The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

ไม่มีใครสอน

นี่เป็นเรื่องที่คิดช่วงนี้


(หมายเหตุ: ที่เขียนนี่ไม่ได้หมายถึงข้อยคนเดียว แต่เป็นการพูด generalize)

คือเรื่องบางเรื่องนั้น ไม่มีใครสอนจริงๆ ไม่ว่าตอนเด็กหรือตอนไหน ดังนั้นพอโตขึ้นมาก็เลยทำไม่เป็น

แต่บางทีก็ไม่ใช่ความผิดของพ่อกับแม่ เพราะบางทีพ่อแม่ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน ซึ่งหมายความว่าคนเราไม่ว่าคนไหน ล้วนอยู่ในสังคมโดยที่ skillful บางเรื่อง และไม่ skillful บางเรื่อง

เมื่อพ่อแม่ไม่มีสกีลนี้ ย่อมสืบทอดต่อให้ลูกไม่ได้ ลูกก็อาจจะเรียนรู้เองได้จากสังคม หรือไม่รู้เลยไปจนกระทั่งตาย 

ถ้าหากมันเป็นสกีลที่ critical เช่นมารยาทสังคม ก็จะก่อเกิดปัญหาชีวิตมากในภายหลัง หรือแม้ไม่ก่อเกิดปัญหาที่ตัวเอง ก็จะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น (ซึ่งพอสร้างปัญหาให้คนอื่นมากๆ ตัวเองก็จะมีปัญหาอยู่ดี)

อย่างไรก็ตาม ข้อยก็คิดว่า มารยาทสังคมนี่เป็นสิ่งที่ "มีปัญหา" เอามากๆ เพราะในความเป็นจริง แต่ละบ้านมอง "มารยาทสังคม" ไม่เหมือนกันหรอกนะ

เราคิดว่าสิ่งที่เราทำมีมารยาทดีแล้ว แต่สำหรับคนอื่น มันอาจจะโคตรไร้มารยาทก็ได้ เช่นการพูดเรื่องศพ ความตาย บนโต๊ะอาหาร บางบ้านอาจจะถือมาก แต่บางบ้านไม่ถือเลย  ถ้าเด็กจากบ้านที่ไม่ถือ มาเจอบ้านที่ถือ ก็จะถูกหาว่า "ไม่มีมารยาท"

ในกรณีนี้ มันทำให้คนที่คิดมากและอ่อนไหว เกิดความกังวลได้ไง เพราะทำให้รู้สึกว่า เออเมิงทำไรก็ผิดไปหมด 

ในขณะที่คนที่มั่นใจในตัวเองมาก หรือมีความรู้สึกอ่อนไหวต่ำ มองข้ามไปเลย คือไม่สนใจว่าตัวเองทำผิดมารยาทไหม ก็ตูเป็นอย่างนี้

ถามว่าคนไหนถูก คนไหนผิด ก็ตอบไม่ได้ เช่นคนแรกนั้นเพราะอ่อนไหวมาก จึงให้พื้นที่กับคนอื่นมากเกินไป ก็เบียดบังตัวเอง แต่คนที่ไม่อ่อนไหว ก็ให้พื้นที่กับคนอื่นน้อยเกินไป เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ คนอื่นที่ถูกเบียดบังก็จะไม่พอใจ

อันที่จริง นอกจากเรื่องมารยาทสังคม ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เยอะมากที่เรานึกว่าเป็น common sense แต่ที่จริงมันคอมม่อนสำหรับเรา แต่อาจจะไม่คอมม่อนสำหรับคนอื่นก็ได้ เราคิดว่าเราถูกแล้ว ความคิดที่เราถืออยู่เป็น absolute แต่ที่จริงมันอาจจะไม่ absolute อย่างที่คิด

เราคิดว่าบ้านไหนๆ ก็ต้องสอนอย่างนี้ แต่จริงๆ อาจจะมีแต่บ้านเราที่สอนอย่างนี้

ดังนั้นพอออกจากบ้าน เราจึงเจอคนที่เราเข้าใจเขา และคนที่เราไม่เข้าใจ กระทบกระทั่งกับคน เรียนรู้เพิ่ม เปลี่ยนตัวเองใหม่ (หรือบางทีก็อาจจะไม่เรียนรู้อะไรเลย เพราะตกไปอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่นทำให้รู้สึกกลัว/ไม่สบายใจ/อันตราย มากเกินไป)

นี่ก็เป็นเรื่องที่คิดอยู่ และคิดว่ามนุษย์นี่มันซับซ้อนดีเนอะ นอกจากนั้นก็สงสัยว่าบาลานซ์อยู่ที่ไหน

แต่เคยมีคนบอกว่าบาลานซ์ไม่มีจริงหรอก คือคนเราก็จะเสียศูนย์ สลับกับบาลานซ์ไปเรื่อยๆ ชั่วชีวิต เพราะว่าคอนดิชั่นของเรามักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ในระหว่างทั้งสองอย่างนี้ ก็คือเวลาที่เราสะสมสกีลขึ้นมา




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2558    
Last Update : 13 สิงหาคม 2558 15:58:46 น.
Counter : 692 Pageviews.  

-

ไม่นานมานี้อ่านการเปรยของคนคนหนึ่ง มีคนแชร์มา

แล้วก็เกิดคิดขึ้นมาว่า คนเรานี่จริงๆ ชอบเปรยให้คนอื่นเห็นเหมือนกัน (ตูก็ทำอยู่นี่) ความปรารถนาจะมีตัวตน ไม่ว่าทางไหนสักทาง เป็น drive ที่รุนแรงมาก เท่าๆ กับความปรารถนาจะมีกลุ่ม พวกพ้อง เป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่าง สรุปแล้วคืออยากเป็นทั้งปัจเจกและทั้งส่วนหนึ่งของฝูง คนเรานี่สับสนนิ

เขาเปรยว่าผ่านมานานปี ตัวเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนพยายามเอาแต่เข้าใจคนอื่น (แล้วตัวเองก็มารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม) เวลานี้เริ่มหัดตั้งทัพรบบ้างแล้ว รู้สึกว่ามีความจำเป็นต้องรบบ้าง

ไม่คิดว่าแกจะรบแบบฆ่ามัน ทำนองนี้ แต่แกคงมีหนทางที่จะแย่งยึดพื้นที่ของตัวเองคืนบ้าง เนื่องจากไม่ใช่คนรู้จักสนิทกัน เป็นแต่เพื่อนของเพื่อนห่างๆ จึงไม่สามารถถามแกได้ว่าแกทำยังไง มันเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจดี

ระยะหลังมานี้เริ่มเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เป็นสงครามอีโก้ อีกฝั่งเขาไม่ได้ตั้งใจหรอก (หรืออาจจะตั้งใจ ก็แล้วแต่อะไรหลายอย่าง) แต่ทุกคนล้วนอยากจะขยายอีโก้ของตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนอยู่ได้ แน่นอนว่าในพื้นที่อันจำกัดคับแคบ อีโก้ของคนก็มาทับซ้อนกัน มันก็มีคนที่มีความสุขที่ได้แผ่ คนที่แผ่โดยไม่รู้ตัว และคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกช่วงชิงพื้นที่ไป คนที่ถูกช่วงชิงพื้นที่ก็มีแบบที่เป็นเผ่าเห็นใจชาวบ้าน เผ่าขี้ขลาดไม่อยากมีเรื่อง เผ่าเบื่อมัน เชิญขยายไปเถิด

แต่ถ้ายังไม่บรรลุ อีโก้ก็เป็นอีโก้ ถ้าถูกไล่ที่มากนัก ก็ยากจะทนได้ เพราะอย่างนั้นหลังจากที่ถูกไล่ที่ไปเรื่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ ฝ่ายที่เหมือนยอมมาตลอด วันดีคืนดีก็อาจจะลุกขึ้นมาดุร้าย อีตอนดุร้ายนั่นอาจจะไม่มีสติด้วยซ้ำ คอนโทรลไม่ได้

นี่ทำให้นึกถึงครั้งหนึ่ง ยืนรอแท็กซี่อยู่ มีสาวคนหนึ่งกับเพื่อนๆ หลายคนมาแซงคิว คนคิวหน้าตูจึงไปบอกเขาว่าเจ้าแซงคิว สาวคนนั้นก็โกรธมาก คือโกรธในระดับตบกันได้ เพื่อนต้องรั้งไว้

ทำไมคนเราถึงโกรธมากกับเรื่องเล็กๆ น่ะหรือ ก็เพราะจริงๆ มันเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งน่ะสิ ก็เพราะในใจมันเคยเจออย่างนี้มาก่อน มันฝังไว้หลายๆ ครั้ง ใครที่มาเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐอาจจะซวยไป

จริงๆ อูฐก็อาจจะซวยเหมือนกัน เพราะ ณ ขณะนั้นมันคอนโทรลตัวเองไม่ได้ รู้ตัวอีกที อ้าวตูทำอะไรลงไป

คิดว่าเพราะอย่างนี้ คนคนนั้นถึงบอกว่าต้อง "ตั้งทัพไปรบกัน" เพราะว่าถ้าเราไม่คอนโทรลมันเองตั้งแต่ต้นมือ มันก็จะสะสมจนคอนโทรลไม่ได้

แต่ก็อยากคุยกับแกอยู่ดี บางทีตั้งทัพรบแล้วมันแพ้ หรือว่าตั้งทัพแล้วไม่มีประโยชน์ ควรจะทำยังไง

ควรจะดูแลใจตัวเองก่อน อย่างนั้นละมัง




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2558 10:03:58 น.
Counter : 518 Pageviews.  

audience

ช่วงนี้กำลังคิดว่า audience เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ นะ

เขาสอนกันมาว่า จะเขียนอะไรให้ดี ต้องมีอิมเมจว่าคนอ่านเป็นใครอยู่ในใจ ก็มีเหมือนกันที่บางคนไม่มีอิมเมจคนอื่น แต่มีอิมเมจตัวเอง คือเขียนให้ตูอ่านเอง ตูประสงค์จะอ่านสิ่งนี้แหละ คิดว่าแบบนั้นก็ใช้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าสามารถตอบสนองตัวเองได้ในระดับหนึ่ง (เพราะความต้องการของคนทุกคนล้วนเป็น individual แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสากล)

ตอนนี้เกิดความเข้าใจเพิ่มอีกหน่อยว่า audience นั้นหมายถึงอย่างไร


คือมันไม่ใช่ "กลุ่มลูกค้า" นะ

ไม่ใช่คิดว่าดิฉันจะเขียนให้คนเพศนี้ วัยนี้ เซคชั่นนี้ของสังคมอ่าน บางคนอาจจะคิดอย่างนั้น ไม่ผิดอะไร แต่สิ่งที่ค้นพบตอนนี้และเข้าใจขึ้นมา ก็คือบางทีมันอาจจะหมายถึงแค่ "คนเดียวอย่างเฉพาะเจาะจง" จริงๆ เลยก็ได้

เคยอ่านที่คนเขาพูดว่า ให้เขียนเหมือนเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจไง

แต่ตอนนี้มีเหตุให้ต้องเขียนจดหมายยาวๆ คุยกับคน ความคิดว่าต้องเขียนให้คนเข้าใจ มันให้พลังงานบางอย่างจริงๆ คือมันกระตุ้นให้ต้องคิด ต้องหากลวิธี มันทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสติปัญญา มีการใช้เชาวน์

อีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าเรามีความปรารถนาจะคอนเนค จะให้อีกฝ่ายเข้าใจมากพอ เราจะรู้สึกว่าเขียนได้หนักแน่นขึ้น ดังนั้นบางทีการมีอิมเมจ audience ที่ชัดเจนมากๆ จึงอาจจะช่วยได้

นึกถึงในเรื่องเจ้าสาวทางสายไหม คุณย่าแกสอนเพื่อนนางเอกว่า ให้คิดว่ากำลังทำเพื่อใคร (ที่ชัดเจน) ก็จะทำให้ทำได้ดี

คิดแล้วอาจจะจริงก็ได้ ดังนั้นจึงควรขอบคุณคุณเพื่อนที่ช่วยให้เข้าใจตรงนี้ขึ้นมา




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2558    
Last Update : 24 มิถุนายน 2558 10:25:30 น.
Counter : 567 Pageviews.  

