All Blog
แบบนี้เค้าเรียกว่าเนื้อๆเน้นๆ ..... "หน่อเนื้อผัดเผ็ด"
เนื้อสัตว์ทุกอย่างย่อมมีพืชผักที่กินแล้วเข้ากันดีนักแล เช่น แกะกับใบสะระแหน่ หอยแมลงภู่กับโหระพา ปลาช่อนกับสะเดา ฯลฯ โดยในวันนี้ก็จะเป็นการคู่กันของเนื้อวัวกับหน่อไม้

เนื้อวัวมีรสชาติที่เข้ากันกับหน่อไม้มาก เนื้อวัวที่หมักอย่างดีจนมีความนุ่มสู้ฟันนิดๆผสานคู่กันกับหน่อไม้ต้มเนื้อกรุบๆหวานๆ เคี้ยวแล้วเข้ากันจนรู้สึกฟินมากๆ อีกอย่างหนึ่งคือกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์ของหน่อไม้ จะช่วยกลบกลิ่นสาบของเนื้อได้หมดจด เราจึงมักเห็นตามร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะผัดเนื้อวัวคู่กับหน่อไม้อยู่เนืองๆ

ยิ่งถ้าหากเรานำเนื้อวัวกับหน่อไม้ไปผัดเผ็ด ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มมิติของรสชาติให้กับการจับคู่นี้เข้าไปอีก ความเผ็ดและความจัดจ้านของสมุนไพร จะช่วยตบให้รสชาติของเนื้อวัวและหน่อไม้มีความกลมกลืนและเด่นชัดมากขึ้น 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เราลองมาดูเมนู "หน่อเนื้อผัดเผ็ด" กันเลยดีกว่า อาจจะดูเหมือนง่ายแต่อย่าคิดว่าง่าย ถึงกระนั้นก็รับรองว่าไม่ได้ยากเกินความสามารถแน่นอน


เนื้อวัววันนี้ใช้ส่วนเนื้อสันธรรมดา เอาไปหมักกับ แป้งมัน ผงฟู ไข่ขาว และน้ำมันพืช ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเอามารวนน้ำมันไฟอ่อนๆจนสุก


หน่อไม้ต้ม ซื้อมาแบบต้มสำเร็จ แค่เอามาล้างน้ำแล้วลวกอีกสักหน่อยก็พร้อมใช้ เอาส้อมกรีดเป็นเส้นๆเตรียมผัดได้เลย


เตรียมผัดเผ็ดกัน ง่ายๆแค่ ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงไปคั่วน้ำมันจนส่งกลิ่นหอม


ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ให้เค็มน้ำหวานแบบพอดีๆ แล้วจึงเติมน้ำเปล่าเล็กน้อย กับน้ำละลายแป้งมันอีกนิดหน่อย เร่งไฟแรงแล้วผัดไปเรื่อยๆจนน้ำเริ่มมีความงวดข้น


ใส่เนื้อวัวที่เตรียมไว้กับหน่อไม้ลงไปผัดเร็วๆให้เข้ากัน ไม่เกินนาทีก็พอ ถ้าชอบรสเผ็ดจัดๆ ก็ใส่พริกขี้หนูหั่นลงไปผัดพร้อมกันด้วย


