The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

-

ที่จริงแล้ว ความคิดว่าอะไรเป็นอะไรนั้นเป็นสิ่งที่ฝังลึกมากๆ  และการกำหนดว่าอะไร "ดี" หรือ "ไม่ดี" ก็ฝังลึกมากด้วย


เช่นถ้าบอกว่าตัวข้าพเจ้านี้มีความสนใจด้าน spiritual (ซึ่งเป็นความจริง) ตัวข้าพเจ้าอีกคนหนึ่งก็จะบอกขึ้นมาว่า คนอื่นต้องเห็นเอ็งแก่/ครึ/ไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นแน่แท้

จากนั้นเพราะข้าพเจ้าเชื่อในเสียงนั้น ข้าพเจ้าก็จะพยายามปกปิด ป้องกัน ปฏิเสธ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวด

มันก็เป็นการคาดเดาเอาล่วงหน้า เพราะโดยธรรมชาติ ตูเถียงไม่เก่ง มักจะคิดตรรกะและหลักเหตุผลของตัวเอง (ทั้งๆ ที่มี) ได้ช้า คิดออกหลังเถียงจบไปอีกแล้ว อีกฝ่ายฟินไปแล้ว ตูเจ็บไปแล้ว

ไอ้ความเจ็บง่ายนี้เป็นปัญหามาก เพราะตูไม่อยากเจ็บ (คนไม่เคยเจ็บก็จะไม่เข้าใจ) นอกจากนั้นมันยังทำให้ตูนิสัยไม่ดี หนามเยอะ ตัดขาดจากชาวโลก ไม่ชอบยุ่งกับชาวบ้าน (ที่ไม่เข้าใจตู) ฯลฯ แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นก็เกิดขึ้นจากตูคิดเอาเองทั้งนั้น แต่คนเราก็อยู่ในโลกคิดเอาเองของตัวเองทั้งนั้น

และเอาเข้าจริง ไอ้การกำหนดค่าว่า แก่ ครึ ไม่อยู่ในโลกความจริง ก็คือความเชื่อฝังลึกของ "ตูเอง" ซึ่งมันอาจจะไม่จริงก็ได้ และตัวตูก็รู้ว่าไม่จริง แต่เสือกยังเชื่อมัน ทั้งที่ตัวตูนี้เห็นบางสิ่งที่จริงกว่านั้น เรียลกว่านั้น ชัดยิ่งกว่าความคิดตื้นเขินของมหาชนที่ชอบจัดประเภท และใช้ชีวิตแบบไม่มองดีๆ ว่าการจัดประเภทนำไปสู่การมองอย่างฉาบฉวย

บางทีสิ่งที่ตัวเองกลัว อาจจะเป็นแค่ความ "กลัวเจ็บ" ก็ได้

การจัดลำดับที่ก็เหมือนกัน เช่น ถ้าสนใจธรรมะ (ท่านพุทธทาส ท่านปยุต ท่านติช นัท ฮันห์) ก็พอจะ redeem ตัวเองขึ้นมาได้หน่อย (แม้จะยังแก่อยู่ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง)

ถ้าสนใจศาสนาอื่น ก็จะเริ่มดูเพี้ยนในสายตาคนอีกจำนวนหนึ่ง

ถ้าสนใจมหายาน คนที่เติบโตมากับหินยาน (ซึ่งเอาเข้าจริงก็รู้จักกันแต่เปลือก) ก็จะไม่เข้าใจ "ของของเรา" ย่อมดีที่สุดไม่ใช่หรือ

แต่นี่แน่ะ ของของเราคืออะไรเล่า และตัวของเราคือใคร พอตายไปไม่ว่าจะเหลือหรือไม่เหลืออะไร ก็ไปพ้นจากสมมุตินามทั้งหลาย ไม่ใช่ลูกผัวเมียของใครอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่คนชาติไหนศาสนาไหนอีกต่อไปแล้ว เราก็แค่เกาะมันไว้หนึบๆ เพราะถ้าไม่เกาะไว้ เราจะงุนงงว่าตูเป็นใคร และเราจะกลัวมาก ความกลัวทำให้สิ้นเรี่ยวแรงเวิ้งว้าง จึงต้องเกาะเอาไว้

แต่ที่จริงสิ่งที่เรียนรู้มาก็คือ ไม่ใช่อะไรเลย เพราะอย่างนั้น ตอนนี้ถึงได้สำคัญ ตอนที่ได้มาเจอกัน ได้เห็น ได้เป็น จึงสำคัญ อย่าไปกำมันแน่น แต่ก็จง appreciate มันเถิด

ลำดับสูงต่ำที่ "จัด" เอาไว้ ที่จริงใครเป็นคนจัด สังคม หรือแค่คนรอบตัวตู หรือแค่ส่วนเสี้ยวของมนุษยชาติที่ตูได้สัมผัส ถ้าตูสนใจสิ่งที่ยกระดับจิตใจของตัวตูเองแล้วดูเพี้ยน เหตุใดคนที่เชื่อทรงเจ้าเข้าผี เชื่อว่าทำบุญเพื่อจะได้ไปสวรรค์จึงไม่เพี้ยน (นั่นอาจจะหมายความว่า ตูสำแดงตัวตนด้วยความมั่นใจน้อยเกินไป แต่ก็บอกแล้วว่าตูอธิบายบางอย่างไม่ได้หรอก ไม่ก็อธิบายได้ช้า เพราะตูรู้มันอยู่ในใจมากกว่า)

ปัญหาคือการอธิบายไม่ได้ ปัญหาคือตูเคยถูกเย้ยหยันมา ตัวตนหนึ่งของตูจึงกลัวที่จะเป็นอย่างนั้นอีก

ตัวตนหนึ่งนั้นได้เก็บลำดับที่ การจัดประเภท และการ "เอาตัวรอด" เอาไว้ ดังนั้นแม้ในระดับปรกติ ตูจะรู้ดีว่าไม่ควรแบ่งแยก จัดประเภท ว่ามีบางอย่างที่ลึกลงไป ตัวตนที่จัดประเภทนั้นก็ยังคง "ทำงาน" อยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่เหนื่อย โกรธ ไม่แน่ใจ หรือบรรดาอารมณ์ไม่ปรกติทั้งหลาย มันฝังอยู่ คนทุกคนก็เป็นอย่างนี้ มีตัวที่ "รู้" กับตัวที่แค่ "เข้าใจ"

นี่ก็เป็นสิ่งที่คิดอยู่ช่วงนี้

ป.ล. หนังสือ The Power of Now นี่ดีนะ




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2557    
Last Update : 26 ธันวาคม 2557 11:21:22 น.
Counter : 150 Pageviews.  

-

สิ่งที่คิดช่วงนี้คือ ปีหน้าอาจจะเล่นเฟสบุ๊คน้อยลง และเขียนบล้อคให้มากขึ้น


นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ บางทีกระแสชีวิตอาจจะพัดพาไปอีกทางหนึ่ง เพราะเฟสบุ๊คเป็นที่ที่กระตุ้นเร้าอารมณ์ได้ง่าย มีอะไรให้เสพตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกตัดขาดจากโลกภายนอก เป็นที่ต้องการ ฯลฯ ดังนั้นเวลาที่จิตตกย่อมอยากกลับไปหา คาดหวังว่าจะมีเสียงตอบรับกลับมา ทำให้อิตตาที่เหี่ยวฟีบกลับพองฟูใหม่

แต่ระยะหลังนี้รู้สึกขึ้นเรื่อยๆ ว่าพออยู่ในเฟสบุ๊คสักพักใหญ่ๆ จะจิตตกมาก นอกจากนั้นถ้าหากเล่นไอแพดเพลินนานๆ ก็จะไม่มีสมาธิ มีความวอกแวกมากขึ้น ทำให้อดกลัวไม่ได้ว่าต่อไปการติดนี่จะแพร่ไปในระดับไหนในโลก และอนาคตของมนุษยชาติในโลกที่หนึ่ง (และโลกกำลังพัฒนา) จะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าคงมีคนปรับตัวเข้ากับมันได้เป็นอย่างดี แต่ยังรู้สึกอยู่ดีว่าถ้าไม่สามารถคอนโทรลมันได้ มันก็จะมาคอนโทรลเรา (แม้เราจะคิดว่าเราเป็นคนคอนโทรล)

การเขียนบล้อคนี้ ก็เลิกคิดไปแล้วว่าจะเขียนเรื่องท่องเที่ยวบันเทิงจิต หรือชีวิตตัวเอง ดังนั้นคงเป็นบล็อคพึมพำเรื่องในใจไปเรื่อยๆ ซึ่งบางทีอาจจะไม่มีสาระอะไร นอกจากเอาเสียงในหัวออกมา ว่าไปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงไม่เขียนในสมุดบันทึกไว้อ่านคนเดียว ในแง่หนึ่งคงทั้งอยากเปิดและอยากปิดตัวเอง หรือบางทีอาจจะมีความรู้สึกว่าเขียนให้คนอ่านทำให้อยากเขียนมากกว่า แต่ก็ไม่ได้อยากให้ตอบ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าการเขียนบล็อคก็เป็นการปรุงแต่งให้ตัวเองดูดี (เพราะในระดับหนึ่งยังรู้อยู่ดีว่าอาจจะมีคนอ่าน)  

แต่เอาเข้าจริง บางทีเขียนเป็น journal อ่านเองแล้วมันควบคุมความคิดด้านลบไม่ได้ แล้วมันก็จะพุ่งออกมา ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้อยากให้มันพลุ่งพล่านแบบนั้น  การเขียนบนบล็อคกลับทำให้ใจสงบนิ่งกว่า บางทีอาจจะเหมือนกับคิดว่าไม่มีใครอ่านทำอย่างไรก็ได้ ก็เลยปล่อยของเต็มที่

แต่ไม่คิดว่าการปล่อยของเต็มที่เป็นการ healthy แม้เมื่อก่อนจะเคยเชื่อแบบนั้น เพราะปล่อยของเต็มที่แล้วไม่เคยสบายใจขึ้นเลย จิตตกลงไปอีกต่างหาก เหมือนลงไปสัมผัสบางอย่างที่ไม่อยากสัมผัส บางทีอาจจะเพราะยังเข้ากับด้านมืดของตัวเองไม่ได้ หรือบางทีอาจแค่เพราะรู้สึกว่ามันทำให้จิตใจขุ่นมัว ตูไม่อยากขุ่นมัว มันใช้พลังงานมากเกินไป

ในหัวบางทีก็มีความคิดสองความคิดขัดแย้งกัน เช่นเสียงหนึ่งบอกว่าที่แกเล่นเฟสบุ๊คแล้วจิตตก เป็นเพราะเป้าหมายการเล่นของแกคืออยากให้คนสนใจ ถ้าแกไปสนใจคนอื่น แกจะไม่จิตตก

แต่อีกเสียงก็บอกว่า แกมีนิสัยสนใจคนอื่นมาตั้งแต่เมื่อไรหรือ แล้วจะเปลี่ยนมันไปเพื่ออะไร คือทำอวดใครวะ หรือทำอะไรที่ขัดกับธรรมชาติของตัวเองไปทำไม อีกเสียงก็บอกว่าแกมันไม่พยายาม แล้วอีกเสียงก็จะตอบกลับมาว่า เอ็งมันเรียกร้องอะไรที่ ridiculous อยู่เรื่อย เป็นเตี่ยไร (etc. etc.)

ว่าไปถึงจะสนใจคนอื่น ก็ทำให้ไม่มีสมาธิอยู่ดี สมาธิของตูรักษาไว้ได้อย่างยากลำบาก ไม่อาจให้มันวอบแวบไปมาได้ พูดอีกอย่างคือส่วนใหญ่ตูจะรับได้ทีละเรื่อง และไม่ใช่แบบปูพรม ไม่อย่างนั้นจะเริ่มรู้สึกว่าว่า "มากเกินไป" และเริ่มสูญเสียความเซนในตัวเองไป การสูญเสียความเซนนี่เป็นการบ่อนทำลายที่รุนแรงมาก ถ้ารู้ตัวจะต้องรีบปัดกวาดสมองให้กลับเป็นพื้นที่อันตบแต่งแบบ minimalist ทันที

