In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

10 วลีทรงพลัง เพื่อคนคิดบวก (1)

คงไม่มีใครที่หาญกล้าปฏิเสธว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างความวิตกให้คนไทยทั้งประเทศ

หลายๆ คนกลัวว่าเราจะไม่มีวันคืนเก่าๆ (ที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้ม) กลัวว่าเราทำร้ายตัวเองจนล้าหลังไม่ทันเพื่อนบ้าน
มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเห็นว่าเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลานี้ ที่สังคมกำลังต้องการทั้งขวัญและกำลังใจ
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Ten Powerful Phrases for Positive People หรือชื่อในภาษาไทย “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ผู้เขียนคือริช เดอโวส ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจแอมเวย์ ที่ค่อยๆ สร้างธุรกิจ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก

ริช เดอโวส เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ หลังตกผลึกว่าพลังของการคิดบวกนั้นเปี่ยมล้นด้วยอานุภาพเหลือคณานับ หากศึกษาประวัติของริช จะพบว่าเพราะการ “คิดบวก” ทำให้ก้าวผ่านเหตุการณ์ต่างๆ อย่างนึกไม่ถึง ทั้งช่วงเริ่มก่อตั้งธุรกิจ การทำให้ธุรกิจได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในวัย 71 ปี ซึ่งถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง

มาดูกันว่า “10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” ของริช เดอโวส มีอะไรกันบ้าง

1.“ฉันผิดเอง” (I am wrong) ริช เดอโวส ระบุว่า “ฉันผิดเอง” เป็นคำพูดที่ช่วยเปลี่ยนทัศนคติตัวเราได้ดีที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด โดยเฉพาะเมื่อต้องยอมรับผิดต่อหน้าคนอื่น เจ้าตัวแนะว่า เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าตัวเองผิด แค่เอ่ยคำว่า “ฉันผิดเอง คุณทำถูกแล้วล่ะ” เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่างๆ เดินไปข้างหน้า หรือยุติการโต้แย้งที่กำลังเกิดขึ้น

“ฉันผิดเอง” ยังเป็นคำพูดที่แปรเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร แม้การยอมรับว่า “ฉันผิดเอง” จะลดความน่าเชื่อถือของคุณในบางสถานการณ์ลงก็ตาม

2. “ฉันขอโทษ” (I am sorry) หลายๆ ครั้งที่การกล่าวถ้อยคำสั้นๆ นี้เป็นเรื่องยาก แต่การกล่าวคำนี้ให้เป็นนิสัยเป็นสิ่งคุ้มค่า เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์มักปกป้องตัวเอง มักคิดว่าตัวเองถูกเสมอ แต่พอเอ่ยคำนี้ออกมาจะรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” แสดงถึงว่าคุณปรารถนาจะกลับมาสานต่อความสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นคู่กรณีกับคุณ

การกล่าว "ขอโทษ" ต้องออกจากส่วนลึกจริงๆ ความรู้สึกนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการแสดงออกทั้งสีหน้าและแววตา ไม่ใช่กล่าวแบบขอไปที เพื่อให้จบๆ ลงเท่านั้น

ผมเองใช้คำว่า “ขอโทษ” ทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ยกตัวอย่างเวลาที่เรามีโปรโมชั่นแรงๆ และสินค้าไม่พอขาย เพียงกล่าวคำคำนี้ จากหนักจะกลายเป็นเบาทันที ทุกคนพร้อมจะให้อภัยคุณ

3."คุณทำได้" (You can do it) ริช ระบุว่า...ผู้คนจำนวนมากไม่เคยลองทำอะไรเลยเพราะกลัวความล้มเหลว กลัวว่าตัวเองไม่มีชั่วโมงบินมากพอ กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หรือหัวเราะเยาะ สำหรับคนเหล่านี้ ริช แนะนำว่า “ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วก็ลงมือได้เลย คุณทำได้!” แน่นอน เมื่อได้ยินคำว่า “คุณทำได้” จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

