All Blog
ตูดอะไรห๊อมหอม อร๊อยอร่อย "ไส้ตูดทอดสมุนไพรกรอบ"
สวัสดีครับ วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำเมนูเครื่องในหมูกันกับเมนู "ไส้ตูดหมูทอดสมุนไพรกรอบ"

เวลาเอ่ยถึงเครื่องใน ส่วนที่ใครหลายๆคนมักจะรู้สึกขยะแขยงที่สุดก็คือส่วนของลำไส้ ยิ่งโดยเฉพาะส่วนของลำไส้ใหญ่หรือที่แถวบ้านเสือตะหลิวมักเรียกกันติดปากว่าไส้ตูด เพราะเป็นจุดของระบบขับถ่าย ดังนั้นสิ่งที่ไส้ตูดสดๆจะขาดไปไม่ได้คือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของอึหมู เรียกได้ว่าใครได้ไส้ตูดสดๆมานี่มีต้องล้างกันจนเคืองกันไปข้างหนึ่งเลย 55555

แต่นอกจากเรื่องของกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ เนื้อสัมผัสของส่วนไส้ตูดนั้น จะมีความมันความหนึบอันเป็นเอกลักษณ์ ถ้าหากเตรียมอย่างถูกต้องจนหมดกลิ่น ส่วนของไส้ตูดนี่แหละจะเป็นหนึ่งในส่วนที่อร่อยที่สุดของหมูกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ชาวจีนโบราณยังเชื่อว่า กินอะไรก็จะบำรุงส่วนนั้น ดังนั้นการกินไส้ตูดจึงเปรียบเสมือนกันบำรุงระบบขับถ่ายของร่างกายอีกนัยหนึ่งนั่นเอง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูวิธีเตรียมและวิธีทำกันเลยดีกว่า รับรองว่าไม่ยากลำบากอย่างที่คิดแน่นอน

 
เริ่มต้นง่ายเลยคือ เอาไส้ตูดมาล้างน้ำข้างนอกจนสะอาด ตัดไส้ตูดให้เหลือยาวประมาณ 1 ฟุต จากนั้นก็กลับด้านไส้พลิกเอาด้านในออกมา 
ไส้ตูดสดๆเดี๋ยวนี้หายาก ส่วนใหญ่จะมีการต้มกันมาพอประมาณแล้ว ตอนพลิกกลับด้านไส้ก็อย่าหนักมือนักนะครับ 
หลังจากพลิกกลับด้านเรียบร้อยแล้ว ก็ดึงเอาพวกเยื่อมันออกมาให้เยอะที่สุด กลิ่นส่วนใหญ่ก็มักจะติดอยู่กับเยื่อพวกนี้ล่ะครับ 

 
จากนั้นเอาไส้ตูดมาคลุกกับน้ำส้มสายชูและเกลือ แล้วขยำไปเรื่อยๆประมาณ 10-15 นาที จากนั้นล้างน้ำหลายๆน้ำจนสะอาด 

 
จากนั้นนำไส้ตูดมาคลุกกับแป้งมันให้ทั่วๆ แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 1/2 ชั่วโมง จากนั้นก็ล้างน้ำจนหมดแป้ง 


ล้างเสร็จ ก็พลิกไส้ตูดให้หันกลับมาด้านปกติ 
แค่นี้ไส้ตูดก็ดูสะอาดขึ้นมากแล้วครับ เอามาเช็ดหน้ายังได้เลย 55555 


ตั้งน้ำเดือดๆท่วมๆ ใส่ข่าหั่นแว่น ตะไคร้ทุบ และใบมะกรูดฉีก พอน้ำเดือดพล่านๆก็ใส่ไส้ตูดลงไปต้มประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ลดไฟให้เดือดอ่อนๆแล้วเคี่ยวๆไปเรื่อยๆประมาณ 2 ชั่วโมง 

 
เตรียมไส้ตูดเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
ทั้งมันทั้งนุ่มหนึบกำลังดีหอมกลิ่นสมุนไพรไร้อณูอึ 
 
 
เตรียมทอดกันต่อเลย 
เริ่มจาก โขลกตะไคร้จนแหลกเป็นเส้นๆละเอียดๆ แล้วคลุกกับแป้งชุบทอดแห้งๆ จากนั้นก็นำมาทอดในน้ำมันท่วมๆไฟกลางจนกรอบแล้วตักพักสะเด็ดน้ำไว้ 

 
ไม่รอช้าฉีกใบมะกรูดแล้วเอาลงทอดต่อเลยครับ 

 
ทอดสมุนไพรกันเสร็จแล้ว หอมมากๆกรอบมากๆ 
แต่อีกนิดเดียว เรามาทอดไส้ตูดกันต่อเลย 

 
ผสมแป้งชุบทอดกับน้ำเย็นพอประมาณ ค่อยๆใส่ค่อยผสมๆกะว่าพอแค่ให้หนืดนิดๆ 
 
 
เอาไส้ตูดทั้งดุ้นไปชุบแป้งแล้วเอาลงทอดในน้ำมันท่วมๆไปเลย ทอดไฟกลางๆจนเริ่มเหลืองกรอบทั้งสองด้าน 
 
 
จากนั้นเร่งไฟเป็นไฟแรงจัด แล้วทอดต่อประมาณ 1-2 นาที ก็จะได้ไส้ตูดทอดกรอบๆแล้วครับ 

 
ตัดไส้เป็นท่อนๆพอดีคำแล้วคลุกกับสมุนไพรทอดที่เตรียมไว้ จัดใส่จานก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ กินง่ายๆคู่กับซอสพริกศรีราชาก็อร่อยเหาะไปเลย 

 
ไส้ตูดทอดผิวกรอบๆเนื้อนุ่มๆหนึบๆหอมกลิ่นตะไคร้กับใบมะกรูด นี่แหละความอร่อยขั้นสุด กินเป็นมื้อหลักก็ดีกินเป็นกับแกล้มก็งาม ใครจะไปคิดล่ะว่าไส้ตูดที่เคยเอาไว้เก็บอึจะปรุงออกมาได้ดีงามเพียงนี้

"ของทุกอย่างล้วนมีคุณค่า เพียงแค่เราต้องหาวิธีเจียระไนให้เจอ" 

 
 โดย facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2563 9:18:46 น.
Counter : 46 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
หอมกระเทียม กลมกล่อมแฮมชีส ... "ขนมปังกระเทียมแฮมชีส&ไข่คน"
สวัสดีครับ วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำเมนูง่ายๆที่ใครๆหลายๆคนต้องรู้จักกันดีอย่างแน่นอน อย่างเมนู "ขนมปังกระเทียม"
แต่เมนูขนมปังในวันนี้ รับรองว่าไม่ใช่ขนมปังธรรมดาๆ แต่จะเป็นขนมปังกระเทียมแบบแซนวิชแฮมชีส หอมมันทั้งกระเทียมและชีส มิหนำซ้ำยังกินเคียงคู่กับไข่คนแฮมชีสรสกลมกล่อม คือแบบว่าจะแฮมชีสกันไปถึงไหนล่ะเนี่ย 55555

แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับเมนูขนมปังกระเทียมกันก่อน โดยขนมปังกระเทียมนั้น มีต้นกำเนิดมาจากเมนู บรูเซตต้า (ฺbruschetta) ของประเทศอิตาลี โดยสามารถสืบย้อนไปได้ถึงอาณาจักรโรมันโบราณ ซึ่งในสมัยก่อน ชาวบ้านผู้บ่มน้ำมันมะกอกจะทำการชิมน้ำมันมะกอกที่เพิ่งบ่มเสร็จใหม่ๆ เพื่อดูว่าพร้อมบริโภคหรือยัง 
สิ่งที่ผู้บ่มจะนำมาใช้ชิมคือ ก้อนขนมปังหั่น และถ้าหากชิมแล้วรู้สึกว่าบ่มได้ที่ก็จะทำการบรรจุขวดเพื่อบริโภคต่อไป ภายหลังวัฒนธรรมการชิมแบบดังกล่าวจึงกลายมาเป็นเมนู "บรูเซตต้า" เป็นการเอาขนมปังหั่นแผ่นๆมาทาน้ำมันมะกอกแล้วกินคู่กับชีส เนื้อรวมควัน หรือผักดองผักสด สุดท้ายจึงกลายมาเป็น "ขนมปังกระเทียม" ตามลำดับ 

หลังจากเกริ่นมาได้พอหอมปากหอมคอก็มาเริ่มทำกันเลยดีกว่าครับ


เริ่มต้นง่ายๆจากเตรียมเนยกระเทียมกันก่อน ผสมง่ายๆเลยแค่ 
เนยทิ้งไว้ที่อุณภูมิห้องจนนิ่ม ประมาณ 80-100 กรัม
กระเทียมสับ 3-5 ช้อนโต๊ะ
ผักชีสับ 1-3 ช้อนโต๊ะ
เกลือเล็กน้อย 

 
จากนั้นก็เอาเนยกระเทียมมาทาขนมปังแฮมชีส
ขนมปังแฮมชีสก็ง่ายๆเลยครับ แค่เอาขนมปังมาคู่หนึ่ง สอดไส้ด้วยแฮมที่ประกบด้วยชีสทั้งสองด้านก็เป็นอันเสร็จ 
ทาเนยกระเทียมบนขนมปังแค่ด้านเดียวก็พอครับ เพราะขนมปังก็สอดไส้แฮมชีสอยู่แล้วเดี๋ยวจะมันจนเลี่ยนเกินไป แต่ถ้าใครชอบมันๆก็ทามันไปทั้งสองด้านเลยก็ได้ครับ 


ตั้งกระทะไฟอ่อน พอร้อนก็เอาด้านที่ทาเนยกระเทียมลงไปจี้ประมาณ 1-3 นาที ได้เลยครับ คอยหมั่นเช็คนะครับ เดี๋ยวจะไหม้เกิน 


พอขนมปังเหลืองสุกได้ที่จากนั้นก็พลิกด้าน แล้วจี้ต่ออีกประมาณ 1-3 นาที ให้สุกเกรียมตามชอบ 


เรียบร้อยแล้วครับกับขนมปังกระเทียมแฮมชีส ขนมปังหอมมันเนยกระเทียมสอดไส้แฮมชีส หอมๆเกรียมๆด้านนอกแต่ด้านในนุ่มๆมันๆ 


ขนมปังกระเทียมกินคู่กับไข่คนเข้ากันที่สุด
ง่ายเลยแค่ตีไข่ประมาณ 2-3 ฟอง กับ
กระเทียมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมสับ 1 ช้อนโต๊ะ 


ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่เนยประมาณ 1-2 ก้อน
พอร้อนได้ที่ก็ใส่แฮมสับกับกระเทียมสับอย่างละเท่าๆกัน ประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ผัดให้เข้ากันจนสุกหอม 


ใส่ไข่ที่เตรียมลงไปผัดให้เข้ากันเร็วๆ คนไปเรื่อยๆจนกว่าไข่จะเริ่มสุกจับตัวกัน แต่ไม่ต้องให้สุกจนแห้งนะครับ เอาให้เนื้อไข่ยังเป็นครีมๆเหลวๆอยู่ 


จากนั้นปิดไฟแล้วใส่ชีสลงไปสักครึ่งแผ่นแล้วรีบๆคนให้เข้ากันกับเนื้อไข่ไปเลยนะครับ 


เรียบร้อยแล้วครับกับเมนูไข่คนแฮมชีสกินคู่กับขนมปังกระเทียมแฮมชีสแบบง่ายๆ แต่ความอร่อยๆไม่ใช่แค่ระดับบ้านๆแน่นอน 


เรียบร้อยแล้วครับ ใครสาวกแฮมชีสรับรองต้องมีต้องมีตายกันไปข้าง กับ ขนมปังกระเทียมแฮมชีสและไข่คนแฮมชีส
ขนมปังกระเทียมแฮมชีสหอมมัน กับ ไข่คนแฮมชีสรสกลมกล่อม เจอไปแบบนี้สักจานรับรองว่าอิ่มท้องอิ่มใจไปทั้งมื้อ
ลองทำดู รับรองไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอนครับ 


โดย facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2563 9:22:46 น.
Counter : 107 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
อาหารจีนโบราณจานอร่อยของคนมีกิ๋น "กิ๋นสะดุ้งน้ำมัน"
สวัสดีครับ วันนี้เสือตะหลิวจะมาเสนอเมนูจีนโบราณที่ทำง่ายแถมอร่อยอย่างมีเอกลักษณ์ เพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคการปรุงสักหน่อย กับเมนู"กิ๋นสะดุ้งน้ำมัน"
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับชิ้นส่วน "กึ๋น" กันก่อนนะครับ โดยกึ๋นก็เปรียบเสมือนอวัยวะเสริมที่ใช้ในการย่อยอาหารของพวกสัตว์ปีก โดยหลังจากที่อาหารผ่านการย่อยโดยกระเพาะแล้ว ก็จะถูกส่งมาย่อยบดอีกรอบที่บริเวณกึ๋น ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ต่อไป จึงมีคำเปรียบเปรยในสำนวนโบราณว่า "คนมีกึ๋น" ซึ่งหมายความถึง บุคคลผู้มีความสามารถและไหวพริบปฏิภาณ ราวกับมีกึ๋นอยู่ในร่างกายนั่นเอง 55555

โดยชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่า ถ้ากินอะไรก็จะบำรุงส่วนนั้น กินตับบำรุงตับ กินสมองบำรุงสมอง กินไส้บำรุงไส้ ดังนั้นการกินกึ๋นก็เปรียบเสมือนการบำรุงระบบย่อยอาหารเช่นกัน 

และเนื่องจากในสมัยโบราณ ยังไม่มีระบบฟาร์มเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การได้บริโภคกึ๋นเป็นจำนวนมากในหนึ่งจานจึงมักเป็นจานอาหารของชนชั้นสูง เพราะไก่หนึ่งตัวก็ได้กึ๋นหนึ่งชิ้น จึงจำเป็นต้องใช้ไก่จำนวนมากสำหรับเมนู "กึ๋นสะดุ้งน้ำมัน" หนึ่งจาน อาหารจานนี้จึงกลายเป็นอาหารของชนชั้นสูงไปโดยปริยาย 

เมนู "กึ๋นสะดุ้งน้ำมัน" ในวันนี้จะว่าง่ายมันก็ง่าย แต่จะว่ายากมันก็ยาก ส่วนสำคัญอยู่ที่เทคนิคการเตรียมกับการให้ความร้อน รับรองว่าถ้ามีกึ๋นพอที่จะจับทางเทคนิคได้ ก็อร่อยง่ายแบบติดลมบนแน่นอนครับ 55555


ก่อนอื่นง่ายๆเลยคือเตรียมกึ๋นไก่ 
เราจะใช้แค่เฉพาะส่วนแกนเนื้อแดงของกึ๋นเท่านั้นนะครับ 
เอามีดคมๆกดไปที่หนังหุ้มกึ๋น จากนั้นจึงค่อยๆแล่เอาเยื่อหนังหุ้มออกจนเหลือแต่แกนเนื้อกึ๋นแดงๆ จากนั้นก็บั้งลึกๆเป็นตารางหมากรุกตาถี่ๆแบบในรูปได้เลยครับ 


ซื้อกึ๋นมาครึ่งกิโล แล่ออกเหลือแต่เนื้อแทบจะเหลือไม่ถึงสองขีด 
หลังจากแล่เสร็จก็เอามาล้างให้สะอาด จากนั้นใส่เกลือสักหยิบมือและแป้งมันสักกำมือ ขยำให้เข้ากันหมักทิ้งไว้อย่างต่ำๆสักครึ่งชัวโมง 


หลังหมักแป้งมันเสร็จก็ล้างน้ำให้สะอาดจนหมดแป้ง จากนั้นก็เอากึ๋นมาหมักกับนมสดต่ออีกอย่างต่ำประมาณ 3 ชั่วโมง 


หลังหมักกับนมสดเสร็จ ก็เอามาล้างน้ำสะอาดอีกทีจนหมดนมก็เป็นอันเสร็จพิธีการเตรียมกึ๋นกันแล้วครับ 


เรามาเริ่มทำกันเลย อย่างแรกคือตั้งกระทะต้มน้ำให้เดือดพล่านๆ จากนั้นนำกึ๋นลงไปลวกประมาณ 3 วินาทีแล้วรีบตักขึ้นทันที 


เทน้ำทิ้งจากนั้นตั้งกระทะน้ำมันเดือดๆท่วมๆ แล้วนำกิ๋นลงทอดประมาณ 1 วินาทีแล้วรีบตักขึ้นทันที 


