ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
11 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 

สัญญาจ้าวราชันย์ สายเลือดจ้าวราชันย์ (70) กับบทส่งท้าย

'มนุษย์ทั้งหมดจะต้องสูญสิ้นไปจากแผ่นดินนี้' ความมืดรอบกายของมายาเข้มข้นขึ้นจนคล้ายกับจะสามารถจับต้องได้ เส้นใยเล็กละเอียดที่ยึดโยงกองทัพทั้งหมดเอาไว้เริ่มขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พวกเขาต่างจับอาวุธของตนขึ้นมา สายตาว่างเปล่าที่มีเงามืดปกคลุมอยู่เหล่านั้นจ้องตรงมายังรัตติกาล

ดวงตานับพันนับหมื่น ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประกายด้วยความหวัง แต่ตอนนี้พวกมันมองดูคล้ายกับจุดสีดำที่กระพริบอยู่บนผืนดิน รูปร่างของพวกนักมายากลปลอมที่นั่งอยู่บนหลังม้าค่อยๆ เปลี่ยนไป ขาหงิกงอทั้งแปดข้างแทงออกมาจากทั้งคน และม้า ขายาวเก้งก้างเหล่านี้ยกร่างของพวกมันให้ลอยสูงขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแมงมุมเงาจนสมบูรณ์

หัตถาก้าวออกจากกลุ่มทหารมายืนเคียงข้างมายา ตอนนี้ร่างของมันกลายเป็นเงามืดคล้ายมนุษย์ที่มีรูปร่างคุ้นตา มีดาบเงาสองเล่มโผล่ออกมาจากมือของมัน ดาบยาวที่กล้าไพรไม่มีวันลืมเลือน ร่างของเขาระริกด้วยความโกรธแค้น มันคือคนที่เคยแทรกซึมอยู่ในร่างของเขา คนที่ใช้มือของเขาแทงดาบเข้าใส่ร่างของกล้าณรงค์

“...แก...”

เสียงแหบพร่าของกล้าไพรดังขึ้นให้ได้ยิน ข้าวขวัญคว้ามือข้างหนึ่งของเขาเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่ข้าวเขียวจะยึดมืออีกข้างเอาไว้ รัตติกาลเองก็ขยับเข้ามายกมือขวางไว้ทางเบื้องหน้า เขาเหลียวมองดูใบหน้าของทุกคน ความรู้สึกที่ส่งออกมานั้นเด่นชัดจนไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้เสียเวลา มันคือความเข้าใจ มันคือความห่วงใย และสำหรับข้าวขวัญยังมีอะไรที่ลึกซึ้งมากไปกว่านั้น

“มาสิ...ปลดปล่อยความแค้นของเจ้าออกมา”

มันกวักมือเรียกกล้าไพรอย่างท้าทาย ก่อนที่มายา หรือ 'ราชินีแมงมุม' จะยกมือให้เงียบ เธอหลับตาลงความทรงจำที่กระจัดกระจายอยู่ในความมืด เกาะเกี่ยวโยงใยย้อนหลังไปถึงในอดีตเมื่อนานมาแล้ว

จากความรุนแรงเล็กๆ ครั้งแรกที่ก่อขึ้นโดยมนุษย์ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่หลุดพ้นออกจากสายธารอันเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ ผู้ที่กล้าท้าทายต่อชะตากรรม ผู้สร้างความแตกต่างซึ่งมีทั้งดีและร้าย เธอผุดขึ้นในสภาพของไข่ ดูดกินความดำมืดที่ผุดขึ้นมาจากจิตใจของมนุษย์

ความดำมืดที่อ้างว้างทำให้เธอเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน แต่ความชั่วร้ายเหล่านั้นคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เธอเติบโตขึ้น จากแมงมุมตัวเล็กๆ เธอไต่ไปตามการด่าทอ ความขัดแย้ง ความละโมบ ความโหดร้าย การต่อสู้แย่งชิง และที่จุดสุดยอดแห่งความมืดก็คือการฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันนั่นเอง

เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเธอคิดว่าความอ้างว้างของเธอกำลังจะสิ้นสุดลง เธอเริ่มวางไข่ และฟูมฟักลูกๆ ของตนขึ้นมา ท่ามกลางสงครามความขัดแย้งที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด มีการต่อสู้ฆ่าฟันระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง ทำให้ลูกๆ ของเธอทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีปริมาณมากมายมหาศาล

แต่ความอ้างว้างของเธอกลับมิได้จบสิ้นลงอย่างที่คิด แมงมุมทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นมาจากความชั่วร้าย ถึงแม้พวกมันจะมีจำนวนมากมายมหาศาล แต่ไม่ว่าพวกมันจะเล็กหรือใหญ่ หรือเกิดขึ้นมาจากความดำมืดชนิดไหน ลึกๆ ลงไปแล้ว ทั้งหมดต่างเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้น ปริมาณไม่อาจทำลายกำแพงแห่งความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายนั้นลงได้

'มนุษย์ทั้งหมดจะต้องสูญสิ้นไปจากแผ่นดินนี้' นั่นเป็นครั้งแรกที่ความคิดนี้เกิดขึ้นกับเธอ นั่นเป็นหนทางเดียวที่เธอจะสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ เธอเริ่มส่งเสียงกระซิบอยู่ในเงามืด กางใยของเธอให้กว้างไกลออกไป พัวพันยึดเหนี่ยวจิตใจ และบงการเหล่ามนุษย์จากในความมืด มนุษย์คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการกำจัดมนุษย์ด้วยกันเอง

ในท่ามกลางสงครามที่ดำมืดนั้น พลันมีแสงสว่างแห่งความหวังปรากฏขึ้น แสงสว่างที่อบอุ่นเหมือนกับที่เธอเคยไฝ่ฝันถึง แต่เธอกลับจำเป็นต้องถดถอยหนีด้วยความหวาดกลัว เพราะมันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเธอ มันทั้งดึงดูด แต่ก็ผลักดันเธอ เธอทั้งต้องการครอบครอง และทำลายมันในเวลาเดียวกัน

ดวงไฟแห่งความหวังจากมนุษย์ทั้งสี่คนนั้นลุกลามไปยังคนที่อยู่รอบข้าง พวกมันลุกลามรวดเร็วดุจไฟป่า จุดจิตใจของเหล่ามนุษย์ให้สว่างไสวดังดวงอาทิตย์ที่อยู่บนฟากฟ้า ลูกๆ จำนวนมากมายของเธอถูกมันแผดเผา พวกเธอจำเป็นต้องถอยห่างจากมัน หลบซ่อนตัวเองเอาไว้ในเงามืดที่ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง

ยิ่งเมื่อสี่ราชาได้รับพลังสัญญามาจากเหล่าผู้พเนจร มันก็ดูเหมือนว่าความหวังนั้นจะยิ่งเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ยุคสมัยของเธอกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เธอถดถอย เธอหลบหนี แต่ลึกๆ ลงไปแล้วมันคือความพอใจ ที่ในที่สุดเธอจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานที่ให้กำเนิดเธอออกมา

แต่ในท่ามกลางความเจิดจ้าแห่งความหวัง เธอก็ได้เห็นสิ่งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ใจของเธอเต้นรัว ที่ใดที่มีแสงมันย่อมมีเงาเกิดขึ้น ยิ่งแสงเจิดจ้ามากเท่าใด เงาของมันก็ยิ่งมืดสนิท ความมืดที่เย้ายวน ความทุกข์ทรมานที่หอมหวาน และในที่สุดเธอก็ไม่อาจปฏิเสธความยั่วยวนของมัน เธอก้าวเข้าสู่ใจกลางแห่งความมืดมนอย่างโหยหา เธอพ่ายแพ้พวกมันอีกครั้ง

พายุแห่งความสับสนโหมกระพือขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟแห่งความหวังกลับกลายเป็นการทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง แสงสว่างกลับกลายเป็นเงามืดในชั่วพริบตา จ้าวราชันย์กลับกลายเป็นเคออส จากผู้รักษากลายเป็นผู้ทำลาย นั่นคือความร้ายกาจแห่งพลังสัญญา ด้านมืดของอำนาจที่หลายคนไม่เคยนึกถึง

ราชินีแมงมุมเอ่ยปากด้วยความขมขื่น

“ผู้ที่เป็นความหวังของเหล่ามนุษย์เอ๋ย...จงสูญสิ้นไปเสียเถิด”

ทั้งหมดต่างหันหลังชนกัน เพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพจำนวนมากมายมหาศาลที่ก้าวเข้ามา ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะหนีรอดไปได้ เจิดจรัส กับม่านเมฆจับมือกันเอาไว้แน่น ก่อนหันไปสบตากัน 'แม้ตายเราก็จะไม่ขอพรากจากกัน' อรุณรุ่งยังคงอยู่ในใจของเขาเสมอ ไม่มีใครที่จะสามารถแทนที่เธอได้ แม่แต่ม่านเมฆก็ไม่อาจ แต่ ณ ที่นั้นมีที่ว่างมากกว่าที่เขาเคยคิด มากพอที่จะให้ทั้งสองได้ยืนเคียงข้างกัน