4.“ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ” (I believe in you) เป็นคำพูดที่ต่อเนื่องจาก “คุณทำได้” (คุณทำได้...ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ) ต่างกันที่เป็นคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกลึกๆ เป็นคำพูดสำหรับผู้นำที่ใช้พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พ่อแม่ที่ส่งต่อความรู้สึกนี้กับลูกๆ หรือเจ้านายที่มีต่อลูกน้องที่กำลังเจออุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือ

เราสามารถแสดงให้เห็นถึงความ “เชื่อมั่น” ได้ง่ายๆ อาทิ การเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานได้แสดงความสามารถ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เสนอมานั้นอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

5.“ฉันภูมิใจในตัวคุณ” (I am proud of you) เพียงเราเปล่งคำนี้ จะพบว่ามีอานุภาพสูงมากในการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ฟัง คำพูดที่ว่า “พ่อภูมิใจในตัวลูก” หรือ “ผมภูมิใจในตัวคุณ” “ผมภูมิใจในความสำเร็จของคุณ” เป็นการให้กำลังใจที่ดีมาก โดยปกติแล้วคนไทยเราไม่ค่อยชมเชยผู้อื่นด้วยคำพูดนี้เท่าไหร่นัก

“10 วลีทรงพลังเพื่อคนคิดบวก” บางข้ออาจคุ้นหูกันดีและหลายๆ ท่านใช้เป็นประจำอยู่แล้ว ยกตัวอย่างคำว่า “ขอโทษ” ที่คนไทยเราใช้กันอย่างสนิทใจ

ยังเหลืออีก 5 ข้อที่ต้องขออนุญาตยกยอดไปครั้งหน้าครับ

ปรีชา ประกอบกิจ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งคนส่วนใหญ่ยอมรับและถือว่าเป็นบริษัทแรกๆที่รุกเข้ามาบุกเบิกตลาดขายตรงแบบหลายชั้น( MLM)
//www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/preecha/20100615/337552/10-วลีทรงพลัง-เพื่อคนคิดบวก-(1).html




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2553    
Last Update : 16 มิถุนายน 2553 0:21:09 น.
Counter : 445 Pageviews.  

ชีวิตยังมีทิศตะวันออก

บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์…ให้เสียใจ…
และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน ” ไม่ใช่ความจริง”…
ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย…
เราจึงยอมติดกับดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว…
รู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ…
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด
เพราะ ” เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น”…
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต
สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้…
ไปไม่เป็น…เหมือนจะมองเห็นทาง…
แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน
ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น…
ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต…” ยังคงมีชีวิต”…
แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย…
ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต…
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง…
แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้
อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ…
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย…
จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน…
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ
อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก
“ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก”…
แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ
หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ …
เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต…
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ…
” ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ…
สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก…”
ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต…
เพราะฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน…
ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า…
จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า …
” เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น…”

FWD Mail




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 7 มิถุนายน 2553 23:19:49 น.
Counter : 262 Pageviews.  

เคยรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั๊ย..??

ความคิดถึง

เคยมั๊ย เมื่อคุณ คิดถึง ใครบางคน คุณรู้สึกทรมาน เพราะคุณคิดไปว่า
เขาคนนั้น อาจจะไม่ได้ คิดถึง คุณอยู่ ถึงแม้วาการได้ คิดถึง ใครซักคนนั้น
จะเป็นทุกข์บ้าง แต่ก็ชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้คุณต้องมานั่งคิดกระวนกระวายว่า
คุณมีความหมายสำหรับเขาบ้างหรือเปล่านะ เขาจะแคร์คุณบ้างไหมนะ

คุณจะรีบรับโทรศัพท์ทันที เพราะคิดว่า อาจเป็นเขาคนนั้น
คุณมองออกไปนอกหน้าต่าง

เพราะคิดว่า เขาอาจจะปรากฎตัวอยู่ที่นั่น คุณนั่งอยู่หน้าทีวี แต่จิตใจ
กลับ คิดถึง เขาคนนั้นจนทำให้พลาดตอนอวสานของละครเรื่องโปรด
คุณเอนกายลงบนเตียงก็พลัน คิดถึง ช่วงเวลาที่ไปไหนต่อไหนด้วยกัน

คุณ คิดถึง แต่ว่า เราคงจะได้มานั่งมองดาวด้วยกันอีก คุยกันทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นความฝัน หรืออนาคต คุณออนไลน์อินเตอร์เน็ท
เพื่อหวังจะได้พบเขา และก็เริ่มวิตกกังวลว่าเขาจะเป็นอะไรไป
หรือเปล่าเมื่อเขาไม่ได้ออนไลน์ หรือตอบกลับมา

การได้ คิดถึง ใครบางคน เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณเติบโต
และได้สัมผัสกับความเปลี่ยวเหงามันสอนให้คุณเรียนรู้ที่จะ
อยู่ร่วมกับความอ้างว้าง และทำให้คุณรู้จักอีกความรู้สึกหนึ่ง
นั่นคือ ความว่างเปล่า

บางครั้ง มันก็รู้สึกดีนะ ที่ได้ คิดถึง ใครซักคน เพราะมันทำให้คุณรู้ว่า
คุณใส่ใจใครคนนั้น และคุณปล่อยใจที่จะสัมผัสความรู้สึกรักและใส่ใจที่มีเขา

แต่ในขณะเดียวกัน การที่ คิดถึง ใครคนนั้น โดยที่เราไม่รู้ว่า
เขารู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า ช่างเป็นความรู้สึกที่ทรมานเหลือเกิน
และคุณกลับรู้สึกว่า คุณถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง

ดังนั้น หากคุณ คิดถึง ใคร จงบอกให้เขาได้รับรู้บ้าง และเช่นเดียวกัน
ถามเขาซิว่า เขารู้สึกอย่างเดียวกันหรือเปล่า อย่าปล่อยให้ความรู้สึก คิดถึง
เปลี่ยนแปรเป็นความอิจฉา หรือความหวาดระแวง

หากใคร คิดถึง คุณ และคุณรับรู้ จงบอกเขาเถิด ว่าคุณรับทราบแล้ว
หากคุณ คิดถึง เขาตอบ ก็จงบอกเราเช่นกัน อย่าให้เขา....รอ....เลยนะ


FWD MAIL




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2553    
Last Update : 2 มิถุนายน 2553 23:21:48 น.
Counter : 206 Pageviews.  

ต่างมีอดีต อย่าเอาอดีต มาตอกย้ำ

ทุกเช้าที่ตื่นลืมตา. . .
คงน้อยคนนัก ที่จะไร้ซึ่งภารกิจ ที่ต้องกระทำ
ชีวิตประจำวันของแต่ละคน. . .
จึงผิดแผกแตกต่างตามแต่หน้าที่ ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ

เชื่อเหลือเกินว่า. . . คนทุกคนต่างมีความมุ่งหวัง
มีความฝัน. . . ที่อยากมีอนาคตที่ดี
การที่เราตื่นลืมตาขึ้นมา เพื่อออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ก็เพื่อก้าวเดินไปสู่จุดที่มุ่งหวังไว้ และต้องทำให้สำเร็จ

คนทุกคน มีอนาคตที่ดี
และมีความเป็นได้สูง ที่จะสมดังใจ

แต่ในมุมอีกมุมหนึ่ง ของความเป็นจริง ยังมีคนที่ยึดติดกับอดีต
ยังจมปลักอยู่กับ ปัญหาชีวิตต่างๆ นานาร้อยพัน
บางคนอาจเจ็บปวดกับความรัก บางคนอาจวิตกกังวลเรื่องงาน
บางคน. . . อาจมีปัญหาทางการเงิน
หลากคนก็หลากปัญหา ที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

และใครบางคนที่ว่าไว้
อาจเป็นตัวเราเอง ที่กำลังจมดิ่งอยู่กับปัญหาเหล่านั้น

ถ้าตอนนี้ . . .เรากำลังทุกข์อกทุกข์ใจ
ยังตื่นลืมตาขึ้นมาในทุกเช้า ด้วยความปวดร้าว
ยังลืมอะไรที่ฝังในหัวไม่ลง ยังยึดติด ยังจมปลัก
. . .ยังวนเวียนอยู่ในร่องรอยของอดีต
เราจะกลายเป็นผู้แพ้ และผู้แพ้คนนั้น ...
ก็เป็นผู้ทำลายอนาคตด้วยมือของตัวเอง

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า...
"นกที่ตื่นแต่เช้า
มักจะได้หนอนที่อร่อยที่สุด"

อย่ามัวแต่หลับหูหลับตา. . .
จมอยู่แต่อดีต ต่อไปอีกเลยดีกว่า
จงกล้าหาญอย่างนกเสรี . . .
ที่พร้อมจะกางปีกบินในทุกๆ เช้า
และพร้อมออกไปเผชิญโลกกว้าง ไปผจญภัย
. . . และคว้าชัยชนะ มาไว้เป็นของตัวเอง

หนอนที่อร่อยที่สุด ก็คืออนาคตที่สวยงามที่สุด
ซึ่งรอวันจะตกเป็นของนกเสรี และมีความกล้าหาญ
และเราก็มีโอกาสเป็นนกตัวนั้นได้เสมอ
ถ้าใจเราพร้อมเริ่มต้นใหม่ พร้อมสลัดทุกความทุกข์ออกไปจากใจ
. . .อย่างคนที่เข้าใจและยิ้มรับมัน

ให้โอกาสตัวเองอีกสักครั้ง . . .
ด้วยการเอาเรื่องอดีต ที่ทำให้เป็นทุกข์ออกไปวางให้ห่างตัว
บอกตัวเองให้ยิ้มสู้ ย้ำเตือนตัวเองว่า . . .
เรายังมีปัจจุบันที่ต้องดำเนินไป
และเรายังมีอนาคต ที่ก้าวไกลรอเราอยู่

อดีต . . .ก็จงปล่อยให้เป็นเรื่องของอดีต
เก็บส่วนที่ดีเอาไว้ ในความทรงจำ
สิ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุด ก็คือปัจจุบัน
อยู่เพื่อเรียนรู้มัน ด้วยความรักและความเข้าใจ
เพื่อเป็นหนทางที่ดีสู่อนาคตที่สดใส
และย้อนกลับมา . . .มอบความภาคภูมิใจให้แก่เรา




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2553 16:17:14 น.
Counter : 270 Pageviews.  

พ่อรวยสอนลูก

16 สิงหาคม 2545

พ่อรวยสอนลูก

โดย

ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร


ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเล็ก ๆ คุณแม่สอนว่า การที่เด็กโตขึ้นจะเป็นคนดีต้องมาจากพ่อแม่ซึ่งเอาใจใส่อบรมให้ลูกเป็นคนซื่อสัตย์ รักการงาน และใจดีต่อผู้อื่น นั่นคือวิธีการที่ข้าพเจ้ากับภรรยาใช้ดูแลเลี้ยงลูกสองคนให้เติบใหญ่

แม้ว่าเราจะมีฐานะค่อนข้างดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 แต่เราก็มักจะสอนให้ลูกใช้เงินอย่างประหยัดและเน้นว่าโชคดีมาหนเดียวแต่โชคร้ายเกิดขึ้นได้หลายครั้ง

