ช่วงนี้ชีวิตวุ่นวายเกินพิกัด...แล้วจะกลับมาเขียนเรื่องที่ค้างไว้ให้จบครับ...สักวัน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
3 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
แจ้ง (4)

อรุณไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน เขาจึงไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้เคยเกิดขึ้นกับเขาไปแล้วเมื่อกาลครั้งหนึ่งในอดีต เพียงแต่เรื่องราวในฝันนั้นอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นสองเหตุการณ์ที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนได้รับรู้ และในทางกลับกัน สิ่งที่แต่ละคนรับรู้โดยเชื่อว่าคือความเป็นจริงของตนนั้น ก็อาจไม่ใช่ความเป็นจริงเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้อาจเป็นเพียงแค่มายาภาพ เป็นการร่ายรำอย่างซับซ้อนสับสนของสิ่งที่เล็กยิ่งกว่าอนุภาคใดๆ โดยถึงที่สุดแล้วก็อาจไม่มีสิ่งใดที่สามารถกำหนดให้เป็นความจริงแท้อยู่เลยก็เป็นได้ จะมีก็เพียงความเป็นจริงที่พอยอมรับได้เท่านั้นเอง

เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ เหมือนกับเมื่อครั้งที่มันเกิดขึ้นไปแล้วก่อนหน้า เหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงซึ่งทำให้เขารู้สึกกังวล วันนี้คือวันเริ่มต้นสัปดาห์ทดสอบสำหรับเขา เจ็ดวันนับจากนี้ที่เขาจะต้องทำการละทิ้งวัยเด็กไว้เบื้องหลังเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนกับใหญ่เพื่อนของเขาที่พึ่งผ่านมันไปก่อนหน้านี้

'และก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง'

หลังจากผ่านการทดสอบ ใหญ่ก็ยังคงชอบแกล้งเด็กคนอื่นอยู่เช่นเดิม โดยเฉพาะตัวเขาที่ตกเป็นเป้าหมายอยู่เป็นประจำ แต่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ปฏิบัติกับเขาในแบบผู้ใหญ่ด้วยกัน จะยกเว้นก็เพียงแม่ของเขาเองที่ยังคงคอยเฝ้ามอง ดูแล ไม่ต่างจากเดิมแม้แต่น้อย

“นายบอกฉันได้ไหมว่า...ตอนทดสอบต้องเจอกับอะไรบ้าง”

มีครั้งหนึ่งที่อรุณอดใจไม่ไหวจนต้องถามใหญ่ถึงเรื่องนี้ ทั้งที่ตัวเขาเองก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างเจ็ดวันนั้นถือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน และถูกห้ามไม่ให้เล่าให้กันฟังอย่างเด็ดขาด

ใหญ่เผลอยกมือขึ้นสัมผัสกับก้อนหินที่ห้อยอยู่ที่คอ หินที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งในตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าแต่ละคนจะต้องค้นหามันด้วยตนเองในวันที่เจ็ด วันสุดท้ายของการทดสอบ ท่าทางแบบนี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายในหมู่บ้านส่วนใหญ่ชอบทำในเวลาที่ต้องใช้ความคิด

ส่วนผู้หญิงในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ก็ตาม จะไม่มีก้อนหินแบบนี้ พวกเธออาจสวมใส่หินสี หรือเครื่องประดับที่งดงามแบบอื่น แต่พวกมันไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ใหญ่แต่อย่างใดทั้งสิ้น ไม่มีสัปดาห์ทดสอบ ไม่มีเจ็ดวันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาตนเอง แต่พวกเธอจะมี เดือนแห่งการเติบโต แทน หนึ่งเดือนที่พวกเธอจะต้องออกจากบ้านของตน เพื่อไปอาศัยอยู่กับ ท่านยาย หญิงชราที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังอยู่ในกระท่อมเก่าโบราณบริเวณชายขอบของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีเด็กคนใด หรือแม้แต่ผู้ใหญ่อยากจะเฉียดผ่านเข้าไปใกล้หากไม่มีธุระจำเป็น อีกทั้งยังมีเรื่องเล่าถึงสิ่งแปลกประหลาดต่างๆ มากมาย ที่มักจะเกิดขึ้นในบริเวณรอบๆ กระท่อมหลังนั้นอีกด้วย

แต่ในยามที่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน นางมักจะเป็นคนแรกที่ทุกคนพากันนึกถึงเสมอ

