ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (21)

21.

“มากันได้สักที”

ที่จริงแล้วท่านยายก็ไม่ได้ไม่พอใจที่อรุณมาถึงช้ามากเท่ากับที่ตั้งใจแสดงให้เห็น เพราะมันทำให้นางมีเวลาสำรวจรถม้าเพียงลำพังได้นานขึ้น และรีบถอยออกมายืนตั้งท่าทำเป็นกอดอกรออย่างกับกำลังจะหมดความอดทน เมื่อรู้สึกว่าพวกเขากำลังใกล้มาถึง

นางยังไม่แสดงท่าทีแปลกใจ เมื่อพบว่ารัตติดตามเด็กหนุ่มมาด้วย เพราะว่านางจะต้องรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านแห่งนี้ นางเพียงเหลือบมองเด็กสาว แต่ราวกับจะสามารถจ้องลึกเข้าไปถึงภายในหัวใจที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เปิดมันออกอ่านทีละบรรทัด ทีละบรรทัด ได้อย่างง่ายดาย

หรือไม่ นางก็แค่แสดงสีหน้าไปตามที่เคยฝึกมาจนกล้ามเนื้อทุกมัดต่างรู้หน้าที่ของตน สามารถเลือกแสดงออกตามต้องการได้โดยไม่ต้องอาศัยความพยายามใดใด ซึ่งในตอนนี้คือการจ้องมองที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัด แววตาที่จะสะกดให้พวกเขาต้องเริ่มพูดอะไรบางอย่างที่อาจไม่ได้อยากจะพูดออกมา

“เอ่อ...หนูพบกับอรุณเข้าโดยบังเอิญ และหนูรู้ว่าเขากำลังหาทางช่วยใหญ่อยู่ หนูก็เลยตามมาด้วยค่ะ”

“เหมือนกับเมื่อคืนสินะ”

“คะ...เอ่อ ท่านยายหมายความว่าไงคะ” เธอตามไม่ทัน

ท่านยายยิ้ม เป็นรอยยิ้มในแบบที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เป็นยิ้มตามธรรมชาติที่นางไม่จำเป็นต้องฝึกฝนแต่อย่างใด “ข้าหมายถึงเหมือนกับเมื่อคืน ที่ข้าไปเจอพวกเจ้าสองคน บังเอิญ อยู่ด้วยกันในความมืด มันคงเป็นแบบนั้นสินะ”

“...ค่ะ ใช่ค่ะ” เธอเกลียดน้ำเสียงในตอนนี้ของนางพอพอกับรอยยิ้มนั้น หรือบางทีอาจจะมากกว่า

“เอาล่ะ ข้าไม่มีเวลาว่างทั้งวัน รีบทำมันให้เสร็จไปดีกว่า” นางยอมเปลี่ยนเรื่องแม้จะยังรู้สึกสนุกอยู่ก็ตาม

การพบเจอกับท่านยายแต่ละครั้ง ไม่เคยเป็นประสบการณ์ที่น่าพอใจเลย แม้ว่านางจะคอยช่วยแก้ปัญหา แต่ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น นางสามารถสร้างความอึดอัดขึ้นได้ทุกเมื่อ ชี้ให้เห็นในสิ่งที่หลายคนไม่อยากรับรู้ พูดในสิ่งที่หลายคนไม่อยากได้ยิน หรือไม่ก็ให้คำตอบที่ไม่มีใครอยากยอมรับ

ในบางครั้งท่านยายเองจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ทำให้มันไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ซึ่งสำหรับตัวนางแล้ว ก็นับเป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าจะโต้เถียง

'ไม่เหมือนการพูดคุยกับ...'

