ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
4 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 

ห้องหนังสือ ตอน ชายชุดดำ(4)

เขา ทำงานรับจ้าง ใช้แรงงานทั่วไป ไม่ว่าจะแบกหาม ขนของ ก่อสร้าง ทำอะไรก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดซับซ้อน ทำอะไรก็ได้ที่ใช้หยาดเหงื่อแรงกายเพื่อแลกให้ได้เงินมา ใช้ชีวิตรายวัน ตื่น กิน ทำงาน นอน ชีวิตที่มีความหมายง่ายๆ ชีวิตที่ไม่มีอะไรมากไปกว่า การมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหนึ่งวัน ก็เท่านั้น

ความสุขในชีวิตของเขาไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก และเขาเข้าใจดี เขาไม่เคยโวยวาย ไม่เคยเรียกร้อง เขาเพียงแค่ ตื่น กิน ทำงาน นอน ไปเรื่อยๆ จนกว่าความสุขนั้นจะหวนกลับมาหาเขาอีกครั้ง ไม่ว่ามันจะนานเพียงใดก็ตาม ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ มันก็ต้องมาถึงอีกแน่

เขาเดินกลับที่พักอย่างเหนื่อยล้า เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ทางเดินเปลี่ยวร้าง มืดมน ซึ่งเขาไม่เคยสนใจ ในท่ามกลางความเดียวดาย มีใครอีกคนร่วมทางไปกับเขา ชายหนุ่มอีกคนที่คงมีชีวิตไม่แตกต่างกันสักเท่าไร ทั้งคู่ต่างเดิน ต่างไม่สนใจ ไม่แม้แต่จะเหลียวสบตากัน

นที สะดุ้งสุดตัวยกมือขึ้นกุมศีรษะ ความปวดร้าวฉับพลันทำให้เขาต้องแหกปากส่งเสียงร้องโหยหวน รบกวน นักอ่าน ร่วมโต๊ะ กับอีกหลายคนที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้น ชีวิตในหนังสือที่วางเปิดอยู่ตรงหน้า ต่างกำลังเขียนถึงสิ่งผิดปกติที่เป็นผลมาจากเสียงกรีดร้องนี้ ตัวละครที่พวกเขาเป็นอยู่อาจรู้สึกหูแว่ว ได้ยินเสียงน่ากลัว แต่ก็มีบางคนที่เอาแต่คิดเรื่องวุ่นวายทั้งวัน ที่อาจจะไม่ได้ยินอะไรเลย

เมื่อความเจ็บปวดเริ่มจางลง ความสงสัยก็เข้ามาแทนที่ เมื่อครู่นี้เขากำลังเดินกลับที่พักอย่างหมดเรี่ยวแรง งานหนักผ่านไปอีกวัน อนาคตที่ไม่มีอะไรดีขึ้นยังคงรอคอยเขาอยู่ ชีวิตที่เขาไม่อาจจัดการอะไรกับมันได้มากนัก แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ในห้องที่กว้างใหญ่ เต็มไปด้วยโต๊ะไม้ กับผู้คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือทอดยาวไกลไปจนสุดลูกหูลูกตาในทุกทิศทาง

มันเป็นสถานที่ประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยได้พบเห็นมา ผู้คนเหล่านี้นั่งอ่านหนังสือของตนอย่างสงบ ไม่มีใครสนใจใคร มันมีชีวิตอยู่มากมายทั่วทุกที่ แต่ก็เหมือนราวกับไร้ชีวิต และมันทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว

“เอ่อ ขอโทษครับ”

เขาพยายามจะเรียกคนที่นั่งร่วมโต๊ะ ซึ่งมีทั้ง ชาย หญิง เด็ก คนแก่ แต่ไม่มีใครสนใจ ทั้งหมดต่างนั่งนิ่ง ใช้ชีวิตของพวกเขาอยู่ในหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า ชีวิตที่เหมือนนิยาย นิยายที่กลายเป็นชีวิต

