The power of an authentic movement lies in the fact that
it originates in naming and claiming one's identity and integrity
-- rather than accusing one's "enemies" of lacking the same.
- Parker J. Palmer, The Courage to Teach
Group Blog
 
All blogs
 

ไม่ได้จริง ๆ แหละ

ขอเขียนสักบล็อคก่อนที่จะลืม ( และบล็อคนี้ก็เริ่มกลายพันธุ์ใกล้ความเป็นไดอารี่เข้าไปทุกที )

เมื่อวานนี้เริ่มอ่านแฮรี่เล่มห้าตอนประมาณห้าโมงเย็น ลากยาวมาจนกระทั่งถึงเจ็ดโมงเช้าวันนี้ ไม่ได้นอนทั้งคืน กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าตูทำอะไรลงไปก็คือตอนที่สลบไปตอนแปดโมงเช้าและตื่นมาเที่ยงพร้อมกับภูมิแพ้กำเริบ ( เราอยู่กับภูมิแพ้มานานแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันจะมาเยี่ยมเฉพาะตอนที่นอนไม่พอ หรือตอนที่นอนกลางวัน )

แฮรี่ที่อ่านน่ะเล่มห้าจริง ๆ ซื้อมานานแล้วแต่ไม่ได้อ่านเอง เราอ่านหนังสือเวลาที่อยากอ่าน ดังนั้นจึงมีหนังสือประเภทซื้อทิ้งไว้ข้ามปีแล้วค่อยมาขุดเจอทีหลังเต็มเลย...

เราเป็นพวกที่ถ้าเป็นหนังสือนิยาย หรือหนังสือที่อ่านได้โดยไม่ต้องย่อยมาก เราก็จะอ่านไปจนจบ วางไม่ได้ ( หนังสือที่ต้องย่อยมากไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันต้องหยุดคิดทุกหน้าเลยก็มี ) พูดอีกอย่างคือเราติดอะไรแล้วจะติดขั้นร้ายแรง ดังนั้นเราจึงคิดว่าชาตินี้เราไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับอะไรที่คิดว่าจะติดถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมให้ดี

แฮรี่เล่มห้าหนาตั๊บ ไม่ได้อ่านทุกตัวอักษรหรอก แต่ถ้าไม่รีบอ่านให้จบภายในเวลานั้น มันจะทำให้เราต้องยุ่งกะมันไปอีกหลายวัน เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เรื่องเนื้อเรื่องเป็นยังไง หรือว่าคิดยังไง เราไม่มีความเห็นมากนัก แต่พออ่านจบ ความคิดที่รู้สึกชัดที่สุดก็คือ "ไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ"

"ไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ" แปลว่าเรามีทัศนคติบางอย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

มันเกี่ยวกับเรื่องครู

สิ่งหนึ่งที่เราเกลียดที่สุดในชีวิตคือการรังแกกัน ดังนั้นพอถึงฉากที่ยายครูอะไรนั่นให้ตาแฮรี่คัดลายมือ แล้วมันกรีดมือแฮรี่เสียเลือดไหล เราโกรธมาก

แต่ว่าพอถึงเวลาจริง ๆ เวลายายครูเจออะไรตอบแทนบ้าง เรากลับไม่สะใจเลย ทำให้นึกถึงเรื่องมาทิลด้าของโรอัลด์ ดาห์ล เวลายายครูใหญ่ทรันช์บูลเจออะไร เราก็ไม่สะใจเลยเหมือนกัน ที่จริงแล้ว เรารู้สึก uneasy มาก ๆ เรารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเวลาที่นักเรียนจะเอาคืนกับครู หรือลูกจะเอาคืนกับพ่อแม่

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะ "ทัศนคติอนุรักษ์นิยม" ของ "คนตะวันออก" ซึ่งทำให้ "ไม่ aggressive" ( และนำไปสู่ความไม่ค่อยเจริญ...ละมั้ง )