ความคิดของเด็กสาวหยุดชะงัก 'ใครกัน' เหมือนกับว่าที่ผ่านมา เธอเคยมีใครอีกคนคอยเป็นที่ปรึกษา คนใกล้ชิดที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง 'อย่างน้อยก็เกือบทุกเรื่อง' ใครที่เป็นเหมือนกับภาพสะท้อนในกระจกเงา ราวกับเป็นตัวเธออีกคน คนที่แสนสำคัญ แต่กลับนึกไม่ออก

อรุณยืนรับฟังทั้งสองอยู่เงียบๆ ก่อนที่ท่านยายจะหันมาหา และเขารู้ได้ในทันทีว่านางรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาที่เขาแอบสำรวจมองอยู่

“เจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม”

“ค...ครับ” อรุณรู้ว่าเขาต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร และปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเขารู้ว่าท่านยายจะไม่ยอมบอกอะไรง่ายๆ นางมักชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องยากกว่า ทำเรื่องยากกว่าให้เป็นปริศนาโลกแตก

'โลกแตก'

ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่หลังจากเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟขึ้นเมื่อคืน คำคำนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัวของเขาบ่อยขึ้น และเขารู้สึกไม่ชอบมันอย่างไม่มีเหตุผล 'ที่จริงมันก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง' เหตุผลที่ว่านั้นล่องลอยอยู่ในกลุ่มควันดำหนาทึบซึ่งจับตัวลอยนิ่งอยู่เหนือปากปล่องที่ถูกระเบิดหายไป กับในแรงสั่นสะเทือนที่ติดตามมาอย่างไม่ยอมหยุด แม้จะเว้นช่วงห่าง และเบาลงจนหลายคนไม่รู้สึก แต่ความหวาดกลัวนี้คงฝังอยู่ในใจของชาวหมู่บ้านทุกคนไปอีกนาน

ความคิดเรื่องโลกแตกทำให้เขาจินตนาการไปว่าถ้าโลกใบนี้เปรียบเสมือนไข่ใบหนึ่ง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ดำเนินไป และสิ้นสุดลงบนโลกคือเปลือกที่คอยห่อหุ้ม ให้ความอบอุ่น บ่มเพาะสิ่งที่อยู่ภายใน หากไข่โลกใบนี้แตก ก็จะต้องมีอะไรบางอย่างถูกฟักออกมา สิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาจะมีตัวตนเป็นเช่นไรกันแน่

ท่านยายกระแอมเสียงดังเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

เขารู้ว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เริ่มด้วยการขยับเข้าไปใกล้รถม้าอย่างเงอะงะ เสียงโวยวายไม่เป็นภาษาของ ชโรดิงเจอ แคท ที่เริ่มดังขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้ว่ามีคนอื่นมาอยู่ใกล้ๆ ยิ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมเลวร้ายลงกว่าเดิม แต่ยิ่งเข้าใกล้ ความรู้สึกว่าถูกต่อต้านก็ยิ่งรุนแรงขึ้นอย่างประหลาด

เขาคิดว่าไม่ใช่เป็นเพราะตัวรถม้า เพราะเขาเคยขึ้นนั่งมันมาแล้ว แม้เชื่อว่าอาจจะมีผีดูดเลือดซ่อนตัวอยู่ภายในก็ตาม แต่ในเวลากลางวัน ภายใต้แสงอาทิตย์สว่างเจิดจ้า เขาก็ไม่น่าจะกลัวถึงขนาดนี้ ขาของเขารู้สึกหนักอึ้ง เหงื่อออก ใจสั่น เขาอยากจะช่วยเพื่อน แต่ก็ไม่อยากก้าวต่อไปแม้แต่ก้าวเดียว

หากสังเกตให้ดี เขาจะพบว่าเท้าของตนอยู่ห่างจากก้อนหินธรรมดาหนึ่งในจำนวนหลายก้อนที่ถูกท่านยายวางล้อมรถม้าเอาไว้เพียงเล็กน้อย

'ตรงนี้มีบางสิ่งไม่ปกติ'

