All Blog
มีกลิ่นตุๆ แต่ทั้งยาวทั้งมัน ฮั่นแน่!!!อย่าพึ่งคิดลึก ...... "มะเขือยาวผัดปลาเค็ม"
วันนี้เสือตะหลิวจะของยาวๆมันๆแถมมีกลิ่นตุๆมาทำอาหาร แต่อย่าพึ่งคิดลึก เพราะมันคือ "มะเขือยาวผัดปลาเค็ม" เห็นไหม ทั้งยาว ทั้งมัน แถมมีกลิ่นตุๆด้วย แต่ถึงจะเปิดตัวแบบฟังดูสองแง่สองง่าม เมนูนี้รับรองอร่อยกันแบบลืมผัวลืมเมียกันเลยทีเดียว 55555

เมื่อก่อนเวลาไปนั่งตามภัตตาคารจีนใหญ่ๆ ก็มักจะมีเมนูมะเขือยาวผัดปลาเค็มอยู่ในเมนูตลอด ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มะเขือยาวๆ ปลาเค็มบ้านๆ แค่เอามาผัดรวมกันมันจะอร่อยระดับขึ้นเหลาเลยอย่างนั้นหรือ สุดท้ายก็ลองสั่งมากิน ผลลัพธ์ก็แทบไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นเมนูแบบที่ว่าถ้าเจอในเมนูก็มักจะสั่งแทบทุกครั้ง รสมันๆของมะเขือยาวกับกลิ่นตุๆของปลาเค็มที่ถูกผัดจนสุกหอม เป็นส่วนผสมของความอร่อยที่ลงตัวมากๆ 

ว่ากันที่เรื่องของมะเขือยาว จัดว่าเป็นผักที่เหมาะกับการบำรุงระบบย่อยอาหารและทางเดินอาหารมากๆ เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ แถมยังช่วยดักจับไขมันคอเลสเตอรอลต่างๆ อีกทั้งยังมีแคลเซียมบำรุงธาตุกระดูกต่างๆ รวมถึงโพแทสเซียมในการปรับสมดุลย์ของฮอร์โมนส์ในร่างกาย สรุปก็คือมากสรรพคุณแถมหอมอร่อย แบบนี้ก็ต้องลองทำกันดูสักตั้ง


ขั้นแรกเอามะเขือยาวไปล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นท่อนตามชอบ วันนี้เสือตะหลิวหั่นแบบแฉลบเฉียงๆเป็นชิ้นหนาๆ แล้วเอามาคลุกกับแป้งมันบางๆให้ทั่วๆ


เอามะเขือยาวลงทอดในไฟกลางจนผิวเริ่มมีความกรอบ


ทอดเสร็จก็สะเด็ดน้ำมันพักไว้ก่อนสักแป๊ปหนึ่ง


ตั้งกระทะไฟปานกลาง ผัดปลาเค็มหั่นประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
หมูสับ 2 ช้อนโต๊ะ 
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ 
พริกไทยบด 1 ช้อนชา 
ผัดให้เข้ากันจนส่งกลิ่นหอม


ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
น้ำตาล 1-2 ช้อนชา
เหล้า 2 ช้อนโต๊ะ
เติมน้ำเปล่าลงไปแค่พอท่วมก้นกระทะนิดๆแล้วใส่น้ำละลายแป้งมันลงไปอีกนิดหน่อย เร่งเป็นไฟแรงแล้วเคี่ยวจนซอสเริ่มมีความข้น


ใส่มะเขือยาวที่เตรียมไว้ลงไปผัดเร็วๆคลุกเคล้าให้ทั่ว โรยต้นหอมซอยคลุกอีกสักทีแล้วปิดไฟ ก็เป็นอันเสร็จพิธี
เรียบร้อยแล้วครับกับเมนู "มะเขือยาวผัดปลาเค็ม" ทั้งยาว ทั้งมัน แถมกลิ่นตุๆยังเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมฟุ้งแสนอร่อย มะเขือยาวทอดแบบกรอบนอกนุ่มใน เคลือบไปด้วยซอสปลาเค็มรสเค็มๆมันๆอมหวานนิดๆกลิ่นหอมฟุ้งจรุงจิต 
วัตถุดิบหาไม่ยาก แถมทำได้ง่ายๆ ผลลัพธ์ก็ยังออกมาอร่อย รับรองว่าลองดูสักครั้ง แล้วจะติดใจกันแบบลืมผัวลืมเมียกันเลยทีเดียว 55555