ข้าวขวัญหลับตาลง 'หนูควรจะทำอย่างไรดี' ไม่มีเสียงของใครตอบเธอกลับมาทั้งสิ้น ไม่มีเสียงของมายา ไม่มีเสียงของจันทรา แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ เสียงของใครคนหนึ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี เสียงของใครคนหนึ่งที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่เกิด

ข้าวขวัญยกจุลจันทรา ราชินีแห่งแสงจันทร์ชูขึ้นเหนือศีรษะ เสียงกระซิบที่ได้ยินนั้นคือเสียงของตัวเธอเอง เธอต้องมีความมั่นใจ เธอได้เรียนรู้ทุกอย่างมาหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ลงมือทำด้วยตัวของตัวเองเท่านั้น แสงสีเหลืองนวลสาดส่องออกมาจากตัวดาบ ก่อนจะค่อยๆ เจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ มันคือแสงของดวงจันทร์ที่คอยดูแลสอดส่องป้องกันเภทภัยจากเหล่าผู้เคลื่อนไหวในยามราตรีนั่นเอง

แม้แต่ราชินีแมงมุม และเงาประหลาดต่างต้องรีบเคลื่อนกายถอยห่างออกจากรัศมีสีเหลืองนวล ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าข้าวขวัญจะสามารถทำแบบนี้ได้ และลำแสงของมันเข้มข้นมากกว่าเมื่อครั้งที่มายาเคยใช้ในครั้งนั้นเสียอีก

“น้องขวัญคงทำแบบนี้ได้อีกไม่นาน เราจะทำอย่างไรดี”

รัตติกาลเอ่ยถามอย่างรีบเร่ง เจิดจรัสมองดูเหล่าศัตรูที่รายล้อมอยู่รอบกาย ก่อนเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง

“...มีกันมากมายขนาดนี้ คงตีฝ่าออกไปไม่ได้แน่”

ข้าวเขียวกลับจ้องมองไปที่ ราชินีแมงมุม เงาประหลาด กับสุริยันในร่างของนิลวายุที่ถูกกักขังเอาไว้ เขารู้สึกได้ว่ามีหนทางที่จะนำไปสู่ชัยชนะซุกซ่อนอยู่ในนั้น 'มันคืออะไร มันคืออะไร มันคืออะไร' ดวงตาของเขาพลันเบิกโพลง ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดหมาย เขารีบร้องด้วยความตื่นเต้น

“...รีบไปที่กระจกบานนั้นเร็วเข้า”

ทั้งหมดมองดูข้าวเขียวอย่างไม่เข้าใจ

“รีบไปเร็ว ฉันมีความคิดบางอย่าง และรับรองว่ามันเป็นความคิดที่ดีแน่”

ความเชื่อมั่นของข้าวเขียวผลักดันให้ทุกคนเคลื่อนไหว พวกเขาไปถึงกระจกมิติทันก่อนที่จะถูกเหล่าศัตรูล้อมกักเอาไว้ แมงมุมเงามากมายหลายขนาดที่อยู่รอบนอก ค่อยๆ เคลื่อนผ่านคลื่นทะเลมนุษย์ที่วุ่นวายสับสนเข้ามารวมกันอยู่รอบแสงของจุลจันทรา ราวกับว่าเป็นแมงเม่าที่ถูกดึงดูดด้วยแสงไฟ เพียงแต่ว่าพวกมันยังไม่อาจล่วงล้ำกำแพงแสงนั้นเข้าไปได้

สุริยันยืนอยู่ภายในกระจกมิติอย่างสงบ โดยมีเพลิงสุริยาอยู่ในมือซ้าย และสายวารีที่พึ่งถอนดึงออกมาจากหัวไหล่ของตนเองอยู่ในมือขวา เสื้อของเขาถูกย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดงฉาน ใบหน้าของเขาในตอนนี้เหมือนกับผู้ชายในภาพวาดที่รัตติกาลเคยเห็น และเขาพึ่งเคยได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของบิดาเป็นครั้งแรก

มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป นั่นคือแววตาของสุริยัน มันไม่ได้ท้าทายผู้คนทั่วหล้าเหมือนกับในภาพ แต่เป็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก แววตาของเขาก่อนที่จะสิ้นศรัทธาในตัวมนุษย์ เขาทำท่าขยับปากคล้ายต้องการพูดบางอย่าง แต่ไม่มีใครสามารถได้ยินเสียงของเขา