แต่เดิมนางเองก็ต้องเคยมีชื่อเหมือนกับคนทั่วไป แต่เมื่อกลายมาเป็น ท่านยาย แล้ว ชื่อก็ไม่มีความจำเป็นอีก และถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งนางต้องเคยเป็นเด็ก เคยมีท่านยายคนก่อนหน้านาง แต่กลับไม่มีใครในหมู่บ้านนึกเรื่องราวพวกนั้นออก แม่หลายคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่านางแทบจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปเลยนับจากวันที่พวกแม่แม่เหล่านั้นยังเป็นเพียงเด็กหญิงที่ต้องไปพักอยู่กับนางอย่างหวาดหวั่นในเดือนแห่งการเติบโต จนกระทั่งช่วงเวลาลูกสาวของพวกเธอมาถึง บางทีก็อาจรวมถึงช่วงเวลาขสำหรับหลานสาวของพวกเธอในอนาคตด้วย

ท่านยายยังคงเป็นท่านยายเช่นเดิม ราวกับว่านางเป็นหญิงชรามาตั้งแต่ต้น และจะเป็นไปตลอดกาล ซึ่งมันเป็นไปได้ แม้แต่ท่านยายเองก็ไม่อาจมีชีวิตเป็นอมตะมิใช่หรือ แต่ไม่มีใครในหมู่บ้านกล้ายืนยันในเรื่องนี้

นางไม่ค่อยได้เข้ามาภายในหมู่บ้าน แต่หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นางก็มักจะมาในตอนเช้ามืด หรือไม่ก็ในตอนค่ำ เขาเคยได้พบกับนางอย่างใกล้ชิดอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นนางมาหาพ่อซึ่งเป็นช่างตีเหล็กของหมู่บ้านให้ช่วยซ่อมแซมมีดของนาง เขาอธิบายไม่ถูกตั้งแต่เรื่องที่เสียงเคาะประตูในค่ำวันนั้นดังแตกต่างไปจากทุกครั้ง และดูเหมือนพ่อจะสามารถรู้ได้ในทันทีว่าเป็นนาง ดูได้จากการที่พ่อไม่ตะโกนถามสักคำว่าเป็นใคร รวมถึงการที่พ่อปิดไฟฟ้าแสงสว่างภายในบ้านจนหมดก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทีนอบน้อม

เขารู้มาว่ากระท่อมของท่านยายนั้นไม่มีทั้งไฟฟ้า และน้ำประปา ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของตัวนางเอง นางไม่ยอมใช้พวกมัน

นางยืนรออยู่ที่หน้าประตูโดยสวมใส่ชุดคลุมสีดำ ซึ่งเป็นสีเดียวที่นางจะสวมใส่ให้ใครเห็น มันดูราวกับว่านางได้ยืนอยู่ตรงนั้นมาเนิ่นนานนับตั้งแต่เมื่อครั้งที่บ้านหลังนี้พึ่งถูกสร้างขึ้น และเขาจะไม่แปลกใจเลยหากทันใดนั้นจะมีฟ้าผ่า หรือฟ้าแลบเป็นประกายจากทางด้านหลังของนางโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุให้รู้ตัวล่วงหน้า

พ่อรีบเชื้อเชิญนางให้เข้ามาภายในบ้าน แล้วนางก็ยื่นส่งมีดเล่มหนึ่งให้พ่อโดยไม่พูดอะไร ซึ่งพ่อรับมาโดยไม่เอ่ยปากถามเช่นกัน

ภายในบ้านของเขาซึ่งเป็นโรงช่างด้วยนั้นแม้จะปิดไฟฟ้าแสงสว่างไปแล้วแต่ก็ไม่ได้มืดสนิท เพราะยังคงมีแสงวับแวมจากเปลวไฟในเตาหลอมซึ่งยังคงลุกโชนราวกับรอคอยการมาของมีดเล่มนี้อยู่ พ่อทำงานทุกชิ้นด้วยความตั้งใจเสมอ ไม่ว่ามันจะเป็นจอบ เสียม เกือกม้า หรือแม้แต่เพียงเข็มเย็บผ้าเล่มเล็กๆ แต่ในครั้งนั้นพ่อตั้งใจทำเป็นพิเศษ มีดเล่มเก่าถูกเผาเอาผิวนอกที่ผุกร่อนออกไปก่อนที่จะปลุกแกนโลหะภายในให้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันถูกทุบ ถูกตี และแช่ลงในน้ำเย็นเพื่อให้เนื้อโลหะแข็งขึ้น ก่อนลับให้คมกริบจนราวกับจะสามารถเฉือนตัดอากาศให้ขาดออกจากกันได้ด้วยการขยับมือเพียงเบาๆ เท่านั้น

