ภาคภาษาอังกฤษ English Version
จากใจคนตาบอดคนหนึ่ง


ความรู้สึกของข้าเพจ้ายามเกิดมาตาบอด

ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน หรือบางคนที่เป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่
เพื่อน ๆ เด็ก ๆ ที่ยังเรียนชั้นประถม หรือบุคคลอื่น ๆ ส่วนมาก
จะคิดเสมอยามพูดคุยกับหนู ถามไถ่ประวัติของหนูว่า

“ทำไมจึงตาบอด” หรือ
“ทำไมพี่จึงตาบอด”

หนูตอบเขาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถ้าตอบได้ก็จะตอบไปว่า

“เกิดจากแม่พี่ครรภ์เป็นพิษ พี่คลอดออกมาหนัก 9 ขีด
เข้าตู้อบอยู่เดือนครึ่ง ทำให้เส้นประสาทตาถูกทำลายจนบอดไป
1 ข้าง อีกข้างหนึ่งเห็นได้เพียงเลือนลางเท่านั้น”

แต่ถ้าหนูตอบไม่ได้ก็จะบอกว่า

“เรื่องมันยาว น้องไม่เข้าใจหรอก”
คำตอบนี้ไว้สำหรับเด็กอนุบาลที่ยังเล็ก

เมื่อหนูเล่าความเป็นมาเสร็จ พวกเขามักจะพูดว่า

“อาจจะเกิดจากกรรมที่พี่ทำไว้เมื่อชาติก่อนก็ได้” หรือ
“ชาติที่แล้วพี่ไปควักลูกตาปลามา พี่ถึงได้ตาบอด” เป็นต้น

เมื่อหนูได้ยินคำพูดเหล่านี้ หนูถึงกับเดินหนี ไม่สามารถรับฟังได้
เพราะความเชื่อของหนู หนูเชื่อในหลักความเป็นจริง คือ
ตาของหนูเกิดจากเส้นประสาทตาถูกทำลาย จึงมองไม่เห็น

เมื่อปรึกษากับพ่อ พ่อก็ให้ความเห็นว่า
“แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน ลูกอย่าไปสนใจมาก
เชื่อยังไงเราก็เชื่อของเราอย่างนั้น”

ฉะนั้น เมื่อมีใครมาพูดเรื่องกรรมกับหนู หนูจึงทำเฉย
รับฟังเอาทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยเชื่อ

ยามใดที่หนูเดินเข้าไปในสังคมน้องอนุบาลที่โรงเรียนแจ้งวิทยา
ขณะที่หนูกำลังจะเดินเข้าห้องเรียน ซึ่งต้องผ่านแถว
ที่น้องอนุบาลเข้าอยู่ พวกเขามักจะล้อว่า
“ตาบอด ตาบอด”
หนูก็โกรธวูบหนึ่ง แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็เตือนตัวเองว่า
“ไม่เป็นไร เขาไม่เข้าใจ”

หนูโดนล้อมาเยอะ ทั้งจากเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน
ตอนย้ายมาอยู่โรงเรียนใหม่ ตอนนั้นหนูเข้าใหม่
อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดนเพื่อนรุมล้อว่า

“ไอ้เด็กไม่มีปัญญา ไอ้บอด พ่อแม่มึงตาย” สารพัด

โดนหยิก อิจฉาริษยา เป็นต้น หนูแก้ปัญหา
โดยการร้องไห้ลูกเดียว

มาตอนหลัง ๆ หนูอ่านหนังสือของอาจารย์วิริยะ นามศิริพงพันธ์ ชื่อว่า

“บอดแค่ตา แต่การศึกษาช่วยพัฒนา”

หนูยังจำได้ขึ้นใจถึงประวัติของท่าน สาเหตุที่ท่านตาพิการ
และความประสบผลสำเร็จในชีวิตของท่าน
หนังสือเล่มนี้คือ “แรงบันดาลใจ” หรือ “ไฟฉาย” ให้หนูได้ตาสว่าง