แต่ก็คิดจริงๆ นะว่าตราบใดที่ยังควบคุมใจในขณะเล่นเฟสบุ๊คไม่ได้ น่าจะลดปริมาณลง รวมทั้งปริมาณการใช้ไอแพดด้วย ชีวิตอาจจะว่างขึ้นมาก อาจเอาไปอ่านหนังสือ  แต่พอคิดอย่างนี้ ก็เหมือนตัวเองพยายามถมเต็มเวลาเพื่อให้เวลาหายๆ ไป  แต่ไม่ยอมทำอะไรที่ควรทำ เช่นออกกำลังกาย (นั่นเป็นเสียงอีกเสียงบ่นหงุหงิขึ้นมาหรือเปล่า)

นั่นก็เป็นเรื่องที่คิดเลาๆ ไว้ 




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2557    
Last Update : 26 ธันวาคม 2557 2:23:12 น.
Counter : 277 Pageviews.  

คนเก่ง

คนเก่งหรือคนที่ตูคิดว่าเป็นคนเก่ง เท่าที่เคยเห็นมา


- ไม่บอกว่า "ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้" แต่ก็จะบอกว่า "ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้" คือถ้าถามว่า ต้องเป็นยังไง ก็จะไม่บอกแค่ว่า ต้องเป็นอย่างนี้ๆ แต่จะบอกได้ว่า ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้ๆ (คนที่เข้าใจว่า "ทำไม" คือคนที่สุดยอดที่สุด)

- ถ้าเป็นเรื่องที่ตัวเองเก่งละก็ จะมีเหตุผลเสมอ โดยไม่ต้องอ้างอิง authority ใดๆ ไม่ต้องพองขนว่าตูเก่งตูรู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  คือได้เรียนรู้มาด้วยเลือดเนื้อน้ำตาของตัวเองจนแม่นแล้ว เมื่อแม่นแล้วจึงมั่นใจ ไม่ต้องกดขี่ข่มทับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งขึ้น ก็สามารถมีอำนาจได้ (คนที่มั่นใจจะมีรัศมีแห่งอำนาจเสมอ)

- ไม่เคยติดตังอยู่กับความเชื่อเดิมว่าถูกของตูก็คือถูก คือถึงแม้ว่าจะหงุดหงิดนิดหน่อยถ้าถูกหักล้าง ไม่ช้าก็จะกลายเป็นตื่นเต้นสนใจ พร้อมจะแผ่กิ่งก้านสาขาไปสู่ความรู้ใหม่เสมอ สามารถเชื่อมของที่มีกับของใหม่ได้ และไม่ช้าจะกลืนกลายเป็นสมบัติของตัวเอง

- พอบอกหนึ่งมาให้แล้ว จะคิดต่อไปได้ แผ่ไปได้ทุกทิศทุกทาง และบางทีจะข้ามหลายศาสตร์ด้วย

ในบรรดาพวกนี้ ข้อที่สำคัญที่สุดเท่าที่สังเกตมา คือคนเก่งถ้าพูดเรื่องที่ตัวเองเก่งจริงๆ จะมีความแน่นอนมั่นคง ทันทีที่แน่นอนมั่นคง ก็จะไม่คุกคาม มีความสงบ มีอาการที่แสดงให้เห็นว่าเปิดใจ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ เพราะไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง เพราะยืนอยู่บน sure ground ที่พร้อมจะรับแรงปะทะ และพร้อมจะไปต่อได้

คนไหนที่บอกว่าตัวเองเก่ง แต่พองขนเที่ยวข่ม กลัวคนคัดง้าง ชอบถากถางคนอื่นให้ตัวเองดูสูงกว่า หรือพยายามจะยืนยันว่าแบบของตนเท่านั้นที่ถูก คนนั้นไม่ใช่คนเก่ง หรือแม้เป็นคนเก่ง ก็เป็นคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อยิ่งไม่เชื่อมั่นในตัวเอง จึงจำเป็นต้อง convince ตัวเองด้วยการพองตัวและเหยียบคน

ตูก็มีจังหวะที่ทั้งพองตัวและเหยียบคนเหมือนกัน ในเวลาที่คอนโทรลไม่ได้  แต่ตูก็คิดมาตลอดว่าคนเก่งจริงต้องไม่เหยียบใคร  เพราะถ้าเก่งจริง ความเก่งนั้นจะให้คุณทำให้เกิดความนิ่งสงบในใจ  แม้ไม่ใช่ตลอดเวลา แต่ก็จะนิ่งสงบได้เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ตนแน่ใจ




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2557    
Last Update : 19 ธันวาคม 2557 17:12:50 น.
Counter : 219 Pageviews.  

