ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
26 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
แจ้ง (17)

ในพิธีวันนี้ อรุณกับพ่อได้ช่วยกันเรียงเครื่องมือช่างลงภายในหลุม ถึงแม้ว่าหลายชิ้นนั้นจะยังคงอยู่ในสภาพดี แต่พ่อก็จะไม่ใช้พวกมัน เพราะว่าเครื่องมือเหล่านี้ล้วนเป็นของปู่ และเมื่อเวลานั้นมาถึง พ่อเองก็อยากให้เขาทำแบบเดียวกันกับเครื่องมือของเขาด้วย มันเป็นหนึ่งในธรรมเนียมของช่างตีเหล็กที่มีการตกทอดสืบต่อกันเรื่อยมา

เขาคิดว่ามันมีเหตุผลบางอย่าง เครื่องมือแต่ละชิ้นที่ถูกใช้โดยช่างแต่ละคนมาอย่างยาวนานนั้น จากวิธีที่พวกมันถูกจับ ขนาดและทิศทางของแรงที่กระทำด้วย เทคนิค นิสัย และความเคยชินส่วนตัวของช่างแต่ละคน จะถูกบันทึกลงในเครื่องมือแต่ละชิ้น เปลี่ยนมันไปจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวขึ้นมา คล้ายกับเป็นความทรงจำที่มีร่วมกัน เป็นรูปแบบเฉพาะที่ทำให้ไม่มีช่างคนใดอยากใช้เครื่องมือของช่างคนอื่น

นอกเหนือจากความไม่คุ้นมือแล้ว มันคงมีความรู้สึกของการรุกล้ำขอบเขตความเป็นส่วนตัวระหว่างช่างแต่ละคนปะปนอยู่ด้วย หรืออาจด้วยเหตุผลที่ง่ายกว่านั้น เพราะว่าการใช้พวกมันจะทำให้ต้องระลึกถึงผู้ที่จากไปแล้วนั่นเอง

หลังจากที่ช่วยกันกลบหลุมเรียบร้อย สองพ่อลูกก็ยืนสงบนิ่งครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความเป็นจริงตรงหน้าค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่การรับรู้ภายใน

ชาล ดาวินซี ได้เขียนบันทึกเอาไว้ในหนังสือซึ่งไม่เป็นที่รู้จักเล่มนั้นว่า

'หนึ่งในคำถามที่เก่าแก่ของมนุษยชาติ คงหนีไม่พ้นเรื่อง ความหมายของชีวิต เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน และการหาหนทางเพื่อข้ามพ้นไปจากความตายอันแน่นอนนี้ ซึ่งก็มีผู้ที่พยายามจะให้คำตอบไว้ด้วยบริบทต่างๆ มากมายให้เลือกได้ตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชน

มันยังเป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ลึกลงไปเพียงใด สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เลยไปจนถึงสรวงสวรรค์ชั้นจักรวาล หรือการสำรวจสมอง ดำดิ่งสู่ภายในจิตใจของตน เพื่อโอกาสที่จะได้ค้นพบคำตอบใหม่ๆ ที่อาจต่าง หรือไม่ต่างไปจากเดิม

ไม่แน่ว่าคำตอบที่ถูกต้องนั้นอาจมีอยู่มากมาย หรือยังไม่มีใครเคยค้นพบ อาจซับซ้อนจนไม่อาจทำความเข้าใจ หรือแม้กระทั่งว่าตัวคำถามนั้นต่างหากที่ตั้งไว้ไม่ถูกมาตั้งแต่แรก

หรืออันที่จริงแล้ว มันอาจไม่ใช่คำถาม และไม่มีคำตอบเลยก็เป็นได้'

หลุมถูกกลบฝัง พิธีการสิ้นสุด ผู้คนแยกย้าย เหลือไว้เพียง ความทรงจำ

เมื่อทั้งสองกลับถึงบ้าน โดยไม่ได้พูดอะไร พ่อก็ตรงไปยังโรงช่าง ก่อนเริ่มจุดไฟในเตาหลอม อรุณรู้ว่าพ่อไม่ได้มีงานอะไรที่จำเป็นต้องรีบทำให้เสร็จ แต่การได้ลงมือทำอะไรบางอย่างที่ทั้งร่างกาย และจิตใจมีความคุ้นเคย คงช่วยให้วันนี้ผ่านพ้นไปได้ง่ายขึ้น