-

การได้เห็นตัวเองในสายตาของคนอื่นเป็นเรื่องดีนะ

ถึงแม้ว่าที่จริง ภาพนั้นจะสะท้อนคนอื่นคนนั้นด้วยก็เถอะ (เหมือนเวลาที่เราไปวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น มันก็สะท้อนตัวเราพอๆ กับสะท้อนตัวเขา)

เพราะมันทำให้เห็นไง เห็นภาพที่ตัวเองไม่เคยเห็นเพราะชิน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราเป็นเรา เราก็เลยให้อภัยตัวเองง่ายๆ คนอื่นเขาไม่ให้อภัยเราง่ายอย่างนั้นหรอก

นี่ไม่ได้หมายความว่า เราควรจะโทษตัวเองไปหมดเหมือนกัน (มันควรจะมี boundary ที่ไหนสักแห่งระหว่างการยอมไปหมดกับการเอาตัวเองเป็นใหญ่ไปหมดใช่ไหม) แต่ถ้ารับความรู้สึกแสบคันที่มาได้ ก็อาจจะเติบโตขึ้นมานิดหน่อยได้ ปรับตัวและฉลาดขึ้น เข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ "รู้" ว่าตัวเองไม่เข้าใจ

บางทีส่วนใหญ่อาจจะแค่ "รู้ว่าไม่เข้าใจ" ก็ได้ ความเข้าใจบางทีก็เป็นแค่มายา

มีที่ที่อยากไปให้ถึง แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปถึงไหม

ในเวลาอย่างนี้ ก็นึกถึงที่มีคนเคยบอก ให้อกหักให้มากกว่านี้

อกหักก็ไม่ได้หมายถึงไปมีแฟนแล้วเจ็บจากแฟน (หรืออย่างน้อยตูก็เข้าใจว่าไม่ใช่อย่างนั้น) แต่หมายถึงให้เจ็บตัวจากความผิดหวังและผิดพลาดมากกว่านี้ คนที่เขาพูดนั่นเขาเป็นมนุษย์ตัวดีที่ชอบให้คนอื่นมา "สะท้อน" ตัวเอง (คาดว่าคงมีแสบคันบ้าง)

แต่อกหักมันเจ็บ มันก็เหลือรอยแผลไว้อยู่ดีแหละ แม้หลังจากที่ผ่านไปหลายๆ ปีจะพบว่าเออดีที่มีแผลนี้ ขอบคุณที่ให้แผลตูมา ตูฉลาดขึ้นจริงๆ ด้วย โคตรดีเลย

คือว่าไม่ใช่ประเภทเอาเลยเจ็บมากๆ จะได้ฉลาดไวๆ แต่เป็นพวกเจ็บนิดหน่อยก็แย่แล้ว (จะว่าสำออยก็คงได้ แต่ตูคิดว่าตูเป็นคนไฮเปอร์เซนซิทีฟ ซึ่งก็ไม่ได้มีตูคนเดียวในโลกที่มีอาการนี้) เวลาแย่นี่สามารถแย่นานเป็นเดือนๆ ได้ ซึ่งยังคงยืนยันว่าเป็น fact ไม่ได้สำออย

แต่ก็ดีนะ ดีมากเลย เพียงแต่ไม่รู้จะไปไหนต่อ งงหน่อยๆ

อีกสักหลายเดือนหลายปีอาจจะไม่งงแล้วก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะงงต่อไป

อืม คิดว่าโคตรดีเลยจริงๆ แหละ แต่ไม่รู้จะไปไหนต่อจริงๆ เหมือนกัน




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2558    
Last Update : 13 มิถุนายน 2558 4:34:57 น.
Counter : 451 Pageviews.  

-

อย่าคิดว่าตัวเองถูกมากนักเลย
ยิ่งส่องแสงแห่ง "สัจธรรม" ใส่ชาวบ้าน
ตัวเองก็ยิ่งมืด
ตัวเองก็ยิ่งมองไม่เห็นว่าตัวเองเป็นยังไง

สัจธรรมบางทีก็ไม่มีหรอก
มีแต่คนแต่ละคนที่ต้องดิ้นรนมีชีวิตกันไป




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2558 20:51:43 น.
Counter : 528 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.