ผัดเสร็จตบท้ายด้วยใบกะเพราป่ากำเล็กๆสักกำ ปิดไฟแล้วรีบๆคลุกให้เข้ากันไปเลย


เรียบร้อยแล้วกับเมนูหน่อเนื้อผัดเผ็ด เนื้อวัวถูกหมักจนนุ่ม หน่อไม้ฝอยเนื้อกรุบ ผัดเผ็ดจัดจ้านหอมกลิ่นสมุนไพรไทย รสเค็มนำหวานนิดๆ การผสานที่ลงตัวกันอย่างเรียบง่าย 
วัตถุดิบง่ายๆทั่วๆไป ถ้าเรารู้วิธีจัดการ แล้วสามารถนำมาจับคู่รวมกัน ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 07 เมษายน 2564
Last Update : 7 เมษายน 2564 8:31:12 น.
Counter : 145 Pageviews.
4 comment
(โหวต blog นี้) 
สูงสุดคืนสู่สามัญ เปิดประตูสู่อาตมันแห่งรสชาติ ..... กงซูเม่(consomme')
กงซูเม่(consomme') เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายความถึงน้ำซุปใสที่ทำจากน้ำสต็อคของสัตว์ เปรียบเสมือนเบสิคแห่งการทำอาหารฝรั่งเศส เป็นเมนูแรกๆที่เชฟทุกคนจะต้องฝึกทำให้เป็นจนคล่อง เป็นเมนูที่เป็นตัวชี้วัดฝีมือของความเป็นเชฟ ถ้าหากใครที่สามารถยิ่งทำให้น้ำซุปมีความใสได้มากเท่าไหร่แต่ความเข้มข้นของรสชาติกลับมีมากสวนทางกับความใสนั้น ก็จะสามารถนับเป็นยอดเชฟได้ จึงนับได้ว่าจุดสูงสุดมักคืนสู่สามัญอย่างแท้จริง

โดยปกติกงซูเม่จะเสิร์ฟเป็นจานก่อนจานหลัก เป็นการกินเพื่อเปิดประสาทรับรส ทำให้เมื่ออาหารจานหลักมาถึง จะสามารถรับรู้และเข้าถึงรสชาติของอาหารจานหลักได้มากขึ้น จะเสิร์ฟกงซูเม่เนื้อถ้าหากจานหลักเป็นเนื้อย่าง จะเสิร์ฟกงซูเม่ไก่ถ้าหากจานหลักเป็นเนื้อไก่ และจะเสิร์ฟกงซูเม่ปลาถ้าหากจานหลักเป็นปลา 

กงซูเม่นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของการทำอาหารฝรั่งเศสที่มีมาแต่ยุคโบราณ ใช้วัตถุดิบพื้นฐานง่ายๆที่มีอยู่ในทุกครัวเรือนอย่างไข่ไก่ มาเป็นตัวช่วยในการดักจับตะกอนเพื่อทำให้น้ำซุปใส แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรสชาติดั้งเดิมของตัววัตถุดิบหลักอยู่ 

ปัจจุบันมีการประยุกต์เมนูกงซูเม่ คิดค้นเมนูกงซูเม่วุ้นที่ทำโดยการนำเอาเจลาตินมาใส่ในกงซูเม่แล้วจึงนำไปแช่เย็นจนเซตตัว เป็นเหมือนน้ำซุปใสที่ถูกทำให้เป็นวุ้นก้อนๆ แต่กลับละลายในปากเมื่อตักเอาเข้าปาก รสชาติของตัวน้ำซุปก็ยังคงอยู่ นับว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของอาหารยุคใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง


เริ่มต้นง่ายๆโดยการต้มน้ำซุปกันก่อน ต้มน้ำให้เดือดๆแล้วใส่
แครอทเต๋า
ขึ้นฉ่ายหั่น
หอมใหญ่เต๋า
กระเทียมทุบ 
พริกไทยบด 
โครงไก่ 
ถ้าไม่อยากใช้โครงไก่จะเปลี่ยนเป็นกระดูกหมู กระดูกวัว หรือกระดูกสัตว์อื่นๆก็ได้ แต่ถ้าอยากประหยัดเวลาก็ใส่ซุปก้อนลงไปต้มแทน
ต้มไฟแรงสักพัก หมั่นช้อนฟองออกเป็นระยะ แล้วค่อยๆลดไฟเป็นไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อยๆประมาณ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ถ้ารู้สึกว่าน้ำงวดเร็วเกินไปก็เติมน้ำลงไปเพิ่มได้ตลอด หลังจากเคี่ยวเสร็จก็ปิดไฟแล้วทิ้งไว้จนน้ำซุปเย็นตัวลง


คัดเอาเฉพาะไข่ขาวประมาณ 1-2 ฟอง บีบมะนาวลงไปเล็กน้อยแล้วตีจนไข่ขาวขึ้นฟูตักยอดได้


เทไข่ขาวที่ตีไว้ลงไปผสมกับน้ำซุป แล้วค่อยนำน้ำซุปไปตั้งไฟอีกที ตีผสมไปเรื่อยๆจนน้ำซุปจะเดือด


พอเห็นว่าน้ำซุปเดือดก็อย่าพึ่งหยุดตี ตีผสมต่อไปจนเริ่มเห็นว่าไข่ขาวเริ่มสุกแล้วลอยขึ้นมาจับตัวบนผิวซุป 
จากนั้นจึงหยุดตีแล้วเกลี่ยผิวซุปให้เป็นช่องว่างพอประมาณ แล้วจึงลดเป็นไฟอ่อนแล้วปล่อยให้น้ำซุปเดือดอ่อนๆอยู่อย่างนั้น ห้ามไปยุ่งห้ามไปคนเด็ดขาด ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง


ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าตัวน้ำซุปจะเริ่มมีความใส เศษไข่ขาวจะทำหน้าที่ดักจับตะกอนจากตัวน้ำซุป
พอคิดว่าน้ำซุปมีความใสได้ที่ ก็ค่อยๆใช้กระบวยตักน้ำซุปจากตรงช่องว่างที่เราเกลี่ยไว้ตอนแรก และห้ามไปยุ่งกับบริเวณไข่ขาวโดยเด็ดขาด โดยถ้าจะให้ใสระดับ cystal clear ก็ตักน้ำซุปที่ได้เอามากรองผ่านผ้าขาวบางอีกประมาณครั้งหรือสองครั้ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี


เรียบร้อยแล้วครับกับเมนูกงซูเม่(consomme') น้ำซุปใสสไตล์ฝรั่งเศส กลิ่นหอมและมีรสหวานจากทั้งจากกระดูกไก่และผักต่างๆ ตัวน้ำซุปมีความใสแต่คงไว้ซึ่งรสชาติของวัตถุดิบที่เข้มข้น ปราศจากความเลี่ยนมัน ซดคล่องคอ พร้อมเปิดประตูต่อมรับรส นำพาไปสู่อาตมันแห่งรสชาติ เตรียมพร้อมร่างกายและจิตใจที่จะเปิดรับความอร่อยที่กำลังจะถาโถมเข้ามาในชีวิต
สูงสุดคืนสู่สามัญ บางครั้งความสุขอาจจะมาในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งก็เป็นได้


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 01 เมษายน 2564
Last Update : 1 เมษายน 2564 11:04:51 น.
Counter : 156 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
สู่ประวัติศาสตร์อันยาวนาน กับการเดินทางของไก่ทอด ..... Southern Fried Chicken
ไก่ทอด อาหารแห่งสากลโลก อาหารที่ไม่มีข้อกำจัดแห่งศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดๆ ทุกประเทศในโลกล้วนมีตำรับไก่ทอดในแบบฉบับของตัวเอง ครั้นแล้วจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เมนูอาหารยอดนิยมชนิดนี้มันถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ใครเป็นผู้ริเริ่ม แล้วทำไมถึงกลายมาเป็นอาหารแห่งมวลมนุษยชาติได้มากถึงเพียงนี้

ตำรับไก่ทอดสามารถสืบย้อนไปได้ในช่วงยุคสมัยโบราณของชาวสก็อต ที่นิยมการนำสัตว์ปีกมาถอนขน หั่นเป็นส่วนๆ แล้วนำไปคลุกเครื่องเทศแห้งๆคลุกแป้ง แล้วจึงนำทอดในไขมันสัตว์ร้อนๆ โดยในยุคสมัยนั้นจะนิยมใช้ไขมันของหมูป่ามาเจียวเป็นน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งแถบแอฟริกาตะวันตก จะนิยมการนำสัตว์ปีกไปคลุกแป้ง จากนั้นจึงนำไปทอดในน้ำมันปาล์มแค่ให้พอเหลืองๆ แล้วจึงนำไปเคี่ยวกับน้ำซุปจนเปื่อย 

ต่อมาในช่วงประมาณศตวรรษที่ 17-19 ผลลัพธ์จากลัทธิจักรวรรดินิยมนำมาซึ่งการค้าทาสชาวแอฟริกัน การผสมผสานของสูตรเมนูไก่ทอดจึงเกิดขึ้นระหว่าง สูตรของนายทาสผิวขาวชาวสก็อตกับสูตรของทาสผิวสีชาวแอฟริกัน โดยการฟิวชั่นสูตรอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นบนแผ่นดินแห่งทวีปอเมริกาเหนือทางตอนใต้ 

สูตรไก่ทอดแบบชาวใต้ คือการนำเนื้อไก่ไปหมักกับเครื่องให้ชุ่มฉ่ำก่อน แล้วค่อยนำมาคลุกกับแป้งที่ผสมเครื่องเทศทีหลัง จากนั้นจึงนำไปทอดในน้ำมันปาล์มจนเหลืองกรอบ เป็นสูตรสำเร็จที่ผสมผสานระหว่างสูตรของสก็อตกับสูตรของแอฟริกัน 

แต่ถึงกระนั้นเมนูไก่ทอดในสมัยนั้นก็ไม่ได้เป็นเมนูที่ดาดดื่นเหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการเลี้ยงไก่ในเชิงอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นการเลี้ยงไก่ขนาดย่อมในเชิงเกษตรกรรมโดยทาสชาวผิวสีเสียมากกว่า การเลี้ยงไก่จึงมักเป็นการเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ ส่วนการกินเนื้อไก่ก็จะมีเฉพาะเวลาช่วงเวลาโอกาสสำคัญๆเท่านั้น นายทาสจะได้กินไก่สาวที่เนื้อยังนุ่มเพราะอายุยังน้อย ส่วนเหล่าบรรดาทาสก็จะได้กินไก่แก่ปลดระวางที่เนื้อและหนังเหนียวแทน ดังนั้นสูตรไก่ทอดของทาสชาวผิวสีจึงมักจะมีการนำไก่ไปเคี่ยวจนเปื่อยก่อน แล้วค่อยนำมาทอดในภายหลัง

ภายหลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การเลี้ยงไก่จำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้น เมนูไก่ทอดชาวใต้ก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในช่วงปี 1950-1970 โดยคนที่ใครๆล้วนรู้จักกันดีซึ่งก็คือผู้พันแซนเดอร์ผู้คิดค้นสูตรไก่ทอดชื่อดังและได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์จนกลายมาเป็น chain restaurant มหาอำนาจอย่าง KFC ในภายหลังนั่นเอง


เตรียมทำน้ำซุปแช่ไก่กันก่อนเลย โดยผัดเนยกับ
แครอทหั่น
ขึ้นฉ่ายหั่น
หอมใหญ่หั่น
กระเทียมทุบ 
พริกไทยบด
ผัดจนเนื้อหอมใหญ่เริ่มมีความใส


เติมน้ำซุปไก่ลงไปแล้วตั้งไฟจนเดือดจัดๆสักพัก แล้วค่อยลดไฟให้เดือดอ่อนๆแล้วเคี่ยวไปเรื่อยๆจนเนื้อแครอทมีความเปื่อยนิ่มแล้วค่อยปิดไฟ


รอให้น้ำซุปอุ่นหรือเย็นก่อน แล้วนำเนื้อไก่ลงไปแช่ วันนี้ใช้เนื้อสะโพกหนาๆสองชั้น กับน่องหนาๆอีกสองชิ้น แช่ไก่ทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างต่ำๆ 6 ชั่วโมง


หลังแช่ไก่ในน้ำซุปเสร็จ ก็นำไก่ไปสะเด็ดน้ำซุปก่อน แล้วนำไก่ลงไปแช่ในโยเกิร์ตสูตธรรมชาติที่ผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:1 แช่ทิ้งไว้อีกประมาณ 6 ชั่วโมง


หลังจากหมักกับโยเกิร์ตเสร็จ ก็นำไก้ไปคลุกกับแป้งชุบทอดได้เลย สมัยนี้มีแบบสูตรปรุงสำเร็จก็เลือกเอาจะเอาแบบรสกระเทียมพริกไทยหรือรสพริกเผ็ดๆก็แล้วแต่
หรือจะผสมแป้งเองก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นผงกระเทียม ผงกะหรี่ พริกป่น พริกไทยบด ผงพะโล้ ผสมกับแป้งสาลีปนแป้งมันเล็กน้อย


ตั้งกระทะไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อนหน่อยๆ พอน้ำมันร้อนก็นำไก่ลงทอดประมาณ 15-20 นาที จนไก่สุกนุ่มถึงแกนกระดูก
ถ้าอยากได้แบบแป้งผิวกรอบจัดๆก็ทอดไฟแรงอีกรอบแค่ประมาณ 1-2 นาที


ทอดเสร็จจัดใส่จาน กินคู่กับซอสตามชอบ


ด้วยเหตุที่เนื้อไก่ถูกแช่อยู่ในน้ำซุป แถมหมักด้วยโยเกิร์ตต่อในภายหลัง เนื้อไก่จึงมีความมันและนุ่มชุ่มฉ่ำมากๆ มิหนำซ้ำยังถูกเคลือบไปด้วยผิวแป้งกรอบๆรสเข้มข้น 
เนื้อไก่ชิ้นหนาๆฉ่ำๆที่ถูกห่อหุ้มด้วยแป้งกรอบๆรสเข้มข้น นี่คือนิยามที่ชัดเจนของ southern fried chicken แบบอเมริกัน ต้นกำเนิดแห่งไก่ทอดยอดนิยมของชาวโลก 
การผสมผสานระหว่างสูตรของชนชาวผิวขาวและชนชาวผิวสี การสร้างสมดุลย์ระหว่างสองชนชาติ ความลงตัวในความขัดแย้ง ในที่สุดจึงกลายมาเป็นบ่อเกิดแห่งสูตรอาหารของมวลมนุษยชาติ 
ท่ามกลางความเห็นต่าง ถ้าเราสามารถมองหาความลงตัวให้มันได้ อาจจะเกิดบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามมาก็ได้


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 23 มีนาคม 2564
Last Update : 23 มีนาคม 2564 9:30:07 น.
Counter : 152 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
ผัดเส้นใหญ่ไทยประยุกต์ ..... "ก๋วยเตี๋ยวคั่ว(หมู)"
ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ถึงแม้จะมีหลายๆร้านพยายามเคลมว่า สูตรของร้านตัวเองเป็นสูตรแบบโบราณ แต่ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่นั้น เชื่อว่าเพิ่งจะถือกำเนิดมาในประเทศไทยแค่ประมาณ 50-60 ปีนี่เอง คิดสูตรโดยชาวไทยจีนที่มีเชื้อสายกวางตุ้ง หลักๆคือการนำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่มาผัดกับน้ำมันหมูจนเกรียมหอม มีการใส่เนื้อไก่และไข่ กินคู่กับซอสพริกแบบบ้านๆ โดยในสมัยก่อนนั้นมักจะเรียกว่าก๋วยเตี๋ยวไก่คั่ว 

ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ดังๆส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพ มักอยู่ตามเขตที่มีชาวไทยจีนอาศัยอยู่เช่น ย่านพลับพลาไชย ย่านสวนมะลิ และย่านเยาวราช เวลาเดินผ่านร้าน กลิ่นไหม้ๆของเส้นจากการคั่วกระทะกับน้ำมันหมูหอมฟุ้งเตะจมูกอยู่เนืองๆ

ส่วนใหญ่การผัดก๋วยเตี๋ยวคั่วมักจะผัดกับกระทะเหล็กหรือกระทะทองแดง เพราะการใช้ความร้อนสูงและการกระจายความร้อนอย่างทั่วถึง ตัวกระทะเองก็สมควรไปเผาน้ำมันให้มีความลื่นไม่ติดกระทะก่อน ไม่อย่างนั้นก็ได้ใช้น้ำยาล้างจานกับแผ่นสก๊อตไบร์ทคั่วกับน้ำเย็นกันมันมือแน่ๆ 

ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ก็เสมือนเป็นญาติกับผัดซีอิ๊ว แต่ต่างกันตรงที่ผัดซีอิ๊วจะใส่ซีอิ๊วดำลงไปผัดด้วย ในขณะที่ก๋วยเตี๋ยวคั่วจะใช้แค่ซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลาเท่านั้น และมักจะไม่มีการใส่ผักใดๆลงไปผัดนอกจากต้นหอมซอยที่โรยลงไปปิดท้าย และเนื่องการการทำก๋วยเตี๋ยวคั่วจำเป็นต้องผัดเส้นจนเกรียม จึงมักจะเห็นได้ว่าตามร้านเจ้าดังๆ เส้นก๋วยเตี๋ยวมักจะเกรียมติดกันมาเป็นแผ่นๆแลดูคล้ายๆหอยทอดอยู่กลายๆ


วันนี้เราจะมาทำก๋วยเตี๋ยวคั่วหมู เพราะคั่วไก่ใครๆเค้าก็ทำกัน
เริ่มต้นง่ายๆแค่ใส่กุนเชียงหั่นเต๋ากับเบคอนแผ่นหนาหั่นเต๋าลงผัดกับน้ำมันไฟปานกลางเล็กน้อย ผัดให้น้ำมันหมูออกมาสักหน่อย แล้วตักกุนเชียงกับเบคอนออกไปพักไว้ก่อน


กระทะใบเดิมผัดกระเทียมสับกับพริกไทยบดให้ส่งกลิ่นหอม ถ้าใครมีรากผักชี ก็บดใส่ลงไปสักหน่อยก็ได้


เร่งเป็นไฟแรง แล้วเอาเส้นใหญ่ลงผัดเร็วๆไปเลย ผัดเร็วให้น้ำมันคลุกเส้นทั่วๆ ปรุงรสง่ายๆด้วยซีอิ๊วขาวหรือน้ำปลา จากนั้นก็แผ่เส้นให้กระจายทั่วๆกระทะทิ้งไว้สักแป๊ปให้เส้นพอเกรียม แล้วกลับด้านเหมือนกลับไข่เจียว


หลังจากกลับด้านก็ตีไข่ใส่ลงไป แล้วกระจายเกลี่ยไข่ให้ทั่วๆเส้น จากนั้นก็กลับด้านอีกรอบ แล้วรออีกสักแป๊ปก็ยกใส่จานได้เลย


เอาใส่จานโรยด้วยเบคอน กุนเชียง และต้นหอมซอย ใครชอบรสร้อนๆก็โรยพริกไทยลงไปเพิ่ม กินคู่กันกับซอสพริกง่ายๆ หรือน้ำจิ้มไก่ง่ายๆ บางคนก็เอาซอสพริกกับน้ำจิ้มไก่ผสมกันอย่างละครึ่งก็ดูเก๋ไปอีกแบบ

เรียบร้อยแล้วครับกับเมนูก๋วยเตี๋ยวคั่ว(หมู)แบบง่ายๆสไตล์เสือตะหลิว หอมกลิ่นเส้นใหญ่เกรียมกับน้ำมันหมู กินคู่กับเบคอนมันๆเค็มๆและกุนเชียงมันๆหวานๆ จิ้มซอสพริกเผ็ดๆตัดเลี่ยนสักนิด รสชาติอร่อยลงตัว 

วัตถุดิบก็น้อยแถมทำได้ไม่ยากใช้เวลาการทำเพียงแค่ไม่ถึงสิบนาที ถ้าลองทำดูแล้วอร่อยอาจจะติดใจจนไม่อยากจะไปเสียตังค์ซื้อกินตามร้านที่ให้น้อยแถมยังแพงอีกก็เป็นได้ 55555


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 18 มีนาคม 2564
Last Update : 18 มีนาคม 2564 10:22:02 น.
Counter : 193 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
อาหารไล่หวัด สวมเกราะสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ..... มะเขือเทศผัดไข่สไตล์จีน
พอเข้าช่วงฤดูฝน ฝนก็ตกตามหน้าที่แทบทุกวัน พายุลูกนู้นลูกนี้แวะเวียนมาเยือนแผ่นดินไทยอยู่เรื่อยๆ ของแถมที่มักจะมาพร้อมกับฤดูก็คือเหล่าบรรดาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะพวกไข้หวัดที่ทำให้คนส่วนใหญ่พากันขับน้ำมูกไอจามกันอยู่เนืองๆ 

อาหารในวันนี้จึงจะเป็นอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย แถมรสชาติยังอร่อยทานง่าย เหมาะสมสำหรับคนทุกเพศทุกวัยอีกด้วย 

เมนูนั้นก็คือ"มะเขือเทศผัดไข่" แต่มันไม่ใช่แค่การนำมะเขือเทศไปผัดกับไข่เฉยๆ เพราะมันคือมะเขือเทศผัดไข่สไตล์จีน มีกรรมวิธีการทำที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด แต่รับรองว่าไม่ยากและง่ายกว่าที่คิด ใครๆก็ทำได้แถมวัตถุดิบเครื่องปรุงต่างๆยังเรียบง่ายและไม่ยุ่งยากอีกด้วย

มะเขือเทศมีสรรพคุณในการบำรุงผิวพรรณ ชะลอวัยให้ดูสดใสอยู่เสมอ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ส่วนไข่ไก่นั่นอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินรวม ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตาและสมอง มิหนำซ้ำยังช่วยคลายเครียดได้อีกด้วย


เริ่มต้นง่ายๆด้วยการทำไข่คนกันก่อน ตีไข่คนให้เข้ากันแล้วเอาลงคนในกระทะน้ำมันเล็กน้อยไฟอ่อนๆให้ค่อยๆสุกและจับตัวเป็นก้อนอย่างช้าๆ กะเอาว่าพอไข่สุกประมาณ 80% ก็ตักไข่ออกมาพักไว้ก่อน
ปริมาณไข่กะเอาเลยว่า ไข่ 1 ฟอง ต่อมะเขือเทศ 1 ลูก แต่ถ้าหากใช้มะเขือเทศลูกใหญ่ ก็อาจจะใช้ไข่ 2 ฟอง ต่อมะเขือเทศ 1 ลูก ก็ได้
สำหรับวันนี้เสือตะหลิว ใช้ไข่ 3 ฟอง มะเขือเทศท้อ 3 ลูก


ตั้งกระทะใหม่ใช้ไฟปานกลางน้ำมันเล็กน้อย ผัดกระเทียมสับหนึ่งช้อนโต๊ะกับพริกไทยครึ่งช้อนชาจนเริ่มส่งกลิ่นหอม


ใส่มะเขือเทศหั่นลงผัด ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1-2 ช้อนชา เกลือ 1-2 ช้อนชา จากนั้นเติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ใส่น้ำละลายแป้งมันลงไปอีกหน่อย ผัดไปเรื่อยๆจนซอสเริ่มที่ความข้นเหนียว


จากนั้นเทไข่คนที่เตรียมลงไปแล้วปิดไฟทันที โรยต้นหอมแล้วรีบๆคลุกเคล้าให้เข้ากันก็เป็นอันเสร็จ
เนื้อไข่มีความเนียนนุ่มละลายในปาก เข้ากับรสชาติเปรี้ยวหวานของมะเขือเทศที่ผัดออกมาเป็นน้ำข้นๆ เป็นเมนูไข่ที่กินแล้วไม่มีความมันเลี่ยน ทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆหรือข้าวต้มควันฉุยๆ รับรองว่าอร่อยถูกปากเจริญอาหารกันถ้วนหน้า
อย่าลืมมาสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยกันกับเมนูมะเขือเทศผัดไข่สไตล์จีนแบบง่ายๆ หวังว่าทุกคนจะผ่านฤดูกาลอันฉ่ำแฉะนี้ไปด้วยกันอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 09 มีนาคม 2564
Last Update : 9 มีนาคม 2564 8:59:52 น.
Counter : 216 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  

เสือตะหลิว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผู้ชายธรรมดาๆที่รสชาติไม่ธรรมดา
just a man with a nice taste
New Comments