ตอนนี้ หนูไม่รู้สึกแล้วว่าหนูตาบอด แปลกใจตัวเองเหมือนกัน
ความรู้สึกตอนนี้คือ เหมือนคนปกติ ไม่นึกสงสารตัวเอง
แถมไม่นึกด้วยซ้ำว่าเราตาบอด แปลกมาก
อาจเป็นเพราะไม่มีใครมาล้อกระมัง จึงรู้สึกแบบนี้
วันหลังคงต้องไปให้คนเขาล้อกันมาก ๆ จะได้ชิน อ้อ ล้อเล่นน่ะ

สิ่งที่หนูและคนตาบอดรายอื่น ๆ ต้องการเป็นอย่างยิ่ง คือ โอกาส
หนูอยากขอร้องท่านที่เป็นคนตาดี กรุณาให้โอกาสหนู
ได้แสดงศักยภาพ หนูคิดว่าคนตาบอดสามารถทำเกือบทุกอย่าง
ได้เหมือนคนปกติ ถ้าเขาได้เรียนรู้ และ มีเวลาฝึกสอน
อย่างถูกต้อง มากเพียงพอ

อ้อ ขอแถมท้ายหน่อยนะคะ ในวันที่ 19 -23 เมษายนนี้
หนูจะไปเข้าค่ายเยาวชนคนตาบอดที่จังหวัด อยุธยา แล้วจะเขียนมาเล่าให้ฟังนะคะ
ไปกับรถสปริ้นเตอร์ค่ะ พ่อไม่ได้ไปด้วย แต่มีผู้นำไปค่ะ
ได้เดินทางด้วยตนเองซักทีนะคะ
อ้อ แต่หนูมีพ่อและแม่คนที่สองอยู่ในร่างเดียวกันนะคะ นั่นคือ
ไม่เท้าขาว ติดตัวไปด้วยค่ะ


ครอบครัวน้องโรส น้องริน แม่ น้องโรส และ พ่อ ที่เป็นกำลังใจกันตลอดมา





Create Date : 02 เมษายน 2551
Last Update : 2 เมษายน 2551 23:11:57 น. 13 comments
Counter : 670 Pageviews.

 
พี่jrเข้ามาอ่านกระทู้ของน้องโรส...พี่เข้าใจความรู้สึกของน้องค่ะ...และจะเป็นกำลังใจให้น้องโรสค่ะตั้งใจเรียนน่ะค๊ะ
19-23 ที่ว่าจะมาเข้าค่ายอยุธยา..ขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะ..น้องโรส...และเด๋วพี่jrจะเข้ามาอ่านค่ะ...
อย่าท้อและอย่าถอยน่ะค๊ะ เป็นกำลังใจให้น้องโรสค่ะ....


โดย: jr IP: 58.8.234.182 วันที่: 2 เมษายน 2551 เวลา:23:17:13 น.  

 
น้องโรสเก่งค่ะที่ฝ่าฟันความไม่เข้าใจของคนอื่นมาได้และเติบโตมาเป็นเยาวชนที่มีคุณค่านะคะ พี่เห็นคุณค่าน้องโรสค่ะ ไปเข้าค่ายให้สนุกนะคะ


โดย: พี่แหม่ม (Chulapinan ) วันที่: 3 เมษายน 2551 เวลา:20:26:43 น.  

 

อยุธยา อากาศในเดือนเมษายนจะร้อนมากครับ น่าจะร้อนอบอ้าวกว่าหาดใหญ่ คุณพ่อทวีศักดิลองมองหาทางออกให้น้องโรสหน่อย

อาจจะใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำ คอยเช็ดหน้า นำติดไปในกระเป๋าถือสะอาดๆ น่าจะพอได้ ถ้าหากไม่เคยมีกระเป๋าถือ ก็อาจจะใช้ถุงก๊อบแก๊บแทนก็ได้

19-23 เมษายนนี้ เป็นโอกาสดีของน้องโรสแล้ว ที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ห่างพ่อแม่

มีคำโบราณบอกไว้ครับน้องโรส...