“เราต้องช่วยเขาออกมา...เราต้องการดาบทั้งสองเล่มนั้น”

ถึงตอนนี้เจิดจรัสเริ่มตามความคิดของข้าวเขียวได้ทันแล้ว

“...เราจำเป็นต้องใช้อาวุธของสี่ราชาเพื่อผนึกพวกมันเอาไว้อีกครั้ง”

เจิดจรัสรีบหันไปทางรัตติกาล

“ใช้จุลจันทราฟันมันเลย ก่อนหน้านี้นิลวายุก็เคยใช้ราชาแห่งสายลมทำลายกระจกที่ใช้กักขังเคออสเอาไว้”

ม่านเมฆไม่ค่อยมั่นใจว่ามันจะเป็นความคิดที่ดีนัก

“ถ้าเราทำแบบนั้น กำแพงแสงนี้จะหายไปด้วยหรือไม่...และหากไม่สำเร็จ...พวกเราคงต้อง...”

“ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่อย่าพึ่งรีบละทิ้งความหวังเลย ผมมั่นใจว่ามันจะต้องสำเร็จแน่”

เจิดจรัสบีบมือม่านเมฆเบาๆ อย่างปลอบโยน รัตติกาลเดินเข้าไปหาข้าวขวัญพร้อมกับใช้สองมือประสานจับบนด้ามดาบโดยกุมมือของเธอเอาไว้ เธอหน้าแดง พร้อมกับหัวใจเต้นรัว

“อย่าฝืน ปล่อยร่างกายให้เป็นไปตามธรรมชาติ”

รัตติกาลกระซิบเบาๆ ก่อนที่ทั้งสองจะขยับไปยืนอยู่หน้ากระจก ดวงตาทั้งสองของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงอันเจิดจ้า สีแดงที่ดุจดั่งดวงอาทิตย์ ราชินีแมงมุมมองดูอยู่ข้างนอกอย่างเย้ยหยัน

“จงดิ้นรนกันเข้าไปเถิด เจ้าพวกแมลงทั้งหลาย แต่ยิ่งดิ้นเท่าไร ใยของข้าก็จะยิ่งรัดพวกเจ้าแน่นหนามากยิ่งขึ้น เจ้าไม่มีทางทำลายผนึกแห่งความโกรธแค้นของข้าได้ ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะมีอำนาจเหนือมัน”

รัตติกาลสงบใจลง ส่วนข้าวขวัญก็ปล่อยร่างกายให้เคลื่อนไหวไปตามการชี้นำของเขา จุลจันทราถูกฟังลงมาอย่างรวดเร็ว กระจกถูกกรีดเป็นรอยแทยงจากบนลงล่าง ทุกคนต่างมีความหวังอย่างเปี่ยมล้น แต่มันกลับเป็นเพียงแค่รอยขีดข่วน กระจกทั้งบานยังคงยึดติดกันอยู่เช่นเดิม

ราชินีแมงมุม กับเหล่าลูกๆ ของนางต่างส่งเสียงหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง พวกมันหลายตัวขยับเขี้ยว และเคาะขาทั้งแปดข้างให้เกิดเป็นเสียงที่น่าสยดสยอง รัตติกาลตัดสินใจที่จะไม่ฟันซ้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อครู่นี้เขาได้ทุ่มพลังที่เหลืออยู่ไปจนหมดแล้ว หากมันไม่เป็นผล เขาก็ได้แต่ต้องยอมรับ

สุริยันพลันเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าคล้ายกับมองหาใครคนหนึ่ง และก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัว ในกลุ่มของเขาก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน จันทราที่เฝ้าดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นได้ปรากฏกายขึ้นแล้ว นางยิ้มให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ราชินีแมงมุม และเงาประหลาดด้วย

“ถึงเป็นเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดจะเหนือล้ำกว่าความแค้นของข้า”

ราชินีแมงมุมขู่ แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้นางอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก จันทราเดินตรงไปยังกระจกที่มีสุริยันยืนรออยู่ ในตอนที่นางเดินผ่านรัตติกาลไป นางก็กระซิบเบาๆ พอให้เขาได้ยิน

“ลาก่อนลูกรักของแม่ ลูกต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”

จันทราทาบใบหน้าของเธอลงบนกระจก สุริยันเองก็ทำเช่นเดียวกัน แม้แต่คมของราชินีแห่งแสงจันทร์ที่ฟันออกไปสุดแรงก็ยังไม่อาจทำลายกำแพงแห่งความแค้นลงได้ แต่ด้วยจุมพิตเพียงแผ่วเบาแห่งความรัก ริมฝีปากของทั้งสองกลับสามารถทะลุผ่านกระจกเข้าหากัน

'ฉันออกไปไม่ได้อีกแล้วที่รัก' ความคิดของสุริยันถูกถ่ายทอดผ่านมา 'ฉันเคยขังคุณเอาไว้ แต่ครั้งนี้ ฉันจะเป็นฝ่ายไปหาคุณเอง' มือทั้งสองของเขาค่อยๆ ทะลุผ่านกระจกมิติออกมา ก่อนที่จะโอบกระชับรวบเอาร่างของเธอผ่านเข้าไปในกระจกด้วยกัน ทั้งคู่ถอนริมฝีปากออกจากกันพร้อมด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่แสนคิดถึง ที่หน้ากระจกเหลือเพียงดาบสองเล่มที่ถูกปักไขว้กันเท่านั้น

ราชินีแมงมุมส่งเสียงกรีดร้องออกมา เหล่าลูกๆ ของเธอเริ่มทำการโจมตีเข้าใสกำแพงแสงของจุลจันทราอย่างบ้าคลั่ง พวกมันเบียดตัวเอง ผลัดกันกระแทกร่างเข้าใส่ราวกับเสียสติ แสงสว่างสีเหลืองนวลเริ่มมีความสั่นไหว ดูเหมือนว่าพวกมันอาจจะทนการโจมตีได้อีกไม่นานนัก เงาประหลาดเองก็ลงมือแล้วเช่นกัน

รัตติกาลดึงเพลิงสุริยาขึ้นมาถือเอาไว้ ความรู้สึกของเจ้าของคนก่อนถูกถ่ายทอดผ่านเข้าสู่ตัวเขา น้ำตาของเขาพลันค่อยๆ ไหลลงมาเป็นทาง เจิดจรัส กับม่านเมฆหันไปมองข้าวเขียวที่ทำหน้างง เขายกมือขึ้นชี้หน้าอกตนเอง และทั้งสองก็พยักหน้า

“คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของพวกเธอ”

“อนาคตอยู่ในกำมือของพวกเธอแล้ว”

ข้าวเขียวเดินเข้าไปถอนดึงสายวารีขึ้นมาถือเอาไว้ ราชินีแมงมุมส่งเสียงตวาด ในขณะที่กำแพงแสงจันทร์สั่นกระพริบมากยิ่งขึ้น ขนาดของมันหดเล็กลง และเหล่าพวกแมงมุมก็ยิ่งเบียดเสียดกันใกล้เข้ามา

“พวกเจ้ายังขาดดาบอีกเล่มหนึ่ง หากไม่มีราชาแห่งสายลม ไม่มีวายุอัสนี มันก็ไม่มีความหมาย”

เด็กทั้งสามคนหันมองหน้ากัน ก่อนที่ร่างของใครอีกคนจะก้าวออกมา ร่างที่เป็นเงามืดแลดูพิกลพิกาล ร่างที่กลับมาจากความตายได้เพียงครึ่งเดียว ในกระจกพลันมีร่างของใครอีกคนปรากฏขึ้น นอกจากสุริยัน กับจันทราแล้ว มีชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ในนั้นด้วย เขาคือนิลวายุนั่นเอง

ด้านบนของกำแพงแสงจันทร์เริ่มมีรอยแตกร้าว ขายาวเก้งก้างของพวกแมงมุมพยายามแทงลอดเข้ามา และขยายรอยแตกให้กว้างยิ่งขึ้น ข้าวขวัญกัดฟันพยายามฝืนพยุงกำแพงไม่ให้มันพังถล่มลงมาในตอนนี้

'วายุอัสนีคือลมหายใจของผู้เป็นเจ้าของ มันเป็นอิสระ ไม่เคยมีรูปร่างอย่างแท้จริง และมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันสามารถมอบให้กับเธอ เพื่อรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับกล้าณรงค์ ว่าฉันจะช่วยเธอเอาไว้ให้ได้' เมื่อนิลวายุกล่าวคำรับรองสิทธิในการต่อสู้ให้กับรัตติกาล เขาก็ได้มอบวายุอัสนีให้กับกล้าไพรไปด้วยเช่นกัน

