The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

shadow

ข้าเป็นแฟนจุง (คาร์ล)

แต่อย่าได้คิดว่าศึกษาลึกซึ้งอะไรปานนั้นเลย หาใช่คนเก่งด้านค้นลึก ๆ ไม่  สาเหตุที่ชอบจุงก็ไม่ใช่อะไร เพราะฮีช่างเป็นสิ่งมีชีวิตแฟนตาซี  ความแฟนตาซีอันรุนแรงที่แผ่ออกมาแบบถึงเนื้อถึงหนัง  ไม่ใช่แค่เอา myth มาเปรียบกับเรื่องเพศแบบ obsess อย่างฟรอยด์  ข้ารู้สึกว่าจุงอ่านโลกนี้เหมือนอ่านนิทาน อธิบายอะไรก็ magical เหมือนนิทาน (แต่มันก็ใช้ได้จริง)

เรื่องต่าง ๆ ที่จุงริเริ่มไว้ ล้วนแต่น่าสนใจ มีคนเอาไปต่อยอดได้เยอะแยะ เช่น เรื่องอาคีไทป์ เรื่อง shadow เรื่องอนิมัสและอนิมา...

แต่ในที่สุดแล้ว ข้าก็คิดว่าสิ่งที่จุงพยายามจะบอก ก็คือว่าพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน (ทั้ง ๆ ที่เป็นปัจเจกด้วย) เป็นต้นว่าเราจะดิ้นมาก ๆ เวลาเห็นคุณสมบัติที่ไม่ต้องใจในตัวคนอื่น  สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะในตัวเรามี shadow ของคุณสมบัตินั้นอยู่  ท่านได้เนรเทศ shadow อันนี้ไปไว้ในซอกหลืบจิตใต้สำนึกของท่านแล้ว  ไม่ยอมรับมันเอาไว้ พอท่านเห็นมันในตัวคนอื่น ท่านเลยเจ็บเต็มประดา มันแสดงสิ่งที่ตูไม่อยากเห็นในตัวตูเอง

ดังนั้นทุกครั้งที่ข้าเห็นอะไรที่ข้าไม่ชอบใจมาก ๆ จนอยากจะดิ้น  ถ้าข้ามีสติดีพอ ข้าก็จะพยายามคิดให้ทันว่า อ้อ มันโดน shadow ในตัวข้าเอง 

นี่ไม่ได้หมายความว่า จะยอมรับเรื่องผิดต่าง ๆ ได้ จะยอมให้เกิดการกระทำผิดหรือไม่คิดว่าการทำผิดจะต้องมีการลงโทษอะไรแบบนั้น  แต่มันหมายความอย่างที่ขงจื๊อบอกว่า มีคนเดินมาสามคน (=จะกี่คนก็ตาม) ก็เป็นครูของข้าหมดแหละหนา




 

Create Date : 13 กันยายน 2556    
Last Update : 13 กันยายน 2556 13:18:15 น.
Counter : 488 Pageviews.  

ข้าก็แค่...

แวบแรกที่เห็นโฆษณาประเภท "ครีมทาแล้วขาวใส จนคุณรักตัวเองในกระจกได้อีกครั้ง" แล้วนอยด์สิ้นดี

แต่บางที ข้าก็อาจจะแค่มีกิเลสต่างออกไป

โฆษณานั่นมันไม่ได้ผลิตมาเพื่อคนอย่างข้า และไม่โดนข้า โฆษณาแบบอื่น ๆ อาจจะโดนข้า แน่นอนว่าคนโฆษณาเขาย่อมคิดถึงลูกค้าของเขาเป็นสำคัญ

ข้าก็อาจจะแค่เป็นคนที่หนีทัพไปห้าสิบก้าว แล้วหัวเราะเยาะคนที่หนีไปร้อยก้าวว่าขี้ขลาด

ข้าก็อาจจะแค่ไม่เข้าใจ ว่ามีรูกลวงแบบไหนในตัวคนที่ "โดน" โฆษณาแบบนั้น

เพราะรูกลวงในตัวข้า เป็นรูกลวงอีกแบบหนึ่ง และถมด้วยอะไรอีกอย่างหนึ่ง ก็แค่นั้น

แต่นั่นแหละนะ

มีสติเถอะ และรู้ว่ามันเป็นรูกลวง

รู้ว่าสิ่งที่ถมเติมมันให้เต็มได้ ไม่ใช่สิ่งนอกกายหรอก

รูกลวงเป็นสมบัติส่วนตัวของแต่ละคน ค้นหาลงไปให้เจอ รากของมันอยู่ที่ก้นบึ้งลึกมาก ๆ แต่ถ้าเจอเมื่อไร ก็จะเข้าใจเอง

