All Blog
ลุ้นรักลุ้นหมู "หมูกรอบสไตล์เวสเทิร์น"
หมูกรอบเป็นหนึ่งในอาหารจานยอดนิยมของคนไทย โดยส่วนมากที่พบก็มักจะเป็นหมูกรอบสไตล์จีน แต่ส่วนน้อยนักที่จะเป็นหมูกรอบสไตล์ตะวันตก โดยหลักๆสิ่งที่ทำให้หมูกรอบสไตล์จีนกับตะวันตกแตกต่างกันก็คือระดับความเปื่อยนุ่มของเนื้อหมูกับระดับความกรอบของชั้นหนัง ซึ่งหมูกรอบสไตล์ตะวันตกจะมีชั้นเนื้อที่เปือยนุ่มแทบละลายในปาก ตรงกันข้ามกับชั้นหนังที่กรอบนานสะท้านกราม และจะทานคู่กับ brown sauce คล้ายๆสเต็ก ทำให้ได้รสนัวๆของหมูแบบเต็มอณู

ไหนๆจะทำหมูกรอบสไตล์ตะวันตก ก็ขอเล่าเรื่องหมูๆของทางฝั่งประเทศอังกฤษสักหน่อย โดยในเมือง Dunow ของประเทศอังกฤษ จะมีประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เชื่อว่าบัญญัติขึ้นโดยเจ้าเมืองเก่าแก่ในยุคนั้น อาจจะด้วยความคิดแแผลงๆหรือเพื่อความสนุกสนานเฮฮาอะไรบางอย่าง จึงได้ประกาศท้าประลองให้เหล่าบรรดาคู่สามีภรรยาชาวเมืองได้เข้าร่วมการแข่งขันครองคู่แสนสุข กติกาก็ง่ายๆแค่ห้ามมิให้คู่สามีภรรยามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทั้งทางร่างกายหรือทางวาจา ถ้าหากคู่สามีภรรยาคู่ใดสามารถครองคู่อย่างเป็นสุขได้เกินหนึ่งปี รางวัลของผู้ชนะก็คือเนื้อหมูสามชั้นรมควันหรือเบคอนชิ้นโตๆ ที่จะทำให้ครอบครัวอิ่มหนำได้นานนับเดือน 

การแข่งขันครองคู่ชิงหมูดังกล่าวจากประวัติศาสตร์ของชาวเมือง Dunmow ตั้งแต่ริเริ่มประเพณีจนถึงปัจจุบัน มีคู่สามีภรรยาที่สามารถทำได้สำเร็จแค่เพียง 8 คู่ จึงนับได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ดูเหมือนง่ายแต่ยาก เป็นที่มาของสำนวนอังกฤษโบราณที่ว่า "bringing home a baecon" หมายถึง "งานที่สำคัญมากๆที่ต้องทำให้สำเร็จ"


เริ่มต้นเหมือนหมูกรอบทั่วๆไปเลย คือนำสามชั้นชิ้นหนาๆไปต้มในน้ำเดือดๆผสมน้ำส้มสายชูประมาณ 15 นาทีจนสุก จากนั้นก็หาของแหลมทิ่มด้านหนังให้เป็นพรุนทั่วๆ


เอาด้านหนังลงแช่น้ำสายชูประมาณ 4-6 ชั่วโมง จากนั้นก็เอาด้านหนังไปตากแดดหรือผึ่งในตู้เย็นจนแห้งสนิท


หาถาดมีก้นลึก เอาชิ้นหมูวางหันด้านเนื้อลง เทน้ำซุปกระดูกหมูลงไปกะให้แค่ท่วมชั้นเนื้อ สามารถใส่ผักอะไรลงไปในน้ำซุปก็ได้ตามชอบ จากนั้นนำไปอบไฟ 150'Cประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นเร่งไฟเป็น 200'C แล้วอบต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมง 
ระหว่างอบ ถ้าเห็นว่าน้ำซุปเริ่มงวดเกินไปจนแห้ง ก็สามารถเติมน้ำซุปลงไปเพิ่มได้ตลอด 


อบเสร็จพักหมูไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยลองผ่าดู 
หนังกรอบสะท้านกราม เนื้อเปื่อยนุ่มละลายในปากแบบแทบจะไม่ต้องใช้ฟันบด 