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 19 มกราคม 2564
Last Update : 19 มกราคม 2564 10:12:47 น.
Counter : 44 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
พระกระยาหารทรงโปรดในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ..... "แกงหอง"
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือที่พระสวามีมักเรียกติดปากว่า "แม่สิริ" ซึ่งหมายความว่า "ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร" เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และในปัจจุบันเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

หนึ่งในพระกระยาหารทรงโปรดก็คือเมนูแกงหอง ซึ่งเป็นแกงไทยตำรับชาววังโบราณ ลักษณะคือเป็นการเคี่ยวหมูสามชั้นกับหน่อไม้ต้มหรือแห้งจนเปื่อยนุ่ม รสชาติและหน้าตาแลคล้ายต้มพะโล้แต่กลับไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะไม่มีการใส่เครื่องปรุงแบบจีนหรือสมุนไพรจีนใดๆ แต่จะใส่สมุนไพรแบบไทยๆเป็นส่วนใหญ่แทน 

ส่วนประกอบหลักๆของเมนูแกงหองคือหน่อไม้ โดยคนส่วนใหญ่มักคิดว่าหน่อไม้เป็นพืชที่แสลง ถ้าเลี่ยงได้ควรเลี่ยง แต่หน่อไม้นั้นมีสรรพคุณมากมาย ทั้งมีกากใยอาหารช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหาร มีวิตามินและแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน แต่การทานหน่อไม้นั้น ไม่สมควรกินดิบ แต่สมควรต้มจนนิ่มเท่านั้น และบริโภคแต่พอดีเพื่อคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด


เริ่มต้นง่ายๆจากการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะจนละลายและมีสีที่เกรียมๆเข้มๆ


เติมน้ำเปล่าลงไปละลายน้ำตาลที่เคี่ยวไว้ประมาณสักถ้วยตวง เราจะได้น้ำเชื่อมสีเข้มๆเกรียมๆ เทใส่ถ้วยพักไว้ก่อน


ผัดกระเทียมทุบ 2 ช้อนโต๊ะ รากผักชี 2 ราก พริกไทย 2 ช้อนชา จนส่งกลิ่นหอม


ใส่หมูสามชั้นลวกหั่นชิ้นหนาๆประมาณ 2 ขีด 
หน่อไม้ต้มเปื่อยซอยเป็นเส้นประมาณ 2 ขีด 
ถั่วลิสงคั่วประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
ผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา 2-4 ช้อนโต๊ะ


เทน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไป กะให้พอท่วมๆชิ้นหมู ถ้าน้ำไม่พอก็เติมน้ำลงไปเพิ่มก็ได้ 
เร่งไฟจนน้ำเดือดสักพัก


ลดไฟจนเดือดอ่อนๆ แล้วเคี่ยวทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ถ้าน้ำงวดเร็วเกินไปก็เติมน้ำเปล่าลงไปเพิ่มได้ตลอด


ผ่านไป 3 ชั่วโมง เนื้อหมูเปื่อยนุ่ม น้ำแกงนัวเข้ากัน ลองชิมดูแล้วปรุงรสอีกรอบ จะเอาเค็มเพิ่มก็น้ำปลา เอาหวานเพิ่มก็น้ำตาล กะให้รสเค็มๆหวานๆนัวๆพอๆกัน 
ถ้าอยากให้น้ำแกงข้นๆก็ใส่น้ำละลายแป้งลงไปเคี่ยวสักเล็กน้อยก็ได้


ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ เรียบร้อยแล้วครับกับเมนู "แกงหอง" หรือ "หมูสามชั้นต้มหน่อไม้" 
เนื้อหมูสามชั้นเปื่อยนุ่มแทบละลายในปาก หน่อไม้ต้มเนื้อซอยเป็นเส้นกรุบๆหวานๆอมฝาดนิดๆ ถั่วลิสงคั่วเปื่อยเนื้อมันๆ น้ำแกงรสเค็มๆมันๆนัวๆอย่างลงตัว นี่แหละคือองค์ประกอบของตำรับแกงชาววังโบราณแบบไทยๆที่ไม่ง้อส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างชาติเลยสักนิด 
หนึ่งในพระกระยาหารทรงโปรดของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ราษฎรก็สามารถเข้าถึงได้ นี่แหละคือนิยามอาหารชาววังที่แท้จริง


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชาตรี "
 



Create Date : 13 มกราคม 2564
Last Update : 13 มกราคม 2564 9:31:54 น.
Counter : 89 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
เส้นไหมแห่งจันทรา ลงมาจุติ ..... "เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วฮ่องกง"
ผัดซีอิ๊วทุกวันนี้กลายเป็นอาหารดาดดื่น หากินกันได้ทั่วไปตามร้านอาหารตามสั่ง รสเค็มๆมันๆของซีอิ๊วเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีกับเส้นใหญ่ที่ผัดคู่กับเนื้อสัตว์จนหอมเกรียม มิหนำซ้ำยังสามารถนำมาปรุงรสเพิ่มเติมได้เองอีกต่างหากทั้งพริกป่น น้ำปลา น้ำตาล หรือน้ำส้มสายชู

วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำผัดซีอิ๊ว แต่ไม่ใช่ผัดซีอิ๊วแบบไทยๆ แต่จะเป็นผัดซีอิ๊วสไตล์ฮ่องกง สิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ แบบไทยจะใส่ไข่ลงไปผัดกับเส้น ส่วนแบบฮ่องกงจะไม่ใส่ไข่ลงไปผัด หรือถ้าหากอยากจะกินไข่ ก็จะใส่ไข่ดาวหรือไข่ต้มแยกไปต่างหาก

ว่าด้วยเรื่องตำนานของเส้นใหญ่ ตำนานจีนโบราณกล่าวว่า ในสมัยจีนโบราณ มีพ่อลูกชาวนาคู่หนึ่งเป็นคนขยันแต่ฐานะยากจน ทุกๆเดือนพ่อลูกคู่นี้จะบูชาไหว้พระจันทร์อยู่ไม่ขาดและภาวนาด้วยความศรัทธาให้ชีวิตตัวเองพ้นจากความยากลำบาก 

จนในที่สุด คำภาวนาก็ส่งไปถึงนางฟ้าผู้สถิตอยู่บนดวงจันทร์ นางจึงตัดสินใจส่งผ้าแพรที่ทอจากแสงจันทร์ลงมาให้พ่อลูกคู่นี้ทุกครั้งที่พ่อลูกคู่นี้ทำการไหว้พระจันทร์ หลังจากที่พ่อลูกคู่นี้ได้ผ้าแพรจึงนำผ้าแพรแสงจันทร์ไปขายและสร้างฐานะให้ครอบครัวตัวเองขึ้นมา 

เศรษฐีในหมู่บ้านเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านพ่อลูกคู่นี้ จึงได้พยายามส่งคนมาขโมยผ้าแพรทุกครั้งที่พ่อลูกคู่นี้ไหว้พระจันทร์ พ่อลูกคู่นี้ด้วยความโกรธแค้นจึงตัดสินใจทำการสร้างผ้าแพรแสงจันทร์ขึ้นมาเองโดยการนำแป้งมาผสมกับน้ำแล้วนำไปนึ่งเป็นแผ่นๆจนมีลักษณะคล้ายผ้าแพรที่มีสีคล้ายกับแสงของพระจันทร์

ผ้าแพรทำเองของพ่อลูกไม่สามารถนำมาห่มได้แต่สามารถทานได้แถมรสอร่อยนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย พ่อลูกตัดสินใจเปิดร้านขายอาหารจนท้ายที่สุดก็มีชื่อเสียง ชื่อเสียงดังกล่าวโด่งดังไปถึงวังหลวง พ่อลูกจึงถูกเชิญไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้เพื่อถวายอาหาร ฮ่องเต้รู้สึกโปรดปรานอาหารเส้นของพ่อลูกคู่นี้มากจึงพระราชทานบำเหน็จให้อย่างงาม พ่อลูกคู่นี้จึงกลายเป็นจอมเศรษฐีที่มั่งคั่งในที่สุด


วันนี้เสือตะหลิวจะมาทำผัดซีอิ๊วฮ่องกงกับเนื้อหมัก 
หมักเนื้อง่ายๆแค่ เนื้อวัวหั่น 2 ขีด
ไข่ขาว 1/2 ฟอง
ผงฟู 1/2 ช้อนชา
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
คลุกให้เข้ากัน ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง
หมักได้ที่ก็เอาไปรวนน้ำมันไฟอ่อนๆประมาณ 3-5 นาทีจึงพักสะเด็ดน้ำมันไว้ 


เส้นใหญ่วันนี้ใช้ประมาณ 2 ขีด เอามาคลุกกับซีอิ๊วดำประมาณ 1 ช้อนชาให้ทั่วๆเส้น จากนั้นจึงนำเส้นลงคั่วแห้งๆในกระทะไฟแรง จนเส้นเริ่มมีความแห้งและเกรียม 


ตั้งกระทะไฟแรงผัด หอมใหญ่สับ กระเทียมสับ แครอทสับ ก้านขึ้นฉ่ายสับ อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ใส่พริกไทยประมาณ 1 ช้อนชา ผัดให้เข้ากันจนส่งกลิ่นหอม 


ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ
เหล้าจีน 2-3 ช้อนโต๊ะ 
น้ำตาล 2 ช้อนชา 
ผัดให้เข้ากันจนซีอิ๊วเริ่มส่งกลิ่นหอม
ถ้าชอบเค็มหวานเพิ่ม ก็ใส่ซีอิ๊วขาวกับน้ำตาลเพิ่มได้ตามชอบ 


ใส่เส้นใหญ่ เนื้อหมัก ที่เตรียมไว้ลงไปผัดเร็วๆให้เข้ากันประมาณ 1-2 นาที โรยใบขึ้นฉ่ายกำเล็กๆปิดท้ายสักหน่อยแล้วปิดไฟคลุกเร็วๆให้เข้ากันอีกรอบก็เป็นอันเสร็จ 


ถ้าอยากกินไข่ก็เอาไข่ดาวโปะหน้าสักฟองพอเป็นพิธีก็เป็นอันเสร็จพิธี เรียบร้อยแล้วครับกับเมนูผัดซีอิ๊วเนื้อฮ่องกงสไตล์เสือตะหลิว 


เส้นใหญ่เนื้อเหนียวหนึบหอมเกรียมกำลัง ผัดกับซีอิ๊วจนหอมเค็มอมหวานนิดๆ กินคู่กับเนื้อหมักนุ่มๆแถมไข่ดาวไข่แดงเยิ้มๆสักฟอง 
นี่แหละคือผัดเส้นใหญ่ซีอิ๊วตัวแทนแห่งดวงจันทร์ จะมาลงทัณฑ์แกเอง 55555 


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 05 มกราคม 2564
Last Update : 5 มกราคม 2564 11:33:32 น.
Counter : 135 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
มะระ มาละจ๊ะ .... "ไข่เจียวมะระ"
มะระเป็นพืชพื้นเมืองของทางแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์ มีสรรพคุณทางโภชนาการและทางยาค่อนข้างสูง คนพื้นเมืองนิยมนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายโดยการนำมาสกัดความขมอันเป็นธรรมชาติของตัวมะระออกไป

ผลมะระช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ต่อต้านเซลล์มะเร็ง มีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูกและฟัน อีกทั้งยังช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการอยากอาหาร แต่ด้วยสรรพคุณที่มากล้นกลับมีรสชาติขมอันเป็นเอกลักษณ์ จึงมักกลายเป็นพืชที่ถูกมองข้าม

การสกัดรสขมที่นิยมทำกันก็คือการนำผลมะระไปหั่นแล้วควักไส้ในออก คลุกกับเกลือให้ทั่วๆ แล้วล้างออก และอาจมีการนำไปลวกกับน้ำเกลือเพื่อล้างรสขมอีกที ส่วนใหญ่มักจะนำมะระไปรับประทานคู่กับของมันๆเพื่อกลบรสขม เช่นการนำไปผัดกับไข่ หรือการนำไปนึ่งกับหมูสับ แต่มักจะไม่นิยมทานกันสดๆ 

วันนี้เสือตะหลิวจะนำมะระมาทำเป็นไข่เจียว เพราะส่วนใหญ่ก็มักจะนำมาผัดไข่กันจนเกร่อแล้ว หันมาทำอะไรแหวกๆบ้าง แต่รับรองว่าความอร่อยไม่หนีหายไปไหนแน่นอน


เริ่มต้นเตรียมมะระกันก่อนเลย วันนี้ใช้มะระประมาณครึ่งลูก แค่นำมามะระมาผ่าเป็นท่อนๆ ใช้ช้อนหรือมีดควักไส้ในขาวๆออกให้เยอะที่สุด จากนั้นก็ฝานเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเกลือให้ทั่วๆ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง พอครบชั่วโมงจึงล้างน้ำเปล่าออกจนเกลือหมด


ตั้งน้ำเดือดๆ ใส่เกลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ นำมะระลงไปลวกประมาณ 3-5 นาที แล้วตักมะระขึ้นมาล้างน้ำเปล่าอีกรอบ 
ถ้ากลัวว่ามะระยังจะขมอยู่ ก็เอาไปลวกซ้ำแล้วล้างน้ำเปล่าซ้ำสลับไปเรื่อยๆอีกประมาณ 2-3 รอบก็ได้


ตีไข่ประมาณ 3 ฟอง น้ำปลาเล็กน้อย ตีผสมคนให้เข้ากันแล้วใส่มะระลงคลุก


ตั้งกระทะไฟปานกลาง น้ำมันพอประมาณ พอร้อนก็ใส่กระเทียมกับพริกไทยลงผัดจนส่งกลิ่นหอม


เทไข่ลงทอดในกระทะได้เลย พยายามเกลี่ยมะระให้ทั่วๆไข่ แอบพลิกดูว่าอีกด้านเริ่มสุกเหลืองหรือยังแล้วค่อยกลับไข่


กลับไข่แล้วก็รอให้อีกด้านสุกเหลืองอีกสักพักก็ตักขึ้นเตรียมเสิร์ฟได้เลย


ตัดแบ่งจัดเสิร์ฟให้สวยงามตามชอบ กินคู่กับซอสพริก ซอสมะเขือเทศ หรือน้ำพริกต่างๆได้ตามแต่ใจจะปรารถนา 
เนื้อมะระหวานอมขมนิดๆเคลือบไปด้วยอนูของเนื้อไข่เจียวมันๆสีเหลืองทอง ทั้งอร่อย ทั้งทานง่าย แถมอุดมไปด้วยสรรพคุณ มีเวลาก็ลองทำดูนะครับ มะระไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด แต่รับรองว่าถ้าทำเป็นก็จะอร่อยกว่าที่คิดอย่างแน่นอน 55555


Facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 23 ธันวาคม 2563
Last Update : 23 ธันวาคม 2563 8:46:35 น.
Counter : 230 Pageviews.

2 comment
ใบบ้านมีอะไรเหลือๆก็เอามาผัดรวมๆกัน "ไก่ใต้เท้ากัง"(Kung Pao Chicken)
หนึ่งในอาหารชื่อดังแห่งแคว้นเสฉวน ใครแวะเวียนผ่านไปแถวนั้นก็ยากจะที่หลีกพ้นเมนู "ไก่กังเป่า" หรือ "ไก่ใต้เท้ากัง" นิยามง่ายว่าคือเมนูไก่ผัดพริกกับถั่วลิสง รสนุ่มของไก่ รสกรอบมันของถั่ว รสเผ็ดจัดจ้านของพริก คือผลรวมของสมการความอร่อยของอาหารจานนี้ 

ตำนานดั้งเดิมของเมนูนี้ เชื่อว่ามาจาก ขุนนางผู้หนึ่งในสมัยตอนปลายของราชวงศ์ชิง ผู้ที่ชาวบ้านมักเรียกขานว่า "ใต้เท้ากัง" มียศเป็นถึงผู้ว่าราชการของเมืองเสฉวน โดยมีอยู่วันหนึ่ง เกิดมีการประชุมด่วนของเหล่าขุนนางที่บ้านของใต้เท้ากัง หลังการประชุมระดมสมองของเหล่าขุนนางตลอดช่วงเช้า ความหิวกระหายก็ได้มาเยือน ใต้เท้ากังจึงรีบสั่งให้คนครัวเอาทำอาหารมาเสิร์ฟเหล่าบรรดาขุนนาง แต่เนื่องจากไม่ได้มีการตระเตรียมอาหารเอาไว้ล่วงหน้า คนครัวจึงเอาของเหลือๆที่มีอยู่ติดบ้านมาผัดรวมๆกัน จนกลายเป็นเมนู "ไก่กังเป่า" หรือ "ไก่ใต้เท้ากัง" ขึ้นมา 

เมนู "ไก่กังเป่า" นั้นรสชาติดีเป็นอย่างมาก เหล่าขุนนางต่างยกย่อง ใต้เท้ากังจึงหัวใสเปิดร้านอาหารอันมีเมนู "ไก่กังเป่า" หรือ "ไก่ใต้เท้ากัง" เป็นเมนูขึ้นชื่อ เหล่าบรรดาร้านอาหารอื่นๆในเมืองเสฉวนจึงต่างพากันพยายามลอกเลียนแบบ จนในที่สุดเมนู "ไก่ใต้เท้ากัง" จึงกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองเสฉวนไปโดยปริยาย


เริ่มแรกก็มาหมักไก่กันก่อน หมักง่ายๆแค่ใช้เนื้อไก่ประมาณ 3-4 ขีด หั่นชิ้นเล็กๆ หมักกับแป้งมัน ไข่ขาว น้ำมันพืช อย่างละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ 
คลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง


ตั้งกระทะไฟอ่อน ทอดถั่วลิสงกับพริกแห้งจนหอมกรอบ
ทอดเสร็จก็พักสะเด็ดน้ำมันรอไว้


น้ำมันจากที่เหลือจากทอดถั่วกับพริกแห้งเมื่อกี้ ก็เอามาทอดไก่ที่หมักไว้ต่อ ทอดไฟอ่อนๆประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงเอาไก่ออกมาสะเด็ดน้ำมัน


ไก่พร้อม ถั่วพร้อม พริกพร้อม ทีนี้เราจะมาเริ่มผัดเผ็ดกันเลย


น้ำมันที่เหลือจากทอดของเมื่อกี้ เอามาใช้ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ผัดไฟปานกลางกับกระทียมและน้ำพริกเผาอย่างละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ และพริกไทยบดอีกประมาณ 1 ช้อนชา ผัดจนเครื่องส่งกลิ่นหอม


ปรุงรสง่ายๆด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว เหล้าจีน อย่างละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเดาะน้ำตาลใส่ลงไปอีกสักเล็กน้อย
เติมน้ำเปล่ากับน้ำละลายแป้งมันลงไปเล็กน้อย แล้วผัดจนน้ำเริ่มมีความข้นหนืด


ใส่ส่วนผสมที่ทอดเตรียมไว้ลงไปผัดไฟแรงเร็วๆประมาณ 1-2 นาที


ปิดท้ายด้วยต้นหอมซอยสักหน่อย แล้วปิดไฟพร้อมเสิร์ฟ
เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วกับเมนู "ไก่ใต้เท้ากัง" หรือ "ไก่กังเป่า" เนื้อไก่นุ่ม ถั่วลิสงรสกรอบมัน และพริกผัดรสจัดจ้าน รสชาติโดยรวมเผ็ดๆ เค็มๆ มันๆ อมหวานเล็กน้อย กินคู่กับข้าวสวยเพลินๆหรือจะกินเป็นกับแกล้มก็อร่อยไม่แพ้กัน 
ถึงแม้จะเป็นเมนูจากของเหลือในบ้านๆ แต่ก็สามารถนำมารังสรรค์จนเกิดเป็นตำนานแห่งความอร่อย ของทุกอย่างมีค่าเพียงแค่อย่ามองข้าม ลองใช้จินตนาการดู เราอาจจะค้นพบสมการแห่งความอร่อยของเราเองก็เป็นได้


facebook page : เสือตะหลิว " อาหาร กับ ชายชาตรี "
 



Create Date : 15 ธันวาคม 2563
Last Update : 15 ธันวาคม 2563 7:07:08 น.
Counter : 249 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

เสือตะหลิว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผู้ชายธรรมดาๆที่รสชาติไม่ธรรมดา
just a man with a nice taste
New Comments