ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
21 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (23)

23.

ท่านยายหันไปมองทางด้านข้างของตน และทำให้รัตซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ต้องรีบถอยไปทางด้านหลังให้พ้นจากแนวสายตา เพราะเธอรู้ว่านางไม่ได้กำลังมองมาที่เธอ แต่เป็นบางสิ่งที่ไม่มีอยู่ในที่นั้น สิ่งที่ชาวบ้านทุกคนต่างเชื่อว่าอยู่ที่ข้างกายของนางเสมอ

ความตาย ที่สามารถอยู่ในทุกที่ได้ในเวลาเดียวกัน สหายเพียงหนึ่งเดียวของนาง

'เขาทำได้ดี แต่ข้าคิดว่าเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้'

ไม่มีเสียงในย่านความถี่ที่คนธรรมดาไม่อาจได้ยิน หรือแม้แต่กระแสพลังงานความคิดตอบกลับมา แต่นางก็ยังได้ยินคำตอบนั้นอยู่ดี เพราะมันดังขึ้นภายในตัวนาง ในดวงใจของนาง ไม่ใช่ผ่านกระบวนการของสมองเหมือนกับที่อีกอร่าเชื่อ นางหรี่ตาลงราวกับได้ยินบางอย่างที่น่าสนใจ ก่อนจะหันกลับไปรอดูสิ่งที่อรุณกำลังจะทำต่อไป

จากท่าจับดาบเตรียมพร้อมที่เกือบสมบูรณ์แบบ จากความมุ่งมั่นที่จะตัดสิ่งที่มีอยู่ หรือไม่มีอยู่ตรงหน้าให้ขาดสะบั้น เขากลับลดดาบในมือลงไว้ที่ข้างกาย ก่อนสอดมันกลับคืนสู่ฝัก เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด เพียงแต่เขารู้สึกไม่ถูกต้องกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เขาได้รับดาบแปลกๆ มาจากปู่ แล้วหลังจากนั้นเขาก็เริ่มคิดว่าจะต้องใช้มันบ่อยขึ้น และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด มันจะกลายเป็นสิ่งแรกที่เขาต้องนึกถึง

'ใช้ความสามารถของเจ้าให้เกิดประโยชน์'

ท่านยายไม่ได้เอ่ยถึงดาบเลยตั้งแต่ที่พวกเขามาถึง ไม่รู้ว่าที่ก่อนหน้านี้นางคอยพูดถึงเรื่องดาบกับเขาอยู่บ่อยๆ นั้น จะเป็นการตั้งใจ หรือมีเหตุผลใดซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่

เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ก่อนเริ่มสำรวจหาประตูกลที่ติดตั้งอยู่ใต้ที่นั่งคนขับด้วยสายตา และสัมผัสจากปลายนิ้ว จนเขาพบชิ้นส่วนโลหะที่ซ่อนอยู่ในรูปแบบที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ไม่ว่ามันจะเป็นงานที่ละเอียดซับซ้อนขนาดไหน ต่างต้องเริ่มมาจากความรู้พื้นฐานด้านงานโลหะในแบบเดียวกับที่ปู่เคยถ่ายทอดให้พ่อ และพ่อได้ถ่ายทอดต่อมาให้กับเขา

'ใช้ความสามารถของเจ้าให้เกิดประโยชน์'

อุปกรณ์ทุกชิ้นต่างถูกออกแบบขึ้นตามความต้องการ หากใช้ได้ยาก หรือไม่อาจทำในสิ่งที่ผู้ใช้คาดหวัง สิ่งนั้นก็จะค่อยๆ หายไป ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ปู่เรียกมันว่าเป็นการ วิวัฒนาการ แม้จะไม่ค่อยแน่ใจในความหมาย แต่ชอบเพราะมันเป็นคำที่ฟังดู โก้ ตามแบบฉบับของปู่

'ถึงแม้มันจะแข็งแรง แต่ก็ต้องเปิดออกได้จากภายนอก ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยากจนเกินไป และต้องทำงานเมื่อตั้งใจจะใช้งานจริงๆ เท่านั้น'

ที่เขาต้องการอาจเป็นสลักสักตัว หรือไกที่เป็นตัวเริ่มต้น ในตำแหน่งที่ไม่โจ่งแจ้งจนเกินไป เขาไล้ปลายนิ้วไปเรื่อยๆ ไม่กังวลกับเสี้ยนจากขอบของแผ่นไม้ เพราะพวกมันเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นจากคนที่รู้จักงานของตนเป็นอย่างดี ในที่สุดปลายนิ้วของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง มีแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่เกือบเหมือนกับแผ่นอื่นๆ อยู่ลึกเข้าไปด้านใต้ของที่นั่งคนขับ ในตำแหน่งที่ยากจะเหยียบโดนโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อออกแรงกดมากพอ มันก็เริ่มที่จะยุบลงไปทีละน้อยได้

“ถอยออกมา” เสียงของท่านยายทำเอาเขาสะดุ้ง พร้อมกับถอนมือออกจากแผ่นไม้ตรงหน้า “ก่อนที่เจ้าจะตกลงไป โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวให้ดีเสียก่อน”

สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดใด แต่เด็กสาวคิดว่านางกำลังพอใจในเรื่องอะไรสักอย่าง ส่วนเด็กหนุ่มกลับสงสัยว่านางรู้ได้อย่างไรว่าเขาพบเจอคำตอบ ราวกับที่จริงแล้วนางรู้มาตลอด แต่ต้องการทดสอบ หรือให้เขาต้องค้นหามันด้วยตัวเอง

นางจะรู้ทุกเรื่องอย่างที่ชาวบ้านทุกคนเชื่อจริงหรือ แต่ไม่ว่าอย่างไร ความเชื่อของชาวบ้านแบบนั้นย่อมเป็นประโยชน์กับนางอย่างไม่ต้องสงสัย

'ว่าแต่เจ้าช่องนี้มันจะมีอะไรน่ากลัวได้'

เมื่อมองดูจากภายนอก เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นช่องลับที่ใช้ในการซุกซ่อนสิ่งของ หรือถ้าจะบอกว่าใช้เป็นที่ซ่อนตัวก็อาจจะเป็นไปได้ ถ้าคนคนนั้นจะมีรูปร่างเล็ก และยินยอมที่จะขดอยู่ในช่องแคบๆ ที่คงแทบจะหายใจไม่ออก ไม่มีทางเลยที่คนสองคน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในนั้นคือใหญ่เพื่อนของเขา จะสามารถมุดเข้าไปอยู่ในนั้น

'ถ้าจะเป็นไปได้ ก็ต้องมีทางเชื่อมเข้าไปถึงภายในห้องโดยสารของรถม้า แล้วทั้งคู่ก็เข้าไปหลบอยู่ในนั้นกับ...' เขาไม่ค่อยอยากจะนึกถึงชื่อนั้น 'ชโรดิงเจอ แคท' ที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือเป็น อะไร กันแน่ สิ่งเดียวที่พอจะมั่นใจได้คือแคทคงมีตัวตนอยู่จริงจากเสียงที่ดังออกมาให้ได้ยิน แม้แต่ในตอนนี้

เพียงแต่แคทที่ว่าจะ มีชีวิต กึ่งมีชีวิต หรือ ไม่มีชีวิต แล้วเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าผีดูดเลือดนั้นควรจะถูกจัดอยู่ในประเภทใดกันแน่

“เชื่อเถิดว่าเพื่อนของเจ้าไม่ได้เข้าไปอยู่ในห้องโดยสาร และเจ้าก็น่าจะดีใจกับความจริงข้อนั้น” แต่นางไม่ได้อธิบายว่าทำไมเขาจึงควรดีใจ การอยู่ภายในห้องโดยสารของรถม้าคันนี้ต้องถูกนับเป็นเรื่องเลวร้ายเพราะอะไร และเป็นอีกครั้งในหลายครั้งที่ราวกับท่านยายจะสามารถอ่านใจผู้อื่นได้ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะนางรู้จักทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นอย่างดี บางทีอาจดีกว่าที่พวกเขาคิดว่ารู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

“การมองเห็นในสิ่งที่เห็นนับเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งกว่า ถ้าเจ้ามองเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย และต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่มองไม่เห็น กับ สิ่งที่ไม่เป็นจริง สองสิ่งที่เหมือนจะคล้าย แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” นางพึมพำเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ เหมือนกับกำลังบ่นถึงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป

“ข้ามีเชือกที่ดีอยู่ตรงนี้เส้นหนึ่ง” นางหยิบเชือกขดหนึ่งออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีดำ ตัวเส้นเชือกมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนาเป็นระเบียบ จึงไม่ต้องสงสัยในเรื่องความแข็งแรงของมัน แต่ก็ทำให้สองหนุ่มสาวต้องนึกสงสัยขึ้นมาว่า นางพกเชือกติดตัวอยู่เป็นประจำ หรือนางรู้อยู่ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้มันในวันนี้ จึงได้นำมาด้วย

แต่ที่ทั้งสองไม่รู้คือนางยังมีสิ่งของอื่นอีกมากมายอยู่ใต้เสื้อคลุมสีดำที่ใส่เป็นประจำ

“ผูกเชือกเข้ากับตัวเจ้าหนุ่มนั่นให้แน่น ยึดมันเข้ากับต้นไม้ แล้วเจ้า” นางมองไปทางเด็กสาว “ก็ผูกอีกด้านของมันเข้ากับตัวเองไว้ด้วย” เด็กหนุ่มสาวทั้งสองต่างมองหน้ากัน

“เจ้าหนุ่มจะได้ระวังมากขึ้น ว่ายังมีสาวน้อยรออยู่ที่ปลายเชือก”

ทั้งสองไม่รู้ว่าจะยิ้มหรือร้องไห้ดี แต่มันก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าต้องระวังตัวมากขึ้นจริงๆ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากให้เธอต้องมาเดือดร้อนเพราะเขา

เด็กสาวรับเชือกจากมือของท่านยายก่อนปีนขึ้นไปบนรถม้า เธอมัดเชือกเข้ากับรอบเอวของเด็กหนุ่ม ด้วยปมแบบเดียวกับที่พ่อแม่ซึ่งเป็นนายพรานที่ดีเคยสอน ปมที่ใช้ในการทำกับดัก ปมเดียวกับที่ใช้ผูกสัตว์ที่ล่ามาได้ ปมที่ใช้พรากชีวิตไปจากพวกมัน เธอหยุดคิดเพียงเท่านั้น มันก็แค่เป็นปมแน่นหนาที่เธอรู้จักดี ก็เท่านั้น

ทั้งสองยืนอยู่ใกล้กัน โดยไม่มีคำพูดใด จนกระทั่งเมื่อเธอมัดเงื่อนเรียบร้อยแล้วเงยหน้าขึ้นพบกับสายตาของเขา

“ดูเงื่อนที่พวกเจ้าใช้ให้ดี ถ้าผูกไม่ดีมันจะพันกันยุ่ง จนแก้ไม่ออก หรือไม่อย่างนั้นก็อาจหลุดออกในเวลาอันไม่สมควรก็เป็นได้” ท่านยายพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติอย่างที่สุด

เด็กสาวท่องวนอยู่ในใจว่าท่านยายกำลังพูดถึงการผูกปมเชือก โดยไม่มีความหมายแฝงเร้นใดใดทั้งสิ้น