นิยายที่เขียนเรื่องราวของมันขึ้นมาเองบนหน้ากระดาษว่างเปล่า เรื่องราวชีวิตของตัวละครเอก ซึ่งก็คือผู้ที่กำลังอ่านมัน จนกระทั่งนิยายดำเนินมาถึงตอนจบ จุดจบที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แต่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ความตายคือสิ่งที่แน่นอน เป็นจริงอย่างถึงที่สุด แล้วพวกเขาก็จะตื่นขึ้น

“ชู่...ห้องหนังสือ กรุณางดใช้เสียงนะคะ”

ฉันเลียนแบบคำพูดของ ผู้ดูแล อย่างไม่ตั้งใจ และไม่ค่อยพอใจกับมันสักเท่าไร เขาหันมองมาทางฉัน ความประหลาดใจที่คุ้นเคยฉายชัดอยู่บนนั้น นิยายที่จบลงอย่างฉับพลัน โดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ มักทำให้ผู้อ่านรู้สึกสับสน 'ฉันเองก็เคยเป็น' เมนี่ ตัวละครในนิยายเรื่องล่าสุดของฉัน จบชีวิตลงด้วยการกินยาตาย

ตอนนี้ฉันมีชื่อว่า พริบดาว ชื่อที่ผู้ดูแลห้องหนังสือพิศวงแห่งนี้ ตั้งให้อย่างไม่ตั้งใจ ฉันทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขา ในสถานที่แปลกประหลาดซึ่งเต็มไปด้วยคำถามแต่ไร้คำตอบ หรืออย่างน้อยฉันก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาพวกมันได้จากที่ไหน

เขามองมาทางฉัน นั่นเป็นความรู้สึกโล่งใจ 'เหมือนกับที่ฉันเคยเป็น' เมื่อได้พบเจอกับใครสักคนที่ดูปกติ ก่อนที่ฉันจะต้องอธิบายเรื่องยากๆ พวกนี้ให้เขาฟัง เรื่องที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังไม่เข้าใจ

“ชีวิตของผม คือ...หนังสือ มันเป็นนิยาย...ผมเป็นตัวละครในนั้น...แต่มันคือชีวิตของผม”

เขาสับสน ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอน

“ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่มันก็เป็นแบบนั้น นั่นแหละชีวิต”

เขาเงียบไป ความจริงแล้วฉันแค่ต้องเก็บหนังสือเล่มเก่าของเขา เปลี่ยนเป็นเล่มใหม่ ให้เขาเริ่มอ่านนิยาย เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งเท่านั้น ฉันเคยเห็นมาจนเริ่มคุ้นชิน พวกเขาจะกลับกลายเป็นทารก ค่อยๆ เติบโตไปตามเนื้อเรื่องในหนังสือ จนกระทั่งถึงตอนจบอีกครั้ง วนเวียนแบบนี้เรื่อยไปไม่สิ้นสุด

ฉันยังสงสัยอยู่เสมอ ว่าหนังสือเล่มเก่าพวกนั้นถูกเอาไปทำอะไร ถามยังไงผู้ดูแลก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ จนฉันต้องเลิกถามไปเอง แต่อย่างน้อยฉันก็รู้เรื่องหนึ่ง เรื่องของ นักอ่านยอดเยี่ยม นักอ่านที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มใหม่อีกต่อไป ซึ่งฉันเคยพบเพียงคนเดียวเท่านั้น

เธอได้ลุกออกจากโต๊ะ และเดินผ่านประตูประหลาดหายไป ฉันไม่รู้ว่าเธอไปไหน ไปพบเจออะไร ข้างนอกห้องหนังสือ หรือยังมีสถานที่อื่นใดอีกหรือไม่ อย่างที่ฉันบอก มันมีแต่คำถาม คำถาม และคำถาม ซ้อนทับกันสูงขึ้นไปไม่สิ้นสุด

“...แต่ว่า ผมตายยังไง ผม ผมจำอะไรไม่ได้เลย”

“อาจจะเป็นอุบัติเหตุ อะไรที่เฉียบพลันจนคุณไม่ทันรู้ตัว”

เขามองหน้าฉัน มองดูหนังสือของตัวเองที่ยังคงวางอยู่ตรงหน้า

“...ผม ผมขอดูตอนตาย เอ่อ ตอนจบ อีกสักครั้งได้ไหมครับ”

ฉันนิ่งคิด ผู้ดูแลไม่เคยบอกว่าทำไม่ได้ และฉันก็ไม่อยากสนใจคำพูดของเขาสักเท่าไร เขาเอาแต่เชื่อว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับห้องหนังสือแห่งนี้ แม้ว่าครั้งหนึ่งฉันจะเคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาชีวิตของนักอ่านสองคน พยายามชักจูงความรักของทั้งคู่ให้เป็นไปตามที่ต้องการ เขาก็ยังบอกออกมาอย่างมั่นใจว่า

'เล่มหนังสือเท่านั้นที่สำคัญ ส่วนเนื้อหาของนิยายที่บรรจุอยู่ในนั้น มันไม่ใช่ประเด็น'

ก็ในเมื่อผู้ดูแลยังไม่สน แล้วฉันซึ่งเป็นแค่ผู้ช่วยจะสนไปทำไม

“เปิดเลยค่ะ”

เขาทำท่ากล้าๆ กลัวๆ ที่จะแตะต้องหนังสือของตัวเองอีกครั้ง ฉันจึงจัดการเปิดมันไปยังหน้าสุดท้ายให้กับเขา น่าแปลกมันไม่มีรายละเอียดอะไรที่บ่งบอกเกี่ยวกับการตายของเขาเลย นอกจากความเจ็บปวดที่หัวอย่างรุนแรง ความมืด แล้วก็จบ

“...แปลก...ผม...อ่าน ไม่ใช่ ผมมองตัวอักษร แล้วผมก็เข้าใจพวกมัน”

ฉันมองหน้าเขา

“คุณอ่านหนังสือไม่ออก”

เขายิ้มเขินๆ พยักหน้า มันเป็นคำตอบอีกเรื่องหนึ่ง คำตอบที่ฉันไม่เคยคิดแม้แต่จะถาม 'นั่นสิ ยังมีคนอ่านหนังสือไม่ออกอยู่ด้วย' ถ้าจะคิดไปให้มากกว่านั้น 'เด็กทารกก็อ่านหนังสือไม่ได้' ยังมีอีก คนต่างชาติที่ใช้ภาษาอื่นๆ ซึ่งฉันไม่เคยได้พบเห็นในห้องหนังสือแห่งนี้เลย รวมถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย

'พอกันที เลิกคิดได้แล้ว' เพราะต่อให้คิดจนหัวระเบิด ฉันก็คงไม่ได้คำตอบอยู่ดี ความคิดของฉันหวนกลับมาหาชายที่กำลังนั่งทำหน้าเศร้า

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายยังไง”

“มันสำคัญด้วยหรือ”

เขาเงยหน้ามองฉัน งงอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้า ท่าทางเขาเหมือนจะยอมรับสภาพตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว

“พ่อแม่ ครอบครัวของผม...นั่นสินะ มันไม่สำคัญอีกแล้ว ผมควรจะคิดออกให้เร็วกว่านี้”

“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น”

ฉันยอมรับ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อหนังสือจบลง ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะจบเมื่อไร อย่างไร มันก็สายเกินไปแล้ว เขามองไปรอบๆ มีท่าทางหวาดหวั่นกับสิ่งที่ได้เห็น

“ผมจะทำอย่างไรต่อไป”

ฉันหยิบหนังสือเล่มใหม่ หนังสือเล่มบางที่ยังไม่มีเนื้อหาอะไรทั้งสิ้น หนังสือเล่มใหม่สำหรับเขา ที่ฉันได้รับมาจากผู้ดูแลอีกที ฉันไม่รู้ว่าเขาเอามันมาจากไหน หรืออย่างไร แต่มันจะอยู่ในมือเสมอเมื่อเขาต้องการ

เขามองดูหนังสือในมือของฉัน ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้ว แต่ฉันนึกอะไรได้อย่างหนึ่ง ความจริงแล้วฉันจะถามจากใครในนี้ก็ได้ แต่ตรงนี้มีเขาอยู่พอดี

“คุณเคยคิดอยากจะลุกออกไปจากโต๊ะบ้างไหม”

เมื่อดูจากสีหน้าของเขา ความคิดนี้คงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

“ไม่...จนกระทั่งคุณพูดออกมา และ...ไม่...”