"จงดีเถิด แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน"

ที่จริง คงไม่ต้องยกคำข้างบนมาบอกน้องโรสมั๊ง? เพราะน้องโรสคงจะรู้แล้ว

แต่ที่บอกไว้ เพราะลุงอยากให้มีคนรักน้องโรส น้องโรสจะอยู่ร่วมกับใครๆ ใครๆก็อยากจะให้เข้าร่วม

ลุงสินเองจะมีคำเตือนใจคือคำข้างบนติดตัวเสมอ

ลักษณะของลุงจะไม่ทำตัวเด่น จะเป็นคนสุภาพ เงียบๆ ไม่ค่อยทำอะไรล้ำหน้าใคร จะกินก็กินทีหลัง(ก็อิ่มเหมือนกัน) จะอาบน้ำก็ให้ผู้อื่นอาบก่อน(ก็ได้อาบเหมือนกัน) จะทนรอผู้อื่นได้ จะไม่ค่อยยกมือในห้องประชุมเพื่อแสดงออก(แต่ถ้าจะให้ทำอะไร ก็พอทำได้นิดหน่อย ไม่เสียหน้าตัวเอง)

ซึ่งแบบนี้ละ เป็นผู้นำที่ไม่ดี ไม่ได้ที่หนึ่งหรือที่สอง

แต่ก็ไม่มีใครเกลียดลุง หรือนินทาลุง(เท่าที่เพื่อนๆบอก) ลุงจะขอเข้าร่วมกลุ่มกับทุกกลุ่มได้หมด ไม่มีกลุ่มไหนรังเกียจ

ก็สบายใจดี ..เอาสายสะพายมิสเตอร์มิตรภาพ

อยากให้น้องโรสเป็นที่รักของทุกคนครับ กลับมาที่สงขลาแบบมีคนอยากจะติดต่อน้องโรสต่อเนื่อง

ซึ่งน่าจะดีกว่าเด่นดังล้ำหน้าใครๆ แต่มีหลายคนเขม่น อิจฉา

เรื่องอิจฉานี่ มีจริงๆนะ ลองถามคุณแม่ของน้องโรสดูก็ได้

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่คงจะแนะนำน้องโรสมากกว่าลุงเทียวละ ขอให้เชื่อคุณพ่อและคุณแม่นะ




โดย: yyswim วันที่: 3 เมษายน 2551 เวลา:23:22:34 น.  

 
สวัสดีคะ แฟนคลับชาวโรสบลายน์เกอลล์ทุก ๆ ท่าน
หนูอยู่ที่จังหวัดยะลาคะ มาเยี่ยมคุณลุงคุณป้า
แหม เมื่อวานคือวันเสาร์ คือวันที่มาถึง มากันทั้งครอบครัวเลยคะ ตอนเย็นหนู พ่อ และคุณลุงพากันไปลุยสวนคะ สนุ๊กสนุกแต่หนูค่อนข้างเบื่อ เพราะมีกิจกรรมอย่างเดียวคือ เดินคะ พื้นหญ้าก็รก แต่ก็ดีกว่านั่งเฉย ๆ คะ

กลับสงขลาก็วันจันทร์คะ เพราะชดเชยวันจักรีดีจริง ๆ มายะลาสองครั้งแล้ว ไม่ยักโดนระเบิดเลย ฮิ ๆ ๆ

ขอบคุณสำหรับคำอวยพรที่หนูจะไปเข้าค่ายนะคะ แต่หนูพักที่โรงแรมคะ การเข้าค่ายจะเป็นไปในลักษณะการประชุม พบปะเพื่อน ๆ ป้า ๆ น้า ๆ ตาบอด กลุ่มเยาวชนตาบอดจากทั่วทุกภาคมีสิบเอ็ดคนคะ กลุ่มสตรีตาบอด และกลุ่มผู้สูงอายุตาบอดด้วยคะ

การไปเข้าค่ายนั้นทางสมาคมคนตาบอดจะคัดเลือกคะ มิใช่ใครจะไปก็ได้

ส่วนอาทิตย์หน้าคือวันที่ สิบเอ็ดถึงสิบหก ครอบครัวเราจะไปสงกรานต์กันที่หนำคะ สงสัยหนูคงได้ตกบ่ออีกแน่ ๆ ฮิ ๆ ๆ

ลาก่อนนะคะ บ๊ายบาย แล้วจะแวบมาใหม่นะ โรส เจ้าเดิม รายงาน ( ขอตัวไปกินแบรคฟัสก่อน หิวแล้ว )


โดย: น้องโรส IP: 118.174.171.165 วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:7:26:58 น.  

 
สวัสดีครับ ทุกๆท่าน คุณสิน คุณjr คุณแหม่ม
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมน้องโรส นะครับ

พอดีวันสุดสัปดาห์นี้
เราเดินทางมาเยี่ยม พี่เขยผม ที่ยะลากัน เพราะเขาตัดขามาได้ ร่วม 4 เดือนแล้ว ตอนนี้หัดเดิน กับขาเทียมอยู่

หลายท่านคงจะคิดว่า ยะลา คงจะน่ากลัวมาก แต่จริงๆเมื่อผมเข้ามาที่นี้แล้ว ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกครับ ผมผ่านมา บนถนน จากสงขลาผ่านจุดตรวจ จนถึง ยะลา เพียง 3จุดเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ได้ เคร่งเครียดอะไรนัก

ในตัวเมืองยะลาเอง ก็ไม่ได้มีระเบิดตลอดเวลา ทราบจากพี่เขยว่า ในช่วงเวลากลางวัน ไม่ค่อยมีอะไร แต่กลางคืนที่นี่ ทุกบ้านจะปิดบ้านตั้งแต่ 5 โมงเย็น กลางคืนที่นี่จึงเงียบ เหมือนเมืองร้างเลย คนกลางคืน จึงไม่สนุกที่จะมาที่นี่ ครับ

การดำเนินชีวิตของคนที่นี่ ก็ปกติดี เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิด มักจะเกิด นอกๆออกไป ครับ

เราจะกลับสงขลา วันพร่งนี้กครับ วันจันทร์ ส่วนอาทิตย์หน้า คงจะกลับ นครศรี ที่หนำอีก บางทีน้องโรส จะได้เดินตกนำอีกที จริงครับ ตกน้ำในบ่อ ตกจากหนำ เขาเขียนเรื่องนี้ไว้แล้ว ผมจะนำมาลง อีก สักวันสองวันครับ

สวัสดีครับ


โดย: ทวีศักดิ์ ถาวรรัตน์ IP: 118.174.171.165 วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:7:44:07 น.  

 


ไม่เพียงแต่จะให้กำลังใจแต่จะมาเยี่ยมและตามมาอ่านเรื่องราวค่ะ


โดย: พี่แหม่ม (Chulapinan ) วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:14:15:42 น.  

 

ยะลา ร้อนมั๊ย? กรุงเทพเมื่อคืนวันเสาร์มีฝนตกกลางคืน ตอนนี้ก็กลับมาแดดจ้าเหมือนเดิมแล้ว

น้องโรส ..ถ้าได้พักในโรงแรมก็ดีซิ ห้องนอน ห้องน้ำ ทางเดิน จะไม่ค่อยน่าเป็นห่วง


โดย: yyswim วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:21:30:59 น.  

