The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

ตัวกวน

ตัวกวนเป็นคำศัพท์ที่ จขบ.ได้ยินจากคุณวิศิษฐ์ วังวิญญูเป็นครั้งแรก อนึ่งจะระบุความหมายตรง ๆ เป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อย และการ "หย่อนตัวกวน" ก็เป็นศิลปะที่ จขบ.หายังได้ master ไม่ (จะมาสเตอร์ชาตินี้ไหมยังไม่รู้เลย)

ตัวกวนคืออะไรบางอย่างที่เข้าไปรบกวนระบบในจิตใจ ถ้าในทางเซน คงเหมือนที่พระอาจารย์เซนตบกบาลลูกศิษย์ หรือพูดอะไรซึ่งสำหรับคนภายนอกอาจจะไม่มีความหมาย แต่มีความหมายสำหรับลูกศิษย์คนนั้น ทำให้บรรลุ "ซาโตริ" หรือ "เก็ต" สัจธรรมบางอย่างขึ้นมาได้

ในกรณีคนธรรมดาไม่ใช่อาจารย์เซน ตัวกวนคือสิ่งที่เข้าไปจี้ใจดำอย่างยิ่ง ทำให้ต้องหวนกลับไปทบทวนว่าตัวเองถูกหรือผิด และทำไมถึงเป็นอย่างนี้ แน่นอนว่าถ้าหย่อนตัวกวนผิดที่ผิดทาง อีกฝ่ายจะไม่คิด แต่จะตบไอ้คนหย่อนตัวกวนนั้นเปรี้ยงได้เลยทีเดียว ที่จริงคิดว่ามันเป็นวิธีการของจิตแพทย์ แต่จิตแพทย์จะเรียกอะไรไม่รู้ คุณวิศิษฐ์แกชอบตั้งชื่อให้ของนั่นนี่ง่าย ๆ เพื่อความง่ายในเก็ตคอนเซปต์

จขบ.ก็ไม่รู้ว่าจิตแพทย์ทำงานยังไง แต่จากการอ่านหนังสือแนวนี้ไม่มากนัก คิดว่าในขณะที่คนไข้พูดออกมา จิตแพทย์จะทำความเข้าใจและค้นหาพยาธิสภาพ หมอเปค (จากเรื่อง The Road Less Taken) แกจะพยายามคอนเนคกับคนไข้ให้ได้ก่อน การคอนเนคหรือรู้สึกปรารถนาดีกันและกันจะช่วยเมื่อแก "หย่อนตัวกวน" ใส่คนไข้ในภายหลัง เท่าที่อ่านก็เห็นแกหย่อนเป็นระยะ ๆ เช่นตอนที่คนไข้กำลังหลอกตัวเอง แกก็พูดสิ่งที่แกคิดตรง ๆ เปรี้ยงเข้าไป ว่าอีกทีคือเป็นจิตแพทย์ต้องนิ่ง ๆ เย็น ๆ เป็นภววิสัยเข้าไว้ แต่คำที่พูดนั้นอาจจะทำให้คนไข้เดี้ยง ฟูมฟาย อาละวาด และไม่กลับมาหาแกอีกเลยก็ได้ (ในกรณีของคนที่ไม่อยากหายแล้วเพราะเจ็บมากเกินไป)

บางทีอยู่ ๆ ในชีวิตประจำวันก็มีตัวกวนมาเหมือนกัน อะไรสักอย่างที่ทำให้เจ็บ ๆ คัน ๆ อยากอาละวาดใส่คนพูด อยากทำอะไรก็ได้ให้รู้สึกสบายใจขึ้นจากคำพูดนั้น แต่ในขณะเดียวกัน คำพูดดังกล่าวก็ไปสั่นสะเทือนอะไรบางอย่างในความคิดของตัวเองแล้ว ซึ่งทำให้ต้องกลับมาดูว่า มันสั่นสะเทือนตรงไหน ทำไมมันจึงสั่นสะเทือน นั่งดู ๆ หอคอยความคิดที่ทลายลงมา (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความคิดที่ผิด เพราะถ้ามันถูกมันจะไม่ทลาย) แล้วค่อย ๆ จัดเรียงมันใหม่