ทางด้านน้ำซอส ก็เพียงแค่เอาน้ำซุปที่เหลือจากการอบ กรองเอาน้ำมันออก เอามาตั้งไฟใส่แป้งสาลี เนย และเหล้า ปรุงรสง่ายๆด้วยเกลือพริกไทยซอสมะเขือเทศเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำซอสมีลักษณะข้นก็เป็นอันเสร็จ 


เรียบร้อยแล้วกับเมนูหมูกรอบสไตล์เวสเทิร์น หมูกรอบสไตล์ตะวันตกที่หนังกรอบสนั่นแต่ชั้นเนื้อเปื่อยนุ่มระดับละลายในปาก เป็นเนื้อสัมผัสที่ตรงกันข้ามแต่ตัดกันอย่างลงตัว กินคู่กับ brown sauce รสนัวๆมันๆเค็มๆเข้มข้นกลมกล่อม 
เพราะเรื่องการครองคู่มันไม่ใช่เรื่องหมูๆ แต่ถ้าสามารถประคองชีวิตคู่ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ก็อาจจะเนื้อหมูชิ้นโตๆตกลงมาในชีวิตก็เป็นได้ เพราะชีวิตคู่มันก็ไม่ต่างจาก "bringing home a baecon" 


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 25 พฤษภาคม 2565
Last Update : 25 พฤษภาคม 2565 9:48:33 น.
Counter : 127 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
ความอร่อยที่อัดแน่นอยู่ในชาม "ข้าวหน้าเนื้อ(gyudon)"
กิวด้ง(gyudon) หรือที่คนไทยมักเรียกกันติดปากว่าข้าวหน้าเนื้อ เชื่อว่าพึ่งจะถือกำเนิดมาในประเทศญี่ปุ่นประมาณช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เนื่องจากก่อนหน้านั้น ชาวญี่ปุ่นมักจะไม่นิยมบริโภคเนื้อวัว เป็นความเชื่อในเรื่องของศาสนาพุทธนิกายชินโต 

ต่อมาในช่วงยุคปฏิวัติสมัยเมจิ มีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมากขึ้น การบริโภคเนื้อวัวตามแบบชาวตะวันตกจึงเริ่มแพร่หลาย แต่เนื้อวัวส่วนใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น ยังถือเป็นเนื้อเกรดคุณภาพต่ำ เนื้อวัวส่วนใหญ่จึงมักจะนำมาถูกปรุงเป็นเมนูลักษณะหม้อไฟที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า "กิวนาเบะ(gyunabe)" เป็นการแล่เนื้อเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำมาต้มกินรวมกันกับผัก เครื่องเคียง และน้ำซุปซีอิ๊วแบบง่ายๆ ทำให้เนื้อวัวมีรสชาติที่เข้มข้นและหลากลายมากขึ้น 

ต่อมาในช่วงประมาณปี 1890 มีพ่อครัวหัวใส ลองหันมาทำ gyunabe ที่กินง่ายๆแบบ fast food หลักๆคือการตักเนื้อต้มและน้ำซุปมาโปะข้าวในชาม แล้วเรียกเมนูนี้สั้นๆว่า gyudon ผลตอบรับดีเกินคาด เมนู gyudon เป็นที่นิยมอย่างมาก พ่อครัวคนดังกล่าวจึงเปิดร้านอาหารสำหรับขายเมนู gyudon โดยเฉพาะ แล้วตั้งชื่อร้านว่า Yoshinoya มีสาขาแรกอยู่ที่ตลาดปลาในย่าน Nihonbashi ของมหานครโตเกียว และภายหลังจึงได้มีการขยายสาขาไปยังประเทศอื่นๆของโลกอีกมากมาย


เอาเนื้อสไลด์มาลวกน้ำเดือดๆแบบแค่พอผ่านๆน้ำให้ผิวเนื้อพอสะดุ้ง


ตั้งกระทะไฟกลาง ผัดกระเทียมสับกับขิงสับ จนส่งกลิ่นหอม


เติมน้ำซุปลงไปให้ท่วมก้นกระทะ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เหล้า น้ำตาลเล็กน้อย ให้มีรสเค็มนำ หวานตบนิดๆ 
น้ำซุปสามารถใช้ซุปเนื้อก้อนหรือซุปเห็ดก้อนตามถนัด
ใส่หอมใหญ่หั่นกับเห็ดหอมหั่นลงไปต้มจนหอมใหญ่เริ่มใส


ใส่เนื้อที่ลวกไว้ลงไปผัดให้เข้ากันเร็วๆแค่แป๊ปเดียวไม่ถึง 30 วินาทีก็พอ ปิดท้ายด้วยต้นหอมหั่นตามชอบ


หุงข้าวสวยร้อนๆ ตักใส่ชามรอไว้


ตักเนื้อมาโปะข้าวให้เต็มชาม ลวกไข่วางไว้ด้านบนสักหน่อย กินแกล้มกับขิงดองหรือผักดองอื่นๆตามชอบ แค่นี้ก็ถือเป็นเสร็จพิธี เตรียมอิ่มอร่อยกันแบบล้นชาม
เนื้อวัวนุ่มๆชุ่มน้ำซุปรสกลมกล่อม หอมกลิ่นเหล้าและซีอิ๊ว กินกับข้าวสวยหุงสุกใหม่ๆร้อนๆนุ่มๆ แกล้มกับไข่ลวกไข่แดงเยิ้มๆ ตัดเลี่ยนด้วยขิงดองสักหน่อย อร่อยเหาะไปกับจักรวาลแห่งความอร่อยภายใต้ชามข้าวเล็กๆชามนี้นี่เอง


เสือตะหลิว "อาหาร กับ ชายชาตรี"
 



Create Date : 20 พฤษภาคม 2565
Last Update : 20 พฤษภาคม 2565 10:46:16 น.
Counter : 117 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
ทวงคืนความยุติธรรม ..... "ปลาเปรี้ยวหวาน"
ปลาเปรี้ยวหวาน อาหารมักหาทานได้ทั่วไปตามร้านอาหารจีน เนื้อปลาทอดกรอบนุ่มในราดซอสเปรี้ยวหวานรสกลมกล่อมกินแล้วรู้สึกอร่อยสดชื่น จากตำนานจีนโบราณเล่าว่า มีสองพี่น้องตระกูลซ่งทำอาชีพชาวประมง ชายผู้พี่นั้นมีภรรยาที่หน้าตาสะสวยเป็นที่เลื่องลือ จนต้องตาต้องใจของขุนนางผู้มีอำนาจในท้องถิ่น จึงลงเอยด้วยการนำมาซึ่งการตายอย่างมีเงื่อนงำของผู้เป็นสามี ชายผู้น้องและพี่สะใภ้ต่างพยายามถามหาความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรม แต่ผลลัพธ์คือความนิ่งเงียบจากอำนาจมืดของผู้มีอิทธิพล 

ครั้นแล้วชายผู้น้องและพี่สะใภ้หม่ายสามีจึงหนีออกจากเมืองๆนั้น แล้วไปทำอาชีพประมงอยู่ ณ แหล่งอื่น ชายผู้น้องได้พยายามศึกษาเล่าเรียน เพื่อสอบเข้ารับราชการและหวังว่าจะกลับไปทวงคืนความยุติธรรมให้พี่ชายผู้วายชนม์ เมื่อถึงวันสอบ พี่สะใภ้จึงได้นำปลาที่มีอยู่มาทำอาหารให้ชายผู้น้อยกิน แต่วันนี้กลับพิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะเนื้อปลามีรสเปรี้ยวหวาน ชายผู้น้องทานแล้วนอกจากอร่อยยังรู้สึกระชุ่มกระชวยสดชื่น พี่สะใภ้จึงตอบว่า เห็นว่าเป็นวันสอบจึงอยากให้ชายผู้น้องรู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง
 
หลังจากนั้น ชายผู้น้องก็สอบติดราชการ ได้เป็นขุนนางใหญ่โต จึงกลับไปว่าราชการที่บ้านเกิด และจัดการลงโทษขุนนางชั่วที่พรากชีวิตพี่ชายของตนไป ส่วนพี่สะใภ้ก็ได้เปิดร้านอาหาร มีเมนูเลื่องชื่อคือปลาเปรี้ยวหวานในตำนานนั่นเอง


เตรียมวัตถุดิบหลักกันก่อน วันนี้ก็จะเป็นเนื้อปลากะพงทอดโดยเอาเนื้อปลามาบั้งด้านเนื้อให้ถี่ๆ แล้วนำไปคลุกกับแป้งมันให้ทั่วๆแล้วเอาลงทอดน้ำมันให้เหลืองกรอบ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆจะเป็นสับปะรดหั่นชิ้นพอดีคำ มะเขือเทศหั่น และกระเจี๊ยบลวก


ตั้งกระทะผัดกระเทียม หอมแดง และโคนต้นหอม จนส่งกลิ่นหอม


เติมน้ำเปล่าเล็กน้อย ปรุงรสด้วย ซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว น้ำตาล และน้ำละลายแป้งมัน อย่างละช้อนโต๊ะ 
เคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำซอสเริ่มงวดข้น


ใส่วัตถุดิบที่เตรียมไว้ลงไปผัดเร็วๆคลุกเคล้าให้เข้ากันสักนาทีก็ปิดไฟได้ทันที


จัดลงจานตกแต่งให้สวยงามตามชอบก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี
เนื้อปลาทอดกรอบนอกนุ่มใน ฉ่ำไปด้วยน้ำซอสรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม กินแล้วทั้งอร่อยแถมยังรู้สึกสดชื่น คีบแล้วคีบอีก กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆได้ไม่มีเบื่อ 
นี่แหละคือเมนูอาหารแห่งการทวงคืนความยุติธรรม ถ้าหากคนเราได้รับอาหารดีๆ ก็จะมีแรงก้าวไปให้บรรลุจุดหมายอย่างแน่นอน


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี"
 



Create Date : 22 กันยายน 2564
Last Update : 22 กันยายน 2564 8:26:26 น.
Counter : 781 Pageviews.

1 comment
พาสต้าชนิดหาทานยาก...แต่ทำเองได้ไม่ยาก "ญ็อกกี้(Gnocchi) เบชาแมล(bechamel)"
วันนี้เสือตะหลิวจะพาไปบุกแดนอิตาลีกับเมนูอาหารที่คนไทยหลายๆคนอาจจะไม่คุ้นหู กับเมนูที่ชื่อว่า "ญ็อกกี้(Gnocchi)"
เรามาทำความรู้จักกับเจ้า "ญ็อกกี้" กันก่อน โดยถ้าจะให้นิยามเจ้าพาสต้าตัวนี้ให้ตรงตัวที่สุด ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ลูกชิ้นมันฝรั่ง" หลักๆจะเป็นการผสานมันฝรั่งบดกับแป้งพาสต้าแล้วนวดให้เนียนเข้ากัน จากนั้นต้มจนสุกแล้วจึงนำไปประกอบอาหารกันต่อไป

ประวัติศาสตร์ของเมนูที่ชื่อว่า "ญ็อกกี้" นี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงสมัยอาณาจักรโรมันโบราณ โดยคำว่า Gnocchi นี้ ถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึง "การนวดแป้งในป่า" หรือ "การนวดแป้งด้วยหมัด" จากความหมายดังกล่าว เราจึงสามารถตั้งสมมติฐานได้ว่า "ญ็อกกี้" นั้น เป็นเส้นพาสต้าชนิดที่ต้องทำกันสดๆ ไม่มีการอาศัยเครื่องมือใดๆ ต้องนวดด้วยแรงจากสองมือล้วนๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เราจึงไม่ค่อยจะพบเห็นเมนู "ญ็อกกี้" ได้ในร้านอาหารอิตาเลี่ยนทั่วๆไปเพราะ เป็นพาสต้าชนิดที่ต้องนวดกันสดๆแบบวันต่อวัน ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ร้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเสิร์ฟเส้นพาสต้าแบบอบแห้งสำเร็จรูปมากกว่า

แต่ถึงแม้ว่า "ญ็อกกี้" นั้นจะหาทานได้ยาก แต่วิธีทำกลับทำได้ง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อ รับรองว่าลองชิมดูแล้วจะติดใจครับ


เริ่มต้นทำเจ้าตัว gnocchi กันก่อนเลย 
ต้มมันฝรั่งจนสุกแล้วบดจนเนื้อเนียนละเอียด 
จากนั้นก็ผสมมันฝรั่งบดกับแป้งสาลีในอัตราส่วน มันฝรั่งบด 500 กรัม ต่อแป้ง 100 กรัม ใส่ไข่แดงสดลงไป 1 ฟอง แล้วนวดไปเรื่อยๆจนเนื้อเนียนแป้งไม่ติดนิ้ว ระหว่างนวดสามารถใส่แป้งสาลีลงไปเพิ่มได้ตลอด
จากนั้นแป้งก้อนแป้งเป็นสี่ส่วน แล้วเอาแต่ละส่วนมาคลึงเป็นเส้นยาวๆหนาพอประมาณ จากนั้นจึงตัดแบ่งเป็นก้อนเล็กๆเท่าๆกัน 
ตกแต่งก้อน gnocchi เพิ่มเติมโดยใช้หลังส้อมกดลงไปที่เนื้อแป้งแล้วรูดแป้งจนสุด ก็จะได้เนื้อ gnocchi เป็นร่องๆ 
ก้อน gnocchi สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ประมาณ 2-3 วัน
ต้มน้ำจนเดือด แล้วนำก้อน gnocchi ลงไปต้ม ถ้าก้อนไหนลอยก็แปลว่าก้อนนั้นสุกดีแล้ว จึงตักออกมาสะเด็ดน้ำ 


ทีนี้เรามาดูที่ตัว เบชาแมล (bechamel) หรือ ไวท์ซอส (white sauce) กันต่อ
ตั้งกระทะไฟอ่อน ผัดกระเทียมหอมใหญ่กับเนยจนหอม 
ใส่แป้งสาลีลงไปผัด โดยอัตราส่วนเท่าๆกับเนยที่ใส่ลงไปตอนแรก ผัดจนส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน 
ใส่นมสดลงไปเคี่ยว ค่อยๆเทลงไปทีละนิด คนไปเรื่อยๆ ใช้นมสดประมาณหนึ่งถ้วยตวง พอเห็นว่าซอสข้นตามชอบแล้วก็ปิดไฟได้เลย จากนั้นก็เอามากรองเอาแต่น้ำ ก็จะได้ซอสเบชาแมลพร้อมใช้งาน 


เตรียม gnocchi กันต่อ โดยตั้งกระทะไฟกลาง ผัดเนยกับแครอทสับ ก้านขึ้นฉ่ายสับ หอมใหญ่สับ พริกไทยบด กระเทียมสับ จนส่งกลิ่นหอม 


ใส่ gnocchi ลงไปผัดเร็วๆให้เข้ากัน 


เทซอสเบชาแมลลงไปผัดกับ gnocchi ให้เข้ากันเร็วๆ 


ปิดท้ายโดยโรยชีสลงไปตามชอบ ถ้าบ้านใครมีพาเมซานก็โรยลงไปตามชอบ หรือจะใช้ชีสแผ่นทั่วๆไปก็ได้ 
ใส่ชีสลงไปแล้วปิดไฟคลุกให้เข้ากัน โรยต้นหอมหรือผักชีแต่งหน้าตามชอบ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
เนื้อ gnocchi เนื้อนุ่มหนึบหวาน ผสานกับซอสเบชาแมลรสหอมมันเข้มข้น กินไปแล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจได้พลังงาน มีคำแรกก็ต้องมีคำที่สอง มีจานแรกก็ต้องมีจานที่สอง นี่แหละคือเมนูพาสต้าชนิดหาทานยากอันมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่รับรองว่าทำได้ไม่ยาก ใครๆก็ทำได้ ทั้งง่ายแถมอร่อยอีกต่างหาก 55555 


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 14 กันยายน 2564
Last Update : 14 กันยายน 2564 8:34:34 น.
Counter : 794 Pageviews.

1 comment
เปิดสูตรหมูแห่งยอดกวีในตำนาน ..... "ตงพอโหล่(Dong Po Rou)"
ในตำนานจีนกล่าวถึงยอดกวีผู้หนึ่งนามว่า "ซูตงพอ (ซูซื่อ)" รับราชการอยู่ในเขตหูโจวยุคซ่งเหนือ ภายหลังได้ถูกย้ายมารับราชการในเขตหวงโจว อยู่มาวันหนึ่ง ท่านกวีซูได้ต้มหมูกับเครื่องสมุนไพรเพื่อรับประทานเป็นปกติ ได้มีข้าราชการท้องถิ่นเข้ามาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน จากนั้นจึงได้ชวนกันเล่นหมากรุกเพราะได้ยินคำล่ำลือเรื่องความสามารถของท่านกวีซู หมากกระดานนั้นกินเวลายาวมากจนกระทั่งมีกลิ่นบางอย่างโชยมาเตะจมูก ท่านกวีซูตกใจเพราะพึ่งนึกได้ว่าต้มหมูเอาไว้นานแล้ว จึงรีบแจ้นเข้าไปในครัว สิ่งที่พบคือต้มหมูสามชั้นที่น้ำเกือบงวด เนื้อเปื่อยหนังมันวาว มีกลิ่นหอมจากเครื่องสมุนไพร ครั้นแล้วทั้งสองจึงลองชิมดูปรากฎทั้งว่าเนื้อและหนังเปื่อยนุ่มละลายในปาก มีกลิ่นหอมและรสเข้มข้นจากเครื่องสมุนไพร ถึงแม้จะมีความมันแต่ก็ทานได้แบบไม่เลี่ยน ท่านกวีซูจึงได้นำเมนูนี้มาทำเป็นอาหารเลี้ยงแขกอยู่ร่ำไป และเรียกเมนูนี้ว่า "ตงพอโหล่"