“ระวังตัวด้วยล่ะ” เธอพูดเบาๆ “...แน่นอน” เขาตอบ ก่อนที่เธอจะปีนลงมาจากรถม้า นำเชือกไปอ้อมลำต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนผูกปลายอีกด้านเข้ากับเอวของตนตามคำสั่งของท่านยาย

เด็กหนุ่มยืนมองเด็กสาวก่อนพยักหน้า เธอขยับตัวเพื่อยืนให้ถนัด จัดเชือกให้อยู่ในตำแหน่งที่ดี ก่อนจะพยักหน้าตอบ เขาก็ออกแรงเหยียบลงไปบนไม้แผ่นนั้นทันที มันส่งเสียงดังเบาๆ ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่ามันจมลงไปได้อย่างง่ายดาย ไกที่ออกแบบไว้ทำงาน สลักถูกดึงเปิดออก ประตูกลก็ดีดเปิดเข้าสู่ด้านในอย่างง่ายดาย

เด็กหนุ่มเผลอส่งเสียงร้องลั่น เมื่อร่างของเขาร่วงลงไปสู่ความว่างเปล่าด้านในของประตู มันรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ฝากประสบการณ์ที่รู้สึกว่ายาวนานให้กับเขา ร่างของเขาถูกยืดยาวเป็นเส้นโดยเริ่มจากปลายเท้า หมุนวนผ่าน ขอบฝาไม้กระดาน เข้าไปสู่อีกด้านหนึ่ง

ชั่วพริบตาอันแสนยาวนาน แต่ที่เด็กสาวมองเห็น ก็เพียงร่างของเด็กหนุ่มได้หล่นหายลงไปใต้ประตูกลได้อย่างหลอกสายตา ส่วนท่านยายจะมองเห็นเป็นเช่นไรนั้นก็ยากที่จะคาดเดา

“ระวัง”

เมื่อสิ้นเสียงเตือนของท่านยาย เด็กสาวก็รู้สึกถึงแรงดึงในทันใด ประตูที่ดีดกลับขึ้นมาถูกเชือกคั่นเอาไว้จึงไม่อาจปิดได้สนิท เชือกยังเคลื่อนผ่านลงไป บางส่วนถูกลากครูดไปกับตัวรถม้า กับต้นไม้ที่อ้อมพันเชือกเอาไว้ เธอร้องลั่น เซถลา ก่อนจะพยายามฝืนจิกเท้าลงไปในดินเพื่อดึงเชือก แต่สุดท้ายก็ยังต้องถลาออกไปอีกสองสามก้าวจนเกือบจะชนเข้ากับต้นไม้

“เจ้ายังไหวไหม” ท่านยายถาม น้ำเสียงยังคงราบเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“...มา ช่วย กัน หน่อย ได้ ไหม คะ” เธอกัดฟัน 'แทนที่จะเอาแต่ถาม' ออกแรงโถมน้ำหนักทั้งตัวไปทางด้านหลัง

ท่านยายเองก็คาดไม่ถึงว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ แต่ก็พูดออกไปไม่ได้ “ข้าเตือนแล้ว เจ้าก็อดทนหน่อยละกัน” นางตอบในแบบที่ท่านยายควรจะตอบ และไม่นึกเสียใจที่พูดออกไป เพราะนางคือท่านยาย นางไม่ต้องเสียใจในสิ่งที่พูดไปแล้ว

นางรีบกระโดด ปีนขึ้นไปบนรถม้าอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจกับหลังของนางที่ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวเกินกำลัง 'ความเจ็บปวดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน' นางมองดูการกระทำของตนเองจากภายนอก คล้ายกับนางเป็นอีกคนหนึ่ง ที่กำลังควบคุมร่างของท่านยายอีกที นางรีบคลำหาแผ่นไม้ในตำแหน่งที่เห็นเด็กหนุ่มใช้เท้าเหยียบนั้น