เขาก้มหน้าลง

“...หลังจากที่คุณพูด ผมก็ยังไม่คิดที่จะลุกออกไปอยู่ดี ผมบอกไม่ถูก ผมเองก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน”

ฉันพยักหน้า แต่ก็มีบางคนที่ไม่เป็นเหมือนเขา 'เธอคนนั้นชื่ออะไรนะ' ฉันลืมชื่อของเธอไปแล้ว คนที่พยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นให้ได้ ถึงแม้ว่าสุดท้ายผู้ดูแลจะใช้พลังของเขาสะกดเธอให้สงบลง แต่ฉันก็ยังเชื่อว่า เธอคงลุกขึ้นเองไม่ได้แน่ ได้แค่ดิ้นรนรบกวนคนอื่นให้วุ่นวายเท่านั้น

“...เอ่อ...นั่นหนังสือเล่มใหม่ของผมใช่ไหมครับ”

ฉันสะดุ้ง ยิ้มเขินๆ ฉันลืมเขาไปเลย ฉันรีบเก็บหนังสือเล่มเก่า พร้อมกับส่งเล่มใหม่ให้ เขาสูดหายใจลึกทำท่าเหมือนจะพึมพำอะไรบางอย่าง เขาอาจพยายามขอให้ได้พบกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เป็นอย่างที่เขาต้องการบ้าง ฉันปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาตามสบาย ไม่อยากพูดอะไรเพื่อทำลายความหวังของเขา 'ไม่มีใครรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า จนกว่าจะอ่านไปถึง' จนกระทั่งเขาเปิดหนังสือ แล้วกลับกลายเป็นเด็กทารก เริ่มต้นอ่านนิยายชีวิตเรื่องใหม่ของเขาอีกครั้ง

หลังจากครั้งนั้น เมื่อฉันใกล้จะลืมเรื่องตอนจบห้วนๆ ของชีวิตเขา ฉันก็จะได้พบกับใครอีกคน ที่มีตอนจบคล้ายๆ กัน คนที่ไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ไม่ได้คาดหมายว่าจะต้องจบชีวิต เจ็บปวดที่หัววูบเดียวแล้วทุกอย่างก็จบ

“พวกเขาต้องโดนฆ่าแน่ และฆาตกรก็อาจจะเป็นคนเดียวกันด้วย”

“ก็อาจเป็นได้”

ฉันคุยกับผู้ดูแลในห้องทำงาน เขาก็ยังดูไม่สนใจอยู่เช่นเคย

“คุณไม่กลัวเลยหรือไง เรามีฆาตกรปะปนอยู่ในนักอ่านเหล่านั้น”

เขามองฉันอย่างไม่เข้าใจ

“เรามีฆาตกรอยู่เสมอ หรืออะไรที่ชั่วร้ายกว่า เลวทรามกว่านั้น...”

เขาทำท่าแปลกใจ

”...คุณยังไม่เคยเจอเลยสักคนหรือไง อ้อ ส่วนใหญ่พวกเขาก็ตายแบบคนทั่วๆ ไปนั่นแหละ คุณอาจไม่ทันรู้ตัว ทุกคนล้วนเป็นนักอ่านเหมือนกันทั้งนั้น ไม่แตกต่าง อย่าไปใส่ใจเลย”

ฉันไม่อาจทำอย่างนั้น ฉันอยากรู้ว่าฆาตกรคนนี้เป็นใคร แต่ในหมู่นักอ่านที่มีจำนวนมากมายมหาศาล ฉันจะหาเขาพบได้อย่างไร ฉันจึงได้แต่ทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนเกือบจะลืมเรื่องทั้งหมดนี้ไปแล้ว