เตรียมซอสกันต่อโดยเริ่มจากตั้งกระทะไฟแรง ผัดพริกขี้หนูหั่น กระเทียมหั่น พริกไทยดำบด อย่างละ 1-2 ช้อนโต๊ะ แต่พริกไทยนับเป็นช้อนชานะครับ 


ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ 
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
เหล้า 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา 
ผัดจนเข้ากันจากนั้นเติมน้ำเปล่าแค่พอท่วมก้นกระทะนิดๆ แล้วใส่แป้งมันละลายน้ำลงไปประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วผัดจนน้ำซอสเริ่มงวดข้น 


ไม่รอช้า รีบใส่กึ๋นกับต้นหอมซอยลงไปผัดเร็วๆให้เข้ากันแค่ประมาณ 5-10 วินาทีก็พอ แล้วรีบตักใส่จานทันที 


เรียบร้อยแล้วครับ กับเมนูจีนโบราณ "กึ๋นสะดุ้งน้ำมัน" 
เนื้อกึ๋นเด้งๆกรุบกรอบเคลือบด้วยซอสรสกลมกล่อมมันๆเค็มๆเผ็ดๆอมหวานนิดๆ กินแล้วช่วยบำรุงระบบย่อยอาหารและยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย
หลักสำคัญอยู่ที่การเตรียมกึ๋นให้หมดกลิ่นสาบ และการให้ไฟจนกึ๋นสุกพอดีๆ ถ้าดิบเกินกึ๋นก็จะมีกลิ่นสาบ แต่ถ้าสุกเกินกึ๋นก็จะเหนียวเคี้ยวยาก 
รับรองว่าถ้ามีกึ๋นพอที่จะจับทางเทคนิคได้ เมนูจีนโบราณนี้ก็จะไม่ยากอย่างที่คิดเลยครับ
"ผมเชื่อว่าคนทุกคนมีกึ๋นอยู่ในตัว"
 

โดย facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2563
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2563 9:18:01 น.
Counter : 169 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ยาจกผงาดสู่จอหงวน ... "กับไตจุ๊ก"(โจ๊กชนะหน้าพระพักตร์)
สวัสดีครับ ... วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำเมนูอาหารเช้าที่ใครทุกคนล้วนต้องรู้จัก กับเมนูโจ๊กๆ แต่โจ๊กที่เสือตะหลิวจะมาทำในวันนี้จะเป็นเมนูโจ๊กแบบฉบับโบราณ ที่มีชื่อเรียกว่า "กับไตจุ๊ก" หรือ "โจ๊กชนะหน้าพระพักตร์"

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับตำนานของโจ๊กชนิดนี้กันก่อนนะครับ 

โดยย้อนไปยังยุคสมัยจีนโบราณ มีเด็กน้อยลูกชาวนาฐานะยากจน อยู่มาวันหนึ่งมีนักปราชญ์ผู้หนึ่งมาเปิดโรงเรียนสอนหนังสือในอำเภอ ผู้เป็นพ่อจึงฝากลูกชายตัวเองไปเป็นเด็กรับใช้ภายในโรงเรียน 

ปราชญ์ผู้นั้นเห็นแววความขยันหมั่นเพียรในตัวเด็กน้อยจึงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้จนสามารถอ่านออกเขียนได้ แต่หลายปีต่อมา เมื่อเด็กน้อยได้เติบโตเป็นเด็กหนุ่ม ปราชญ์ผู้นั้นเกิดเสียชีวิตกระทันหัน ทำให้โรงเรียนต้องปิดตัวลง เด็กหนุ่มผู้มีเงินติดตัวเพียงน้อยนิดจึงต้องดำรงชีพด้วยการขายผักยังตลาดสด 
ต่อมามีพ่อครัวคนหนึ่งมาซื้อผักที่ร้าน เห็นแววความรอบรู้ในตัวเด็กหนุ่ม จึงแวะเวียนมาซื้อผักที่ร้านเป็นประจำ และด้วยความที่เห็นว่าเด็กหนุ่มมีเงินยังชีพจากการขายผักเพียงน้อยนิด จึงได้ทำอาหารชนิดหนึ่งมาฝากเด็กหนุ่มเป็นประจำ เป็นข้าวที่เอาไปต้มกับน้ำแกงจนเนื้อเนียนละเอียด 

เวลาผ่านไปพอเด็กหนุ่มเก็บหอมรอมลิบได้เงินจำนวนหนึ่งจึงเดินทางไปสอบจอหงวน และสามารถไต่เต้าจนเป็นถึงระดับจอหงวนหน้าพระพักตร์ได้สำเร็จ
ต่อมาจอหงวนผู้นี้ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน และแวะไปเยี่ยมพ่อครัวผู้ใจบุญผู้นั้น ด้วยความคิดถึงจึงขอให้พ่อครัวทำอาหารจานนั้นให้กินอีกที และเนื่องด้วยอาหารจานนั้นยังไร้ชื่อไร้นาม จอหงวนจึงตั้งชื่ออาหารจานนั้นว่า "กับไตจุ๊ก" หรือ "โจ๊กชนะหน้าพระพักตร์"นั่นเอง 

ต่อมาเมื่อตำนานนี้ถูกเล่าขาน คนจีนจึงพยายามให้ลูกหลานของตนกินโจ๊กเป็นอาหารเช้าทุกๆวัน เพราะเชื่อว่าลูกจะกลายเป็นคนหัวดีจนผงาดสู่จอมหงวนไปในสักวันหนึ่ง

หลังจากที่เรารู้จักกับเมนูนี้กันพอสมควรแล้ว เรามาดูวิธีทำกันเลยนะครับ

 
เริ่มจากการเตรียมเครื่องกันก่อนนะครับ 
โดยสำหรับ "กับไตจุ๊ก" จะมีเครื่องหลักๆทั้งหมด 3 อย่างคือ ตับหมู ไส้หมู และหมูบด 
แต่เสือตะหลิวของสารภาพว่าพอดีวันนี้เสือตะหลิวไม่ได้เตรียมไส้กับตับไว้ เลยเตรียมได้แค่หมูบดเพียงอย่างเดียว ถ้าใครอยากได้แบบครบสูตรก็เพิ่มตับหมูลวกแค่พอสะดุ้งน้ำ กับ ไส้ตันหมูนึ่งจนเปื่อยนะครับ
หมูบดในวันนี้เราใช้หมูประมาณ 3 ขีด นวดผสมรวมกับ กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
ขิงสับ 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1 ช้อนชา
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ 
ไข่ขาว 1 ฟอง
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ 
ผงฟู(ถ้ามี) 1/2 ช้อนชา 
นวดผสมให้เข้ากันแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้อย่างต่ำๆ 3 ชั่วโมงนะครับ


หมักเสร็จแล้ว ก็เอาหมูมาปั้นเป็นก้อนๆ ก้อนใหญ่ๆก็ได้ครับ เอามาใส่ในน้ำร้อนประมาณ 60-80 'C อย่าใส่ในน้ำเดือดเด็ดขาดนะครับ ลวกไปเรื่อยๆจนกว่าหมูก้อนจะลอยขึ้นมาเหนือน้ำก็ถือว่าใช้ได้ จากนั้นก็เร่งไฟจนเป็นน้ำเดือดแล้วต้มต่ออีกสักประมาณหนึ่งนาทีก็พร้อมใช้งานแล้วครับ 


ทีนี้เรามาดูที่ตัวข้าวกันต่อเลย 
เสือตะหลิวใช้ข้าวสารซาวสะอาดประมาณ 1 ถ้วยตวง จากนั้นเอามาขยำกับไข่เยี่ยวม้า 1 ฟอง ขยำให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกันเลยนะครับ 
จากนั้นก็ไปแช่ตู่เย็นทิ้งไว้อย่างต่ำๆ 3 ชั่วโมงก็เตรียมเอามาต้มได้เลย 
แนะนำว่าถ้าอยากให้โจ๊กเปื่อยเร็วๆ ก็เอาข้าวสารไปบดหรือไปปั่นให้ละเอียดก่อนเอามาขยำไข่เยี่ยวม้าก็ได้ จะได้ช่วยประหยัดเวลาตอนต้มครับ 


ตั้งหม้อใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดขิงสับประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะ 
กระเทียมสับประมาณ 1-3 ช้อนโต๊ะ
โคนต้มหอมสับประมาณ 1-3 ช้อนโต๊ะ 
ผัดให้เข้ากันจนหอมนะครับ 