ช่วงที่งงว่าทำไมมันถึงทลาย และนึกไม่ออกว่าทำยังไงถึงจะจัดเรียงใหม่ได้ เป็นช่วงที่อึดอัดมาก ๆ แต่ถ้า "เก็ต" ขึ้นมาก็จะรู้สึกว่าโอเค บางทีมันก็ไม่ใช่สิ่งเก็ตที่ยิ่งใหญ่ แต่มันทำให้มองโลกได้จริงมากขึ้น จขบ.คิดว่าคนไข้โรคจิตบางส่วนก็หายได้ด้วยวิธีนี้ แต่กระบวนการอาจจะยาวนานและซับซ้อนกว่านี้เท่านั้น

กำลังนั่งดูตัวกวนตัวหนึ่งที่เพื่อนหย่อนมาให้เมื่อวาน ยัง sort out ไม่ถูกเลย




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2553    
Last Update : 22 ธันวาคม 2553 8:17:45 น.
Counter : 459 Pageviews.  

พิลึกกึกกือ

ช่างเรื่องแฟรงค์เฟิร์ตมันเถอะนะ ตอนนี้ยังขี้เกียจเขียนต่อ (ซะงั้น)

จขบ.พบว่าเรื่องบางเรื่องเป็นสิ่งพิลึกสำหรับตัวเองมาก ดังต่อไปนี้
- การกระทบกระเทียบ
- การเสียดสี
- การว่าร้าย
- การว่าอ้อม ๆ

ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่นเวลานางอิจฉากับนางเอกทะเลาะกัน ...ว่าไปตูก็ไม่ได้ดูละครมานานแล้ว เอาเป็นว่าเวลาที่คนทะเลาะกัน แล้วพูดจาเหน็บแนม หรือไม่ได้ทะเลาะแต่ตูจะเอาหนามทิ่มเมิง เมิงจะทำไม จขบ.จะมีความไม่เข้าใจอย่างยิ่ง แบบตูไม่เข้าใจ ถ้าถูกว่า ถูกทำ เจ็บไหม เจ็บนะ แต่อาการที่ออกมาจะเป็นอึ้ง งง ปนเจ็บ (จขบ.เป็นสิ่งมีชีวิตผิวบางเจ็บง่ายอย่างน่าหมั่นไส้) และปฏิกิริยาที่ตามมาแรก ๆ คืออยากถามว่า ทำไมทำแบบนี้คะ

คือไอ้คำถามว่าทำไมทำแบบนี้คะ มันเป็นความสงสัยทางวิทยาศาสตร์โดยแท้ แบบตูสงสัยจริง ๆ ว่าคุณทำแบบนี้ทำไม ด้วยจิตวิทยาเช่นใด และการเลี้ยงดูเช่นใดจึงทำแบบนี้ ด้วยความคิดแบบไหนจึงทำให้ใช้ลูกชิ่งเอาแทนที่จะใช้ลูกตรง สำหรับจขบ.มันเป็นเรื่องลึกลับที่น่าค้นหามากราวกับสารคดีดิสคอฟเวอรี่ แต่แน่นอนว่า จขบ.ย่อมไม่ถามตรง ๆ เพราะไม่ต้องการถูกตบตาย (ตูไม่ใช่ไทป์วิทยาศาสตร์ที่พลีชีพเพื่อความรู้)

คาดว่าบางทีการทำแบบนี้จะทำให้คนพูดได้สิ่งที่ต้องการ หรือเปล่า ก็เลยใช้วิธีนี้ หรือว่าใช้วิธีนี้มันได้ความสะใจทางอารมณ์บางอย่าง หรือการใช้วิธีนี้เป็นการกั๊กทางอารมณ์อันซับซ้อนและลักลั่น ความซับซ้อนส่งไปสู่ความอ้อมค้อมราวเขาวงกต บังเกิดจากความขัดแย้งในตัวระหว่างอารมณ์เบอร์หนึ่งกับอารมณ์เบอร์สอง (และสาม สี่ ห้า หก...)

ว่ากันจริง ๆ คือกัดจขบ.อาจจะไม่ได้ผลเท่าไหร่หรอกนะ เพราะ
๑. จขบ.อาจซื่อบื้ออย่างยิ่งและไม่เข้าใจ จนกว่าจะมีคนมาบอกทีหลัง
๒. จขบ.จะเริ่มสงสัยว่ามันกัดหรือไม่กัดวะ จากนั้นก็จะคิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลของตัวเอง
๓. จขบ.จะระเบิดตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเจ็บช้ำสุดขั้ว (ชีมีระบบรีพีทเหตุการณ์กลับมาเจ็บใหม่อัตโนมัติฝังอยู่ในตัว) และเลิกยุ่งกับไอ้คนที่กัดไปเลย (ซึ่งถ้าคนที่กัดต้องการอย่างนั้นก็ถือว่าได้ผลสินะ)
๔. จขบ.จะคิดเอาเองว่าตูยังเรียนรู้ไม่พอ ตูต้องเข้าใจโลกกว่านี้ โลกกว้างช่างลึกลับและน่าอัศจรรย์เหลือเกิน

Life is a wonderment




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2553 10:10:06 น.
Counter : 350 Pageviews.  