แล้วฉันก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ในตอนที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องทำงาน ภายในห้องหนังสือที่กว้างใหญ่นี้ มีระบบพิกัดสลักเอาไว้บนโต๊ะทุกตัว แต่ฉันไม่เคยเข้าใจพวกมันเลย สิ่งที่นำฉันไปยังตำแหน่งที่ต้องการ คือประตูที่สามารถโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าบานนี้ ประตูที่สามารถเปิดเข้ามาได้จากทุกที่ และเปิดออกสู่ทุกแห่ง ที่ฉันต้องทำ ก็แค่คิดถึงพิกัดพวกนั้น แล้วเปิดประตูออกไป ประตูที่จะเปิดอยู่เสมอ ยกเว้นว่าผู้ดูแลจะล็อคมันเอาไว้

แต่หากจุดหมายที่ฉันต้องการไม่ใช่พิกัด ประตูจะยังพาฉันไปได้หรือไม่ ฉันพยายามคิดถึงคนที่ต้องการตามหา ฆาตกรต่อเนื่องที่ลงมือฆ่าเป้าหมายอย่างไร้เหตุผล ฉันคิดถึงเบาะแสที่มีอยู่ทั้งหมด คิดถึงเหยื่อพวกนั้น เปิดประตูแล้วก้าวออกไป

ชีวิตของ เขา ยังคงเหมือนเดิม นอกจากย้ายที่พักใหม่แล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตรายวัน ตื่น กิน ทำงาน นอน อยู่แค่นั้น เขาเดินเพียงลำพังจนกระทั่งมีใครอีกคนเข้ามาร่วมทาง คนที่คงใช้ชีวิตไม่แตกต่างจากเขา คนที่มีชีวิต เขาข่มใบหน้าให้เป็นปกติ ความสุขในชีวิตของเขากำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ความสุขที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

เขารอคอย ย้ายที่ รอคอย ย้ายที่ เขามีความอดทนอย่างยอดเยี่ยม เขาไม่เคยโวยวาย ไม่เคยไขว่คว้า เขาเพียงรอ รอจนกว่าทุกอย่างจะประจวบเหมาะ เหมือนในวันนี้

ในมือของเขามีค้อนขนาดเหมาะมือ เขารู้ตำแหน่ง แรง มุมที่เหมาะเจาะ เพื่อเหวี่ยงมัน ความรู้สึกที่ได้เป็นผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์ ความรู้สึกแห่งเทพเจ้า เขาจะได้สัมผัสกับความสุขสุดยอดแห่งช่วงเวลานั้น

'หยุดเดี๋ยวนี้นะ'

เสียงผู้หญิงดังแว่วในหู เขาเคยได้ยินมาว่า บางครั้ง คนเป็นอาจได้ยินเสียงของคนตาย อาจเป็นเสียงของคนที่เขาเคยทุบเมื่อก่อนหน้านี้ เขาไม่สนใจ ความสุขกำลังรอเขาอยู่

'ฉันบอกให้หยุด'

น้ำเสียงดื้อรั้นนั้น ยังคงดังไม่ยอมหยุด เขารู้สึกร่างกายสั่นไปมาอย่างที่ไม่เคยเป็น แต่เขาก็ยังไม่อาจตัดใจจากความสุขที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้า 'ขอแค่ทีเดียว' เขาเงื้อแขนขึ้น ก่อนทุบลงไปบนความว่างเปล่า เหยื่อของเขาก็หันกลับมาพบเจอกับความว่างเปล่าเช่นกัน แต่ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ต่างมั่นใจว่า มันต้องมีใครอีกคน

เขาล้มลงบนพื้น โดยมีผู้หญิงอีกคนนอนอยู่ใกล้ๆ ค้อนของเขาหล่นหายไปเสียแล้ว ความคิดแวบแรกคือเขากำลังจะโดนจับ มันคือจุดจบ แต่เขากลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด 'จบเสียที'

ฉันรีบลุกขึ้นมองดูเขา ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป และจะทำอย่างไรต่อไปดี ฉันเปิดประตูห้องทำงานออกมา อ่านหนังสือของชายคนนี้ และพบว่าเขากำลังจะลงมือจัดการกับเหยื่อรายใหม่ เขาคือฆาตกรต่อเนื่องที่ฉันกำลังตามหาอยู่นั่นเอง ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าจะต้องหยุดเขา โดยไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ หลังจากที่พยายามพูดจาหว่านล้อม จนถึงกับด่าทอ เขาก็ยังไม่ยอมฟัง