จากนั้นใส่น้ำซุปลงไปต้มจนเดือดไปเลย 
อัตราส่วนง่ายๆ ข้าวสาร 1 ถ้วยตวง ต่อน้ำซุป 10 ถ้วยตวง 


หลังจากน้ำซุปเดือดพล่านก็ใส่ข้าวที่เตรียมไว้ลงไปเต็มทั้งน้ำเดือดๆประมาณ 5 นาที หมั่นคนไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เบาไฟจนน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆจนกว่าข้าวจะเปื่อยเนียนละลายไปกับน้ำซุป 
ถ้าหากบดข้าวมาก่อนจนเนื้อละเอียดก็อาจจะใช้เวลาเคี่ยวประมาณชั่วโมงกว่าๆ แต่ถ้าข้าวยังเป็นเม็ดๆก็อาจจะนานหน่อยประมาณอย่างต่ำๆ 2-3 ชั่วโมง ค่อยหมั่นคนเป็นระยะนะครับ ถ้าน้ำงวดเกินไปจนเม็ดข้าวประทุก็ใส่น้ำเปล่าลงไปเพิ่มได้ตลอด 


ในรูปนี่คือผ่านไปหลายชั่วโมงจนเม็ดข้าวบานเปื่อยเนียนเป็นเนื้อเดียวกันน้ำซุป ในที่สุดก็ได้ที่สักที 55555 


ทีนี้พอจะกินก็ง่ายๆเลยครับ เตรียมชามไว้แล้วประกอบร่างได้เลย ตักข้าวโจ๊กใส่ให้เต็มชาม เทน้ำเต้าหู้หรือน้ำถั่วเหลืองอุ่นๆมาผสมกับข้าวโจ๊กในชามตามชอบเพื่อเพิ่มความหวานมัน ใส่หมูก้อนที่เตรียมไว้ลงไป โรยหน้าด้วยขิงซอยกับต้นหอมซอยสักหน่อย ก็เป็นอันเสร็จพิธีพร้อมเสิร์ฟ ใครชอบเค็มก็เติมซีอิ๊วขาว ใครชอบความเผ็ดร้อนก็จัดพริกไทยลงไปตามชอบ 
นี่แหละคือ "ไตกับจุ๊ก" หรือ "โจ๊กชนะหน้าพระพักตร์" เมนูที่สามารถทำให้เด็กหนุ่มยาจกผงาดสู่ความเป็นจอหงวนได้ในที่สุด 
"อย่าลืมให้ลูกคุณกินโจ๊กทุกเช้านะครับ" 

 
 โดย facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 28 มกราคม 2563
Last Update : 28 มกราคม 2563 9:55:00 น.
Counter : 92 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
แซนวิชญี่ปุ่นหลังยุคสงคราม เมนูอาหารแห่งการฟื้นฟูประเทศ "คัตสึ ซังโดะ (Katsu Sando)"
สวัสดีครับ วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำเมนูแซนวิชญี่ปุ๊นญี่ปุ่นแบบง่ายๆ แต่รับรองว่าทั้งอร่อยแถมอิ่มท้อง เหมาะมากๆสำหรับมื้อกลางวันอันหิวโหยของใครหลายๆคน

เมนูในวันนี้ก็คือ คัตสึซังโดะ หรืออาจเรียกแบบไทยๆว่าแซนวิชหมูทอดก็ได้ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์คร่าวๆของเมนูกันก่อน 
ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะรู้จักกับขนมปังตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยบาทหลวงชาวโปรตุเกส แต่ขนมปังนั้นกลับเป็นอาหารเฉพาะสำหรับชนชั้นสูง ชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถหาทานได้ ต่อมาภายหลังในช่วงประมาณปลายศตวรรษที่ 19 ประเทศญี่ปุ่นได้มีการสร้างเสริมกำลังทหาร ขนมปังจึงถูกนำมาบรรจุเป็นหนึ่งในเมนูสำหรับกองทัพ 

แต่ภายหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นได้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกันจึงได้เข้ามาประจำการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการนำเอาอาหารอเมริกันหลายๆอย่างเข้ามาเผยแพร่ โดยแซนวิชก็เป็นหนึ่งในเมนูเหล่านั้น ต่อมาชาวญี่ปุ่นหัวใสจึงประยุกต์เอาแซนวิชแบบอเมริกันมาเปลี่ยนเป็นแซนวิชแบบญี่ปุ่น และเมนูคัตสึซังโดะ (Katsu Sando) ก็เป็นหนึ่งในเมนูเหล่านั้นนั่นเอง