Silkworm Experience: ข้อยไปแฟรงค์เฟิร์ต (2)

รายสะดวกเลยหายไปนานหน่อย ขออำภัยคนอ่านทั้งหลายด้วย

คนที่ได้รับเชิญไปงานในโปรแกรมนี้มีประมาณ 23 ประเทศ แต่ทุกวันก็เห็นมีคนมาเพิ่ม ไม่รู้ว่ามีโปรแกรมหรือมาแจมเฉย ๆ ดู ๆ ไปก็เลยไม่รู้ว่ามีกี่ประเทศกันแน่ แต่เนื่องจากอยู่ด้วยกันหลายวันเลยพอจะจำประเทศได้หมด และเกือบจำชื่อได้หมดด้วย ถ้าจำไม่ได้ก็จำเป็นประเทศไป

วันแรกที่ออกไปเดินกัน ได้เจอคุณป้าจากโมรอคโค ซึ่งบอกว่ากระเป๋าของแกไม่โผล่มาตามสายพานที่สนามบิน แกก็เดือดร้อนอยู่คิดว่าต้องไปซื้อเสื้อผ้าหรือไง (โชคดีว่ากระเป๋ามาวันต่อมา) ป้าคนนี้ชื่ออมิน่า มีอายุแล้วเลยไม่ค่อยสังสรรค์ แกน่ารักดี แต่จนวันกลับก็พยายามจะคิดให้ได้ว่าตูมีอะไรบางอย่างกับจีน

ว่าไปแล้วเกือบทุกคนในแก็งค์ (เว้นแต่ลุงมาเลเซีย) ก็ชอบคิดว่าตูมีอะไรบางอย่างกับจีนทั้งนั้น เพราะตูเสือกหน้าจีน (ขอโทษด้วยนะที่ปู่ทวดลงเรือมาจากไหหลำ) คุณโมซัมบิกแกเคยถามว่าไทยแลนด์นี่เป็นเช่นใดฤา ตูไม่รู้จะตอบยังไงให้แกเข้าใจ เลยบอกว่าก็เป็นส่วนผสมของจีนกับอินเดียอะค่ะ อินเดียเยอะกว่าหน่อย แกก็อือฮึ ๆ แต่ไม่รู้เข้าใจไหมนะ

คุณโมซัมบิกคนนี้เป็นคนซีเรียส คือแกสุงสิงกับคน แต่แกอาจจะเงียบเมื่อถึงเวลาที่อยากเงียบ แต่เราคิดว่าแกเป็นคนใจดี ตอนกินเลี้ยงบนเรือ เราเซ็ง ๆ เพราะอยู่ข้างล่างไม่รู้จะคุยกับใคร ในฐานะคนคุยไม่เก่ง แอนด์มาเจอสภาพแบบปาร์ตี้บนเรือ ไม่มีคนที่มีพื้นทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกันเลยสักคนเดียว ก็เลยหนีไปนั่งชมวิวบนดาดฟ้าเรือ ตอนมีแดนซ์กันคุณโมซัมบิกยังไปตามตูลงมา แกบอกว่าทุกคนตามหาตู ตูก็บอกไม่เชื่อหรอก (แน่ะ ยังทำใจน้อยด้วย) แกก็เลยนั่งเป็นเพื่อนพักนึงแล้วบอกว่าลงไปเต๊อะ ก็เลยลงไป ก็ไปแดนซ์นิดหน่อยแบบงง ๆ

มีอยู่วันหนึ่งที่กลับมาจากแฟร์พร้อมคุณโมซัมบิก ถามแกว่าโมซัมบิกมีอะไรอร่อย แกก็บอกเป็นชื่อมา (หนูจะตรัสรู้อาหารชาติพี่ไหมคะ) แล้วก็บอกว่ามีอาหารจีนเยอะ เราก็ว่าทำไมอาหารจีนเยอะ แกก็ว่ามีแรงงานจีนเข้าไปมาก เพราะรัฐบาลกับบริษัทจีนไปซื้อสัมปทานก่อสร้างนั่นนี่ไว้เยอะ มันสะดวกดีสำหรับรัฐบาล คือแค่จ่ายเงินก็เสร็จ แต่คนโมซัมบิกเองไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะมีแรงงานต่างด้าวเข้าไปมาก สังคมก็เปลี่ยนไป คงคล้าย ๆ ที่เรารู้สึกกับแรงงานอพยพเหมือนกัน

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าค่าแรงในโมซัมบิกนี่ดีกว่าค่าแรงในเมืองจีนเสียอีก ทำไมมันบัดซบงี้วะเนี่ย

ย้อนหน่อย กลับมาวันแรกนอกจากเจอป้าโมรอคโคแล้ว ก็เจอลุงมาเลเซีย ลุงมาเลเซียคนนี้ท่าทางเป็นหนุ่มออกซ์ฟอร์ดแท้ แลดูผู้ดีและแอบหยิ่ง จริง ๆ เรียกลุงไม่ได้แล้วต้องเรียกคุณปู่ แกบอกแกเพิ่งได้หลานคนแรกเมื่อหกเดือนก่อน

(เดี๋ยวมาต่อ)




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2553 16:59:46 น.
Counter : 308 Pageviews.  

Silkworm Experience: ข้อยไปแฟรงค์เฟิร์ต

ต้นเดือนที่แล้ว ข้อยไปงานแฟรงค์เฟิร์ตบุ๊คแฟร์เป็นครั้งที่สองในชีวิต หน้าตาแฟร์ก็เหมือนเดิมไม่มีผิดเพราะจัดที่เดิม แต่คราวนี้ต่างจากเดิมตรงที่ไปในฐานะแขกเชิญ

เรื่องของเรื่องคือกระทรวงตปท.ของเยอรมัน ร่วมกับทางงานหนังสือ มีทุนสำหรับเชิญบุคคลต่าง ๆ 2 - 3 โปรแกรม โปรแกรมที่จขบ.สมัครไปนั้นชื่อ Invitation Programme มีไว้สำหรับเชิญพวกผู้จัดพิมพ์จากประเทศโลกที่สามไปดูงาน (เขาบอกว่าเชิญผู้จัดพิมพ์จากเอเชีย แอฟริกา และยุโรปตะวันออก แต่ตูคิดว่ามันคือโลกที่สาม...ไหม) มีทุกปี ให้ค่าเดินทาง ที่พัก แถมบูธเล็ก ๆ หนึ่งบูธในงานด้วย

เรื่องรับสมัครนั้นทำกันตั้งแต่ช่วง ก.ค. จากนั้นก็เป็นการเตรียมนั่นและนี่และพาสปอร์ตกับพวกข้อมูล ออกเดินทางวัน 30 กันยายน (เพื่อจะไปถึงที่นั่น 1 ตุลาคม) ได้พักหนึ่งวัน วันที่ 2 - 5 ตุลามีสัมมนา วันที่ 6 -10 ตุลาอยู่บูธในงาน จากนั้นจขบ.อยู่ต่ออีกสองวันเพื่อไปแจมทัวร์ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ทางสมาคมจัดทัวร์ดูงานตั้งแต่วันที่ 6 -12 แต่จขบ.และเดือน (เพื่อนร่วมงานที่ไปด้วยกัน) นั่งรถไฟไปแจมกับเขาสองวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุด เพราะจะไปดูสายส่งเจ้าใหญ่ วิทยาลัยคนขายหนังสือ และเยี่ยมสำนักพิมพ์เยอรมันอีกสองแห่ง

###

เมื่อไปถึงสนามบินที่เยอรมัน มีคนจากทางแฟร์ไปรับ เป็นชายหนุ่มชื่ออาคิม (ซึ่งตูจะไม่ได้เจออีกเลย) กับคอร์ราโด้ ซึ่งได้เจออีกในงานและโดนข้าจิกใช้ประจำ (เคี๊ยก) อาคิมกับคอร์ราโด้ส่งเรากับเดือนขึ้นแท็กซี่มาโรงแรม ให้ตังค์มาอีกห้าสิบยูโร บอกเป็นค่าแท็กซี่ ถ้าเหลือให้คืนด้วยและให้ขอใบเสร็จแท็กซี่มาด้วย แท็กซี่เยอรมันมีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จได้

เดือนมาด้วยทุนของมูลนิธิที่ทำงานอยู่ ส่วนข้าพเจ้ามาด้วยทุนของงานหนังสือ แต่ก็มาช่วยกันทำงาน

โรงแรมที่พักนั้นอยู่ที่ Oberusal ซึ่งอยู่นอกเมืองแฟรงค์เฟิร์ตออกไป ประมาณว่านนทบุรีกับกทม. สาเหตุที่อยู่ไกลเพราะในระหว่างงานแฟร์ต่าง ๆ โรงแรมทั้งปวงในแฟรงค์เฟิร์ตจะขึ้นราคาสามเท่าอย่างหายางอายมิได้ (เทศกาลกอบโกย) พอหมดแฟร์แล้วจะราคาตกลงมาเท่าเดิมทันที ด้วยเหตุนี้จึงต้องไปอยู่นนทบุรี ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรเพราะมีรถรางอยู่หน้าโรงแรมนั่นแหละ เดินมาขึ้นรถได้ ต้องเปลี่ยนรถรอบหนึ่ง จากนั้นก็สามารถเข้าเมืองแฟรงค์เฟิร์ตได้ในเวลาประมาณสี่สิบนาที

วันแรกไม่มีการงานสิ่งใด เป็นวันสำหรับให้สมาชิกที่เดินทางมาได้นอนตาย จึงได้ไปสำรวจรอบ ๆ ก็พบว่าเป็นแถบชานเมืองจริง ๆ มีซูเปอร์ใหญ่อยู่อันสองอันได้ ข้าพเจ้ากับเดือนเดินเลยไปไกลพอสมควร (สมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน ไม่ชอบผจญภัย คนที่ชอบผจญภัยรู้สึกแต่จะมีแต่ตูกับเดือน กับตาอิกอร์ โมคูน่า ซึ่งมาจากประเทศมัลโดว่า ส่วนตาเนปาลที่อายุใกล้ ๆ กันอีกคนเป็นหนุ่มสังคม ท่าทางจะชอบแสงสีมากกว่าผจญภัย)




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2553 16:46:12 น.
Counter : 445 Pageviews.  

King's Quest, King's Quest

กาลครั้งหนึ่งเมื่อบรมสมกัลป์มาแล้ว คุณเคียวได้รับแผ่นเกม King's Quest VI มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ (ในยุคนั้น) คุณเคียวก็จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่จำไม่ผิดคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของของแถมที่มากับเครื่องละมัง สิ่งที่อยู่ในความทรงจำเยาว์วัยอย่างชัดเจนคือเกมนี้มันสุดยอด! มันมีหนังสือประกอบเกมด้วย เล่มเล็ก ๆ แต่สวย และสนุกเหมือนนิทาน เล่าเรื่องราวของ The Land of the Green Isles แต่ประกอบด้วยเกาะสี่เกาะ (และเกาะลึกลับเบอร์ห้า) คนเขียนเป็นกะลาสีเรือแตกที่ถูกซัดไปขึ้นฝั่งที่นี่ แกคิดว่าตัวเองอาจไม่ได้กลับบ้านอีกตลอดกาล ตอนอ่านตอนนั้นให้ความรู้สึกต้องมนตร์เสน่ห์บนเศร้า ที่จริงตอนอ่านตอนโตก็ไม่ให้ความรู้สึกนั้น คิดว่ามันคงอยู่ที่ปัจจัยอะไรหลาย ๆ อย่างกระมัง

คิงสเควสต์หก เป็นเรื่องในซีรีย์คิงสเควสต์ที่มีแปดภาค ถ้าจำไม่ผิด ภาคหนึ่งถึงเจ็ดเป็นเรื่องของตัวละครในครอบครัวของพระราชาเกรแฮมแห่งดาเวนทรี ภาคแปดเป็นเรื่องของอัศวินแห่งดาเวนทรีชื่อคอเนอร์ ซึ่งกลายมาเป็นพระราชาต่อจากเกรแฮม (เพราะลูกของเกรแฮมทั้งคู่เสือกแต่งงานไปอยู่อาณาจักรคุณแฟนกันหมด) จขบ.เคยได้ยินมาว่าจะมีกลุ่มแฟนที่ทำ "ภาคสุดท้าย" ต่อกันเอง แต่ไม่ได้ติดตามว่าทำกันไปถึงไหนแล้ว ที่เป็นงั้นคาดว่าคงเพราะแฟน ๆ คงหงุดหงิดใจเหมือนกันที่ยังมีปมไม่ได้คลายหลายปม เช่นกลุ่มตัวร้ายที่ชื่อว่า "คณะเสื้อคลุมดำ" ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ภาคห้า ดันหายด๋อยไปเลย ฯลฯ