อรุณหยิบดาบที่ได้รับจากปู่ขึ้นมาคาดไว้ที่เอว เขายังคงไม่คุ้นเคยกับมัน ดาบเองก็ไม่ต่างจากเครื่องมือของช่างตีเหล็กที่ใช้หลอมสร้างพวกมันขึ้นมา ดาบคู่มือเมื่อถูกใช้งานก็จะสร้างเป็นร่องรอยความทรงจำร่วมกันไปพร้อมกับเจ้าของ และมักจะถูกกลบฝังไปพร้อมกันด้วยเช่นกัน แต่ก็มีดาบบางเล่มที่ต่างออกไป เพราะมันไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนของสิ่งอื่นที่มีความหมายมากกว่านั้น

ดาบเล่มนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในดาบประเภทนั้น

เขาเห็นพ่อเหลือบมองมาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร “ผมจะออกไปพบกับท่านยายที่รถม้าคันนั้นนะครับ เราจะต้องหาวิธีช่วยใหญ่ออกมาให้ได้” เขาบอก

พ่อยังคงนั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมโดยไม่หันมองมา แต่เมื่อเขาเปิดประตูกำลังจะก้าวออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังไล่หลังมาว่า “ระวังตัวด้วยนะลูก”

เขาจึงตอบกลับไป “แล้วผมจะรีบกลับครับ”

#####

เขาควรจะรีบตรงไปยังรถม้าคันนั้นโดยทันที ถ้าหากไม่อยากพบเจอกับท่านยายในสภาพที่กำลังยืนกอดอกรอ พร้อมกับจ้องมองมาด้วยสายตาทะลุทะลวงชวนอึดอัดคู่นั้น ซึ่งเพียงแค่นึก เขาก็แทบจะรู้สึกถึงแรงกดดันนั้นได้เลยทีเดียว แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกใช้ทางอ้อม เพราะยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งต้องแวะไปให้ได้ด้วยเหตุผลอันไร้เหตุผลบางประการ

เขารู้สึกว่า ถ้าหากไม่ไปในตอนนี้ ก็อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้ความสงสัยของเขาต้องติดค้างเรื่อยไปไม่มีวันกระจ่าง

เขาเดินไปพร้อมกับความทรงจำที่สร้างความสับสนวุ่นวายขึ้นภายในหัวของเขา มันเหมือนกับมีบางอย่างสูญหายไป บางอย่างที่ไม่เคยมี ใครบางคนที่เขาคิดถึง แต่ว่าเป็นใครก็ไม่รู้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านยายเคยพูดไว้ว่า 'ถ้าหากคิดอะไรไม่ออก การเดินนั้นจะช่วยกระตุ้นให้ความคิดเรียงตัวเข้าด้วยกันจนกลายเป็นคำตอบ หรือเกิดเป็นความคิดใหม่ขึ้นมาได้' แต่คงไม่ใช่สำหรับตัวเขาในวันนี้ เพราะไม่มีความคิดดีดี หรือคำตอบใดใดออกมาทั้งสิ้น

เพียงไม่นาน เขาก็เดินมาถึงริมฝั่งน้ำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำอินแซน เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำจากวัยเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งจากความฝันอันแปลกประหลาดของเขา

แม่น้ำสายนี้นับเป็นเส้นเลือดหลักที่คอยหล่อเลี้ยงทุ่งราบอันกว้างใหญ่ จนมันเต็มไปด้วยหมู่บ้านจำนวนมากมายตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฟากข้าง สายน้ำที่ไหลเอื่อยนั้นแสนงดงามชวนให้ผ่อนคลาย แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก แม่น้ำสายนี้จะขยายกว้างขึ้น ในบางช่วงอาจกว้างได้ถึงสองเท่า และมวลน้ำปริมาณมหาศาลที่อัดแน่นไปด้วยพลังจะไหลกวาดผ่านพื้นที่แถบนี้ไป แต่ก็จะนำพาเอาความอุดมสมบูรณ์มาให้กับทุ่งราบไปพร้อมกันด้วย

ร่องรอยของแม่น้ำในยามแล้งนั้นถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ระดับของสายน้ำในยามปกติเช่นนี้ ส่วนบนตลิ่งทั้งสองฝั่งก็มีหลักฐานบ่งชี้ถึงจุดที่เคยถูกน้ำหลากท่วมถึงให้พบเห็นได้ทั่วไป

ตัวลำน้ำในปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างไปจากในความทรงจำ จากในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก จนไม่อาจแน่ใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นตรงจุดใดกันแน่ แต่ถึงแม้จะสามารถระบุตำแหน่งนั้นลงไปได้จริง เขาก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะกล้าดำลงไปเพียงลำพังเพื่อพิสูจน์เรื่องก้อนหินหญิงงามนั้นหรือไม่

ถึงตอนนี้เขากลับยืนลังเล ไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อดี สายตาที่สำรวจมองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมายก็ไปพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สะดุดตาเข้า ส่วนยอดของเนินแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักได้เกิดการทรุดตัวพังทลายลงมา คงเนื่องมาจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น มันได้เปิดเผยให้เห็นลายเส้นแปลกๆ ซึ่งเกิดจากชั้นดิน และชั้นของหินหลากสีสันที่เคยซุกซ่อนอยู่ให้พบเห็นเป็นครั้งแรก

ชาล ดาวินซี ได้เขียนบันทึกลงในหน้าที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างลึกลับ ภายในหนังสือซึ่งไม่เป็นที่รู้จักเล่มนั้นว่า

'เมื่อดาวดวงนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งต้องแสนมหัศจรรย์อย่างไม่ต้องสงสัย เกิดการเติบโตไปตามกาลเวลา ในทุกการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน ชั้นหินที่ปะทะชน ซ้อนทับถมกันเข้า ท้องทะเล สายน้ำที่แปรเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การร่ายรำแห่งฤดูกาล การผลิบานของชีวิตที่ไม่อาจหยุดยั้ง ไปจนถึงคลื่นพลังงาน อนุภาคนานาชนิดจากจักรวาลห้วงลึก และการร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้านอกชั้นบรรยากาศของเหล่าเทหวัตถุทั้งหลาย

ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นได้ถูกถมทับ เก็บรักษาเอาไว้ในในดาวดวงนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของ ความทรงจำ ที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของสิ่งมีชีวิต ของมนุษย์อย่างเรานั่นเอง

ดังนั้นหากมีใครรู้จักวิธีการที่เหมาะสม พวกมันก็อาจสามารถบอกเล่าถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาจจะในรอบหลายสิบ หลายร้อย หลายพันปี หรือนานยิ่งกว่านั้นออกมาให้ได้รับฟังกัน'

มือของอรุณเลื่อนไปจับที่ด้ามดาบโดยไม่รู้ตัว 'วันนี้เจ้าได้ฝึกดาบแล้วหรือยัง' คำถามของท่านยายเมื่อก่อนหน้าดังขึ้นในหัวของเขาอย่างประหลาด

เขาชักดาบออกมาตั้งท่าเริ่มต้น สองเท้าแยกห่าง ยืนอย่างมั่นคง ย่อกายลงเล็กน้อย สองมือจับดาบสั้นยื่นไปด้านหน้า ปลายดาบชี้เฉียงขึ้น จากท่วงท่านี้จะสามารถพลิกแพลงเป็นการรุก หรือรับก็สามารถทำได้ ความรับรู้ทั้งหมดของเขาถูกถ่ายทอดไปยังคมดาบในมือ ก่อนปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปความทรงจำ

จิตใจของเขาพลันสงบลง แหลมคมขึ้น ไม่รู้ว่านี่คือเป้าหมายแท้จริงที่ท่านยายต้องการจากเขาหรือไม่

ความทรงจำของเขาย้อนกลับไปสู่ค่ำคืนที่ท่านยายนำมีดมาให้พ่อลับคม คืนที่เขาเห็นท่านยายใช้มันตัดแสงไฟจากเตาหลอมจนขาดเป็นหลายท่อน 'มันเป็นเพียงภาพลวงตา' เขากลับคืนสู่ท่าเริ่มต้น แต่จิตแหลมคมยิ่งกว่าเดิม 'หรือว่ามันจะสามารถทำได้จริง'

เขาหันหน้าไปทางแม่น้ำ ก้าวเท้าออกไปพร้อมกับตวัดดาบฟันอากาศเบื้องหน้า และ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทำอะไรอยู่น่ะ”

เสียงหวานๆ ที่คุ้นเคยดังทักทายมาจากทางด้านหลัง เขารู้สึกว่าตัวเองถูกติดตามมาตั้งแต่ออกจากบ้าน แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นใครมาตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน

“เธอยังจำครั้งที่ฉันจมน้ำเมื่อตอนเด็กๆ ได้ไหม” เขาถาม โดยหวังอยู่ลึกๆ ว่าบางทีรัตอาจจะสนใจเรื่องของเขา และจำมันได้บ้าง

“ไม่ ฉันจำไม่ได้” เธอตอบโดยแทบจะไม่ต้องคิด “เพราะตอนเด็กๆ เธอโดนแกล้งบ่อยเกินไป”