ว่าคนที่ถมมันให้เต็มได้ ก็มีแต่ตัวเอง

ถ้ารักตัวเองในกระจกไม่ได้ตั้งแต่แรก

ก็รักตัวเองในกระจกไม่ได้หรอก จนกว่าจะสะสางบางอย่างในใจตัวเอง




 

Create Date : 13 กันยายน 2556    
Last Update : 13 กันยายน 2556 10:58:19 น.
Counter : 355 Pageviews.  

we see different world

นี่เป็นความคิดที่เกิดจากการอ่าน 7 seeds (แน่นอนว่าสปอยล์)

ตอนล่าสุดที่มีแสกนมา เป็นขึ้นต้นภาคใหม่ ขึ้นได้โหยหวนมาก ต้องไปหา raw มาดูโดยด่วน

พวกตัวเอกกลุ่มหนึ่งหลงไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนเป็น shelter หลบภัยที่สมบูรณ์และดูดีมาก ๆ ทุกคนก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นอารยธรรมอีกครั้ง แต่ไป ๆ มา ๆ ทุกคนก็ถูกล่อลวงให้ลงไปใต้ดินทีละคนสองคน จนในที่สุดก็เหลือแต่คนที่ออกมาข้างนอกเพราะมึน (และมีเซนส์ดีที่สุด) คนที่มึนนั่นหกล้มหัวเข่ากระแทกตอนกลับลงมา ตอนที่เจ็บตัวมาก ๆ มองไปก็เห็นว่า shelter ที่เห็นนั่นที่จริงแล้วเป็นที่พัง ๆ รกร้าง ไม่มีอะไรอย่างที่เห็นตอนแรกเลย

หนำซ้ำพอคิด ๆ ดูแล้ว แต่ละคนก็พูดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งบอกว่าที่นี่ "เหมือนบ้านที่เคยอยู่" ในขณะที่อีกคนบอกว่า "เหมือนโรงแรม"

พอคิดดูดี ๆ แล้วจึงปรากฏว่า แต่ละคนอาจจะเห็นภาพไม่เหมือนกันเลยก็ได้ กล่าวคือโดนสารลวงประสาทบางอย่างเข้าไป ซึ่งไปกระตุ้นจินตนาการ "ที่พักอบอุ่นปลอดภัย" ในสมองของปัจเจก แล้วทำให้ปัจเจกแต่ละคนเห็นต่างๆ กันไป

จุดที่น่าสนใจ (นอกจากพวกมันจะรอดมั้ย สารกระตุ้นนี่มาไงวะ) ก็คือ ที่จริงเราทั้งหลายก็อยู่ในโลกแบบนั้นเหมือนกัน

คือบางทีก็สงสัยนะ ว่าเราเห็นอะไรแบบเดียวกันหรือเปล่า เป็นไปได้ว่าเห็นเหมือนกันแหละ แต่เราถูกฟีลเตอร์ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างในตัวเรา ให้เห็นไปตามที่ฟีลเตอร์นั้นทำให้เราเห็น ฟีลเตอร์นั้นก็เช่นคำสั่งสอนของพ่อแม่ ประสบการณ์ตอนเด็กๆ ความคิดความเชื่อ ความสนใจ ฯลฯ

แน่นอนว่าคนสองคนมองดอกไม้ คนที่รู้เรื่องดอกไม้ดีก็เห็นเป็นอย่างหนึ่ง ศิลปินก็เห็นอย่างหนึ่ง คนแพ้เกสรดอกไม้ก็เห็นอีกอย่าง

และนี่ก็ลึกกว่า "สองคนยลตามช่อง" ด้วย (เว้นแต่จะคิดเรื่องสองคนยลตามช่องแบบลึกๆ)

ความคิดนี้นำไปสู่อะไรน่ะหรือ อาจจะไม่นำไปสู่อะไรเลยก็ได้ เพียงแต่คิดว่ามันน่าสนใจดี

we live in illusion เหมือนกัน ๆ กัน




 

Create Date : 12 กันยายน 2556    
Last Update : 12 กันยายน 2556 12:23:48 น.
Counter : 327 Pageviews.  