'หายใจ' นั่นคือสิ่งที่กล้าไพรต้องทำ 'หายใจ' เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ 'หายใจ' เพื่อร่วมต่อสู้กับเหล่าเพื่อนๆ 'หายใจ หายใจ หายใจ' เขามองหน้าข้าวขวัญที่กำลังเหน็ดเหนื่อย 'หายใจ เพื่อกลับไปหาคนที่ฉันรัก'

ร่างของกล้าไพรพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง แม้จะยังดูทรุดโทรมผิดรูปผิดร่าง แต่ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ได้กลับคืนสู่ร่างของเขาอีกครั้ง เขาหายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้า หายใจออก ทุกครั้งที่ลมหายใจไหลผ่านเข้าไปในร่าง ความรู้สึกถึงตัวตน และร่างกาย ก็ค่อยๆ กลับคืนมา ร่างของเขาสั่นเทิ้มด้วยความปิติไปทั้งตัว

กล้าไพรสบตากับข้าวขวัญ คำพูดที่เก็บไว้มานาน คำพูดที่อยากพูดด้วยปากของตน แต่ไม่เคยมีโอกาส 'ฉันจะไม่ยอมพลาดอะไรอีกแล้ว หากต้องทำฉันจะทำทันที'

“...ฉัน...รัก...เธอ...”

นั่นเป็นคำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากของกล้าไพร ก่อนที่ดาบคู่จะปรากฏขึ้นในมือของเขา มันคือวายุอัสนี หรือราชาแห่งสายลม ดาบเล่มสุดท้ายที่ขาดหายไปนั่นเอง

อาวุธทั้งสี่ชิ้นอันได้แก่ จักรพรรดิแห่งฟากฟ้า หรือเพลิงสุริยา ราชาแห่งสายลม หรือวายุอัสนี ราชินีแห่งแสงจันทร์ หรือจุลจันทรา เจ้าชายแห่งสายน้ำ หรือสายวารี ได้กลับมารวมกันอีกครั้ง รวมถึงสายเลือดแต่โบราณที่สืบทอดมาจากสุริยัน และจันทราซึ่งไหลเวียนอยู่ภายในกายของรัตติกาลด้วย

'ผนึกเก่าสูญสลายเงาร้ายหวนกลับคืน แสงจันทร์พลันถูกกลืนด้วยเปลวแห่งไฟสงคราม หมุนเข็มทิศให้ชี้ช่องเสกกุญแจเปิดหนทาง สายเลือดแต่โบราณทวงสัญญาจ้าวราชันย์'

ข้าวเขียวทบทวนคำทำนายนั้นดูอีกครั้ง 'กุญแจก็คือกล้าไพร ส่วนเข็มทิศก็คงจะหมายถึงน้องขวัญ' เขาไม่เอะใจสักนิดเลย ว่าเข็มทิศนั้นอาจหมายความถึงพวกเขาทั้งคู่ สองพี่น้องซึ่งเป็นฝาแฝด ที่แม้จะแยกทางกันเดิน แต่สุดท้ายแล้วเส้นทางที่ต่างคนต่างเลือก กลับนำพาทั้งหมดให้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง

ทั้งหมดต่างชูดาบของตนเองขึ้น ลำแสงทั้งสี่สีสาดส่องประกายออกมา สีแดงจากเพลิงสุริยา สีเขียวจากวายุอัสนี สีเหลืองจากจุลจันทรา และสีดำจากสายวารี สีทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันเป็นสีเพียงหนึ่งเดียว สีที่รวมสีทุกสีเข้าไว้ด้วยกัน แสงแห่งสีขาว สีที่ทรงพลังอำนาจมากที่สุด มันคือแสงแห่งอาทิตย์ที่ให้กำเนิดสรรพชีวิตนั่นเอง

ร่างของแมงมุมเงาที่โอบล้อมอยู่ เงามืดที่หนาแน่นของพวกมันแตกสลายกลายเป็นความว่างเปล่า ต่อหน้าแสงที่บริสุทธิ์ที่สุด แม้แต่เงาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ราชินีแมงมุมกลับยืนอยู่ในอาการสงบอย่างคาดไม่ถึง 'เวลาที่ฉันเฝ้ารอได้มาถึงแล้ว' ในขณะที่เงาประหลาดกลับนอนกลิ้งส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัวต่อความสิ้นสุดที่มันคอยหลบหนีมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งที่เคยมีชีวิตอยู่