'ก็คงงั้น' เขาได้แต่น้อยใจ 'เธอคงไม่เคยคิดอยากจะจดจำเรื่องของฉัน'

“...ฉันคิดว่าเธอจะไปหาท่านยายเสียอีก ก็เลยตามมา” เธอไม่อ้อมค้อม

“ก็กำลังจะไปนั่นแหละ เพียงแต่มีเรื่องที่อยากจัดการให้เรียบร้อยก่อน” 'เธอคงเป็นห่วงความปลอดภัยของใหญ่' ซึ่งมันก็ควรจะเป็นแบบนั้น แล้วเขาจะรู้สึกอึดอัดไปทำไมกันนะ

“เรื่องอะไรล่ะ แล้วทำไมถึงต้องแอบมารำดาบอยู่ตรงนี้”

เขาเดินลุยไปที่ริมน้ำ ก้มมองเงาสะท้อนของตัวเองที่ราวกับจมอยู่ใต้สายน้ำนั้น “ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองจะต้องจมน้ำตายอยู่ที่นี่...และยังคงฝันถึงมันในบางครั้ง” เขายกมือขึ้นจับก้อนหินที่ห้อยคอไว้อย่างลืมตัว

“...วันนั้นน้ำไหลแรงมาก ดีที่พวกเราช่วยกันลากเธอขึ้นมาได้ทัน”

“เธอจำได้” แสดงว่าเมื่อครู่นั้นเธอแกล้งหลอกเขาว่าจำไม่ได้

เด็กสาวขยับเข้ามาใกล้ เงาของเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทอดลงไปในสายน้ำเช่นกัน มันสั่นไหว พร่าเลือน แต่ก็เหมือนกับว่าจะมีเธออีกคนกำลังจ้องมองขึ้นมา ภาพสะท้อนราวกับเป็นฝาแฝดสองคนที่เหมือนกันทุกประการ

เขารู้สึกถึงความสั่นไหว ทั้งที่สายน้ำเบื้องหน้าก็ยังคงไหลไปอย่างเป็นปกติ ความสั่นสะเทือนนั้นมากขึ้น และมากขึ้น เขาบีบก้อนหินในมือจนแน่น พร้อมกับพยายามยืนอยู่ให้นิ่งที่สุด

“...วันนั้น ยังมี...ใคร...ไม่...ไม่มีอะไร”

เขาคิดจะถามว่าในวันนั้นยังมีผู้หญิงอีกคนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือไม่ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม ไม่ควรแม้แต่จะนึกถึง แรงสั่นสะเทือนนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น ราวกับว่าเกิดการระเบิดที่รุนแรงยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก แต่รัตกลับดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรเลย รวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวเขาก็เช่นกัน การสั่นไหวครั้งนี้คงเกิดขึ้นเฉพาะภายในหัวของเขาเท่านั้น

“เป็นอะไรหรือเปล่า พูดจาไม่เป็นภาษา หน้าก็ซีดเชียว ท่าทางจะกลัวจริงนะนี่”

เขาไม่แน่ใจว่าเธอเป็นห่วง หรือเพียงแค่พูดล้อเขาเท่านั้น การสั่นสะเทือนสิ้นสุดลงแล้ว และอะไรก็ตามที่เขากำลังคิดอยู่ก่อนหน้านั้นก็หายไปพร้อมกันด้วย

เขาไม่กล้าที่จะชวนเธอให้ช่วยกันดำน้ำเพื่อพิสูจน์ความฝันของเขา หรือขอให้เธอคอยเฝ้าระหว่างที่เขาจะดำน้ำลงไปค้นหา ดูเหมือนมันจะเป็นการเสียเวลา เขาไม่น่าจะมายังสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรก

“มากันได้สักที” ท่านยายเอ่ยเสียงราบเรียบ

นางยืนกอดอกรออยู่ใกล้กับรถม้าสีดำ พร้อมกับจ้องมองมาด้วยสายตาทะลุทะลวงชวนอึดอัดคู่นั้น แต่มันไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้ก่อนหน้า เพราะมันเลวร้ายกว่านั้นมาก มากจนเขาสำนึกเสียใจ มากจนเขาอยากจะย้อนกลับเพื่อดำลงไปค้นหาคำตอบใต้สายน้ำเย็นเยียบนั้นให้รู้แล้วรู้รอด


Create Date : 26 มีนาคม 2560
Last Update : 26 มีนาคม 2560 22:47:01 น. 0 comments
Counter : 244 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.