มันทำให้เขานึกถึงครั้งหนึ่งที่เขากับพวกเพื่อนๆ ได้รวมตัวกันเพื่อไปบุกบ้านร้าง บ้านที่มีเรื่องเล่าสยองขวัญเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในภายหลังทุกคนก็ได้รับรู้ว่าไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด แต่ในยามพลบค่ำของวันนั้น เมื่อเหล่าเด็กๆ กำลังยืนอยู่หน้าประตูของ บ้านผีสิง เรื่องเล่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นความจริงยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น

ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยืนอยู่ในท่ามกลางแสงสว่าง แต่ภายใต้เงาไม้ที่โยกเอนไปมาก็คล้ายมีสิ่งลี้ลับซุกซ่อนอยู่ สถานที่สองแห่งจากต่างช่วงเวลากลับมีความเหมือนกันขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด และอาจจะเหมือนกับสถานที่แบบนี้ที่ยังมีอยู่อีกมากมายทั่วโลก ทั่วทุกโลก

ภายในอาณาเขตนั้น พวกมันต่างยืนหยัดประกาศตัวอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้อนรับผู้ใดทั้งสิ้น

“...ท่านยาย” เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ”จะให้ผมทำอะไรครับ”

“อยู่ห่างตั้งขนาดนั้น เจ้าจะไปทำอะไรได้ จะใช้ก้อนหินปาใส่รถม้าจนกว่าเพื่อนของเจ้าจะกลับออกมาเองอย่างนั้นหรือ” นางพูดเหน็บแนม

“ก็แล้วทำไมท่านยายไม่เข้าไปจัดการเองละค่ะ” รัตหลุดปากออกไป ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่อยากเชื่อ แล้วก็ต้องสำนึกเสียใจจริงๆ เมื่อได้สบกับสายตาคมวาวคู่นั้นของนาง

“ก็แล้วทำไมเจ้าไม่เข้าไปช่วยด้วยล่ะ ไหนไหนก็มาแล้ว ทำตัวให้มีประโยชน์บ้างก็ดี” นางบอก และเมื่อออกจากปากของท่านยาย มันก็ไม่ต่างจากคำสั่งนั่นเอง

เด็กสาวก้าวตามมายืนเคียงข้าง ในตอนแรกเธอก็รู้สึกรำคาญที่อรุณเอาแต่เงอะงะ เพราะถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างน้อยก็ควรจะปีนขึ้นไปสำรวจดูบนที่นั่งคนขับรถม้าเสียก่อน แต่เมื่อเธอตั้งใจที่จะเข้าไปที่รถม้าบ้าง ความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป เธอกำลังได้สัมผัสความรู้สึกแบบเดียวกับเขาบ้าง

ทั้งคู่ต่างก็ก้าวขาไม่ออก

“ข้าไม่มีเวลาว่างทั้งวันหรอกนะ ยังมีเรื่องอื่นๆ ต้องทำอีก” ท่านยายเร่ง

“ถ้าอย่างนั้นท่านยายก็ลอง...” รัตยังพูดไม่ทันจบ ท่านยายก็ก้าวผ่านเข้าไปในวงหินได้อย่างง่ายดาย ก้าวต่ออีกสองสามก้าวจนถึงตัวรถม้า ก่อนจะหันกลับมา

“พวกเจ้ายังรออะไรอีก” นางถามอย่างยียวน “จะปล่อยให้คนแก่อย่างข้าต้องออกแรงปีนป่ายเองจริงหรือ หนุ่มสาวสมัยนี้ช่างแย่เสียจริง”

เมื่อท่านยายเดินผ่านเข้าไปภายใน ความรู้สึกต่อต้านของสถานที่แห่งนี้ก็ลดน้อยลง แต่ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว รัตตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะรู้สึกลังเลขึ้นมาอีก ขาของเธอก้าวผ่านเข้าไปภายในวง แต่ก็ต้องชักเท้ากลับมาวางลงในที่เดิมอย่างไม่เข้าใจตัวเอง