ทั้งสี่คนต่างมองหน้ากัน ความคิดของรัตติกาลสามารถสื่อไปถึงอีกสามคนที่เหลือ รวมถึง สุริยัน จันทรา กับนิลวายุ ซึ่งในตอนนี้ไม่มีกระจก หรือสิ่งใดที่เคยใช้กักขังพวกเขาเอาไว้อีกต่อไป และยังมีมายา ซึ่งตอนนี้ปรากฏกายขึ้นยืนอยู่เคียงข้างราชินีแมงมุมด้วย

'พลังสัญญาไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว' พวกเขาทุกคนต่างพยักหน้า อาวุธทั้งสี่ชิ้นค่อยๆ แปรสภาพไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของลำแสง สุริยันจับมือกับจันทรา ในขณะที่มายาจับมือกับนิลวายุ ในขณะที่ราชินีแมงมุมยืนอยู่อย่างเดียวดาย และทั้งหมดก็จางหายไปพร้อมกับแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น เหลือไว้เพียงเด็กสี่คนที่ยืนโอบกอดกัน

ไม่มีเคออส ไม่มีราชินีแมงมุม ไม่มีเงาประหลาด ไม่มีแมงมุมเงา และไม่มีพลังสัญญาอีกต่อไป เหล่าทหารค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนกับพึ่งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย ฝันร้ายที่ไม่อาจจดจำ และทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่า ดีใจที่ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ความงุนงงยังไม่ทันจางหาย ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง พื้นดินรอบๆ ตัวปราสาทจันทราเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เจิดจรัสเร่งถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้รีบทำการถอยทัพในทันที เหล่าหทารที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ก็กลับคืนสู่ความเป็นระเบียบอีกครั้ง

“พวกเราชนะแล้ว”

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นก่อน แม้ว่ากำลังเดินทางกันอย่างรีบเร่ง แต่ทหารทุกคนต่างพากันโห่ร้องตะโกนตามอย่างยินดี สงครามสิ้นสุดลงแล้ว และความสงบสุขจะกลับคืนมาอีกครั้ง

ในคืนนั้นทหารทุกคนต่างพากันมองดูปราสาทจันทราที่กำลังค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างพิศวง ไม่มีใครสามารถลืมเลือนภาพที่พบเห็นในคืนนั้นได้เลย มันยังคงถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน นานจนกระทั่งวันหนึ่งผู้คนต่างพากันคิดว่ามันเป็นเพียงนิทานที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

บทส่งท้าย

รัตติกาลมองดูเพื่อนๆ ที่พร้อมใจกันมาส่งด้วยรอยยิ้ม แม้แต่เจิดจรัส กับม่านเมฆก็ยังเดินทางมาด้วย เรือขนาดใหญ่ลำหนึ่งจอดเทียบอยู่ที่ท่า เหล่ากลาสีกำลังขนเสบียงอาหาร และข้าวของต่างๆ ขึ้นไปบรรทุกอย่างแข็งขัน ท้องฟ้าสีฟ้าเข้มจัด สายลมโบกพัดพลิ้ว นับเป็นวันที่เหมาะแก่การเดินเรืออย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงแม้ร่างกายของกล้าไพรจะยังคงไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็นับว่าเขาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วทีเดียว ได้ยินว่าข้าวขวัญคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เขาจึงขยันออกกำลังกายทุกวัน และรอยยิ้มบนแก้มที่ยังคงตอบอยู่นั้นก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า เวลานั้นคงจะมาถึงในไม่ช้า

ในตอนนี้ไม่มีสี่มหาอาณาจักรอีกต่อไปแล้ว คงเหลือแค่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีเขตแดน แต่ก็ยังคงต้องมีผู้คอยทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ต่อไป และหน้าที่นี้ก็ตกเป็นของเจิดจรัส กับม่านเมฆที่ได้แต่งงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“...จะไปจริงๆ หรือ”

ข้าวเขียวอดถามไม่ได้ ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้เมื่อได้ตัดสินใจแล้วคงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่ รัตติกาลเอาแต่ยิ้มไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น

“เดินทางปลอดภัยนะ...”

กล้าไพรเอื้อมมือออกมาตบบ่ารัตติกาลเบาๆ ทั้งสองมองตากันอย่างเข้าใจ

“...กลับมาเมื่อไร อย่าลืมไปหาน้องขวัญด้วยนะคะ”

ถึงแม้ใบหน้าจะยิ้มแย้ม แต่สองตาของข้าวขวัญกลับแดงเรื่อ และเจือไปด้วยแววของน้ำตา ท่าทางเธอเหมือนกับพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก รัตติกาลเอื้อมมือไปตบบ่ากล้าไพรเช่นกัน

“ดูแลน้องขวัญให้ดีด้วยล่ะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้ากล้าแกล้งน้องขวัญล่ะก็...ได้เห็นดีกันแน่”

ข้าวเขียวหันไปยกกำปั้นใส่กล้าไพร แต่แล้วทั้งหมดก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน เจิดจรัสทำท่าอ้อมแอ้มคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ม่านเมฆที่สะกิดเขาหลายทีแล้วจึงต้องเอ่ยปากเอง

“คุณนี่เห็นกล้าหาญดีทุกเรื่อง แต่เรื่องแค่นี้กลับไม่กล้าพูด ฉันถามเขาเองก็ได้...”

เจิดจรัสทำหน้าเจื่อน ทุกคนเมื่อได้เห็นท่าทางของเขาแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ทำให้เขายิ่งหน้าแดงอายขึ้นไปอีก

“ฉันบอกให้เขาถามเธอว่า หากลูกของพวกเราเป็นผู้ชาย จะขอตั้งชื่อว่ารัตติกาล ตามชื่อของเธอได้ไหม”

เจิดจรัสหน้าแดงก่ำ และคนที่เหลือต่างโห่ร้องด้วยความยินดีที่ม่านเมฆกำลังตั้งท้องแล้ว

“ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ”

รัตติกาลตอบรับอย่างยินดี เหตุการณ์ในครั้งนั้นผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว และชีวิตของผู้คนก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง แต่เขาเองกลับเกิดความรู้สึกแปลกๆ และเมื่อเขามีโอกาสได้มาเยือนท้องทะเล ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น สายลมนั้นเรียกร้อง เสียงคลื่นก็เรียกหา เขาต้องออกเดินทางอีกครั้ง

รัตติกาลหันกลับไปมองเรือ ดูเหมือนว่าการเตรียมการคงใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เหล่ากลาสีกำลังหันไปจัดการกับใบเรือ เพื่อให้พร้อมออกเดินทาง เขากล่าวคำร่ำลากับทุกคนอีกครั้งก่อนที่จะเดินจากไป

ไม่รู้ว่าในท้องทะเลกว้างใหญ่นั้นจะมีการผจญภัยแบบไหนรออยู่กันแน่




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2554
6 comments
Last Update : 14 มิถุนายน 2554 7:33:57 น.
Counter : 958 Pageviews.

 

ตอนเปลี่ยนสถานะเป็น จบแล้ว น้ำตาแทบไหล

จบแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววว

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมานะครับ
หวังว่าจะได้พบกันอีกในการผจญภัยครั้งต่อไป

 

โดย: zoi 11 มิถุนายน 2554 17:32:41 น.  

 

ขอเข้ามาร่วมตบมือดังๆ ค่ะ (^ ^)

เข้าใจความรู้สึกเลย

 

โดย: run saya IP: 125.215.206.222 11 มิถุนายน 2554 21:51:48 น.  

 

^
^
เอ...เมื่อกี้ log in แล้วทำไมชื่อไม่ขึ้นหว่า...ไม่เป็นไร เข้ามาร่วมยินดีอีกครั้งก็ได้ ฮูเร!

 

โดย: run saya 11 มิถุนายน 2554 21:54:57 น.  

 

ยินดีด้วยครับ จบอย่าง...อลัง และยังคาใจ คงมีเรื่องต่อเป็นแน่

และผมฝากให้คุณแก้ไขคำพูดหนึ่งในกระทู้ได้ไหม
ตรงคำว่า ม่านเมฆทาบหน้าลงบนกระจก เป็นจันทราทาบหน้าลงบนกระจก นะครับ ถึงจะสมบูรณ์

 

โดย: อาณาจักรแห่งเรา 13 มิถุนายน 2554 15:03:43 น.  

 

คุณ อาณาจักรแห่งเรา

ขอบคุณมากครับ ผิดอย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ
ต้องกลับไปแก้ไฟล์ต้นฉบับที่บ้านด้วย

ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันจนจบนะครับ
ช่วงนี้จะขอพัก หาไอเดียดีๆ ก่อน

 

โดย: zoi 14 มิถุนายน 2554 7:37:51 น.  

 

ไม่เป็นไรครับ ช่วยเหลือกันไป
...อย่าให้นานนะครับ(ในการหาidea)
เพราะผมชักเริ่มติดผลงานของคุณแล้วซี

 

โดย: อาณาจักรแห่งเรา 14 มิถุนายน 2554 18:26:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.