“...หนู จะ ไม่ ไหว แล้ว” ร่างของเด็กสาวถูกดึงจนแนบไปกับต้นไม้ มือของเธอกับแขนข้างขวาถูกเชือกรัดเข้ากับลำต้นไม้อย่างน่ากลัว เธอยังคงสามารถขยับแขนช้ายได้ ปมเชือกที่เอวนั้นแน่นหนาแต่สามารถปลดออกได้อย่างง่ายดายเพราะมันเป็นปมที่ดี

แต่หากเธอทำอย่างนั้น

ท่านยายใช้สองมือจับเชือกเอาไว้แน่น อย่างลังเล นางเหยียบปุ่มให้ประตูกลเปิดออกอีกครั้ง เหยียบไว้อย่างนั้นเพื่อให้มันเปิดค้างอยู่ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ให้ตัวเองหล่นลงไป นางก้มมอง เห็นแต่เชือกที่อยู่เหนือระดับของแผ่นไม้ ข้างใต้นั้นไม่มีอะไรทั้งสิ้น มันไม่ใช่ความมืด ไม่ใช่มิติที่บิดเบี้ยว มีเพียงแค่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้มองเห็นได้

นางสูดหายใจเข้าลึก “รีบ ปีน ขึ้น มา” เสียงตวาดดังลั่น ทำเอาเหล่านกทั่วทั้งบริเวณพากันกระพือปีกบินหนีขึ้นจากยอดไม้อย่างแตกตื่น แมลงทั้งหลายต่างหยุดนิ่งกันไปชั่วครู่ และจากที่ห่างไกล ก็มีเสียงคำรามของบางสิ่งคล้ายดังตอบกลับมาด้วย

มือซ้ายของรัตเอื้อมมาจับไว้ที่ปมเชือก ปลายนิ้วมือขวาเปลี่ยนจากสีเขียว กลายเป็นม่วงคล้ำ เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียน ความรู้สึกเหมือนถูกเข็มจำนวนมากทิ่มแทงผ่านไป ความรู้สึกราวกับถูกไฟร้อนๆ ถูกน้ำแข็งเย็นๆ นาบผ่านไป ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสก็กำลังจะผ่านไป แต่เธอแน่ใจว่าหลังจากนั้น เธอคงไม่อาจจะใช้แขนขวาข้างนี้ได้อีก

'ดึงมันเลยสิ ปล่อยทุกอย่างไป' มันเป็นเสียงกระซิบที่อ่อนโยน 'ความเจ็บปวดจะได้จบลง'

เธอเตือนตัวเองว่าเสียงกระซิบนั้นพูดความจริง แต่หลังจากนั้นแล้วเธอจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่อาจใหญ่หลวงยิ่งกว่า ความทรงจำที่จะติดตัวไปจนวันตาย ว่าเธอเป็นคนที่ตัดสินใจปล่อยเชือกเส้นนี้ไปเอง

“...ท่าน ยาย...” เธอกรีดร้องเสียงแหบแห้ง น้ำตาไหลไม่หยุด ชีวิตนี้ช่างน่าประหลาดได้อย่างโหดร้ายจนคาดไม่ถึง เมื่อครู่ทุกสิ่งยังดูสวยงาม แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงความเจ็บปวด ปมที่น่าเกลียด กับตัวเธอที่รู้สึกว่าน่าเกลียดพอพอกับปมนั้น

มือซ้ายของเธอกำปลายเชือกไว้แน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา 'ก็แค่กระตุกเบาเบาเท่านั้น'

ท่านยายเหลือบมองเด็กสาว รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ยังอยู่อีกด้านของปลายเชือกที่หายเข้าไปในความว่างเปล่า เด็กหนุ่มคงยังอยู่อีกด้านของประตู ถ้าเขายังมีแรงพอ ถ้าเขายังสามารถทำอะไรได้ที่ฝั่งโน้น ซึ่งนางก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นอย่างไร

