Castets-en-Dorthe
อาทิตย์หน้าพวกฉันจะไปนอนเฝ้าเรือสักห้าหกวัน เพราะเพื่อนเรือลำข้างๆ ออกเรือสิบห้าวัน สามีฉันห่วงเรือ กลัวไม่มีใครดู (ก็ไม่รู้ห่วงทำไม เพราะปกติเพื่อนลำข้างๆ เขาก็ไม่ได้มานั่งเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมงสักหน่อย แถมยังมีเรือที่มีคนอาศัยอีกสองสามลำอยู่แถวนั้น) พวกฉันเลยถือโอกาสขนข้าวของสัมภาระที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ ไปลงเรือ พอกลับไปอีกครั้งจะได้ถือแต่กระเป๋ากับคอมพ์สบายๆ ไม่ต้องบ้าหอบฟางเหมือนที่ผ่านมา

ว่าแล้วก็ขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับเมืองที่พวกฉันเอาเรือไปจอดสักหน่อย

เมือง Castets-en Dorthe อยู่ในแคว้นอะกิแตน (Aquitaine) ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายตอนใต้ของแม่น้ำการอน (Garonne) ห่างจากเมืองบอร์กโดซ์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 53 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นจุดสิ้นสุดของคลองคู่ขนานแม่น้ำการอน เมืองนี้ก็เป็นเมืองเล็กๆ ถ้าเดินเข้าเมืองก็เจอแค่ร้านขนมปัง เขียงหมู(ร้านขายเนื้อสัตว์) คนขายใจดีจนฉันเผลอใจซื้อเนื้อไปสิบห้ายูโร พร้อมกับเดินออกมางงๆ ว่าซื้อไปได้ไงฟะ ร้านขายของชำ ร้านนี้ฉันไม่เคยเข้า เพราะมั่นใจว่าจะได้ซื้อของราคาแพงเป็นพิเศษ ด้วยอยู่ห่างไกลเมืองใหญ่ ร้านขายของชำในเมืองเล็กๆ มักจะขายของแพง ฉันก็เข้าใจ แต่จะให้ไปซื้อ ฉันก็เห็นใจกระเป๋าตังค์ตัวเองมากกว่า (นี่เป็นเหตุผลที่ซื้อของแห้ง เครื่องกระป๋องตุนไว้มากมายราวกับจะเลี้ยงช้าง) อีกร้านคือร้านเหล้าไม่ใหญ่ไม่โต มีนักดนตรีมาแสดงสดกันเดือนละครั้ง เรื่องหนักใจของฉันคือการเดินไปซื้อขนมปังในเมือง ต้องเดินจากคลองไต่ขึ้นไปในเมือง เพราะเมืองตั้งอยู่บนที่สูง การแบกพุงและขาหมูไปกลับหนึ่งชั่วโมง ฉันถือว่าตัวเองออกกำลังกายแล้วหนึ่งเดือน ฉะนั้นอย่าหาว่าฉันไม่ออกกำลังกาย...



สถานที่ๆ พอจะไปเที่ยวชมได้บ้างคือ

Château du Hamel สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสี่ ปัจจุบันจัดให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1963 แต่ไม่มีการเปิดให้เข้าชม เนื่องจากเจ้าของปราสาทอาศัยอยู่เอง




L'église Saint-Romain สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสอง ถูกจัดให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1925




L'église Saint-Louis ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า



สะพาน Eiffel เป็นสะพานข้ามแม่น้ำการอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1905 โดยใช้เทคนิกการก่อสร้างของนายเอฟเฟล (ผู้สร้างหอไอเฟลนั่นเอง)



Canal latéral à la Garonne หรือคลองคู่ขนานแม่น้ำการอน เมืองนี้จะมีประตูกั้นน้ำทั้งหมดสามประตู คลองนี้เป็นคลองที่เชื่อมต่อมาจาก Canal du midi สร้างขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า

คลองในฝรั่งเศสเริ่มสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยมีนายปิแอร์-โปล ปิเก้ต์ เป็นผู้ริเริ่มความคิดนี้ ถ้าพูดถึงคลองก็อาจจะต้องนึกถึงคลองแสนแสบบ้านเรา ซึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศส เห็นคลองก็ทรงมีพระราชดำรินำไปสร้างคลองในเมืองหลวงของเรานั่นเอง คลองในประเทศฝรั่งเศสมีการบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลาโดยหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งริมฝั่งคลอง หรือในคลองเอง บางช่วงจะมีการใช้แผ่นสังกะสีหรือคอนกรีตกั้นริมตลิ่ง เพื่อไม่ให้ตลิ่งทรุด นานๆ ทีก็จะมีการวิดน้ำออกจากคลองเพื่อทำความสะอาด คลองที่นี่จึงสะอาดและสวยงามเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก การที่จะล่องเรือในคลองก็ต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียม รายวัน รายเดือน รายปีก็แล้วแต่ความต้องการของเจ้าของเรือ ราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ คิดเป็นตารางเมตร เรือที่เป็นสี่เหลี่ยมก็เข้าใจ แต่เรือที่ไม่สามารถคำนวนเป็นตารางเมตรได้แบบพวกฉันก็ต้องจ่ายเงินเป็นตารางเมตรกะเขาเหมือนกัน โดยคิดเป็นความกว้างคูณความยาว แต่ปัญหาคือตลอดความยาวของเรือมีความกว้างไม่เท่ากันสักที่ พวกฉันก็เลยแจ้งแบบโกงๆ ไป เพื่อจะได้จ่ายถูกลงมาหน่อย (สาธุ...อย่าเอาสายเมตรมาวัดเล้ย) นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วก็ต้องมีใบอนุญาตเหมือนใบขับขี่นั่นแหล่ะ แต่ก็มีการอนุโลมถ้าคำนวนค่าออกมาแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ ค่าคืออะไร ค่านั้นคือการนำความยาวของเรือ กับจำนวนแรงม้าของเครื่องยนต์มาบวกลบคูณหารกันตามสูตรแล้วไม่เกินเลขมาตรฐานที่กำหนดไว้ก็ไม่ต้องมีใบขับขี่ ส่วนของพวกฉันคำนวนแล้วเกินมานิดหน่อย ต้องมีใบอนุญาต แต่ถ้าคำนวนด้วยเวอร์ชั่นของพวกฉันเอง ไม่จำเป็นต้องมี (ลดจำนวนแรงม้า และขนาดเรือลง) ค่าธรรมเนียมที่เก็บก็เพื่อเป็นการบำรุงรักษาคลอง แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ประจำประตูน้ำ

เมื่อก่อนประตูน้ำในส่วนของคลองคู่ขนานแม่น้ำการอนจะมีเจ้าหน้าที่ประจำประตูละหนึ่งคน พวกนี้จะมีบ้านหลวงอยู่ ก็อยู่ติดกันกับประตูน้ำนั่นแหล่ะ ใครผ่านไปผ่านมาก็มาเคาะประตูเรียกให้เปิดประตูน้ำหน่อย เจ้าหน้าที่เงินเดือนน้อยก็ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ขายไข่ ขายชีสกับเรือที่ผ่านขึ้นผ่านลง ดูแล้วได้บรรยากาศกันเอง แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป ประตูน้ำใช้ไฟฟ้าแทน ใครจะไปจะมาก็ช่วยตัวเอง เข้าไปแล้วก็กดปุ่มเอา เดี๋ยวมันก็เปิดปิดของมันเอง ถ้ามีปัญหาก็โทรเรียกเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ด่านใกล้ๆ เอา เดี๋ยวสักพักแกก็มาช่วย ทุกครั้งที่มีการผ่านประตูน้ำ ถ้าโชคร้ายมีคนแถวนั้น ผู้คนก็จะแห่กันมาดูเป็นฝรั่งมุง ตัวฉันที่ต้องเป็นคนปีนป่ายเอาเชือกไปผูกหลัก กดปุ่มเปิดประตูและคอยคอนโทรลการเคลื่อนไหวของเรือไม่ให้กระแทกกำแพงก็กดดันเพราะไม่รู้เป็นบ้าอะไรต้องมีคนมาชวนคุย ถามโน่น นี่ นั่น ทุกครั้ง (มันจะรู้มั้ยว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด) อ้อ...ลืมบอกไปว่าก่อนที่จะไปถึงประตูน้ำจะมีปุ่มเปิดประตูให้เรา ไปถึงก็จับสายยางทยาวๆ แล้วหมุน สักพักสัญญาณเหมือนไฟเขียวไฟแดงก็จะทำงาน ไฟแดงห้ามเข้า ไฟเหลือง ประตูกำลังเตรียมเปิด ไฟเขียวพร้อมแล้วไปโลด พอเข้าไปถึงก็ปีนบันไดสูงชันไปกดปุ่มให้ประตูอีกด้านเปิดออก ดูเหมือนง่าย แต่ทุกครั้งที่ต้องผ่านประตูอีเจ๊ก็หวาดเสียวทุกครั้งไป...

ปล.1 ยิ่งเขียนยิ่งมันส์ ยิ่งมันส์ก็ชักจะโม้เยอะ คงต้องหยุดก่อนละกัน...
ปล.2 รูปคลองกับประตูน้ำที่เล่าไป เคยโหลดรูปลงไปบ้างแล้ว ย้อนดูได้ค่ะ...





Create Date : 31 กรกฎาคม 2554
Last Update : 31 กรกฎาคม 2554 2:26:49 น.
Counter : 229 Pageviews.

1 comments
  
แม่น้ำการอน สวยมากครับ ชอบที่มีต้นไม้เขียวครึ้มตลอดริมฝั่ง

"งงๆ ว่าซื้อไปได้ไงฟะ" แฮ่ๆๆๆ

"การแบกพุงและขาหมูไปกลับหนึ่งชั่วโมง ฉันถือว่าตัวเองออกกำลังกายแล้วหนึ่งเดือน ฉะนั้นอย่าหาว่าฉันไม่ออกกำลังกาย.." ขำเลยครับ

"พวกฉันก็เลยแจ้งแบบโกงๆ ไป เพื่อจะได้จ่ายถูกลงมาหน่อย (สาธุ...อย่าเอาสายเมตรมาวัดเล้ย)" แฮ่ๆๆ ขำครับ


"(มันจะรู้มั้ยว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด)" หุๆๆๆ

เล่ามันส์ อ่านแล้วสนุกมากครับ
โดย: bayesian วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:22:10:14 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Tibou
Location :
Phisanulok  France

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เด็กอ้วนถือกำเนิดกลางตลาดเมืองสองแคว เมื่อ 31 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ชีพจรลงเท้าไปเรียนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างชีพจรก็พาสองเท้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเมืองน้ำหอมพร้อมกับความตั้งใจที่จะพูดภาษาฝรั่ีงเศสที่ใฝ่ฝันอยากเรียนสมัยมัธยมให้ได้ แล้วอุบัติรักกับหนุ่มเมืองน้ำหอม(สามีสุดเลิฟ)ก็เกิดขึ้น ปัจจุบันย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสอีกครั้งพร้อมทำหน้าที่แม่บ้าน กรรมกร(บนเรือ)กับสามีอันเป็นที่รัก พร้อมกับพยายามสานฝันอาชีพนักแปลให้สำเร็จ เพื่อให้นักอ่านบ้านเราได้มีโอกาสสัมผัสวรรณกรรมฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น สองคนผัวเมียตั้งฝันเดินทางรอบโลกด้วยเรือลำน้อยของเราในอีกสามปีข้างหน้า จุดหมายไปทางยังไม่ระบุ ที่แน่ๆขั้วโลกอยู่นอกเส้นทาง