สถานการณ์คับขัน ฉันจึงออกแรงดึงจนร่างของเขากระเด็นหลุดออกมาจากโต๊ะอ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่เขายังอ่านหนังสือของตัวเองไม่จบ ฉันต้องหาทางแก้สถานการณ์นี้ให้ได้

“...ถ้า...ถ้าคุณเลิกฆ่าคนแบบนั้น ฉันจะ...จะให้คุณ...กลับไป อ่านหนังสือของคุณต่อได้”

เขาลุกขึ้นช้าๆ เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดา หน้าตาไม่มีจุดเด่น สวมใส่เสื้อผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่หรูหรา ไม่มอมแมม ถ้าเดินสวนกันคงมีน้อยคนนักที่จะสามารถจดจำเขาได้ เขามองไปรอบๆ ไม่แสดงท่าทีอะไรออกมาทั้งสิ้น

“ผมไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น ว่าแต่ที่นี่ที่ไหน”

“ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนฆ่าคนพวกนั้น คุณทุบพวกเขาด้วยค้อนทีเดียวจบ ฉันอยากให้คุณเลิกทำอย่างนั้น แล้วฉันจะส่งคุณกลับเข้าไปในหนังสือ กลับคืนสู่ชีวิตเดิมๆ ของคุณ”

เขาจ้องฉัน แววตาของเขาเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง แววตาที่ทำให้ฉันขนลุก เขากำลังประเมินฉัน เขายังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนจะอีกไม่นาน เขาเป็นพวกที่มีความคิดไม่ซับซ้อน ฉันต้องรีบทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะไม่ได้ทำอะไรอีกเลย

เขาพุ่งเข้าใส่ฉัน สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือเอื้อมมือออกไป แล้วประตูห้องทำงานก็ปรากฏขึ้น เขาหยุด

“ฉันจะเรียกผู้ดูแล เขาจัดการคุณได้”

ฉันพูดออกไปอย่างนั้น พยายามไม่ให้น้ำเสียงของตัวเองสั่น ทั้งๆ ที่ฉันไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเลยสักนิด เขาลังเลก่อนตัดสินใจหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไป ในตอนนั้นเองที่ฉันมองเห็นเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ ก่อนกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อมในห้องหนังสือ

ประตูห้องทำงานเปิดออก ชายในชุดกางเกงยีนส์สีซีด เสื้อยืดสีขาว แว่นตากรอบโลหะสีเงิน ผมดำยาวผูกมัดเรียบร้อยไว้ทางด้านหลัง ก้าวออกมา เขามองดูเงาที่วิ่งหายไป มองดูช่องว่างที่โต๊ะอ่านหนังสือ มองดูตัวฉันที่ตอนนี้ลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น

“เกิดอะไรขึ้น”

ฉันก้มหน้าไม่กล้าสบสายตากับเขา ฉันทำผิดพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว ฉันค่อยๆ เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง เขาเพียงมองดูที่นั่งว่าง กับหนังสือที่อ่านค้างไว้

“ไม่เป็นไรหรอก กลับกันได้แล้ว”

“ไม่เป็นไร หมายความว่าไง คุณจะบอกว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันจะไม่มีผลกระทบอะไรเลยหรือไง”

“เปล่า แต่ไม่มีอะไรที่เราจะทำได้อีกแล้ว”

ฉันมองดูท่าทางที่ยังคงนิ่งเฉยของเขาอย่างขัดตา

“คุณจะไม่ไล่ตามเขาไปหรือไง”

“ไม่ แต่ถ้าผมเจอ ผมจะจัดการกับเขา ถึงเขาจะลุกออกมาจากโต๊ะ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก เขาเป็นนักอ่าน สิ่งที่เขาทำได้ คือการนั่งอ่านหนังสือให้จบเท่านั้น”

ฉันพูดอะไรไม่ออก แต่ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉัน และเขาไม่โทษฉันเลยแม้แต่น้อย และนั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี และเมื่อรู้สึกไม่ดี เมนี่จะเริ่มโทษทุกสิ่งนอกจากตัวเอง