นางบอกมือข้างหนึ่งให้จับเชือกไว้ให้แน่น แน่นในแบบที่นางทำไม่ได้ แต่ท่านยายสามารถทำได้ นางปล่อยมืออีกข้างเพื่อล้วงเข้าไปในเสื้อคลุมสีดำ พร้อมกับหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา สิ่งที่หากอรุณได้เห็นจะต้องจดจำได้เป็นอย่างดี มีดที่พ่อของเขาเป็นคนลับคมให้กับนางในค่ำคืนนั้น มีดที่เขาเห็นท่านยายใช้มันตัดแสงจนขาดออกเป็นหลายท่อน

ท่านยายปล่อยแผ่นไม้ที่เหยียบไว้ ประตูกลก็ดีดกลับอย่างรวดเร็ว นางตวัดมือ เชือกที่ดีของนางก็ขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย ราวกับว่าพวกมันเป็นเชือกสองเส้นที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ปลายเชือกสั้นๆ ส่วนที่เหลือสะบัดไปมา ครูดไปกับขอบแผ่นไม้ ก่อนหายไปอีกด้านพร้อมกับร่างของเด็กหนุ่ม และประตูกลที่ปิดงับเข้าหากัน

เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น ในขณะดึงเชือกที่รัดแขนขวาไว้ออก ปมของเชือกอีกด้านยังคงผูกอยู่ที่เอว แต่ไม่รู้ว่ามันได้ถูกดึงออกบ้างหรือไม่

“...ท่าน ยาย อรุณ เขา อรุณ เขา...” สายตาของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสับสน “ท่านยายทิ้งเขาทำไม ท่านยาย ท่าน ยาย...”

“ถ้าข้าไม่ตัดเชือก ข้าก็อาจจะหล่นลงไปด้วย” นางพูดจาตัดบทราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่ไม่อาจรู้ชะตากรรมของพวกทั้งหมดที่ติดอยู่ในนั้น ว่าจะเป็นตายร้ายดีประการใด

“ท่านยาย” มันไม่ใช่เสียงเรียกด้วยความเคารพแน่ เด็กสาวกระโจนขึ้นไปบนรถม้า แขนขวาห้อยอยู่ที่ข้างกาย มือซ้ายก็ตบใส่หน้าของท่านยาย โดยไม่สนว่าในมือของนางยังมีมีดอยู่เล่มหนึ่ง

ท่านยายไม่ได้ใช้มีด แต่ใช้มือที่เหมือนกับเป็นคีมเหล็ก จับแล้วบีบข้อมือของเธอเอาไว้แน่น อาจแน่นยิ่งกว่าเชือกที่เคยรัดแขนขวาเมื่อครู่เสียด้วยซ้ำ

“เจ้าคิดจะทำอะไร” ร่างของนางภายใต้ขุดสีดำนั้นราวกับดูสูงใหญ่ขึ้นอย่างไม่อาจเป็นไปได้ ใบหน้าของนางหายเข้าไปในเงา ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลังอำนาจ “จงถอยไปเดี๋ยวนี้”

นางปล่อยมือให้เด็กสาวถอยลงมาจากรถม้าอย่างเงอะงะ 'แล้วเธอจะผ่านมันไปได้' นางต้องรีบคิด คิดถึงก้าวต่อไป ถึงแม้มันจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาด แต่สิ่งที่ไม่ได้คาดก็ต้องรวมอยู่ในคำตอบของท่านยายด้วยเช่นกัน ประตูกลพลันเปิดออกอีกครั้ง โดยที่ท่านยายไม่ทันได้ตั้งตัว

รัตเห็นร่างของท่านยายหล่นหายไปต่อหน้าต่อตา เธอได้แต่ยืนตะลึง ไม่รู้ว่าตนเองเสียใจ หรือว่าดีใจกันแน่


Create Date : 21 พฤษภาคม 2560
Last Update : 21 พฤษภาคม 2560 19:01:58 น. 0 comments
Counter : 229 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.