แต่เราจำได้ว่าเรา "สะใจ" มาก เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนดูแดจังกึม ( ไม่ต้องสปอยเราว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะ เพราะเราสปอยตัวเองไปแล้วละ... )

เราไม่ได้สะใจเวลาที่แชซังกุงถูกคนอื่นเมิน ต้องไปอยู่ห้องเครื่องปรุงรส เราไม่ได้สะใจเวลาเห็นยองโนร้องไห้ ทั้งที่จริง ๆ ตอนที่พวกนี้ทำอะไรชั่ว ๆ เราออกจะสาปแช่งมันปานจะเอาเปลือกทุเรียนตบ

เรา "สะใจ" ตอนที่ฮองเฮาถามฮันซังกุงว่า "ท่านรู้กระทั่งว่าซังกุงทุกคนชอบกินข้าวแบบไหนหรือ" ฮันซังกุงก็บอกว่า "เพคะ เพราะเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน"

มันช่างเป็นวิธีการต่อสู้ที่ "ตะวันออก" จริง ๆ เลย และถ้าถามเรา เราก็ยังคิดว่ามันเป็นข้อดีของการเป็น "ตะวันออก" อยู่ดี

#

พูดถึงแฮรี่แล้ว ก็นึกถึงหนังสือที่ซื้อมาเร็ว ๆ นี้ คือวรรณกรรมเยาวชนของลอยด์ อเล็กซานเดอร์

เราไม่สามารถอ่านหนังสือของลุงอเล็กซานเดอร์ติดต่อกันได้แบบ engaging อย่างแฮรี่ เรื่องของลุงแกไม่ได้ดำเนินไปอย่างกระชั้นชิดน่าติดตาม หรือมีดีเทลที่น่าสนใจและมีรสชาติแหลมคมหลากหลายเท่ากับแฮรี่

แต่เรารักลุงอเล็กซานเดอร์ เพราะเรารู้สึกว่าลุงเป็นมนุษย์ที่สวยงาม

ตัวละครของลุงอเล็กซานเดอร์จะยอมเสียของที่มีค่าที่สุดของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตของคนอื่น ( และเสียก็คือเสียตลอดกาลด้วย ) จะเห็นความชั่วร้ายของมนุษย์ และพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมถึงมีความชั่วร้ายแบบนั้นอยู่ ตัวละครของลุงรู้ว่าเราจะต้องอยู่ในโลกนี้...ซึ่งไม่ใช่โลกที่คนเราจะ "กำจัดความชั่วร้าย" ได้หมดสิ้น แต่ก็เป็นโลกที่จะ "ทำบางอย่างให้ดีขึ้น" ได้บ้าง

เรื่อง Taran Wanderer นั้น เราอ่านได้แค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นเราอ่านอีกไม่ไหว แต่กลับจำเรื่องได้ และฝังใจกับรายละเอียดหลาย ๆ อย่าง มันเป็นเรื่องที่ตัวเอกคือทารานออกไปค้นหาต้นกำเนิดของตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน แต่จนกระทั่งถึงตอนจบเรื่อง ทารานก็หาไม่เจอว่าตัวเองเป็นใคร ไม่ได้พบพ่อแม่ ไม่ได้มีฐานะอะไรขึ้นมานอกจากสิ่งที่ตัวเองเป็น

แต่ว่านั่นแหละที่เราชอบ




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2548    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:13:18 น.
Counter : 365 Pageviews.  