เขาลอบมองดูท่านยาย นางเป็นหญิงชราที่มีรูปร่างเล็ก บางทีหลังอาจค้อมเล็กน้อย ใบหน้าที่อยู่ใต้หมวกคลุมนั้นเต็มไปด้วยรอยยับย่นจนไม่อาจบ่งบอกอายุ แต่ดวงตาของนางนั้นกลับเป็นประกายเจิดจ้า สุกสกาวราวกับเป็นดาวแฝดในคืนที่ท้องพ้าใสกระจ่าง ทันใดนั้น ดวงดาวทั้งสองก็จับจ้องตรงมาที่เขา และแทนที่จะหลบสายตา เขากลับถูกดึงดูดให้มองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ราวกับพวกมันได้กลายเป็นหลุมลึกมืดสนิทที่มีแรงดึงดูดมหาศาลดึงดูดให้เขาร่วงหล่นลงไปอย่างไม่อาจต้านทาน

“...เสร็จแล้วครับ” เสียงที่ดูเป็นกังวลของพ่อราวกับดังมาจากที่ห่างไกล ก่อนที่เขาจะเห็นประกายที่สะท้อนมาจากก้อนหินสีส้มแดง หินทดสอบที่ห้อยอยู่ที่คอของพ่อซึ่งเขาคุ้นชินตา หลุมดำคู่แฝดนั้นจึงได้หันไปหามีดแทน เขารู้สึกหัวหมุน ตัวเบา ราวกับจะยืนไม่อยู่ เขาไม่เคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน และไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง

นางรับมีดก่อนหมุนมันไปมาในมืออย่างคล่องแคล่ว นางทำให้มันสะท้อนแสงไฟจากเตาหลอมจนเกิดเป็นประกายแปลกตา ก่อนจะขยับมีดในมือตวัดไปข้างหน้าสองสามครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว

อาจเป็นเพราะอาการประหลาดที่เกิดจากการจ้องตากับท่านยายเมื่อครู่ยังไม่หาย เขาจึงมองเห็นแสงไฟจากเตาหลอมที่ส่องผ่านคมมีดนั้นถูกตัดจนแยกขาดจากกันออกเป็นท่อนๆ ก่อนที่พวกมันจะรวมกลับเข้าด้วยกันอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครสามารถตัดลำแสงแบบนั้นได้

'มันอาจเป็นเพราะสภาพแสงที่เกิดจากไฟในเตาหลอม' เขาพยายามหาคำอธิบายให้กับตนเอง สมองของเขายับคงคัดค้านสิ่งที่ดวงตามองเห็น และราวกับว่านางจะสามารถได้ยินเสียงที่ทะเลาะกันอยู่ในหัวของเขา เพราะนางหันมาหาเขาในจังหวะนั้นพอดี

“...ทำได้ดี...” นางพูดขึ้นลอยๆ คงไม่ได้หมายถึงตัวเขา บางทีอาจหมายถึงฝีมือการตีมีดของพ่อ ที่ได้ทำให้มีดของนางกลับมามีชีวิต ได้เกิดใหม่อีกครั้ง ภายในดวงตาของนางตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นหลุมดำแบบเมื่อครู่แล้ว แต่มันก็ยังคงสุกสกาวราวกับดวงดาว ไม่เหมือนดวงตาของผู้สูงอายุอย่างที่เขาเคยเห็น

ค่ำคืนนั้นท่านยายจากไปโดยไม่จ่ายค่าจ้าง แถมในวันรุ่งขึ้นพ่อยังได้นำผักสดตะกร้าใหญ่ไปมอบให้นางถึงกระท่อมอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในหมู่บ้านจะทำเช่นเดียวกัน

“...การทดสอบนั้นยากลำบากมาก” ใหญ่ตอบพร้อมกับทอดสายตามองออกไป ราวกับว่ากำลังทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น “ตอนกลางวันว่ายากลำบากแล้ว แต่ตอนค่ำคืนกลับเลวร้ายยิ่งกว่ามาก” ใหญ่เผลอกำก้อนหินของเขาอย่างลืมตัว

“...ฉันไม่ควรเล่าเรื่องนี้ให้นายฟัง” ใหญ่ลดเสียงเบาลง ทำให้เขาต้องขยับเข้าไปใกล้ “อย่าได้เผลอมองออกไปในความมืดนั้นเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้น...” ใหญ่กระซิบเสียงหวาดหวั่น