 

...ป้าวีก็นึกอยู่เสมอ ว่าโรสคงต้องเจอเรื่องพวกนี้มาไม่มากก็น้อย
ไม่เฉพาะโรสหรอกค่ะ คนอื่นๆก็โดน
โรสอย่าไปสนใจ อย่าเก็บไว้อีกต่อไปเลยนะคะ

คนเราถูกสอนถูกอบรมมา ถูกให้การศึกษามาไม่เท่ากัน
หรือแม้เท่ากัน..ปัญญาของแต่ละคนก็รับได้ไม่เท่ากัน
จึงมีพฤติกรรมและคำพูดแตกต่างกัน นิสัยต่างกัน
เมื่อโรสฟังคำถาม คำพูดใดที่โรสคิดว่ารับไม่ได้
รู้สึกเสียใจ รู้สึกโกรธ ก็ขอให้วูบเดียว...
แล้วเปลี่ยนเป็นเห็นใจเขา สงสารเขา ที่เขามีปัญญาน้อย
รู้กาละเทศะน้อย ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร..
....พวกเขาเหล่านั้น น่าสงสารกว่าเราอีกค่ะ


โดย: ป้าวี (ดราก้อนวี ) วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:22:30:19 น.  

 
คุณ แหม่ม..... ขอบคุณมากครับ ที่กรุณามาเยี่ยมน้อง โรส และให้กำลังใจ น้องเขาดีใจมากครับ

คุณสินครับ...เราเพิ่งกลับกันมาจากยะลา เมื่อวานนี้เอง ที่โน่น อากาศร้อน มากเหมือนกัน แม้ว่าจะยังมีต้นไม้มากอยู่ พื้นที่ยังเ็ป็้นป่าเขาเขียวอยู่เยอะ ผลเสียของภูเขา คือ มันบังลม
ทำให้ร้อนอบอ้าว อย๋างที่หาดใหญ่ ภูเขาล้อมรอบ เหมือนกับอยู่ในอ่างกะทะยังไง ยังงั้น ร้อนสุดๆครับ

น้องโรสไปที่อยุทธยา สถานที่พัก เท่าที่ทราบ จะประชุมกันในโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยไม่ค่อยห่วงเรื่องอากาศร้อน อาจจะมีบ้างก็คงเป็นตอนที่ ออกไปทัศนศึกษากันข้างนอกครับ

ป้าวี .... ขอบคุณมากนะครับ ที่มาเยี่ยม
จริงๆแล้ว เท่าที่ผมพบมา ผู้คนเดี๋ยวนี้ เข้าใจคนตาบอดมากขึ้น ที่น้องโรสเจอนั้น ก็มีบ้างเป็นธรรมดา ของคนเราที่คิด หรือได้รับการบอกเล่ามา ไม่เหมือนกัน

การเป็นคนพิการในบ้านเรา ในทุกความพิการ ลำบากครับ เนื่องจากทัศนคติต่อคนพิการในบ้านเรา ไม่เป็นไปในทางบวกเท่าไร แม้ในทางพุทธศาสนาเอง ก็สอนว่า หากทำบาป ชาติหน้าก็ต้องมาพิการ ชดใช้ชาติ
ดังนั้น คนที่เชื่อก็สามารถ คิดต่อมาได้ว่า คนพิการวันนี้ คือคนที่ทำไม่ดีมาแต่ชาติก่อน เป็นกรรม ทำนองนั้น
ดังนั้น จึงไม่ควรไปยุ่งกับคนที่ชาติก่อน ทำไม่ดีมา

ผมก็ไม่ทราบว่า เป็นความจริงแค่ใหน แต่ทัศนคติดังกล่าว ทำให้คนพิการทุกความพิการขณะนี้ ในบ้านเรา มีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก
เราจึงเห็นได้ว่า แต่อดึตมา การช่วยให้คนพิการ สามารถช่วยเหลือตนเอง ไม่เ็ป็้นภาระต่อสังคม จึงมีน้อย ที่ช่วยก็เป็นแบบ เอาของมาให้ เ้ป็นครั้งเป็นคราว
เหมือนกับ เอาปลามาให้เขาปรุงอาหาร ไม่ใช่เอาเบ็ดมาให้เขาตกปลา
เพื่อเขาจะได้หาปลามาปรุงอาหารเองเอง ครับ

ขอขอบคุณอีกครั้ง ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมครับผม



โดย: ทวีศักดิ์ ถาวรรัตน์ IP: 118.174.197.205 วันที่: 8 เมษายน 2551 เวลา:9:11:01 น.  

