กลับเรือซะที
หายหน้าหายตาจากบล็อกไปเนิ่นนานจนนับไม่ถูก เนื่องด้วยไม่มีอินเตอรือยู่เป็นเดือน แถมไฟฟ้าก็หายากเลยไม่มีโอกาสอัพบล็อก เพิ่งกลับเมืองไทยมาได้หนึ่งอาทิตย์ เพิ่งมีวันนี้แหล่ะที่เริมมีเรี่ยวมีแรงมีอารมณ์มาอัพเดทเรื่องราวชีวิตช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรถึงได้หมดเรี่ยวหมดแรง แต่คงจะต้องแบ่งเล่าเป็นเรื่องๆ ไป เรื่องมันย๊าวววววววววว


คงต้องเริ่มเรื่องต่อจากบล็อกที่แล้ว คราวที่แล้วพูดถึงเมืองที่พวกฉันจอมเรือทิ้งไว้ ตอนแรกกะว่าจะยอมพรากจากกันสองเดือน ทำไปทำมากลายเป็นว่าปาเข้าไปเกือบสามเดือน ถึงแม้จะแอบกลับไปดูสามสี่วันก็เหอะ พวกฉันกลับเรือเมื่อวันที่ 12 สิงหา เพราะเป็นวันที่สามีต้องไปตรวจแผลผ่าตัดที่บอร์กโดซ์วันนั้น เลยถือโอกาสนั่งรถฟรีแท็กซี่ฟรีอภินันทนาการจากประกันสังคมไปถึงโรงพยาบาล จากนั้นก็นั่งแกร่ว เตร่ไปเตร่มาอยู่สามชั่วโมงก่อนจะไปขึ้นรถไฟต่อไปที่เมือง Langon จากนั้นก็นั่งรอเพื่อนที่เป็นเจ้าของเรือลำข้างๆ กลับมาจากบอร์กโดซ์ แล้วนั่งรถเพื่อนกลับเรือพร้อมกัน โชคดีวันนั้นอากาศไม่ร้อน พวกฉันเลยไม่ต้องหงุดหงิดกับการแบกสัมภาระ (บ้าหอบฟางอีกตามเคย) วันนั้นเลยชิลๆ กลับเรือแบบไม่เหน็ดเหนื่อย พวกฉันอยู่ที่ Castets-en-Dorthe สองวัน เพราะเพื่อนลำข้างๆ ชวนกินข้าวเย็นวันรุ่งขึ้น คืนนั้นปะทะคารมกันไปเกือบตีสาม สองคนผัวเมียพากันเดินตุปัดตุเป๋ขึ้นเรือ




วันต่อมาพวกฉันก็เตรียมเดินทางกันต่อ แต่จะไปกันเรียบๆ ง่ายๆ ชิลๆ ก็ไม่ใช่สไตล์พวกฉัน เริ่มออกตัวกันตอนสิบโมงครึ่งท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา (ฝนตกก็ยังดันทุรังให้มันลำบาก) เสียงเครื่องทำงานฮึ่มๆ แบบช้าๆ ไม่รีบร้อน ใส่เกียร์ต่ำสุด ออกมาได้ประมาณสามร้อยเมตร เครื่องยนต์ก็ค่อยๆ ส่งเสียงกระแอมเรียกร้องความสนใจ แล้วตามด้วยอาการสำลักหนึ่งที่ ก่อนที่มันจะจากไป เอาละว้า ยังไม่ถึงไหนเล้ยก็เล่นพวกฉันซะแล้ว สามีตกอกตกใจ เครื่องเป็นอะไรรีบลงไปดู ส่วนฉัน คนมันชินชากับเหตุการณ์แบบนี้ก็เลยถือหางเสือเรือคอยประคับประคองให้เรือลอยอยู่กลางคลองให้มากที่สุดแบบชิลๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับสามี ในใจคิดแค่ว่า เพิ่งออกมาสองร้อยเมตร แถมคลองส่วนนั้นก็ไม่ได้กว้างมาก เลยไม่รู้จะตื่นตูมไปไหน ไปไม่ได้ก็กลับไปที่เดิม ส่วนสามีพยายามหาสาเหตุ แกเข้าแกออกอยู่พักนึงเครื่องก็ไม่ยอมติด สิบนาทีผ่านไปนึกขึ้นได้เองว่าลืมเปิดสายส่งน้ำมัน น้ำมันมันเลยไม่ไหลเข้าเครื่อง เลยมีอาการแบบน้ำมันหมดนั่นเอง เฮ้อ...