ลูกของข้าพเจ้าทั้งสองเรียนหนังสือในเมืองไทยทั้งหมดนอกจากเงินทองจะไม่รั่วไหลจากประเทศไทยแล้วเรายังได้กอดลูกและอบรมบ่มนิสัยเขาได้ทุกวัน เมื่อลูกอายุได้ 15 ปี ก็เริ่มเข้าวัยรุ่นซึ่งเป็นระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เด็กจะชอบลองของใหม่ ทำให้เรามีความเป็นห่วงมาก แต่เราก็ใช้ความระมัดระวัง แนะนำให้ลูกอยู่ในกรอบที่ดี อาทิเช่น เราเกรงว่าลูกจะเล่นการพนัน ติดยาเสพติด หรือออกเที่ยวจนติดโรคที่ร้ายแรง เราจึงคอยถามอยู่เสมอว่าเพื่อน ๆ ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง หากเขาเล่าให้ฟังว่าเพื่อน ๆ ชอบแทงสนุ๊กหรือเล่นการพนันเป็นประจำ ก็น่าห่วงว่าลูกอาจหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขเหล่านั้นด้วย แต่ถ้าลูกเล่าถึงเรื่องของการเรียนหรือการกีฬา เราก็สบายใจว่าลูกยังอยู่ห่างไกลอบายมุข การที่พ่อแม่ถามลูกตรง ๆ อาจจะทำให้เด็กพยายามโกหกก็ได้ ดังนั้น บางครั้งท่านต้องหว่านล้อมให้ดีจึงจะได้ข้อความจริง พ่อแม่ที่ใกล้ชิดกับลูกจะรู้ได้ทันทีว่าลูกพูดจริงหรือโกหก

มีหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกอยู่ห่างไกลจากอบายมุขก็คือ พยายามให้เขาทำงานที่เขาชอบตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งท่านยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กล่าวคือ เด็กจะทำงานได้คล่องแคล่ว มีประสบการณ์ และยังช่วยสอนให้รู้จักค่าของเงินอีกด้วย

ตั้งแต่ลูกยังเรียน ปวช. เมื่อถึงคราวหยุดพักหน้าร้อน ข้าพเจ้าจะแนะให้เขาหางานสนุก ๆ ทำ โดยเริ่มต้นเป็นพนักงานขายตั๋วหนังที่โรงภาพยนตร์ EGV ซึ่งใช้ระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย ข้าพเจ้าจึงติดต่อทาบทามกับคุณวิชัย พูลวรลักษณ์ EGV มีโรงหนังกว่า 100 แห่ง กระจัดกระจายอยู่ 10 กว่าทำเลทั่วกรุงเทพ เมื่อคนดูบุ๊กชื่อหนัง รอบที่ฉาย จำนวนบัตร และเลือกโรงภาพยนตร์แล้ว ลูกชายของข้าพเจ้าจะต้องขายบัตรให้ถูกต้อง คนดูสามารถจ่ายค่าบัตรเป็นเงินสดหรือผ่านเครดิตการ์ด หรือใช้บัตรลดคูปอง หรือบัตรสะสมแต้ม โดยเหตุที่โรงภาพยนตร์ฉายหนังตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน ดังนั้น พนักงานต้องทำงานเป็นกะ ข้าพเจ้าจึงสอนให้ลูกเข้ากะตรงต่อเวลา โดยต้องไม่ไปทำงานสาย มีความตระหนักในหน้าที่ และเมื่อมีฝรั่งมาซื้อตั๋วก็จะต้องพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษได้ และรับเงินทอนเงินให้ถูกต้องอีกด้วย

ลูกของข้าพเจ้าชอบงานที่ EGV มาก เพราะเด็กหนุ่มย่อมชอบดูหนังฟรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งอย่าง EGV

ในชั้นแรกเมื่อข้าพเจ้าชักชวนให้เขาไปขายตั๋วที่โรงหนัง ลูกได้ต่อรองเป็นเงื่อนไข 2 ข้อ คือ

1. เนื่องจากเขาได้รับค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 27 บาท เดือนหนึ่งจะได้ค่าแรงประมาณ 4,000 บาท ดังนั้น เขาจึงขอให้ข้าพเจ้าจ่ายเงินสมทบอีกเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งข้าพเจ้าก็ตกลงด้วยดี