“นี่ต้องเป็นฝีมือของท่านยายแน่” รัตเอียงหน้ามาใกล้พร้อมกระซิบถาม

อรุณเหม่อมองใบหน้าด้านข้างที่อยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย แต่ก็เหมือนห่างแสนไกลในเวลาเดียวกัน “...ก็อาจจะ นะ” ก่อนจะรีบก้มหน้าลง เขาเองก็รู้สึกสงสัยเหมือนกัน แต่ไม่มีคำตอบ และนึกไม่ออกว่าท่านยายจะทำไปเพื่ออะไร

บางสิ่งพลันสะดุดตาเขาขึ้นมา มีอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นใกล้ๆ เท้า เขา มอง และ เห็น มันเป็นครั้งแรก หินก้อนเล็กๆ ที่ก่อนหน้านี้ดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม แต่เมื่อถูกพบเห็นแม้เพียงก้อนเดียว พวกมันที่เหลือก็ดูโดดเด่นขึ้นมาทันที เขามองเห็นบางส่วนของวงล้อมหินขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าพวกมันคืออะไร เขาแค่มั่นใจว่าพวกมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นอย่างบังเอิญแน่

โดยที่ไม่ได้คิดอะไรให้ซับซ้อน แค่ต้องการที่จะผ่านเข้าไปด้านใน เขาก้าวออกไป ใช้ปลายเท้าเขี่ยก้อนหินตรงหน้าให้เคลื่อนออกจากตำแหน่ง และด้วยการกระทำเพียงเท่านั้น เขาก็ได้ทำลายวงล้อมที่มองไม่เห็นด้วยตา แล้วเหยียบเข้าไปภายในได้สำเร็จ

สีหน้าของท่านยายไม่มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นแม้แต่น้อย รัตเองก็ก้าวตามเข้าไปอย่างงงงง ความรู้สึกว่าถูกต่อต้านก่อนหน้านั้นเลือนหายไปแล้ว

“ขึ้นไปบนนั้น แล้วใช้ความสามารถของเจ้าให้เกิดประโยชน์” นางชี้ไปยังที่นั่งคนขับ ไม่สนใจเสียงโวยวายไม่เป็นภาษาที่ยิ่งดังขึ้น “ส่วนเจ้าก็รออยู่ตรงนี้กับข้า” นางหมายถึงรัต ซึ่งยืนรอตามคำสั่ง แต่ไม่ใช่ที่ข้างกายนาง ไม่เคยมีใครกล้าทำอย่างนั้น เพราะทุกคนต่างรู้ว่าที่ว่างนั้นมีใคร หรือสิ่งใดครอบครองอยู่

อรุณปีนขึ้นไปบนรถม้าอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนได้ทำสิ่งใดลงไป และยิ่งไม่แน่ใจว่าจะต้องทำสิ่งใดต่อไป

#####

อีกอร่ากำหนดเส้นทางโคจรรอบลิ้นชักสีเงินขึ้นภายในใจเหมือนกับเวลาที่เธอทำกับเส้นทางเพื่อใช้ควบขับรถม้าถึงแม้ว่ามิติของพวกมันจะไม่เท่ากันก็ตาม เธอพยายามอยู่ให้ห่างจากลิ้นชักเท่าที่จะทำได้ และไม่หลงออกไปสู่ความเวิ้งว้างไร้ที่สุด แต่การลากดึงใหญ่ให้เคลื่อนที่ไปด้วยกันจนราวกับว่าเขาเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งนั้นก็ทำให้วงโคจรเกิดความคลาดเคลื่อนขึ้นทีละน้อยโดยที่เธอเองไม่รู้ตัว

“...เธอ...เห็นอะไรบ้างหรือยัง” ใหญ่ถาม

“ยยัง” อีกอร่าตอบ “ถถ้ามีอะไร เธธอก็ต้องเห็นเหมือนกัน” ดาวหางสีทองในความว่างเปล่าไม่น่าจะหลุดรอดสายตาไปได้ง่ายๆ ยกเว้นแต่ว่าถ้ามันจะสูญเสียประกายสีทองนั้นไปจนหมดสิ้น หรือหายสาบสูญไปตลอดกาล

“...เธอ...เอ่อ ลองพยายามอธิบายวิธีบินในนี้ให้ฉันฟังอีกสักทีได้ไหม”

“ฉฉันก็บอกไปแล้ว วว่าไม่รู้จะอธิบายยังไง” เธอยังคงจ้องมองไปยังทิศทางเดิม แม้จะมองไม่เห็นลิ้นชักสีเงินนั้นแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกได้ถึงอันตรายที่มันยังคงแผ่ออกมา อันตรายร้ายแรงในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน อันตรายที่ไม่ได้มุ่งหมายแค่ตัวเธอ หรือว่าเจ้านายของเธอเหมือนกับที่ผ่านมา

แต่อาจหมายรวมถึงทุกสิ่ง อันตรายต่อโลกของเธอที่อยู่ภายนอกความว่างเปล่านี้

ไม่ใช่ว่าความรู้สึกที่คอยเตือนถึงอันตรายของเธอจะไม่เคยผิดพลาด แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว และครั้งนั้นก็ได้สอนบทเรียนอันมีค่า คือวิธีการเย็บเชื่อมต่อเส้นประสาทขนาดเล็กจิ๋วอย่างมีประสิทธิภาพ กับนิ้วนางข้างซ้ายนิ้วใหม่ที่เธอชอบมากกว่าของเดิม รวมทั้งนิ้วเท้าอีกสองข้างที่ไม่ต่างจากของเดิมสักเท่าไร

“...เอ่อ...คือ...”

เธอหันไปมองเด็กหนุ่ม คิ้วทั้งสองเลิกขึ้นได้ไม่เท่ากัน “ธเธอมีเรื่องอะไรจะพูด กก็พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”

“คือ ฉัน...ฉันก็แค่อยากจะ...ขอโทษเท่านั้นเอง” เขาหลบตา

“ขขอโทษ ขขอโทษเรื่องอะไร”

“ก็เรื่องตอนนั้น...ตอนที่ฉัน...ตอนนั้น...ฉัน...”

“ฉฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองพูดได้น่ารำคาญขนาดนี้มาก่อน ธเธอจะยังพูดล้อฉันแบบนี้อีกนานไหม” เธอบีบแขนของเขาที่จับกันไว้แรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ฉันขอโทษที่ไป...” เขาหลบสายตาเธออีกครั้ง “จับหน้าอกของเธอเข้า แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“ออ๋อ เรรื่องนั้นเอง ฉฉันยกโทษให้” เธอตอบหน้าตาเฉย “ทที่จริงฉันต้องเป็นฝ่ายขอโทษเธอมากกว่า ฉฉันไม่น่าตกใจจนเกินไป ททำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา” ก่อนที่จะถามต่อ “แตต่เธอรู้ได้ไงว่ามันยังเป็นหน้าอกของฉัน ทที่จริงก็ทั้งสองข้างนั่นแหละ”

เขาอ้าปากค้าง พยายามคิดตามให้ทันว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ เธอจึงทำท่าเหมือนพึ่งนึกออก “ฉฉันควรจะเล่าเกี่ยวกับครอบครัวของฉันให้เธอฟัง”

แต่แล้วในตอนนั้นเอง อะไรบางอย่างที่สำคัญกว่าก็ดึงดูดความสนใจของเธอไป เธอชี้มือไปยังทิศทางนั้นเพื่อให้เขาช่วยยืนยัน เธอคิดว่าได้พบเห็นดาวหางดวงหนึ่ง แต่มันอาจเป็นอีกดวงที่ไม่ใช่สีทองก่อนหน้านั้น


Create Date : 07 พฤษภาคม 2560
Last Update : 7 พฤษภาคม 2560 23:29:00 น. 0 comments
Counter : 252 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.