ไม่อยากจะด่า พอแก้ไขเสร็จก็ไปกันต่อ จุดหมายปลายทางคือเมือง Mas d’Agenais ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร ต้องผ่านประตูน้ำเจ็ดประตู วันแรกก็จัดหนักเลย ระหว่างนั้นฝนก็ยังคงตกปรอยๆ ให้พอเปียกๆ อยู่อีกเกือบสองชั่วโมง ฝนที่ตกลงมาทำให้ฉันต้องระวังเพิ่มอีกหลายเท่าตอนปีนบันไดประตูน้ำที่นอกจากจะสูงชันแล้ว ยังลื่นกว่าปกติอีกหลายเท่า สำหรับการเดินทางวันแรกราบรื่นดีไม่มีปัญหา การเข้าประตูน้ำตะกุกตะกักเล็กน้อยตอนผ่านประตูแรก เพราะสามีไม่อยากเข้าพร้อมเรืออีกลำที่ขอตามมาเข้าพร้อมฉัน พี่แกเลยเร่งเครื่องเต็มที่หวังจะทิ้งห่างให้มากที่สุดเพื่อเข้าประตูคนเดียว ทิ้งห่างมาพอสมควรแต่มาตกม้าตายตอนจะเข้าประตูนั่นแหล่ะ ด้วยสามีดันรีบร้อนจะเข้าประตู ไม่ยอมรอให้น้ำในประตูน้ำระบายออกจนหมด แล้วขึ้นไฟเขียว พาเรือไปจ่อใกล้ปากประตู กระแสน้ำเลยพัดเรือขวางประตู ตอนแรกกะจะถอยกลับไปเริ่มใหม่ แต่โชคดีพาหัวเรือรอดเข้าประตูไปได้ งานนี้ขอโม้หน่อยว่าฉันเป็นคนบังคับเรือเอง กะจังหวะพอเหมาะพอดี เลยเอาหัวเรือเข้าไปได้ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ฉันที่ต้องปีนบันไดขึ้นไปผูกเรือ ระหว่างนั้นเรือลำที่เราพยายามชิ่งหนีก็ตามมาจนทัน เลยต้องยอมรอให้เข้ามาพร้อมกัน จริงๆ แล้วที่ไม่อยากเข้าพร้อมเรือลำอื่นเพราะ พวกฉันยังไม่มีความเชี่ยวในการขับเรือเข้าประตูน้ำเท่าไหร่ กลัวเรือจะกระแทกกำแพงบ้างอะไรบ้าง ถ้ามีเรือลำอื่นเข้ามาก็ต้องเลื่อนเรือไปด้านหน้าสุด ตอนที่น้ำจากข้างบนไหลลงมาในประตูน้ำมันแรงมาก ต้องใช้แรงยื้อเรือไม่ให้ส่ายไปมา แล้วไอ้คนออกแรงมันจะใครล่ะ ก็ศรีอีกตามเคย อีกอย่างคือไม่รู้ว่าเรือที่จะเข้ามาพร้อมพวกฉันเชี่ยวชาญขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรือที่เช่าเที่ยว คนขับไม่เชี่ยวชาญ ไม่มีใบขับขี่ ไม่รู้กฏการเดินเรือ พวกฉันก็กลัวจะเข้ามาชนเรือพวกฉัน ขนาดลำนี้ที่เข้ามาเป็นเรือส่วนตัว ตอนที่แกโผล่เข้าประตูน้ำมา แกทำผาดโผนหวานเสียวด้วยการเอากาบขวาเรือพุ่งชนทางเข้า ฉันเห็นแล้วปวดใจแทน ไม่อยากจะนึกถึงร่องรอยที่ทิ้งไว้ข้างกาบเรือ แถมมาถึงก็เอาเชือกผูกข้างบันไดแบบทุลักทุเล พอฉันกดปุ่มปิดประตูน้ำทางเข้า มองไปที่เรือลำนั้นก็ให้หวาดเสียวอีกรอบ เห็นเรือตะแคงตอนน้ำจากข้างบนกำลังไหลเติมอ่าง ระหว่างนั้นเจ้าของเรือก็ขอบอกขอบใจพวกฉันที่รอพวกเขา พวกฉันยิ้มแหยๆ ตอบไปว่า บ่เป็นหยัง ถ้าไม่ติดตอนเข้าเมื่อกี้พี่ก็คงไม่ได้มายืนเม้าส์กะพวกหนูแบบนี้หรอกค่ะ แต่ประตูนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี เรือสองลำล่องตามกันไปเข้าประตูอีกสองประตู เรือลำนั้นหยุดพักกินข้าว ส่วนพวกฉันชินกับการกินไปด้วย ขับเรือไปด้วย เลยไปกันต่อ