ถ้าไม่โกหก

การไม่โกหกน่ะ บางทีก็เป็นเรื่องยากนะ


คือไม่ได้หมายความว่าข้อยเป็นคนขี้โกหก เอาจริงๆ แล้วในมุมหนึ่งก็เป็นคนทื่อเอามากๆ ทื่อในเลเวลที่เรียกว่าถ้าไม่โกหกได้ก็จะไม่โกหกเด็ดขาด และยังเกลียดชังพวกที่ชอบอำชาวบ้านด้วย เพราะทำให้ไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไร get on my nerve มาก ไปตายเสียเถอะเอ็ง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีเวลาที่จะ "โกหก" คือโทนดาวน์บางอย่างเหมือนกัน จะว่า white lie ก็ไม่ใช่ เช่นว่าอยู่ในสมาคมคนที่คิดไม่เหมือนตัว ก็มีเวลาที่จะ "โกหกว่าตัวเองเหมือนเขา" เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกับเขาได้  แต่เอาเข้าจริงๆ การโกหกแบบนั้นก็คือการคิดล่วงหน้าไปก่อนว่า "เขาจะต้องคิดอย่างนั้น" ซึ่งที่จริงเขาอาจจะไม่ได้คิดก็ได้ ที่รู้เพราะเจอมาหลายทีแล้วว่าเขาไม่ได้คิดด้วย ตูนี่สิ้นเปลืองพลังงานไปหลอกเขาและหลอกตัวเองเพื่อด๋อยไรไม่รู้

ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ หรอก จะเป็นก็ต่อเมื่อไม่แน่ใจ ไม่รู้ตำแหน่งของตัวเอง ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง การความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะและ "ปลอดภัย" ก็บันดาลให้เป็นไป 

ถามว่าชอบ ว่าไงดี คือการที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มน่ะเข้าใจนะ และเข้าใจด้วยว่าตัวเองทำแบบนี้เพราะอะไร  ดังนั้นถามว่ามีปัญหาตรงนั้นไหม ก็คงบอกว่าไม่มี

ที่มีปัญหาจริงๆ คือความรู้สึกว่ากำลังโกหกตัวตนของตัวเอง หรือกำลังโกหก principle บางอย่างของตัวเองต่างหาก  ทำให้รู้สึกว่าได้ทรยศตัวตนของตัวเอง หรือได้กดบางส่วนของตัวเองลงไป ซึ่งไม่น่าพอใจ

แต่ในขณะเดียวกัน บางทีก็ "อธิบายไม่ได้" ซึ่งหมายความว่าตอนนั้นคิดไม่ทันว่าจะอธิบายความคิดความรู้สึกของตัวเองอย่างไร  หรือจะทำให้อีกฝ่าย "เข้าใจ" ได้อย่างไร เป็นต้นว่าถ้าบอกว่า เออนี่แน่ะ ตูก็อ่านฮาวทูนะ แต่คนอื่นๆ ในกลุ่มเป็นพวกที่คิดว่า ฮาวทูเป็นงานเขียนของคนอยากได้ตังค์ เพื่อสูบตังค์จากคนอ่อนแอที่ไม่รู้จะไปที่ไหน และคนที่อ่านฮาวทูนั้นจริงๆ คงไม่ได้ทำอะไร เป็นการสำเร็จความใคร่ทางจิตใจแบบหนึ่ง และไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา

ถ้าเขาเชื่อแบบนี้แล้ว ตูจะต้องสิ้นเปลืองพลังงานขนาดไหนกัน เพื่อจะไปขุดโค่นความคิดของเขาได้ จะต้องจาระไนหนังสือที่อยู่ในหมวดฮาวทู แต่ที่จริงแล้วดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ (เพราะมันคือประสบการณ์ชีวิตของคนเขียน เพราะมันคือสิ่งที่เขาศึกษามาชั่วชีวิตกว่าจะคั่นเป็นแก่นให้อ่านได้ แน่นอนว่ามีฮาวทูอุบาทว์เมิงจะเขียนมาทำไมอีกมากมายด้วยจริงๆ) และเอาเข้าจริง คือตูจะไปโค่นความคิดคนอื่นเขาทำไม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือตูรู้สึกว่ากำลังถูก "เบียดบังพื้นที่" ต่างหาก ตูจึงอึดอัดขัดข้อง

ว่าไปแล้ว ฟังอยู่เฉยๆ ก็คงได้

แต่เอาเข้าจริง เพราะเป็นคนที่รู้สึกถูก "เบียดบังพื้นที่" ได้ง่ายแบบนี้ จึงมี principle ในตัวที่ค่อนข้างแน่ใจข้อหนึ่ง คือไม่มีถูกไม่มีผิด ฮาวทูย่อมมีเล่มที่ดีนักหนา และเล่มที่กากสิ้นดี เช่นเดียวกับนิยาย ไปจนถึง porn เลยก็ได้เอ้า มันต้องเป็นอะไรแบบนี้  ข้อยไม่ยอมรับนับถือความคิดว่ามี binary opposition ในโลกนี้เด็ดขาด

นี่เป็นปัญหาที่ยังคิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ว่าตูควรจะทำยังไงเพื่อไม่ให้โกหกตัวเอง ไม่ให้สยบยอมต่อคนที่มาเบียดบังพื้นที่ความเชื่อของตู แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ถูกอัปเปหิออกไปจากกลุ่มตรงนั้น (หรือกลุ่มตรงนั้นมันไม่เหมาะกับตูแต่แรก?) คือตูเป็นสัตว์สังคม ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตรู ถูกทอดทิ้งให้เดียวดายในความเหว่ว้านานๆ นี่ประสาทกินได้จริงๆ นะ เคยเป็นมาแล้ว

เหมือนกับว่ามันมีบทเรียนตรงนี้ต้องก้าวให้ผ่านอยู่ แต่มันยังมองไม่เห็น ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็คงไม่เห็นในสามวันห้าวันนี้หรอก บางทีคงจะเห็นสักวัน ก็ดูๆ มันไป




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2557    
Last Update : 14 ธันวาคม 2557 14:34:41 น.
Counter : 262 Pageviews.  

ตัวเองตอนวัยรุ่น

เจอหนังสือของสนพ.โอ้มายก็อด (ถึงแม้ว่าจะชื่อพิลึก แต่หนังสือส่วนใหญ่ของสนพ.นี้ดีนะ ที่เป็นฮาวทูก็ไม่ใช่ฮาวทูดาดๆ แบบรวยกันเถอะ) ชื่อเยียวยาปมในใจ และสร้างชีวิตใหม่ด้วยจิตวิทยาแห่งความนับถือตัวเอง (ชื่อยาวไปถึงสวรรค์)


ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งใจขายใคร แต่ตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ เอาจริงๆ อาจจะไม่ได้ลูกค้าอย่างตู เพราะไม่ว่าตูจะยอมรับนับถือตัวเองมากหรือน้อย ตูก็เป็นสัตว์โลกหน้าบางที่ยากนักจะยอมรับว่าตัวเองมี "ปัญหา" โดยเฉพาะ "ปัญหา" ที่ไม่เท่แบบการไม่นับถือตัวเอง เอาไงดี นอกจากคิดว่าไม่เท่ ยังเพราะคิดว่าให้คนอื่นเห็นว่าอ่านอะไรแบบนี้ คนอื่นก็ต้องมองตูด้อยน่ะสิ มองว่าตูอ่อนแอไม่นับถือตัวเอง และยังจะมาดูถูกตูอีกด้วย

กลไกการสร้างเกราะอัตโนมัตินี่น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