ภายหลังท่านกวีซูได้ย้ายไปรับราชการอยู่ที่เขตหางโจว ด้วยชื่อเสียงของท่านจึงมีชาวบ้านและขุนขางในท้องที่นำข้าวของมาให้เป็นจำนวนมาก หนึ่งในของเหล่านั้นคือเหล่าบรรดาเนื้อหมู ท่านกวีซูจึงได้นำเนื้อหมูทั้งหมดมาทำเมนู "ตงพอโหล่" แจกจ่ายคนในท้องที่ เมนูนี้จึงกลายเป็นเมนูที่แพร่หลายและเป็นที่รู้จักต่อมาในภายหลังนั่นเอง


เริ่มต้นจากการหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นหนาๆ แล้วเอาไปต้มให้เนื้อและหนังพอสุก จากนั้นก็เผาด้านหนังให้ไหม้ แล้วขูดเอาคราบไหม้ออกให้หมด


เตรียมน้ำต้ม โดยผสมน้ำซุปหมู 1 ลิตร ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ผงพะโล้ 1 ช้อนชา


จัดวางเนื้อหมูลงในกระทะ เอาผักกาดขาวรองก้นไว้ก่อน จากนั้นวางขิงหั่นบางและต้นหอม แล้วค่อยเอาเนื้อหมูหันด้านหนังลง


ค่อยเทน้ำต้มที่เตรียมไว้ลงไปต้ม ปล่อยไฟแรงให้น้ำเดือดสักพัก แล้วค่อยลดเป็นไฟเดือดอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆประมาณชั่วโมงครึ่ง


หลังจากต้มเสร็จ เราจะเอาเนื้อหมูมานึ่งกันต่อ โดยหาถ้วยหรือจานก้นลึกมา เอาเนื้อหมูวางหันด้านหนังขึ้น เอาน้ำต้มที่เหลือจากการเคี่ยวมาเทใส่ให้พอท่วมช่วงเนื้อ แต่อย่าให้ท่วมหนัง จากนั้นก็นึ่งไปเรื่อยๆประมาณสามชั่วโมงครึ่ง


หลังจากนึ่งเสร็จ เอาน้ำต้มที่เหลือจากการนึ่งมาเทใส่กระทะแล้วชิมรสดู ถ้าจะเอาเค็มเพิ่มก็ใส่ซีอิ๊วขาว ถ้าจะเอาหวานเพิ่มก็ใส่น้ำตาล โดยปกติรสเค็มและรสหวานจะต้องนัวๆเท่าๆกัน จากนั้นจึงใส่น้ำละลายแป้งมันลงเคี่ยวให้พอข้น


เอาเนื้อหมูจัดลงจาน ราดน้ำซอสที่เคี่ยวไว้ลงไป ก็ถือเป็นอันเสร็จพิธีกับเมนูหมูแห่งกวีในตำนาน "ตงพอโหล่"
หนังหมูมีความมันวาวเป็นประกาย ช่วงเนื้อแลดูเป็นชั้นๆเรียงตัวกันสวย มีกลิ่นหอมๆของเครื่องสมุนไพร พอกัดดูช่วงหนังและชั้นไขมันเป็นราวกับเยลลี่นิ่มๆที่ละลายในปากไปพร้อมแรงกดของแรงลิ้น ช่วงเนื้อก็ไม่น้อยหน้ามีความเปื่อยนุ่มจากการเคี่ยวกรำกับน้ำซอสเป็นเวลานาน พร้อมแตกระแหงไปตามแรงกดของฟันในปาก รสชาติเข้มข้นหวานมันเค็ม เป็นความหฤหรรษ์อันโอชะที่โลดแล่นอยู่ในปากของผู้บริโภค อร่อยสมคำร่ำลือสมฉายาหมูในตำนาน "ตงพอโหล่"


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 07 กันยายน 2564
Last Update : 7 กันยายน 2564 8:27:50 น.
Counter : 665 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

เสือตะหลิว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผู้ชายธรรมดาๆที่รสชาติไม่ธรรมดา
just a man with a nice taste
New Comments