แล้วภาพรอบตัวเขาก็หมุนคว้าง ในหูลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะที่คุ้นเคย เขาหลงกลถูกแกล้งด้วยการถูกจับตัวหมุนเหวี่ยงไปรอบๆ อย่างแรง ดูเหมือนใหญ่ไม่ได้คิดที่จะเล่าอะไรให้ฟังตั้งแต่แรกแล้ว แค่คิดหาโอกาสที่จะแกล้งเขาเหมือนเดิมเท่านั้นเอง

“ก่อนที่ลูกจะออกไปสำรวจดูข้างนอก” เสียงของพ่อดึงให้เขากลับมาสู่ปัจจุบัน หรืออย่างน้อยก็เป็นปัจจุบันขณะนี้สำหรับตัวเขา “ค้นหาดูในที่พักให้ทั่วๆ เสียก่อน...พ่อคงบอกลูกได้เพียงเท่านี้” พ่อคิดว่าบางทีอาจจะพูดมากเกินไปแล้วก็ได้ แต่เขาก็อดที่จะเป็นห่วงลูกชายไม่ได้

ที่พักแห่งนี้อรุณไม่รู้ว่าควรจะเรียกมันว่าอะไร กาลครั้งหนึ่งมันอาจเคยเป็นกระท่อม อาจเป็นแบบเดียว ในยุคสมัยเดียวกันกับของท่านยายก็เป็นได้ แต่ตอนนี้มันได้ผ่านกาลเวลา ผ่านการซ่อมแซมอย่างปุปะ ทิ้งร้าง และซ่อมแซมอีกครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยมือของเหล่าเด็กชายหลายรุ่นที่ผ่านมา จนมีสภาพแปลกตา

“พ่อไม่ได้เห็นมันมาพักหนึ่งแล้ว”

บริเวณโดยรอบถือเป็นเขตหวงห้ามที่คนในหมู่บ้านจะไม่เฉียดผ่านเข้ามาใกล้ในช่วงที่ใช้ทดสอบ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการทดสอบก็ตาม ชาวบ้านก็จะพากันหลีกเลี่ยงมันอยู่ดี ในแง่หนึ่งมันจึงมีสถานะแทบไม่ต่างจากกระท่อมของท่านยายนั่นเอง

“อยู่ให้ครบเจ็ดวันด้วยตัวเอง แล้วในวันสุดท้ายก่อนกลับ ลูกจะต้องออกตามหาก้อนหินที่เป็นของลูกเพื่อจะได้กลายเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์” พ่อยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบาๆ “พ่อขอลาเด็กชายที่เป็นลูกของพ่อในวันนี้ เพื่อที่จะได้พบกันใหม่ในฐานะของลูกผู้ชายเต็มตัว...แม่เองก็คงอวยพรให้ลูกเช่นกัน”

พ่อไม่ค่อยได้พูดถึงแม่บ่อยนัก จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใจ เขาเข้าใจว่าการที่พ่อไม่พูดถึงแม่นั้นไม่ได้หมายความว่าพ่อลืมแม่ได้แล้ว แต่ตรงกันข้าม เป็นเพราะพ่อยังคงไม่อาจลืม ยังคงคิดถึง พ่อจึงไม่ยอมพูดถึงแม่ แต่ครั้งนี้คงถือเป็นโอกาสพิเศษ แล้วพ่อก็จากไปโดยใช้เส้นทางเดิมที่มาส่งนั่นเอง

ป่าไม่เคยเงียบ มันเต็มไปด้วยเสียงต่างๆ มากมาย ทั้งสัตว์ต่างๆ แมลงนานาชนิด หรือแม้แต่พืชก็ยังส่งเสียง แต่ในตอนนี้มันกลับมีความเงียบในแบบที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อน เขากำลังอยู่เพียงลำพัง ห่างไกลจากหมู่บ้าน จากคนอื่น ถูกตัดขาดจากทุกสิ่ง จากชีวิตที่คุ้นชิน เหลือเพียงแค่กระท่อมผุพังหลังหนึ่ง กับสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากชีวิตที่ผ่านมา ความทรงจำทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวของเขาเอง

เขาเริ่มนึกถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับเจ็ดวันข้างหน้า