โลกในอนาคต

สมัยตอนที่เราอยู่ประถม มีอยู่วันหนึ่งครูให้วาดรูป ( นัยว่าจะส่งประกวด ) หัวข้อคือ "โลกในอนาคต"

เราจำไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่หลังไปนั่งคิดนอนคิด ก็มีภาพแว้บเข้ามาในหัว และรูปที่เราส่งครูไปก็คือรูปนี้



เราแอบสงสัยนิดหน่อยว่าครูจะรู้สึกยังไงตอนเห็นมันครั้งแรก เพราะเพื่อนคนอื่นต่างส่งรูปอนาคตที่โลกยังไม่แตกไป

แต่โดยส่วนตัวเราในตอนนั้นแล้ว เราออกจะปลื้ม ๆ รูปรูปนี้ เพราะใจเรารู้สึกว่า "เจ๋งโคตร"

มาคิดอีกที คงเป็นเพราะในช่วงอายุนั้น เราไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อโลก เราแทบไม่รู้สึกว่านี่คือโลกที่เราอยู่ คืออนาคตที่เราจะให้ ใจเราคิดแต่ว่าสะใจ ได้ต่อต้าน ได้วาดรูปที่ไม่เหมือนคนอื่น

แต่มาถึงตอนนี้ แม้ว่านิสัยชอบหนีกระแสหลักจะยังอยู่ แต่เราก็ไม่ได้อยากให้โลกในอนาคตเป็นอย่างรูปนั้นแล้ว เรามักจะได้ยินเรื่อย ๆ ว่ามีคนบอกว่าโลกทุกวันนี้มันเน่า อีกไม่ช้าจะเกิดอะไรบลา ๆ ขึ้น แต่ใจเรากลับคิดว่า ถ้ามันเน่ามันก็เป็นความรับผิดชอบของคนที่อยู่ในโลก

ถ้ามันเป็นอย่างรูปที่เราวาดนั่น ส่วนหนึ่งมันก็เป็นความผิดของเรา

ถ้าเป็นตอนนี้ ให้วาดรูป "โลกอนาคต" เราก็คงไม่วาดรูปโลกแตกแล้ว แต่เราก็คงไม่วาดโลกอะไรทั้งนั้น เพราะเราก็ยังคงชอบหนี mainstream เหมือนเดิม

แต่เราคงวาดรูปมือละมั้ง...



จับไว้ให้แน่น ๆ เน้อ...




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2548    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:12:48 น.
Counter : 545 Pageviews.  

โลกมนุษย์คงจะดีกว่านี้แน่...

ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงแล้วมาถึงท่อน

"โลกมนุษย์คงจะดีกว่านี้ หากมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน" ( อาจจะจำคลาดเคลื่อนนิดหน่อย )

ก็มักจะได้ยินในหูว่า "โลกมนุษย์คงจะดีกว่านี้ หากมีผู้ยอมแพ้แม้ถูกหยัน"

ไม่รู้ว่าทำไมคิดแบบนั้น แต่บางทีอาจจะเพราะในเรื่องบางเรื่องเราก็ชอบต่อต้านนิดหน่อยเหมือนกันละมั้ง

เราคิดว่าโลกนี้ต้องการทั้งคนที่ยอมแพ้ และคนที่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับอะไรหลาย ๆ อย่าง เวลาที่อ่านเรื่องนักประดิษฐ์ที่ไม่ยอมแพ้ ประดิษฐ์ของจนสำเร็จ หรือคนที่ทำดีทั้งที่ถูกดูถูก ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมเลิก เราก็คิดว่า "ดีจัง"

แต่เวลาที่เจอเรื่องของคนที่ยอมหลีกทางให้คนอื่นในบางเรื่อง "ยอมแพ้" ทั้งที่รู้ว่าถ้าแพ้แบบนี้ต้องถูกดูถูก แต่ก็คิดว่าต้องมีใครยอมสักคน ไม่งั้นมันจะไม่จบ แล้วตัวเองก็เป็นฝ่ายยอม เราก็คิดว่า "ดีจัง" เหมือนกัน

เราไม่ชอบการที่คิดว่า "ต้องชนะ" เสมอไป เราไม่ชอบความรู้สึกที่ว่าคนที่ควรจะยกย่องคือคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น เราคิดว่ามันมีคนหลายแบบ และคนแต่ละแบบก็สร้างเรื่องราวในโลกกันคนละเรื่องสองเรื่อง

ในบางแง่ ถ้าคิดว่า "ต้องชนะ" ก็เท่ากับว่ามีใครคนอื่นบางคน "ต้องแพ้"

และถ้าคิดว่ามีใครคนอื่นบางคนต้องแพ้แล้ว มันก็คงไม่ค่อยดีนักหรอกนะ

#

ช่วงนี้ ( อีกแล้ว ) คิดว่า "กรรมมีจริงว่ะ"

พูดแบบนี้แล้วรู้สึกตัวเองแก่จัง

แต่เราชักคิดว่ามันเป็นแค่ปัญหาที่ติดอยู่ในความหมายของคำ เพราะพอพูดว่า "กรรมมีจริง" มันให้อารมณ์โบราณนิด ๆ พูดตรงเกินไปหน่อย ๆ เข้ากับโลกปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้เล็ก ๆ อะไรแบบนั้น

แต่ถ้าบอกว่า ทุกอย่างในโลกมันเกี่ยวข้องถึงกัน ประมาณเด็ดดอกหญ้ากระเทือนถึงดวงดาว ก็จะฟังดูเท่ ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว เราว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องเดียวกัน

แต่ว่า...

ฮ่องเต้ถามตั๊กม้อว่า "เราทำดีขนาดนี้แล้ว เราได้บุญอะไรบ้าง"
ตั๊กม้อบอกว่า "ไม่ได้เลยพระเจ้าค่ะ"

ตอนนั้นฮ่องเต้ไม่เข้าใจ แต่ว่าตอนหลังจากนั้นไปอีกฮ่องเต้จะเข้าใจหรือเปล่านะ แล้วตลอดชีวิตจะได้เข้าใจไหม




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2548    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:12:19 น.
Counter : 270 Pageviews.  

ศีลข้อที่รักษายากที่สุด

นี่เป็นเรื่องนานมาแล้ว จนบางทีเราก็สงสัยว่าตัวเจ้าของเรื่องเองจะยังจำได้หรือเปล่า แต่มันเป็นเรื่องที่ประทับใจเรามาก นาน ๆ ทีก็คิดถึงขึ้นมาสักครั้ง

เรื่องมีอยู่ว่าเคยไปทำสมาธิแบบที่เหมือนเข้าค่าย วันสุดท้ายที่มีการลากัน อาจารย์ก็ถามว่าไล่ไปว่าศีลข้อไหนรักษายากที่สุด

เจ้าของเรื่องนี้ ( อายุประมาณสิบกว่าขวบ ) ก็บอกว่าคือศีลข้อหนึ่ง

ทุกคนพากันหัวเราะ แล้วอาจารย์ยังถามคนอื่น ๆ อีกว่าไหนใครว่าศีลข้อหนึ่งรักษายากบ้าง คนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครว่ายาก

เจ้าตัวก็ไม่ว่าอะไร ไม่ได้พูดอะไร

แต่มาสอบถามทีหลัง เจ้าตัว ( ซึ่งสิบกว่าขวบจริง ๆ นะ ) ก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ขอบเขตของการไม่ฆ่าสัตว์อยู่ที่ไหน"

เรื่องของเรื่องคือเจ้าตัวนั้นอ่านหนังสือศาสนาเปรียบเทียบ อ่านถึงเรื่องศาสนาเชน ซึ่งเป็นศาสนาที่เว้นการปาณาติบาตถึงขนาดว่ามีคนยอมอดตายเพื่อจะต้องไม่กินสัตว์ และพระในศาสนาที่เคร่งมาก ๆ จะเอาผ้าปิดจมูกไม่ให้หายใจเอาสัตว์ตัวเล็ก ๆ เข้าไป ( ซึ่งอาจจะทำให้มันตายได้ )

ถ้าสมมุติว่าคิดไปถึงขั้นนั้นแล้ว ทุกจังหวะชีวิตของเราก็แทบจะหลีกเลี่ยงการฆ่าไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ...เจ้าตัวถามเราแบบนั้น