“ทั้งหมดเป็นเพราะคุณไม่ยอมอธิบายเกี่ยวกับทุกอย่างในห้องหนังสือบ้าๆ นี้ให้ฉันฟัง แถมคุณยังเลือกฉันมาเป็นผู้ช่วยของคุณเองด้วย ฉันไม่ได้อยากทำงานพวกนี้เลย”

เขาพยักหน้า

“ใช่ ทั้งหมดนี้มันเป็นความผิดของผมเอง แต่ไม่มีอะไรหรอก คุณไม่ต้องกังวลไป ทุกอย่างจะเหมือนเดิม ทุกอย่างจะดำเนินต่อไป”

ฉันพูดอะไรไม่ออก หลังจากครั้งนั้น ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรแผลงๆ อีก และทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เขาบอกจริงๆ ฉันเริ่มคลายความกังวล เลิกใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยกเว้นเพียงข้อสงสัยสองสามเรื่องที่ยังค้างอยู่ในใจ

หนังสือของชายชุดดำคนนั้นยังคงถูกวางทิ้งไว้เหมือนเดิม เขาห้ามไม่ให้ฉันแตะต้องมัน ที่นั่งตรงนั้นยังคงว่างเปล่า เขาดูเหมือนไม่สนใจรายละเอียดอย่างอื่นอีก นอกจากถามว่า อาวุธที่ชายชุดดำใช้คืออะไร ยังอยู่กับเขา หรือพบเห็นมันตกหล่นอยู่แถวนั้นบ้างหรือไม่ ซึ่งฉันตอบไปตามตรงว่าไม่ทันได้เห็นอะไรทั้งนั้น

#####

เอ เริ่มไม่แปลกใจอีกแล้วเมื่อได้พบกับหนึ่งในเรื่องสั้นชุดนี้อีกครั้ง เขาเชื่อว่ามันคงจะไม่จบลงเพียงเท่านี้ เขาจะต้องได้อ่านตอนต่อไปด้วยหนทางใดหนทางหนึ่งแน่ ครั้งนี้เขาเจอมันในหนังสือรวมเรื่องสั้นที่หน้าปกถูกเปลี่ยนเป็นปกแข็งเรียบๆ ของห้องสมุด มันยังคงไม่มีข้อมูลของผู้เขียนเช่นเดิม

เขายืมมันออกมาพร้อมกับหนังสือของ คาลิล ยิบราน สอง สามเล่ม กับ บทกวี รุไบยาท ของ โอมาร์ คัยยัม สำนวน แคน สังคีต เขาอกหัก ในช่วงเวลาของการฝึกงานก่อนจบการศึกษา อาชีพที่เขาคงจะต้องเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยในอนาคตอันใกล้ นอกจากเพื่อนรัก เขาคิดว่าบางที หนังสือพวกนี้อาจช่วยได้บ้าง

วัยเด็ก เพื่อน การเรียน ความรัก การงาน ครอบครัว พวกมันล้วนเป็นองค์ประกอบบางส่วนของชีวิต ตอนนี้ความรักของเขากำลังเลวร้าย 'เธอทิ้งฉันไปแล้ว' หนังสือพวกนี้ก็ช่วยได้จริงๆ ด้วยการทำให้เขายิ่งรู้สึกงุนงงสับสนกับสิ่งต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม 'ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้เอง'

เขากลับมาคิดถึงเรื่องสั้นที่พึ่งอ่านจบไป 'ดูเหมือนคนเขียนคิดว่าจำเป็นต้องเพิ่มฝ่ายตรงข้ามเข้ามา ผู้ดูแลชุดขาว กับชายชุดดำ' การดำเนินเรื่องโดยไม่มีการต่อสู้ หรือความเสี่ยง คงจะน่าเบื่อเกินไป มันต้องมีอะไรให้ตื่นเต้นบ้าง คนอ่านจะได้อยากติดตาม สร้างจุดคับขัน แล้วค่อยคลี่คลาย

แต่คงไม่มีใครอยากเจอชีวิตจริง ที่ถูกเขียนด้วยแนวคิดแบบนี้เป็นแน่




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2555
0 comments
Last Update : 4 มิถุนายน 2555 22:32:22 น.
Counter : 1334 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.