 
อาจารย์วิริยะ​ ​นามศิริพงพันธ์ เป็นอาจารย์สอนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยผมเองครับ เคยเรียนกับท่านอาจารย์อยู่ นับถืออาจารย์มาก

คนตาดีอย่างผม อ่านหนังสือกฏหมายแล้วบ่น เขียนข้อสอบกฏหมาย แล้วก็บ่นว่า ทำไม่ได้ เมื่อยมือ ตัวหนังสือตัวเล็ก อ่านไม่เห็น แต่พอได้อ่านเรื่องของท่านอาจารย์ ผมก็รู้สึกว่า ที่บ่นไป มันแค่ส่วนเล็กๆ ของความพยายามของอาจารย์จริงๆ และรวมถึงความพยายามของผู้พิการทางสายตาคนอื่นๆด้วย

ให้กำลังใจน้องโรสกับคุณพ่อนะครับ จะแวะมาดูบ่อยๆ


โดย: โซ IP: 125.24.49.140 วันที่: 8 เมษายน 2551 เวลา:13:20:51 น.  

 
วันนี้ หลานที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพ ได้ forwarded e mail มาให้ ฉบับหนึ่ง ให้ชื่อว่า ทัศนคติบอด ผมเห็นว่า น่าจะเกี่ยวเนื่องกัน กับน้องโรส เลยขออณุญาต นำมาลงให้อ่านกัน ลองอ่านดูนะครับ

ทัศนคติบอด

ชนะโทรไปบริษัทนี้เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้
บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่
เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็นมิตร
และอ่อนโยนกล่าวว่า

" สวัสดีคะบริษัทเอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ "

คุณชนะกล่าวว่า " ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต
ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ "
โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า

" นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ"

ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้
เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ

" ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ " เธอกล่าวว่า
" ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ "

หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ
ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า

" คุณสมจิต ผมขอชม
พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ
เธอเก่งจ ริงๆเลยที่จำเสียงผมได้
เป็นการให้บริการที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ
ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ
ขนาดที่เธอจะจำเสียงผมได้ด้วย เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ "

สมจิตพูดว่า " เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ
หากคุณฟังเรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะ ยิ่งประทับใจ
สนใจฟังไหมละคะ"

ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
" สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ "
สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี

" คุณเรณูเธอตาบอดคะ
เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว
ทำให้เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี
เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการและมาทำงานที่ออฟฟิศนี่
ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะส ำหรับเธอ
ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ
ส่วนใหญ่ก็ จะมีคนตาดีอย่างพวกเราที่คอยช่วยดูสายรถเมล์
และส่งเธอขึ้นรถให้ เธอไม่เคยมาสายเลย
และก็ไม่เคยเรียกร้องขอรถรับส่งแต่อย่างใด
ไม่เหมือนพนักงานปกติของพวกเราหลายคน
ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องข อรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัวก็ยังมาทำงานสาย
พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ "
เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ก่อนจะเล่าต่อว่า
" คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆกับงานของเธอ
เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่าสำหรับเธอแล้ว
การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งานแต่มันคือชีวิต
เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง
และครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก
ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่าบริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคมมอบโอกาส
ให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่าและสามารถมีส่วนร ่วมสร้างสรรค์ประโยชน์
ให้กับสังคมได้ เธอบอกว่าเธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ
ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย
เธอบอกว่าทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ
เพื่อจะได้รีบตื่นข ึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา
ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร" สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ
อย่างคนอารมณ์ดี
เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า " เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม
กับเราฟังบ้างนะ บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่นว่างานหนัก
หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา
ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด
เราทัศนคติบอดไงละ เราได้รับสิทธประโยชน์ต่างๆมากมาย
จากนายจ้างจนเคยชินกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่ งเหล่านั้น
ยิ่งนานวันเรายิ่งเรียกร้องมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้
ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง
บางคนเบื่องานจนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ
มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley
ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ 'The psychology of winning'
เขายกรายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่าผู้เกษียณอายุออกจากงานไป
โดยไม่มีภาระกิจอะไรทำมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
พวกเขาตายเพราะความรู้สึกด้อยคุณค่า
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเฉาตายนั่นเองครับ
เราบางคนมีโอกาสได้ทำง านในสิ่งที่ตนเองรัก
ในขณะที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสอย่างนั้น
อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมองโดยหันมารัก
และหลงไหลในสิ่งที่เราทำได้ โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ "



โดย: ทวีศักดิ์ ถาวรรัตน์ IP: 118.174.120.253 วันที่: 8 เมษายน 2551 เวลา:17:17:57 น.  

 
Hello ka,
P Aom naja I just want to say hi to you naja, You are such a good writer naja keep practicing, probably better than me ^^. I am very enjoy reading your blogs ja Nong Rose. How about Nong Rin. Is she ok, still singing all the time. I have to go to bed leaw ja, I will visit your blogs more often ( when I have chance naja)
Miss all you guys ja
P Aom ^^


โดย: P Aom IP: 76.217.62.58 วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:12:28:04 น.  

 
เข้าใจครับว่าการต้องเสียการมองเห็นมันทุกข์ใจขนาดไหน เพราะตอนนี้ดวงตาผมก็เสื่อมสภาพลงเพราะโรคประจำตัวเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้หนักขนาดตาบอดไปเลยแต่ก็เพียงพอที่จะทุกข์ใจและขยาดมีความกลัวกับการที่จะต้องอยู่ในโลกที่ปราศจากแสงและการมองเห็นครับ ยังไงก็สู้ๆนะครับ มีชีวิตอยู่ต่อไป ในภายภาคหน้าถ้าวงการแพทย์ก้าวหน้าอาจจะทำให้เราสามารถมองเห็นได้ทัดเทียมกับคนตาปกติก็ได้ครับ

ส่วนอ.วิริยะ ผมเองก็ชื่นชมในความเก่งกาจของท่านเหมือนกัน เลยทำให้ผมตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ ถึงแม้หัวสมองผมจะไม่ดีขนาดท่านแต่ผมจะพยายามและนำพากฎหมายที่เรียนไปใช้เพื่อพัฒนาสังคมแบบท่านให้ได้ครับ


โดย: ชาย2เพลท IP: 222.123.111.30 วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:21:30:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนตาพิการ
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




คนตาพิการ

ชื่อจริง นุ่นนิจ ถาวรรัตน์
ชื่อเล่น โรส

ปัจจุบัน อายุ 23 ปี ตาพิการทั้ง 2 ข้าง กำลังเรียนหนังสือ ณ สถาบันราชภัฏ สงขลา คณะ ครุศาสตร์ ปีที่ 3 โปรแกรมภาษาไทย

โรส ชอบเขียนเรื่องราวต่างๆที่ได้ประสบ พิมพ์เป็นตัวอักษรปกติบนคอมพิวเตอร์ แล้วพ่อจึง copy นำมา Post ที่นี่

ข้อความต่างๆส่วนใหญ่เป็น ความคิด
ความเข้าใจ และจินตนาการ บนพื้นฐานของความเป็น คนตาพิการ ของ น้องโรส ทั้งหมด


E-mail คุยกับน้องโรส คนตาพิการ
Your Link HTML Free Code

english version
Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add คนตาพิการ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.