เมื่อเรารู้กันมาพอแล้ว ก็มาเริ่มทำกันได้เลยครับ


เริ่มจากทำตัวหมูทอดไส้แซนวิชกันก่อนเลยครับ 
โดยปกติคัตสึซังโดะจะใช้หมูทอดแบบทงคัตสึทั้งชิ้น แต่ถ้าใครเคยกินจะรู้ว่าการใส่เนื้อหมูทอดลงไปเป็นไส้ทั้งชิ้น เวลากัดจะกินลำบาก เสือตะหลิวก็เลยประยุกต์โดยการใช้หมูบดทอดมาเป็นไส้แทน
ง่ายๆเลยคือคลุกผสมรวมหมูบดประมาณ 3-4 ขีด กับ
กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1 ช้อนชา
หอมใหญ่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ขาว 1 ฟอง
แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 1/2 ช้อนชา
ผสมจนเข้ากันหมักแช่ตู้เย็นไว้ประมาณอย่างต่ำๆสัก 3 ชั่วโมงกำลังดี จากนั้นจึงเอามาปั้นเป็นก้อนๆ


จากนั้นก็เอามาคลุกแป้ง ชุบไข่ และเคล้ากับเกล็ดขนมปังให้ทั่วๆไปเลยครับ 
คลุกเคล้าเกล็ดขนมปังเสร็จก็เอาไปแช่ช่องแข็งสักประมาณ 1/2 ชั่วโมงแล้วก็เอาออกมาทอดได้เลย 


ทอดน้ำมันไฟปานกลางไปเรื่อยๆจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน 
ทอดเสร็จก็เอาออกมาพักสะเด็ดน้ำมันไว้ เตรียมประกอบร่างได้เลยครับ


ขนมปังของคัตสึซังโดะโดนปกติจะใช้ขนมปังแผ่นหนาๆ แต่พอดีแถวบ้านเสือตะหลิวมีแต่ขนมปังแผ่นบางๆ เสือตะหลิวก็เลยประยุกต์โดยการเอาขนมปังสองแผ่นมาประกบ แล้วเอาชีสแผ่นมาวางตรงกลางเป็นตัวประสาน เราก็จะได้ขนมปังแผ่นหนาๆแล้วครับ
เสือตะหลิวจะหั่นขนมปังเตรียมไว้ก่อนเลยนะครับ 


อันนี้คือซอสทงคัตสึแบบบ้านๆ เสือตะหลิวผสมเองโดยใช้แค่ 
ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา 
น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา
ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้ละลายเข้ากันดีเราก็จะได้ซอสทงคัตสึแบบบ้านๆแล้วครับ 


เครื่องทั้งหมดพร้อมก็เอามาประกอบร่างได้เลยครับ
ผ่าครึ่งหูทอดที่เราเตรียมไว้ เอาซอสทงคัตสึมาทาที่ขนมปังด้านใน จากนั้นก็เอามาประกบกับหมูทอดเป็นแซนวิชก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ
ถ้ากลัวเลี่ยนก็กินคู่กับต้นหอมสับสักเล็กน้อย รับรองว่าอร่อยเหาะ 


หมูบดทอดปรุงรสกลมกล่อมหอมนุ่มเคี้ยวง่าย ทานคู่กับซอสทงคัตสึรสเปรี้ยวหวานมันเค็มมาเต็มๆ ประกบด้วยแผ่นขนมปังชิ้นหนานุ่มแอบแทรกชีสแผ่นมันๆอยู่
นี่แหละคือเมนูแห่งการฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่นหลังยุคสงคราม จนกลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจวบจนถึงปัจจุบัน
"อย่าเพิ่งยอมแพ้ แค่หาอะไรกินก่อน" 


โดย facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 21 มกราคม 2563
Last Update : 21 มกราคม 2563 9:30:05 น.
Counter : 91 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

เสือตะหลิว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผู้ชายธรรมดาๆที่รสชาติไม่ธรรมดา
just a man with a nice taste
New Comments