2. เขาขอขับรถ Benz ของข้าพเจ้าไปทำงาน ข้าพเจ้าก็ยอม โดยมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องจอดรถให้ห่างจากโรงหนัง เพื่อไม่ให้เพื่อน ๆ รู้ว่าเขาขับรถราคาเป็นล้านมาทำงานเงินเดือน 4,000 บาท

หลังจากที่ทำงานกับ EGV เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ก็หมดฤดูร้อนเขาจึงกลับไปเรียนหนังสือตามเดิม ข้าพเจ้าสอนให้เขาไปอำลาหัวหน้างานและเพื่อน ๆ ทุกคน ตลอดเวลา 10 สัปดาห์ดังกล่าว ข้าพเจ้าสอนให้เขาเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยเหลือเพื่อนฝูงในการงาน และอย่าอวดอ้างว่ามาจากครอบครัวที่มีฐานะดี หรือพ่อแม่เป็นคนมีชื่อเสียง เพราะข้าพเจ้าต้องการให้ลูกมีความนอบน้อมถ่อมตน ตรงต่อเวลา และรักงานหนัก พ่อแม่จะต้องไม่ปกป้องลูกของตัวเองจนเกินไป แต่จะต้องให้เขาต่อสู้กับชีวิตด้วยตนเอง และควรให้เขาทำงานเป็นลูกจ้างของคนอื่นเสียก่อนดีกว่าเพราะถ้าเขาเริ่มทำงานในห้างร้านของคุณเอง เขาก็จะทำตัวเป็นอาเสี่ย

ต่อมาลูกของข้าพเจ้าก็เข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ซึ่งมีการสอนเฉพาะในภาคค่ำ ข้าพเจ้าเกรงว่าเขาจะตื่นเอาเที่ยงวัน จึงแนะให้เขาไปทำงานที่อู่รถ NISSAN โดยคุณพรเทพ พรประภา ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี เด็กหนุ่มทุกคนชอบรถยนต์ และเครื่องยนต์ หากได้ทำงานกับบริษัทที่มีระบบงานแบบตะวันตก ก็จะเป็นการสร้างวินัยและได้ประสบการณ์ของธุรกิจสมัยใหม่

เขาทำงานกับอู่ NISSAN เป็นเวลาประมาณ 2 ปีครึ่ง ก็ลาออกเมื่อเรียนกฎหมายอยู่ปี 4 เนื่องจากเขาจะเรียนให้จบปริญญาภายใน 4 ปี เมื่อลาออกข้าพเจ้าก็แนะให้เขาไปขอบคุณคุณพรเทพ ที่ให้โอกาสทำงาน โดยสอนว่าเราจะต้องรู้คุณของบุคคลที่ใจดีแก่เรา

ระหว่างทำงานที่อู่ NISSAN เขาได้ซื้อรถสปอร์ต NISSAN มือสองคันหนึ่งราคา 600,000 บาท โดยใช้เงินออม 400,000 บาท ซึ่งเขาเก็บมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ จากอั่งเปาที่ได้รับจากข้าพเจ้าและคุณปู่คุณย่ามาสิบกว่าปี และขอยืมเงินข้าพเจ้าอีก 200,000 บาท ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ใช้คืนจนหมดสิ้น ประสบการณ์ที่เขาได้จากการทำงานที่ EGV และอู่ NISSAN มีค่าอันหามิได้ เพราะก่อนที่เขาจะจบปี 4 ที่เซนต์จอห์น เขาได้เข้าร่วมทุนกับบริษัทสิงคโปร์เพื่อส่งออกปลาสวยงามจากประเทศไทย โดยซื้อปลาที่เกษตรกรเพาะพันธุ์แล้วนำมาขาย เนื่องจากไทยมีพันธุ์ปลาสวยงามมากที่สุด แต่มีอัตราส่งออกเป็นที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เขาสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 200 เที่ยว และไม่มีปัญหาการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแต่ประการใด นอกจากนี้หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ยังเน้นให้เขาทำ ISO ให้สำเร็จภายใน 6 เดือน เขาจึงต้องทำงานสัปดาห์ละเกือบ 7 วัน และบางครั้งต้องอยู่ดึก ๆ ถึง ตี 2 ตี 3 ในตอนเช้าเพื่อส่งปลาออกทางสนามบินดอนเมือง เนื่องจากต้องการให้ปลาถึงปลายทางเช้าวันต่อมา และจ่ายค่าระวางเครื่องบินในอัตราต่ำ