เขาต้องมีเสมียง น้ำดื่ม และเขาต้องเตรียมทุกอย่างให้ทันก่อนที่แสงอาทิตย์ของวันแรกนี้จะหมดลง เขาไม่คิดว่าในกระท่อมจะมีไฟฟ้า หลอดไฟสำหรับให้แสงสว่างในยามราตรี ไม่มีท่อประปาที่ทดน้ำมาจากลำธาร หรือจากบ่อน้ำที่ไหนสักแห่ง แต่อย่างน้อยมันก็มีกำแพงสี่ด้าน หลังคาคลุม เขาอาจต้องหาบางอย่างมาปูรองแทนเตียง เขาคงเริ่มสำรวจดูไปรอบๆ แล้วหากว่าพ่อไม่พูดเรื่องการค้นดูในกระท่อมให้ดีเสียก่อน

'มันคงต้องมีอะไรบางอย่าง'

เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองหวังว่าจะพบเจอสิ่งใด อาจเป็นตะกร้าที่เต็มไปด้วยอาหาร หรือขวดใส่น้ำดื่ม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ภายในกระท่อมนั้นมีสภาพทรุดโทรมเหมือนที่เห็นจากภายนอก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีร่องรอยของสัตว์เข้ามาพักอาศัยให้พบเห็น เขาคงไม่อยากทำให้มันแปลกใจ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเขาไม่อยากแปลกใจหากว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาใช้กระท่อมในตอนกลางดึก

มีเถาวัลย์ที่ถูกผูกขึ้นให้คล้ายเปลแอบอยู่ที่มุมหนึ่ง เขาลองเข้าไปดูใกล้ๆ มันมีทั้งส่วนที่เก่า และยังดูใหม่สลับซับซ้อนถักทอเข้าด้วยกันได้อย่างประหลาด ที่สำคัญมันยังคงใช้งานได้อยู่ ดูเหมือนข้อห้ามที่ว่าไม่ให้ทิ้งสิ่งใดไว้หลังการทดสอบจะถูกหลายคนละเลย ซึ่งที่จริงเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก แต่มันคงไม่ใช่สิ่งที่พ่อพยายามบอก

เขาค้นไปรอบๆ อีกครั้งจนกระทั่งได้พบกับมีดเล่มหนึ่งซึ่งถูกปักซ่อนไว้ในซากตอไม้เก่า เขาอาจพบเจอมันได้เองแต่คงไม่ใช่ในวันนี้ เขาพลิกดูไปมาด้วยความรู้ที่ได้เรียนมาจากพ่อ มันมีรูปร่างเหมือนกับที่มีดควรจะเป็น เหมือนกับที่บรรพบุรุษของมีดควรจะเป็น ทุกส่วนเน้นไปที่การใช้งาน ยังไม่มีความสะดวกสบาย หรือความสวยงามที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นให้พบเห็น เนื้อเหล็กเก่าแก่ ผุกร่อน แต่ก็ยังคงเป็นมีด และมนุษยชาติต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดกว่าที่พวกเขาจะสามารถได้สิ่งนี้มาครอบครอง

การเริ่มต้นด้วยมือเปล่า เทียบกับการมีมีดหนึ่งเล่มนั้นเป็นความแตกต่างที่ชัดเจน

“ฉันก็อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ แต่ดูเหมือนคงต้องพอแค่นี้ก่อน”

มันเป็นเสียงทุ้มของผู้ชายที่ดังขึ้นข้างกายแต่อรุณกลับไม่ได้ยิน เขายังคงอยู่เพียงลำพังภายในกระท่อมทดสอบพร้อมกับมีดเล่มนั้น ในวันนั้น ยังไม่รู้ว่าอนาคตขอบเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ทันใดนั้นโลกรอบกายก็เปล่งประกายเป็นสีทองก่อนดับหายจมลงสู่ความมืดมิดที่ไม่จบสิ้น

อรุณลืมตาขึ้นในความมืดพร้อมกับความรู้สึกว่าตนกำลังถูกจับจ้องมองอยู่ 'ไม่ใช่จากคน' ใหญ่ยังคงนอนนิ่งอยู่ห่างเขาไปเล็กน้อย เขามั่นใจว่าเพื่อนเองก็คงตื่นแล้ว และรู้สึกถึงการคุกคามนี้ได้เช่นกัน บางทีมันอาจเป็นหมาป่า แต่ว่าเขานึกถึงอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านแถบนี้ทั้งหมดต้องวุ่นวาย

สัตว์มืด ทั้งเขาและใหญ่ต่างเคยได้ยินเรื่องเล่าของพวกมันมากมายจากผู้อื่น แต่ก็ยังไม่เคยได้เผชิญหน้าด้วยตนเองเลยสักครั้ง


Create Date : 03 พฤษภาคม 2558
Last Update : 3 พฤษภาคม 2558 20:28:32 น. 0 comments
Counter : 298 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

zoi
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




..........
Friends' blogs
[Add zoi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.