และกลไกการสร้างเกราะแบบนี้ ก็ยังมีผลกับการ "นับถือตัวเอง" (ถ้าว่าตามหนังสือ) ด้วยนะ เพราะไม่ยอมรับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอ ความหยิ่งยโส ความกลัวของตัวเอง ความนับถือตัวเองถึงได้ต่ำไงล่ะ (เพราะเราไม่พอใจในเรา) หนังสือบอกว่าถ้าสามารถยอมรับทั้งหมดของตัวเองได้ ว่าเออตูก็เป็นอย่างนี้ ไม่ได้ไปคิดว่ามันดีหรือไม่ดี ไม่ต้องไปด่าทอตบตีตัวเอง แต่ก็ไม่ต้องไปพยายามลากถูว่าแม่งกูดี พลังงานที่แตกฉานซ่านเซ็นในตัวเองก็จะรวมศูนย์ได้ ถ้ามัวแต่ใช้พลังฆ่าตัวเองหรือสู้กับตัวเองวันแล้ววันเล่า สรุปก็ไม่เหลือพลังงานอะไร และไม่ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็จะยังไม่รู้สึกพอใจในตัวเอง

นี่เป็นหนังสือที่ดีนะ คือคนเราทุกคนมันก็มีแผลใช่ไหมล่ะ แต่เราเลือกจะทำยังไงกับมันเท่านั้นเอง แต่ทีนี้คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่เห็นมัน ก้าวข้ามมันไป เอาธรรมะเข้าข่ม ฯลฯ ซึ่งสำหรับเรา เราคิดว่ามันไม่ใช่ทางที่เวิร์คกับเรา ทางที่เวิร์คกับเราคือเราต้องเข้าใจให้ได้ เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจ เราถึงจะก้าวข้าม หรือคอนโทรลมันได้

มีบทหนึ่งที่พูดถึงตัวเองตอนเด็ก กับตัวเองตอนวัยรุ่น

ตอนเด็กก็แบบหนึ่ง ตอนวัยรุ่น พอมาคิดตอนนี้ อยากจะบอกอะไรมันวะ 

แน่นอนว่าก็มีเรื่องรูปร่างหน้าตาตามประสาวัยรุ่น (ใช่ว่าเจ้าตอนผู้ใหญ่จะประสาเรื่องแบบนี้ขึ้นมาหรอกน้องเอ๋ย) แต่ก็ยังมีเรื่องที่เป็นคนกระตือรือร้น อยากจะให้คนรัก อยากจะให้คนนับถือ เลยพยายามอวดเก่ง  ยังมีเรื่องที่ทำร้ายเพื่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องที่เป็นสัตว์โลกแปลกประหลาด (สำหรับสังคมที่อยู่)​ และทำให้ความประหลาดนั่นเป็นทั้งอีโก้และเป็นทั้งปมด้อย

นี่แน่ะ พอผ่านมาถึงวันนึง สิ่งที่อยากได้ก็จะได้นะ ที่พยายามอวดเก่งนั่น ที่จริงก็เก่งใช้ได้อยู่จริงๆ เพียงแต่เป็นสิ่งที่คนอื่นเขาไม่เข้าใจ ดังนั้นไม่ต้อง doubt มากมายและเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาระหว่างกูเก่งจะตาย กับกูมันห่วยไร้ค่าหรอก  มันก็ไม่ได้เก่งที่สุด (แต่มันมีคนเก่งที่สุดในโลกจริงๆ น่ะหรือ) แต่มันก็ดี เพราะถ้าเลวนัก ตัวเองตอนนี้ก็คงอยู่มาแบบนี้ไม่ได้ ตัวเองตอนนี้ก็ทำมาหากินกับคุณสมบัติที่มี ถ้าไม่ดี จะทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ยังไง

ที่จริงก็ชอบความกระตือรือร้นตอนนั้น เป็นคนกระตือรือร้นดีออก อย่าไปสนใจเลยว่าผู้ใหญ่เขาพยายามหักหน้าเจ้า เขาหักหน้าก็เพราะเจ้าไปเหยียบอีโก้เขา ก็เพราะเจ้าดูล้น เขาไม่เข้าใจ เขามีปมของเขา เขาก็ใจร้ายกับเจ้า

ตัวเองตอนนั้นที่ขี้อวดขี้เบ่งแต่ที่จริงก็เปราะบาง คิดมาก เจ้าคิดเจ้าแค้น หลงตัวเอง ใจดีแต่ก็โคตรใจร้าย

ก็เป็นตัวตนที่ใช่ได้เหมือนกัน




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2557    
Last Update : 12 ธันวาคม 2557 12:09:49 น.
Counter : 349 Pageviews.  

1  2  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.