แม้ว่าขณะนี้เขามีอายุเพียง 23 ปี แต่เขาก็รักการทำงานเขารู้จักปลาทุกพันธุ์ในตู้ปลาที่ฟาร์มซึ่งมีทั้งหมดกว่า 1,000 ตู้ เขาเล่าให้ฟังว่าเขายินดีทำงานหนักเพื่อให้ได้ ISO เพราะทำให้ระบบการบริหารงานรัดกุมขึ้น ขจัดสิ่งที่รั่วไหล ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรอีกเกือบเท่าตัว เพราะลูกค้าให้ราคาสูง ธุรกิจของเขาทำให้เกษตรกรคนไทยนับร้อยมีงานทำ และนำเงินตราเข้าประเทศนับร้อยล้านบาท

นอกจากนี้หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ยังมาตรวจสอบงานที่ฟาร์มเดือนละครั้ง แล้วทำรายงานให้ทราบว่าต้องปรับปรุงระบบงานและแก้ไขข้อบกพร่องประการใดบ้าง ชาวสิงคโปร์เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยและทำงานเข้มงวด บางครั้งเขาตำหนิติเตียนลูกชายของข้าพเจ้าค่อนข้างรุนแรงที่ทำงานสับเพร่าในบางเรื่อง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะงานต้องเป็นงาน ธุรกิจจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต้องเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ และแก้ไขข้อบกพร่องให้ทันกับการแข่งขันในตลาดโลก ขณะนี้ลูกชายของข้าพเจ้าได้เงินเดือนหลายหมื่นแม้ว่าเพิ่งสำเร็จปริญญาตรีเพียงไม่กี่เดือน และมีอายุเพียง 23 ปี เขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ข้าพเจ้าสอนเขาว่าหากประสงค์จะทำเช่นนั้นจะต้องเตรียมตัว 3-5 ปี ทำบัญชีให้ถูกต้อง เปิดเผยข้อมูลตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย จ่ายภาษีให้ครบถ้วน และมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ารวมทั้ง Suppliers ต่าง ๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หุ้นของบริษัทมีราคาสูงขึ้น

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจว่าขณะนี้ลูกทั้งสองคนหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง แต่ข้าพเจ้าก็ยังคอยสอดส่องดูแลอยู่ห่าง ๆ และยังให้เขาใช้บัตรเครดิตที่พ่วงจากบัตรของข้าพเจ้า ทั้งนี้ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาใช้เงินเดือนหนึ่งประมาณเท่าใด และใช้ในทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ ทุกวันนี้เขายังออมเงินได้เดือนหนึ่งเป็นหมื่น

ครอบครัวของข้าพเจ้านับถือศาสนาคาทอลิกและเราไปโบสถ์กันทุกอาทิตย์ เนื่องจากขณะนี้เราต่างมีภารกิจมากขึ้นจึงมีน้อยครั้งที่เราจะสามารถไปฟังมิสซาพร้อมกันทั้งสี่คนที่โบสถ์ เรามีความสุขในครอบครัวเพราะเราจะหาโอกาสสวดภาวนาด้วยกันตามที่พระเยซูเจ้าได้สอนไว้ว่า The family that pray together will live together




 

Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2553 14:16:02 น.
Counter : 330 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.