ความฝัน

วันนี้อ่านและรับรู้เรื่องการไม่มีความฝัน และภาวะจำยอมของชีวิตติดกันสองเรื่อง

ว่ากันตรง ๆ ข้อยก็คิดว่าบางทีชีวิตก็เป็นเรื่องจำยอมนะ ทำอะไรไม่ได้หรอก มีปัจจัยเยอะแยะมากมายที่ทำให้มดตัวน้อยอย่างเรา ๆ ดิ้นรนไม่ได้ และอันที่จริงแล้ว มนุษยชาติคนไหน ๆ ไม่ว่าสุดเทพยังไง ก็ต่างเป็นมดน้อย ๆ ของโชคชะตาอยู่ดี

แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันมีบางครั้งที่โลกไม่ "จำเป็น" ต้องหนัก เหมือนแบกหามมันไว้บนบ่า ทำนองนั้นก็ได้ คือท่ามกลางการจำยอมทั้งหลาย มันมีกาลเวลาที่จริง ๆ เมิงเลือกเหมือนกัน คือเมิงเลือกจำยอมไง ก็เลยกลายเป็นการจำยอมลูกโซ่ต่อ ๆ มา

แน่นอนว่าการเลือกนั้น ก็ไม่ได้เป็นการเลือกที่ "เลว" เสมอไปหรอก เลือกทำงานที่เงินดีกว่าแม้จะฆ่าความฝันของตัว เพื่อให้มีตังค์เลี้ยงพ่อแม่ลูกเมีย ถือว่าเป็นความผิดหรือเปล่าเล่า แต่อย่างไรก็ตาม ข้อยก็ไม่คิดว่าการเลือกแบบนั้นเป็นการ "จำยอม" หรอกนะ ถ้าเรามีสติสตังอยู่ดี

ว่าไงดีล่ะ

ถ้ายู conscious ว่าตัวเองทำอย่างนี้เพราะอย่างนี้ แม้จะมีวินาทีที่โหยไห้ว่ากุมาทำด๋อยอะไรที่นี่ ก็จะมีวินาทีระลึกนึกออกว่าทำไมวะกุต้องทำอย่างนี้ กุทำเพื่ออะไร กุเลือกเพื่ออะไร ทำไมทำนองนี้

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่จำยอมแล้ว นึกยังไง้ยังไงก็นึกไม่ออกว่ากุมาทำด๋อยอะไรวะ แบบนั้นก็ดูเหมือนจะแย่แล้ว เพราะสิ่งที่ทำมันจะกลายเป็นไม่มีความหมาย ไม่รู้เหมือนกันว่าจำยอมไปทำไมวะ และพอถึงจุดนั้น ก็จะเริ่มหาของรุง ๆ รัง ๆ มาพอกพูนสะสมใส่ตัวเอง เพื่อปลอบตัวเองว่าตูพยายามปานนี้เลยนะ ดูสิ ตูเลยมีของตอบแทนมามากมาย ไหนไปชอปปิ้งเผาผลาญทรัพยากรอย่างเมามันหน่อยซิ ไหนไปซื้อบ้านซื้อคอนโด

ไม่รู้สิ

ถ้า "เสียง" ที่อยู่ข้างในมันพาไปสู่จุดที่ตกต่ำดำมืด เหนื่อยล้าและทดท้อ ถ้ามันถึงจุดที่ยังไง ๆ ก็ไม่เข้าใจว่ากุอยู่ไปทำไมแล้ว ถ้า "โลกแห่งความจริง" มันทำให้บางอย่างสิ้นสลายไปแล้วเรารู้สึกไอ้ที่สิ้นสลายนั่นมันไม่ยังประโยชน์อะไรให้เรา (ของบางอย่างสิ้นสลายไปก็ดีเหมือนกัน เพราะจะมีอย่างอื่นมาแทน) ทางนั้นมันเป็นทางที่ถูกหรือเปล่าวะ

น่าเดินหรือเปล่า เราไม่มีทางเลือกจริงหรือ หรือว่าเราก็แค่กลัว




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2556    
Last Update : 31 สิงหาคม 2556 21:23:12 น.
Counter : 317 Pageviews.  

life

dear life,

how you change
and change

and leave me here
perplex
unsure

put solid ground under my feet
then turn it to illusion

make me afraid
make me feel joy
make me feel grief

life,
when will i
understand

when will i
sit with this turbulent
and see
and see

when will i
be clever
be kind

work and understand
and listen
and listen
without jealousy

l guess you don't know
me neither
me neither




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2556    
Last Update : 15 สิงหาคม 2556 9:39:55 น.
Counter : 261 Pageviews.  

1  2  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.