มาถึง Mas d’Agenais ตามเป้าหมายประมาณทุ่มกว่าแบบลุ้นระทึก พร้อมกับเรือเช่าสำหรับนักท่องเที่ยวอีกลำ ที่ลุ้นกันเพราะว่าก่อนถึงเมืองนี้ต้องกดปุ่มเปิดประตูน้ำก่อนหนึ่งทุ่ม ไม่งั้นต้องรอวันรุ่งขึ้น เพราะประตูน้ำจะปิดตอนหนึ่งทุ่ม แล้วเปิดตอนเก้าโมงเช้า เรือฉันไล่ตามเรือลำนั้นไปติดๆ เข้าใจว่าคงอยากผ่านประตูน้ำบานนั้นเหมือนกัน พวกฉันเลยปล่อยให้ลำนั้นนำหน้าเพื่อจะได้ไปหมุนรีโมทเปิดประตูน้ำ ใจหายใจคว่ำไปตลอดทาง แต่ก็บรรลุเป้าหมายที่เวลา 18.57 โอ้ว... พอไปถึงพวกฉันก็เข้าเทียบท่าเรือประจำเมือง ที่เลือกเมืองนี้เพราะเป็นท่าเรือเปิด ถ้าอยากใช้น้ำใช้ไฟก็ไปจ่ายตังค์กดเหรียญมาหยอด จ่าย2 ยูโร สำหรับไฟฟ้าสี่ชั่วโมง น้ำ 15 นาที อาบน้ำ 7นาที จริงๆ ไม่ได้อยากจ่ายเงิน แต่พวกฉันมีแผน เพื่อนๆ ลำข้างๆ สอนวิธีมา ก่อนเดินทางเฟรดกับเบเน่ให้มาสองเหรียญ แถมด้วยวิธีการได้เหรียญมาเพิ่ม ด้วยความที่เป็นท่าเรือเปิด ไม่มีคนคุม เลยทำอะไรสะดวกได้ด้วยการเตรียมสว่านสำหรับไขน็อตในช่องเก็บเหรียญแล้วดึงกล่องใส่เหรียญออกมา เท่านี้เราก็มีน้ำไฟใช้ฟรี แถมได้อาบน้ำสบายใจ (อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แต่จ่ายแพงขนาดนี้ สามัญสำนึกก็ต้องพ่ายแพ้ไปตามระเบียบ) พวกฉันตัดสินใจอยู่ที่นี่สี่ห้าวัน เพื่อรอให้ถึงช่วงปลายเดือน นักท่องเที่ยวจะได้ลดลงหน่อย ตอนที่พวกฉันล่องเข้าคลอง Canal du Midi คลองชื่อดังมรดกโลกอายุกว่าสี่ร้อยปี ข่าวว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก ล่องเรือกับนักท่องเที่ยวพวกนี้ไม่ไหว ขับกันเร็วเหลือเกิน ไม่รู้ควายหายหรือยังไง เขาอนุญาตความเร็วไม่เกิน 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เท่าที่เห็นแล่นกันไม่ต่ำกว่า 12 สาเหตุที่มีการกำหนดความเร็วเพราะเป็นการป้องกันตลิ่งพังจากคลื่นที่สาดเข้าตลิ่ง ถ้าผ่านท่าเรือก็ต้องลดเหลือ 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อเป็นการไม่รบกวนเรือที่จอดอยู่ตามท่า


คืนนั้นทำตัวเป็นโรบินฮู๊ดด้วยการให้เหรียญหนุ่มสาวที่ปั่นจักรยานเลียบคลองสองเหรียญ เอาไปอาบน้ำให้สดชื่น พากันดีอกดีใจไม่ต้องเสียสี่ยูโร ฉันแถมไดร์เป่าผมให้ไปใช้อีก โดยทั่วไปแล้วเราจะเห็นบรรดานักปั่นจักรยานหลากหลายวัยหากันปั่นเลียบคลอง ถ้าเห็นคันไหนมีข้าวของรุงรังก็เดาได้ว่าพวกนี้ปั่นเพื่อชาติ ปั่นกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร ปั่นกันข้ามเมืองข้ามแคว้นลงใต้ไปโน่น ถ้ายังหนุ่มยังสาวก็ค่ำไหนนอนนั่น กางเต้นท์กันไป ส่วนบรรดาลุงป้าก็อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ที่เมืองต่างๆ จองที่พักล่วงหน้ากันเอาไว้ อะไรก็ว่ากันไป ส่วนจักรยานก็มีหลายรูปแบบ บางคันเกิดมาฉันก็เพิ่งเคยเห็น มีทั้งแบบสองล้อธรรมดาเหมือนวัตถุที่เราเรียกว่าจักรยาน บางคันก็เป็นแบบปั่นกันสองคนคันเดียว บางคันก็มาแบบนอนปั่น ก็จะเป็นแบบเตี้ยๆ หน่อย เอนปั่นกันไป ไม่พอ ยังมีแบบใช้มือปั่น รูปแบบสารพัดจนฉันจำไม่หมด ไอ้ที่คิดว่าแปลกแล้วก็ยังมีแปลกขึ้นไปอีก ปั่นกันจนฉันยังเหนื่อยแทน อะไรจะมุ่งมั่นขนาดนั้น แต่ฉันว่าดี ถือเป็นการเปิดโอกาสการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ คลองที่ฝรั่งเศสจะมีการบำรุงรักษาริมตลิ่งให้เป็นทางเดินเล็กให้ผู้คนได้มาเดินเล่น หรือจะมาปั่นเพื่อชาติก็ว่ากันไป ส่วนใหญ่ทางแบบนี้จะมีแค่ฝั่งเดียว แต่อาจจะเปลี่ยนไปอีกฝั่งเป็นแห่งๆ ไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมริมคลอง ถ้าบ้านเราทำแบบนี้ได้ก็คงจะดี ช่วงหลังมานี่ฉันเห็นคนหันมาปั่นจักรยานกันเยอะ แต่บ้านเรามียังไม่ค่อยมีช่องถนนที่ใช้สำหรับจักรยานสักเท่าไหร่ ปั่นไปก็คงจะใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เกรงว่ารถที่วิ่งไปมาจะมาสอยติดหน้ารถไปด้วย แต่บ้านเขาให้ความสำคัญเรื่องนี้สูง ใครอยากปั่นจักรยานเที่ยวแบบจากเหนือจรดใต้ก็ทำได้แบบสบายๆ ไม่ต้องเกรงกลัวบรรดารถราตามท้องถนน เพราะทางแบบนี้เขาห้ามรถยนต์ มอเตอร์ไซต์วิ่ง แถมเรายังได้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของผู้ที่มาใช้คลอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่มาเดินเล่น นักตกปลา นักปั่นน่องเหล็ก หรือบรรดานักเดินเรือมืออาชีพมือสมัครเล่น ทุกครั้งที่สวนกันก็กล่าวทักทาย หยอกล้อ แซวกันราวกับรู้จักกันมานาน อยากให้บ้านเรามีแบบนี้บ้างจัง ไม่มีใครเคยคิดจะไปดูงานที่ฝรั่งเศส แล้วกลับมาศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขุดคลองในลักษณะนี้ขึ้นมาบ้างรึไงเนี่ย ฉันว่าน่าจะเป็นทางเลือกนึงสำหรับการจัดระเบียบน้ำในประเทศไทยได้ บ้านเขาคิดได้กันมาสี่ร้อยกว่าปี พี่ไทยจะทำบ้างก็ได้มั้ง เผื่อจะช่วยเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งที่แก้กันไม่ตกได้บ้าง


ไว้บล็อกหน้าฉันจะเอาข้อมูลของเมืองนี้มาให้ดูกัน ถึงจะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์เหมือนกันเน้อ




Create Date : 01 ตุลาคม 2554
Last Update : 1 ตุลาคม 2554 20:03:20 น.
Counter : 204 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง