ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
เมษายน 2560
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
16 เมษายน 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (19)

19.

ใหญ่หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว สองมือยกขึ้นระดับคางในท่าเตรียมพร้อมของมวยที่ได้รับการฝึกมา จากท่านี้เขาสามารถใช้แขนปกป้องลำตัว ปัดป้องการจู่โจม หรือออกหมัดใส่ใครก็ตามที่แสดงท่าทีคุกคาม แต่เมื่อรู้ตัว เขากลับไม่ได้กำหมัดไว้อย่างที่ครูยุทธสอน มือทั้งสองของเขากางออกพร้อมที่จะใช้ผลัก คว้า จับ ดึง มันจึงไม่ใช่ท่ามวย แต่เป็นท่าเตรียมตัวตะลุมบอนในแบบที่เขาถนัดมาตั้งแต่เด็ก

ด้านหลังของเขาว่างเปล่า ไม่มีใคร หรือสิ่งใดทั้งสิ้น

เขายังไม่ลดแขนลง และไม่กำหมัด แต่หมุนตัวมองหาสิ่งผิดปกติไปรอบๆ นอกจากโต๊ะกับเตียงเพียงสองสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่แรก ก็ไม่มีอะไรหายไป หรือเพิ่มเข้ามาภายในห้องที่ถูกปิดแห่งนี้ 'ยกเว้นแต่ว่า สิ่งนั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา' ผี ปีศาจ หรือ วิญญาณ ซึ่งเข้ากันได้พอดีกับความคิดเรื่องโลงศพ และสุสานในหัวของเขา

มันมักเป็นเช่นนี้เสมอ ความคิดของเราจะพยายามเชื่อมโยงประสบการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ เข้ากับความทรงจำที่ผ่านมา และความคิดซึ่งกำลังยึดครองความสนใจของเราอยู่ในตอนนั้นโดยไม่รู้ตัว

“ใครกัน...แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้” ไม่มีการตอบสนองใดใด ถึงแม้เขาจะยืนอยู่ภายใต้แสงสว่าง แต่บรรยากาศภายในห้องนี้ก็ยังลี้ลับชวนขนลุกได้อยู่ดี

เขานึกถึงดาบ แม้ไม่รู้ว่ามันจะช่วยให้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ดีขึ้นได้หรือไม่ แต่ดาบไม่ได้อยู่ในที่ที่เคยอยู่ รวมถึงมีดที่ได้รับมาพร้อมกันก็หายไปด้วย ไม่รู้ว่าหายไปตอนไหน ตั้งแต่ที่เขากระโดดเกาะรถม้า ระหว่างที่เผชิญหน้ากับกวางมืดทั้งฝูง ตอนที่ตกผ่านประตูกล หรือระหว่างที่ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า รวมทั้งไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งอื่นใดหายไปอีกด้วยหรือไม่

“ดาบอาจหล่นไปโดยไม่รู้ตัว แต่มีดสั้นที่พกไว้ไม่น่าจะหายไปได้” เขาพูดออกเสียงกับตัวเองเหมือนกับเมื่อตอนที่ยังติดอยู่ในที่ว่าง และรู้สึกเสียใจทันทีที่เผลอทำเช่นนั้น

“พวกมันไม่ได้อยู่ที่นี่ และหมายความว่าเธออาจไม่มีอาวุธติดตัว” เสียงดังขึ้นจากทางด้านหลังอีกครั้ง เขารีบหันกลับ และยังพบเพียงความว่างเปล่าเช่นเดิม

มันเป็นเสียงที่ไม่อาจระบุเพศ คล้ายกับเสียงของเด็ก น้ำเสียงราบเรียบ ไม่บ่งบอกอารมณ์ ไม่มีเอกลักษณ์ใดใด ที่สำคัญคือเขาสามารถเข้าใจความหมายในสิ่งที่ได้ยินนั้น แต่ไม่แน่ใจว่าที่เสียงพูดออกมาเป็นภาษาเดียวกับเขา หรือว่าภาษาของเสียงนั้นสามารถทำให้เขาเข้าใจความหมายได้เองกันแน่

ความสนใจของเขาถูกดึงกลับไปที่ร่างซึ่งนอนนิ่งอยู่ภายในเตียงโลหะซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพโปร่งใส คนเดียวที่อาจเป็นเจ้าของเสียงลึกลับนี้ บางทีเขาอาจกำลังสื่อสารอยู่กับวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของสุสาน ซึ่งน่าจะฟังดูไร้เหตุผลน้อยที่สุดแล้ว

“เธอเป็นใคร ต้องการอะไร...และที่นี่คือที่ไหน...ฉันหมายถึง...เอ่อ...” เขารู้สึกว่าคำถามทั้งหมดนั้นยังไม่ดีพอ

“เราก็คือเรา” เสียงนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง “เราไม่มีความต้องการ แต่หากจะให้เปิดเผยวัตถุประสงค์ของโครงการก็ต้องแสดงรหัสผ่าน...” เสียงหยุดลงเหมือนจะเว้นวรรคไว้อย่างรอคอย แต่เขาไม่รู้ว่ารหัสผ่านที่พูดถึงนั้นคืออะไร เมื่อความเงียบผ่านไปอีกสักครู่ เสียงนั้นจึงเริ่มพูดต่อ “ส่วนสถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า ห้องหนังสือ”

ชื่อที่ฟังดูธรรมดา และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับหลุมศพ หรือสุสานแต่อย่างใด

คำถามทั้งหมดได้รับคำตอบ แต่ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่าง วิธีการตอบแบบนี้ทำให้เขานึกถึงเด็กเล็กๆ ที่ตอบคำถามตรงตามตัวอักษร ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าน่ากลัว แต่ออกจะน่ารำคาญมากกว่า

'ที่นี่คือที่ไหน' เป็นคำถามทั่วไป แต่ชื่อของสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน หรือรู้จักมาก่อน จะมีความหมาย สร้างความแตกต่างอะไรได้ เขานึกไม่ออกว่าควรจะตั้งคำถามนี้ใหม่อย่างไร การระบุชื่อหมู่บ้านของเขาออกไปในฐานะที่เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งก็คงไม่ช่วยให้ดีขึ้น

นอกจากว่าเขาจะมีสิ่งหนึ่ง

เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แผนที่ ซึ่งเป็นสิ่งแสนธรรมดาจะมีความสำคัญมากขนาดนี้ ที่เขาต้องการในตอนนี้ไม่ใช่แผนที่ธรรมดาทั่วไป แต่ต้องเป็นแผนที่ชนิดพิเศษ ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาทั้งหมดนั้นออกมาได้พร้อมกัน

'และยังต้องมีคำที่สามารถใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างมิติที่สี่ ห้า หรือ หก ด้วย' ความคิดของเขาขมวดเข้ากันราวกับเป็นเส้นเชือก ตัวเลข สัญลักษณ์ สมการ ร้อยเรียงเข้าด้วยกันก่อนจะผลิบานออกราวกลีบดอกไม้ หนึ่งในตัวเลขพวกนั้นคือ สี่ร้อยเก้าสิบหก ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไร 'มิติที่ว่านั้นอาจมีได้มากถึงสิบ สิบเอ็ด หรือยี่สิบหก แต่อย่างน้อยก็ควรจะเกินสิบมิติขึ้นไป' หรืออาจจะเป็น สี่สิบสอง ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวของเขาอย่างไม่มีที่มาที่ไป

ทั้งหมดนั้นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นภายในหัวของเขา ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ ดูเหมือนการติดอยู่ในความว่างเปล่าที่ผ่านมาจะสร้างผลกระทบบางอย่างกับระบบความคิดของเขา แต่สภาวะตกค้างเหล่านี้กำลังค่อยๆ จืดจางลงไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป และเขาคงจะกลับเป็นเหมือนเดิมในไม่ช้า

“เธอคือคนที่...นอนอยู่ในเตียงนั่นหรือเปล่า” เขาลองถาม

“ไม่ใช่” เสียงปริศนายังคงตอบมาจากทางด้านหลัง ไม่ว่าเขาจะกำลังหันอยู่ในทิศทางใดก็ตาม หลังจากนั้นเขาได้ลองแม้กระทั่งหมุนตัวไปทางซ้าย และขวาในระหว่างที่เสียงกำลังดัง และมันยังคงอยู่ด้านหลังเขาได้เสมอ

“...แล้วคนที่นอนอยู่ในนั้นเป็นใคร”

“เธอเป็น นักเขียน”

เขารู้จักคำว่า นักเขียน และมันสัมพันธ์กับ ห้องหนังสือ คำตอบก่อนหน้านี้ 'ที่นี่ไม่เห็นจะมีหนังสือสักเล่ม' ถ้าหนังสือที่ว่าคือสิ่งเดียวกันกับที่เขารู้จัก แผ่นกระดาษซึ่งบรรจุไว้ด้วยตัวอักษร นำมารวมกันให้กลายเป็นเล่ม ใช้แสดงความคิดเห็น บอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ตามแต่นักเขียน ผู้ที่แต่งมันขึ้นมาจะต้องการสื่อสารกับผู้อ่านของตน

“ฉันชื่อใหญ่ แล้วเธอสองคนชื่ออะไรกัน” เขาหาเรื่องถามต่อไปเรื่อยๆ

“เราคืออัลฟา และโอเมกา”

เขาคิดเอาเองว่านั่นหมายถึงชื่อสองชื่อตามที่เขาได้ถามไป “เธอ ฉันหมายถึง โอเมกา คนที่นอนอยู่ตรงนั้น เธอ...ตายแล้วหรือยัง”

“เธอยังไม่ตาย แต่เธอไม่ยอมตื่น”

เขาขยับเข้าไปใกล้เตียง ใบหน้าของโอเมกาไม่ทำให้เขานึกถึงใครขึ้นมาทั้งสิ้น และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจระบุเพศของร่างที่นอนอยู่ได้

“แล้ว อัลฟา ที่กำลังคุยอยู่กับฉันล่ะ...ตายหรือยัง” ความรู้สึกน่ากลัวในตอนแรกนั้นเลือนหายไปเกือบหมดแล้ว แต่กลับเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างขึ้นกับตัวเขาที่ยังไม่อาจระบุให้ชัดเจนลงไปได้

“เราไม่เคยมีชีวิต” เป็นคำตอบที่ประหลาดอีกครั้ง

“แล้วตัวเธอ ฉันหมายถึงร่างกายของเธอ แบบร่างของโอเมกาอยู่ที่ไหน ทำไมฉันจึงได้ยินแต่เสียงแบบนี้”

“เราไม่เคยมีร่าง และเราอยู่ที่นี่เสมอ”

สมองของเขาหมุนติ้ว ไม่อยากคิดอะไรให้ซับซ้อนไปมากกว่านี้ เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก 'ไม่ต้องไปสนใจปริศนาเรื่องอื่น' ที่ต้องทำคือตั้งคำถามที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการเท่านั้น

“ฉัน...จะออกไปจากห้องนี้ได้ยังไง” บางทีการถามออกไปตรงๆ อาจให้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้

“...เธอไม่สามารถเข้ามาในนี้ได้” เป็นคำตอบที่ไม่ตรงคำถาม และมีการลังเลเล็กน้อย

“แต่ฉันก็เข้ามา และอยู่ในห้องนี้แล้ว” มันคือความเป็นจริง

“เธอไม่สามารถเข้ามา หรือออกไป...แต่เมื่อเธอเข้ามาได้ เธอก็...ควรออกไปได้เช่นกัน” เสียงนั้นพูดช้าลงในตอนท้าย คล้ายกับไม่มั่นใจในสิ่งที่กำลังพูดถึง

“ฉันจะออกไปได้อย่างไร” เขาถามย้ำ

“...ทำเหมือนกับตอนที่เธอ...เข้ามา” เสียงยิ่งช้า และยิ่งลังเล

“แล้วฉันเข้ามาได้ยังไง”

“...เรา...ไม่แน่ใจ” ไม่ใช่ ไม่รู้ แต่เป็น ไม่แน่ใจ ซึ่งมีความหมายแตกต่างกัน

“แล้วพวกเธอสองคนเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้ยังไง...และตั้งแต่เมื่อไร” เขาคิดว่าคำถามควรจะวนเวียนอยู่กับเรื่องการเข้าออกต่อไป

“เราไม่ได้เข้ามา ไม่ได้ออกไป และ ไม่มี ตั้งแต่เมื่อไร เราเป็นปฐม และเป็นอวสาน เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และจินตนาการทั้งปวง...” เสียงลากยาวนั้นค่อยๆ เบาลง ก่อนจางหายไปตอนท้าย

'จินตนาการทั้งปวง เธออาจเป็นแค่จินตนาการที่ตัวฉันคิดขึ้นมาเองเท่านั้น' ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อว่าตนเองจะมีจินตนาการได้ประหลาดถึงขนาดนี้ 'ทั้งหมดนี้คือฉันอาจกำลังคุยกับตัวเองอยู่เหมือนคนบ้าก็เป็นได้'

“ฉัน...ควรถามอย่างไร เพื่อให้เธอยอมบอกวิธีการออกไปจากห้องนี้” เมื่อนึกไม่ออกว่าต้องตั้งคำถามอย่างไร ก็ลองถามถึงวิธีการตั้งคำถามเสียเลย

“มีอะไรอยู่ในลิ้นชัก” ครั้งนี้เสียงพูดเร็วจนฟังเกือบไม่ทัน

“เธอว่าอะไรนะ” มันเป็นเพียงคำอุทาน เพราะที่จริงแล้วเขาได้ยินทั้งหมดนั้นอย่างชัดเจน “มีอะไรอยู่ในลิ้นชัก” เขาถามตามที่อัลฟาบอก ”...แล้วลิ้นชักที่ว่านั่นอยู่ไหน”

“...ลิ้นชักอยู่ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ...” คำถามข้อแรกถูกข้ามไป

เขาขยับไปที่โต๊ะ เป็นอีกครั้งที่ชื่อเรียกของมันเข้าชุดกันกับคำตอบก่อนหน้านี้ ไม่แน่ว่าเตียงเองก็อาจมีชื่อเรียกทำนองว่า เตียงพักนักเขียน หรือไม่ก็ นาวาฝันแห่งจินตนาการ อะไรทำนองนั้นก็เป็นได้ เขาสงสัย แต่ไม่ได้ถาม เขาลองสำรวจหารอยต่อของส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นลิ้นชักด้วยการลูบปลายนิ้วมือไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่พบร่องรอย

“ฉันจะเปิดลิ้นชักนี้ได้อย่างไร” เขาถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้น เสียงตอบจึงดังลงมาจากด้านบนเหนือหัวเขา

“...ลิ้นชักนี้ เปิดไม่ได้”

“แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรอยู่ในลิ้นชัก” เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ก่อนที่มือจะหยุดชะงัก เปล่า เขายังไม่พบเจอสิ่งใด แต่ความเป็นจริงบางอย่างได้ผุดขึ้นมา มันคือความรู้สึกแปลกๆ ก่อนหน้านี้ที่เขายังไม่อาจระบุ และมันน่ากลัวอย่างคาดไม่ถึง

เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปาก เพราะรู้สึกว่ามันแห้งผาก มันแห้งผากเพราะเขาไม่ได้ดื่มน้ำเลยตั้งแต่หล่นลงมาในความว่างเปล่า แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งมันกำลังเริ่มขึ้น รวมไปถึงความเหน็ดเหนื่อยทางกาย ความหิว และความต้องการในการขับถ่ายตามธรรมชาติที่กำลังค่อยๆ ติดตามกันมา

ดูเหมือนว่าเวลาภายในห้องปิดนี้จะแตกต่างจากเวลาที่อาศัยอยู่ในความว่างเปล่า เป็นเวลาในแบบที่เขา และร่างกายของเขาคุ้นเคย

'ถ้าฉันต้องติดอยู่ในห้องนี้ต่อไป' เขาไม่อยากที่จะคิดไปจนถึงบทสรุปสุดท้าย ไม่น่าเชื่อที่เรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจออยู่ทุกวันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ถึงเพียงนี้ได้

“มีอะไรอยู่ในลิ้นชัก” เขาถามซ้ำอีกครั้ง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน “มีอะไรอยู่ในลิ้นชัก อัลฟา ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้” เขาส่งเสียงดังขึ้น

'คลิ๊ก'

เขาหยุดชะงัก ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงรอยแยกที่เกิดขึ้นตามหลังเสียงนั้น ก่อนที่ร่องดังกล่าวจะขยายออกอย่างช้าๆ ส่วนหนึ่งของโลหะสีเงินใต้โต๊ะเลื่อนออกมาทางด้านหน้าเล็กน้อย ข้างในมีเพียงสีดำ จนเขาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด มันเหมือนกับมีความมืดมิดมหาศาลถูกอัดแน่นไว้ภายใน

“...ลิ้นชักเปิดไม่ได้...ลิ้นชักเปิดไม่ได้...ลิ้นชักเปิดไม่ได้...” เสียงนั้นพูดวนไป

“มันเปิดออกแล้ว” เขาบอก พร้อมกับก้มหน้าลงอย่างกล้าๆ กลัวๆ พยายามมองฝ่าความมืดนั้นเข้าไป

'ตึง'

ลิ้นชักเลื่อนเปิดออกอย่างรวดเร็วจนสุด เขาถูกกระแทกใส่อย่างไม่ทันตั้งตัวจนต้องรีบถอยออกมา ความมืดที่อัดแน่นยังคงไม่ยอมลอยออกมาจากในลิ้นชัก คล้ายกับมีฝาที่มองไม่เห็นปิดไว้ กั้นแบ่งสนามความเป็นจริงระหว่างทั้งสองสถานที่ให้แยกออกจากกัน

มีบางสิ่งพุ่งออกมาจากในลิ้นชัก มันมีขนาดเล็กแต่ว่องไว ก่อนจะตกลงบนพื้นอย่างเงียบกริบ

“สวัสดี ผู้บุกรุก” เสียงลึกลับพูดเหมือนกับที่ทักทายเขา ทิศทางของเสียงมีการเปลี่ยนแปลงไป เขาคิดว่าคงเป็นเพราะมันดังมาจากทางด้านหลังของผู้บุกรุกคนใหม่ แทนที่จะเป็นด้านหลังของเขา

“...เมี๊ยว...” ผู้บุกรุกร้องตอบ ในขณะนั่งกวัดแกว่งหางเรียวยาวด้วยท่าทางสบายอารมณ์ มันเป็นแมวขนสั้นสีเหลืองตลอดตัว และจากที่เห็น มันเป็นตัวผู้

มันจ้องหน้าเขา ด้วยดวงตาสีเหลืองทองคู่งาม ก่อนจะกระโดดกลับขึ้นไปบนโต๊ะ เขามองตามมันไป ภาพที่เห็นทำให้ความน่ากลัวทั้งหมดก่อนหน้านี้ย้อนกลับมาอีกครั้ง มีมือข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากในลิ้นชัก มือที่เต็มไปด้วยรอยเย็บราวกับถูกประกอบขึ้นมาใหม่จากชิ้นส่วนหลายชิ้น มือที่คล้ายจะกวักเรียกหา มือที่พยายามจะไขว่คว้าสิ่งใดไว้ให้ได้

ด้วยความประหลาดใจ เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าจับมือข้างนั้นไว้ ก่อนที่จะถูกฉุดลากลงไป

“ลาก่อน ผู้บุกรุก”

เป็นคำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนที่จะหัวทิ่มจมหายลงไปในลิ้นชัก หายเข้าไปในความมืดมิดนั้น


Create Date : 16 เมษายน 2560
Last Update : 16 เมษายน 2560 23:01:46 น. 0 comments
Counter : 225 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.