จขบ.เล่นหมดแล้วทั้งแปดภาค รวมทั้งพวกเกมแฟนทำ และภาคปรับปรุงด้วย แต่ไม่มีภาคไหนที่ทำให้รู้สึกฝังใจอย่างรุนแรงเท่ากับภาคหก ซึ่งเรียกกันว่าเป็นพีคของซีรีย์นี้ และเป็นพีคของบริษัทเซียร่าผู้ผลิตด้วย สมัยช่วงทศวรรษ 1990 เซียร่าเป็นบริษัทผู้ผลิตเกมรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงบริษัทหนึ่งของอเมริกา และเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ทำให้ "เกมภาษา" หรือ adventure ติดตลาด

ถ้าถามว่าทำไมคิงสเควสต์ถึงทำให้ติดใจ คงอยู่ที่เนื้อเรื่องซึ่งมีความคลาสสิกบางอย่าง ว่ากันจริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรมากกว่าเจ้าชายที่ออกเดินทางไปหาเจ้าหญิง ค้นพบว่าดินแดนของเจ้าหญิงมีปัญหาก็เลยแก้ปัญหา แต่เอเลเมนต์ของการแก้ปัญหานั้นน่าสนใจ บางอันก็เท่สุด ๆ อย่างเช่นตอนลงไปในโลกแห่งความตาย บางทีอาจจะอยู่ในเซ็ตติ้งที่บางแห่งดูกึ่งอาหรับนิด ๆ ก็ได้

สิ่งที่จขบ.ตกหลุมรักที่สุดในภาคนี้คือคุณ Samhain ซึ่งเป็นจ้าวแห่งความตาย แกไม่มีบทอะไรมากหรอก แต่ตกหลุมรักก็คือตกหลุมรักสินะ คุณพี่คนนี้แกหมิ่นเทพเจ้า เลยถูกลงโทษพันธนาการไว้กับบัลลังก์แห่งความตายที่หนักแสนหนัก ขยับเกือบไม่ได้ นอนหลับไม่ได้ ไม่ความรู้สึกอะไร มีหน้าที่ปกครองคนตายไปชั่วนิรันดร์

ตอนที่พระเอกลงไปหา เพื่อขอวิญญาณของพ่อแม่นางเอกคืน (วิญญาณสองดวงนี้ถูกลอบฆ่า) เพราะมีธรรมเนียมว่า ผู้มีเลือดเนื้อสามารถลงไปท้าความตายเพื่อขอวิญญาณคืนได้ ลอร์ดซาวอิน (ในเกมอ่านผิดว่าแซมเฮน) ท้าพระเอกว่า ตลอดนับชั่วกาลที่ข้าอยู่ที่นี่มา ข้าเห็นความทุกข์ทรมานทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นอาณาจักรล่มสลาย เห็นความทุกข์ที่ไม่อาจทนรับได้ แต่ก็ต้องทนรับไว้ ข้าเห็นจนไม่มีความเศร้าโศกเสียใจใด ๆ อีก เจ้าจงทำให้ข้าร้องไห้ให้ได้ ถ้าหากทำได้ ข้าจะให้วิญญาณคืน

พระเอกเลยเอากระจกแห่งความจริงให้ลอร์ดซาวอินดู คือพี่แกก็ซวย ถูกมัดอยู่อย่างนั้นเลยขยับหนีไปไหนไม่ได้ เลยเห็นชะตาของตัวเองเต็ม ๆ ตั้งแต่ตอนยังเป็นคน ถูกลงโทษ มัดแหงกอยู่ที่นี่แล้วก็ต้องเจอความบัดซบต่าง ๆ วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ไป ความทุกข์และชะตากรรมของซาวอินรุนแรงมากจนกระจกแตกเปรี้ยงเป็นเสี่ยง ๆ แล้ว Death ก็ shed a single gray tear พึมพำว่าความจริงช่างน่ากลัวเหลือเกิน แล้วก็ยอมแพ้พระเอก ให้ตามที่ขอ

T-T เล่นอีกทีก็ยังสงสารพี่แก




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2553    
Last Update : 24 ตุลาคม 2553 16:11:37 น.
Counter : 364 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.