มันทำให้เราคิดอะไรหลายอย่าง อย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่างคือไม่มีใครคิดจะถามเด็กคนนั้นเลยหรือไงว่าทำไมมันจึงว่าศีลข้อแรกรักษายากที่สุด หรือว่าคิดกันไปเองว่าเด็กมันคงยิงนกตกปลา ( ซึ่งก็เปล่า ) ทุกคนพากันคิดเอาเองว่าเด็กตอบพิลึก และเป็นเรื่องตลก

ทั้งที่เด็กคิดไปลึกมากแล้ว และถึงกับพ้นกรอบบางอย่างที่เราอาจจะคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ

บางทีถามกันบ้างก็ดีนะ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2548    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:11:42 น.
Counter : 223 Pageviews.  

ข้ามถนน...

รูปนี้ถ่ายที่หลวงพระบาง แม่หญิงข้ามถนน...



ช่วงนี้มีความคิดเยอะแยะไปหมด แต่กำลังคิดว่าถ้าไม่จดก็คงลืมไปจริง ๆ แหละ อ่านหนังสือของสวนเงินมีมาไปหกเจ็ดเล่มแล้ว ( อ่านเฉพาะตอนก่อนนอนจริง ๆ นา ที่เหลือเอาเวลาไปบำเพ็ญตบะ )

อ่านหนังสือสวนเงินมีมาแล้วจะอยากไปปลูกผักมากขึ้นเรื่อย ๆ

คุณวิศิษฐ์ วังวิญญู เขียนเล่าไว้ว่ามีฝรั่งคนหนึ่ง มีแนวคิดว่าชีวิตเดินเป็นรอบเจ็ดปี หมายความว่าในแต่ละเจ็ดปีของชีวิตเราก็จะมีพัฒนาที่แตกต่างไปเรื่อง ๆ

-เจ็ดปีแรกพัฒนาทางกาย
-เจ็ดปีที่สองพัฒนาด้านความคิด
-เจ็ดปีที่สามเริ่มนึกถึงอะไรในระดับลึกและในระดับจิตวิญญาณ

พอถึงเจ็ดปีของเรา ( 21 - 28 ) เป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวเอง เป็นช่วงเวลาที่บางทีต้องเลือกระหว่างของสองอย่าง เขาบอกว่าให้ใจเย็น ๆ บางทีของสองอย่างที่เราคิดว่าเป็นคนละอย่าง อาจจะเป็นอย่างเดียวกันก็ได้




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2548    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:10:56 น.
Counter : 176 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ลวิตร์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




ลวิตร์ = พัณณิดา ภูมิวัฒน์ = เคียว

รูปในบล็อค
เป็นมัสกอตงาน Expo ของญี่ปุ่น
เมื่อปี 2005
น่ารักดีเนอะ

>>>My Twitter<<<



คุณเคียวชอบเรียกตัวเองว่า คุณเคียว
แต่ที่จริง
คุณเคียวมีชื่อเยอะแยะมากมาย

คุณเคียวมีชื่อเล่น มีชื่อจริง
มีนามปากกา
มีสมญาที่ได้มาตามวาระ
และโอกาส

แต่ถึงอย่างนั้น
ไส้ในก็ยังเป็นคนเดียวกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินข้าวแฝ่ (กาแฟ ) เหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบกินอาหารญี่ปุ่นเหมือนกัน
ไส้ในก็ยังชอบสัตว์ (ส่วนใหญ่)
ไส้ในก็ยังชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป
ชอบฝันเฟื่องบ้าพลัง
และชอบเรื่องแฟนตาซีกับไซไฟ
(โดยเฉพาะที่มียิงแสง )

ไส้ในก็ยังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ
และใช้ถ้อยคำเดียวกันมาอธิบายโลกภายนอก

ไส้ในก็ยังคิดเสมอว่า
ไม่ว่าเรียกฉัน
ด้วยชื่ออะไร

ก็ขอให้เป็นเพื่อนกันด้วย




Friends' blogs
[Add ลวิตร์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.