสุด เกิด ตายนี่ละเรียกว่า “อวิชชา”

นักปฏิบัติถ้ารู้ว่าอวิชชาแล้ว สมถกัมมัฏฐานกับวิปัสสนา เปรียบ แล้วเป็นมีดวิเศษอันหนึ่ง

เผื่อว่าฟันกิเลสให้หมดไป ตามที่เขาว่า “ว่างๆ” อนัตตาความจริงก็ว่าง กิเลสที่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นวิปัสสนากิเลสทั้งนั้น ถ้าอยากจะรู้จริงๆ ก็เลิกคิดดีเลิกคิดชั่ว ที่เหลืออยู่เรียกว่า “หน้าตาดั้งเดิม” ว่างก็ว่างแต่กิเลส มีก็มีจิตดั้งเดิม มาถึงตรงนี้สำคัญที่สุด

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
//www.posttoday.com/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0-%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%83%E0%B8%88/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0/38165/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%93%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2553 23:34:43 น.
Counter : 1113 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.