กลับบ้านเรา
พวกฉันกลับมาที่ Voyage II(สามีฉันอยากเปลี่ยนชื่อเป็น หยิน-หยาง) ซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ที่ Channiers เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำ Charente ได้สองวันแล้ว หลังจากที่ไปพักร้อนที่บ้านพ่อสามีที่ La Rochelle สี่วัน(พวกฉันใช้คำว่าพักร้อนเพราะมีอินเตอร์เนทให้ใช้ มีห้องน้ำให้อาบน้ำ มีทีวีให้ดูแม้จะไม่ชอบดูเท่าไรนักและมีพื้นที่ส่วนตัวของใครของมันที่กว้างขวางกว่าบนเรือ )

ก่อนที่พวกฉันจะล่องเรือมาถึงเมืองนี้ก็ต้องผ่านมาหลายเมืองทีเดียว ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน สามีฉันตัดสินใจเอาเรือลงน้ำทั้งๆที่ยังสร้างมุมต่างๆภายในเรือยังไม่เสร็จ ด้วเหตุผลว่าเขาเบื่อที่จะปีนขึ้นปีนลงเรือที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นมา 80 ซม.นั่นเอง เมื่อตัดสินใจแบบนี้ เขาและเพื่อนอีกคนก็ช่วยกันเอาเสากระโดงเรือยาว 10 เมตรที่นอนรอให้เราพากลับมายังสถานที่ของมันอยู่หลายเดือน ปกติแล้วที่ท่าเรือจะมีบริการติดตั้งเสากระโดงเรือด้วยอุปกรณ์ทุ่นแรง แต่ด้วยความที่ไม่ต้องการเสียเงิน พวกเราจึงใช้วิธีเอาเชือกพาดผ่านกิ่งไม้ขนาดใหญ่เหนือเรือ แล้วใช้ลอกค่อยๆชักเสาขึ้น ระหว่างที่เราสามคนกำลังงุ่มง่ามอยู่ก็มีเพื่อนชาวเรืออีกสองคนมาช่วยผ่อนแรง การติดตั้งเสากระโดงเรือฟรีจึงผ่านไปด้วยดี ไม่กี่วันต่อมาเราจึงนำเรือลงน้ำทั้งๆที่เครื่องยนต์ยังใช้งานไม่ได้ เย็นวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ท่าเรือใจดีช่วยโยงเชือกแล้วลากเราออกจากท่าเรือเมือง Rochefort ปัญหาคือเราต้องไปต่อเองให้ถึงสะพานเรือที่อยู่หน้า Corderie Royal ซึ่งห่างไปประมาณ 100 ม. เมื่อตักสินใจไปต่อ เพื่อนอีกสองคนที่มาช่วยจึงถือเชือกหัวท้ายคนละเส้น แล้วก็ช่วยกันลากไปจนถึงสะพานเรือ ระหว่างนั้นฉันทำหน้าที่อยู่เฉยๆ บนเรือรอให้พวกเขาลากไปให้ถึง แต่ระหว่างทางไม่ได้ง่ายเลย ตลิ่งแม่น้ำมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้น คนที่ถือเชือกข้างหน้าต้องคอยอ้อมเชือกรอบต้นไม้ไปมา ส่วนคนข้างหลังต้องคอยคุมเรือไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง พอไปถึงมีเรือหลายลำจอดอยู่แล้ว เพื่อนคนที่อยู่ด้านหน้าต้องแปลงร่างเป็นลิงปีนขึ้นปีนลงเรือหลายลำเพื่อพาพวกเราเข้าไปยังที่ว่างซึ่งอยู่ด้านในติดตลิ่ง ในที่สุดพวกเราก็มาถึง ตัวฉันนั้นปลอดภัยสบายดี แต่เพื่อนอีกคนต้องดำลงไปในน้ำอุณหภูมิ 15 องศาเพื่อแก้ปมเชือกของเราที่ติดใบพัดเรือลำข้างหน้า ฉันล่ะหนาวแทน...

จากนั้นพวกฉันก็ใช้ชีวิตอยู่หน้า Corderie Royal เป็นเวลาสองเดือน สามีฉันชอบที่นี่เพราะเมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขามีเรือลำแรก เขาก็อยู่ที่นี่เป็นปี ด้วยว่าบรรยากาศรอบๆสงบเงียบ วิวสองฝั่งแม่น้ำก็สวย ตรงข้ามเป็นทุ่งกว้าง ส่วนอีกฝั่งก็เป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายร้อยปี เป็นอาคารหลังคาสีฟ้า ตัวอาคารทำจากหินก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 18 อาคารดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อผลิดเชือกที่ใช้ในการเดินเรือ ตัวอาคารจึงมีความยาวหลายร้อยเมตร นอกจากนี้เมื่อสิบปีก่อนเราไม่ต้องเสียเงินค่าจอดเรือ น้ำไฟฟรีสบายไป แต่เวลาผ่านไป อะไรๆก็เปลี่ยนแปลง พวกเรารู้ว่าเราต้องเสียค่าจอดเหมือนๆกับจอดในท่าเรือ พอคำนวนเสร็จศัพท์พวกฉันคิดว่าไม่น่าจะแพงมาก จึงไม่ได้ไปถามที่เจ้าหน้าที่และรอรับใบเรียกเก็บค่าเช่าอย่างสบายใจ ที่ไหนได้ สองเดือนผ่านไปเซอไพรซ์ครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน คนเดินเรือกันมากทางท่าเรือจึงคิดค่าจอดเรือเพิ่มเป็นสองเท่า เท่านั้นแหล่ะ สองคนผัวเมียนั่งอึ้งอยู่หลายชั่วโมง(ว่าแล้วเชียว ของฟรีไม่มีในโลก) อันนี้ฉันถือเป็นความผิดของสามีฉันไปเต็มๆ เพราะประมาทคิดเอาเอง ไม่ยอมสอบถามข้อมูล ถือเป็นบทเรียนราคาค่อนข้างแพงอีกหนึ่งบนเรียน...



Create Date : 06 ตุลาคม 2553
Last Update : 6 ตุลาคม 2553 21:25:55 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง