Jack-A-Little-Monster

Nepal - Chapter 12: Summit Island Peak (6189 m.)

เวลาเดิน: 15 ชม.
ระยะทาง: 6 กม.
ความสูง: ขึ้น 600 ม.

Island Peak High Camp: 5600 ม.
Island Peak: 6189 ม.


The Final Mission!




เสียงฝีเท้าลูกหาบ ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ผมลืมตาขึ้น

เวลาตี 2 แล้วสินะ

คืนที่ผ่านมาผมหลับไม่ค่อยสนิทนัก รู้สึกตัวว่าตื่นก็น่าจะเที่ยงคืนนิดๆ

คอยคิดกังวลกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า

คาดว่าคนอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน

..

"Hot Chocolate" เสียงลูกหาบดังมาที่เตนท์ ผมลุกขึ้นพร้อมกับเปิดซิปเตนท์เพื่อรับถ้วยชอคโกแลตร้อนๆ มา 2 ใบ

กระเสือกกระสนออกมาจากเตนท์อย่างยากลำบาก ด้วยเสื้อผ้าที่หนาเตอะ รวมถึงรองเท้าที่หนักอึ้ง ขณะที่พี่เกียรติค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากถุงนอน

ฟ้ายังมืดมิดสนิทอยู่ มองเห็นดาวเป็นล้านๆ ดวง พยายามเอากล้องมาถ่าย แต่เห็นผลงานแล้วก็เสียดายเมมโมรี่

เมื่อคืนหิมะท่าจะตกหนัก เพราะมองไปรอบๆ ตัวพื้นดิน ก้อนหินล้วนเป็นสีขาวไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเตนท์





ดื่มชอคโกแลตร้อนวอร์มร่างกายเสร็จ ลูกหาบก็กลับมาอีกรอบ

คราวนี้มาเสิร์ฟอาหารเช้า

เป็นซุปมาม่ากับไข่ต้ม 1 ใบ

จะเยอะจะน้อยยังไงซะ ก็ต้องกินไว้ก่อน

ปิดท้ายด้วยน้ำร้อน เติมใส่กระติกกันให้เต็ม

..

พี่เกียรติดูมีอาการดีขึ้น แกบอกว่าไปไหว

ทำเอาผมใจชื้นขึ้นเยอะ

เมื่อสมาชิกทุกคนพร้อมก็เริ่มออกเดินทาง

เปิดไฟฉายคาดหัวมุ่งสู่ด่านแรกของวันนี้

Crampon Point

..

เส้นทางเดิน เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่

ไกด์โซนัมพาเดินลัดเลาะไปทางด้านข้าง

ทางบางช่วงต้องปีนป่าย บางช่วงเป็นน้ำแข็งลื่น บางช่วงเดินขอบเหว

พวกเราต้องค่อยๆ เดินกันอย่างระมัดระวัง

ทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมาก





ฝรั่งกลุ่มหลังเริ่มตามมาทัน และแซงพวกเราไปทีละคนสองคน

ดูจากระดับความสูงเพิ่งมาถึงแค่ 5800 เมตร





..





ฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้น มองเห็นสีน้ำเงินเข้มอยู่ปลายขอบฟ้า

เส้นทางเริ่มเห็นชัดเจนขึ้น จนเริ่มเห็นความหวาดเสียวของเส้นทาง

ไม่นานนักพวกเราก็เดินมาถึงสันคมมีด สองข้างเป็นเหวลึก

ขณะที่ทางเดินแคบและเป็นหินก้อนใหญ่ๆ ซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ

พวกเราหยุดยืนถ่ายรูปกันก่อนที่จะข้ามไป





ชิลีขึ้นมานำทัพบ้าง แกบอกให้ผมข้ามสันคมมีดนี่ไปอีกด้านหนึ่ง

ดูจากทางแล้ว เป็นช่วงที่ผมรู้สึกหวาดเสียวมากที่สุดจุดหนึ่ง

แต่เห็นแกเดินนำไปแล้ว ก็เลยต้องตามไป ขณะที่พี่วินัยตามผมมาติดๆ





ช่วงก้าวข้ามสันคมมีด ต้องระมัดระวังอย่างมาก บนพื้นมีน้ำแข็งเกาะ

ขาต้องหาจุดวางเท้าให้ดี หากก้าวพลาดไปสะดุดหิน หรือเหยียบน้ำแข็ง

พลาดลื่นตกไป ก็ไม่ต้องไปตามเก็บซากให้เสียเวลา

แต่ผมก็พลาดจนได้

ก๊องๆๆ..

เสียงอะไรมันกำลังหล่นกระแทกหิน ผมใจหายวาบ หันไปดู

กระติกน้ำสีฟ้าของผม ร่วงลงไปแล้ว!

น่าจะเป็นช่วงที่ผมกำลังย่อตัวเดินสันคมมีดอย่างระมัดระวัง

กระติกน้ำคงจะไปโดนหินจนหลุดออกมาจากกระเป๋า

นึกเสียดายปนเสียววูบ หากเป็นตัวเราที่ตกลงไป..

ได้แต่เฝ้าดูระยะสุดท้ายของมัน จนลับหายตาไป

อย่างน้อยมันก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

ผมหันมามองหน้าพี่วินัย

แกบอกให้มาแชร์น้ำกินกับแกก็ได้

ผมงี้ซึ้งใจมาก

..





พอผ่านสันคมมีดมาได้ พวกเราก็มาถึงจุดที่เรียกว่า

Crampon Point

บริเวณนี้จะเป็นที่ที่เราใช้เปลี่ยนอุปกรณ์กัน

ลูกหาบนำอุปกรณ์ของแต่ละคนมากองๆ ไว้

Jumar, Harness, Crampon และ Ice Axe

ของใครก็ไปหยิบไปเลือกกันเอาเอง

ผมเอา Harness มาใส่ให้ตัวเอง

รัดสายให้แน่นที่สุด ในขณะที่กระเป๋ากล้องต้องเลื่อนมาไว้ทางด้านข้างลำตัว

เทค (Take) ไกด์อีกคนหนึ่งที่พาเราขึ้นยอด มาช่วยผมจัดอุปกรณ์

แกเปลี่ยนตำแหน่ง Carabiner, Jumar, Fig.8 เสียใหม่หมด

ผมปล่อยให้แกเปลี่ยนตามใจชอบ พอลับสายตาแก ผมก็จัดให้มาอยู่ตำแหน่งเดิมที่ผมถนัด

ของแบบนี้ เอาตามถนัดคนใช้น่าจะดีสุด

ผมให้โซนัมเช็ค Crampon ของผมว่าใช้ได้หรือยัง

แกเห็นแล้วส่ายหัว บอกต้องแน่นๆ เลยร้อยเชือกรัดให้ใหม่

คราวนี้แน่นปึ้ก ทำผมอุ่นใจขึ้นอีกเยอะ





..

ขณะนี้แดดเริ่มส่อง กลุ่มฝรั่งเดินต่อเชือกกันหายวับไปแล้ว





ชิลีกับโซนัมเริ่มฟอร์มทีมแรกขึ้นมา

แกเอาเชือกมาร้อยเข้ากับ Carabiner ของพวกเรา

ใช่แล้ว พวกนี้คือคนที่จะไปเป็นกลุ่มแรกนั่นเอง





พอเหยียดเชือกตึงแล้ว ก็ได้ลำดับออกมาดังนี้

ชีลี (นำทัพ) - พี่เอ - ผม - หมอสุ่น - พี่วินัย - หมอโอ - หมอ Arthur - พี่บุ๋ม - โซนัม (ปิดท้าย)





ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรมาก พร้อมแล้วก็เริ่มเดินกันเลย

ปู๊น..ปู๊น..





..

เดินกันไปหน่อยเดียวต้องหยุดกึ้ก เพราะเชือกหลังตึงเปรี๊ยะ

หันกลับไปดู หมอสุ่นไม่เดินมา ขณะที่คนด้านหลังก็หยุดกันหมด

เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ





สักพักก็เห็นพี่บุ๋มปลดเชือกแล้วเดินย้อนกลับไป

มารู้อีกทีว่าแกไม่มีแว่นกันแดด ไกด์เลยไม่ยอมให้พี่แกขึ้นไปต่อ อาจเกิดอันตรายจากแสงสะท้อน

เสียดายแทนแก

แต่ก็แอบอิจฉาอยู่ลึกๆ เหมือนกัน

..

เพียงแค่เริ่มต้นเดินก็เหนื่อยกันแล้ว กับเส้นทางที่ดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วมันชัน

แถมการที่เดินโดยมีเชือกผูกต่อกันทำให้ต้องรักษาระยะกันให้ดี

พอเดินช้าไป เชือกด้านหน้าก็ตึง ทำให้ไปหนักคนข้างหน้า

พอเดินเร็วไป เชือกด้านหลังก็จะตึง ทำให้เราเองต้องแบกน้ำหนักข้างหลังเยอะอีก



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


ทางเดินบางช่วงเดินริมเหวลึก เห็นแล้วเสียวจะพลัดตกลงไป

งานนี้ต้องใช้เชือก safety คล้องไว้ให้ดี ทุกห่วงเชือกต้องไม่มีคำว่าประมาท





..





ฟ้าใส แสงแดดส่องเปรี้ยง ทำให้พวกเราดีใจลัลล้ากันเต็มที่

ยังไม่ทันถึงยอด หมอโอก็ชวนไปเดิน Mera Peak(6476) กันเสียแล้ว



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


พวกเราหยุดมากกว่าเดิน มองเห็นยอดอยู่ไม่ไกล กำแพงน้ำแข็งอยู่แค่ข้างหน้า

แต่ก็ไม่ถึงเสียที





มองไปไกลๆ เห็นคนกำลังไต่กำแพงน้ำแข็งอยู่

ดูแล้วก็ไม่สูงมาก ไน่น่าจะใช้เวลามาก

หารู้ไม่ว่าต้องใช้พลังกายพลังใจมากแค่ไหนกว่าจะฝ่าฟันขึ้นไปได้





..

อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง จากฟ้าใสๆ กลายเป็นฟ้าครึ้ม รอบข้างดูขาวโพลนไปหมด แสงแดดที่เคยจัดจ้า ตอนนี้หายไปหมดแล้ว

ชิลีพาไปจนถึงจุดเริ่มปีนกำแพงน้ำแข็ง แล้วบอกให้รอก่อน





ผมขอน้ำดื่มจากแกมาจิบๆ แล้วส่งต่อให้คนอื่น

สักพักแกก็เตรียมอุปกรณ์ snow bar เชือกและขวานน้ำแข็ง ไต่ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

ผมนั่งพักทำใจ มองขึ้นไปแล้วเหนื่อยกาย หน่ายใจ หน้าผาสูงชันอย่างกับตั้งฉาก งานนี้กำลังขาอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้แขนช่วยเต็มๆ





พี่เอรอจ่อขึ้นคนแรก ตามด้วยหมอโอ ต่อด้วยผม พอชิลีส่งสัญญาณให้ขึ้นไปได้ พวกเราก็เริ่มไต่กัน

ผมเอา Jumar ล็อกกับเชือก เลื่อนขึ้นแล้วกระตุก หากไม่ไหลลงก็เป็นอันว่าใช้การได้ จากนั้นก็ตามด้วยเชือก Safety คล้องเชือกขึงไว้

ขณะที่มือซ้ายคล้องขวานน้ำแข็ง ขาที่ใส่ Crampon ก็ต้องคอยเอาหนามปักน้ำแข็งแล้วเหยียบให้มั่น ก่อนส่งตัวเองขึ้นไปทีละนิด

ไม่ใช่ง่ายๆ เลย!





..

ชิลีพาหมอโอกับพี่เอไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมก็เจอกับปัญหาใหม่เข้าเสียแล้ว

Crampon ด้านซ้ายพัง!



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ

ตัวหมุดที่ร้อยเชือกหักงอออกมาจากตัวรองเท้า ดูท่าทางอาการจะไม่ค่อยดีเสียแล้ว

พยายามจะไม่สนใจ แต่ยิ่งเดินต่อหมุดที่เหลือก็เริ่มจะรับน้ำหนักไม่ไหว เผลอๆ จะหลุดออกไปทั้งข้างจะยิ่งซวยเอา

ทีแรกไม่อยากจะรบกวนชิลี่ เพราะเห็นแกอยู่ข้างบนนู่น แต่ก็ต้องตัดสินใจตะโกนบอกแก

ผมบอกให้แกรออยู่ จะพยายามไต่ขึ้นไปหา ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีก็ขึ้นไปถึง

"Shit!" แกสบถออกมา เมื่อเห็นสภาพ Crampon ด้านซ้ายเผยอออกมา

งานนี้เริ่ม DIY อีกครั้ง แกเอาสายอะไรสักอย่างที่ห้อยคอแกออกมา แล้วก็ตัดมาส่วนหนึ่ง ก่อนจะเอามารัดตรงหมุดที่งอออกมา

"Use it slowly!" เหมือนแกพยายามจะบอกว่าให้เดินให้แผ่วเบาที่สุด จริงๆ จะทำได้รึเปล่าไม่รู้ แต่ผมต้องทำให้ได้ หากอยากจะเดินบนน้ำแข็งอยู่

ลองขยับเท้าดูแล้วก็พอกระชับดี แต่จะวางเท้าแต่ละจุด ต้องให้รับน้ำหนักน้อยที่สุด หากหลุดคราวนี้ อาจจะซ่อมไม่ได้อีกแล้ว

..

ช่วงนี้เป็นช่วงชุลมุนมาก หมอโอกับพี่เอไต่ไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วก็ไปต่อไม่ได้ยืนคาอยู่ตรงนั้น ขณะที่ผมไต่ตามมาจ่อด้านล่าง ถัดลงไป หมอสุ่น พี่วินัย และหมอ Arthur อยู่ห่างพอ

สมควร กำลังเจอปัญหาเรื่องขึ้นผิดฝั่ง ชิลีบอกให้ขึ้นทางซ้าย แต่ไปขึ้นทางขวา ฯลฯ

เหตุการณ์ดูสับสนวุ่นวาย ชิลีดูจะปวดหัวมากที่สุด

พอลงไปช่วยด้านล่างเสร็จก็ขึ้นมานำทางด้านบน

แกบอกให้พวกเราข้ามมาปีนทางฝั่งขวา จุดนี้ยากเอาการ เพราะมีเนินน้ำแข็งก้อนใหญ่ขวางทางอยู่ แถมเส้นทางชันเกือบ 90 องศา

หมอโอนำไปก่อน ชิลีบอกไม่ต้องกลัว เพราะมี Jumar อยู่แล้ว ยังไงก็ไม่ตก

ผมมองลงไปแล้วหวาดเสียว นี่ถ้าไม่มี Jumar คงหัวใจวายตายไปแล้ว

..

ผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับผม ได้ยินเสียงชิลีพูด Good! Good! อยู่ข้างหลัง





มองไปข้างบน หมอโอเกือบจะถึงยอดเต็มที

รอบๆ ตัวอากาศเริ่มเลวร้ายมากขึ้นทุกที

ด้านบนลมพัดแรงสุดๆ เหมือนจะมีพายุหิมะมากระหน่ำ

เหตุการณ์ดูค่อนข้างวุ่นวาย ด้านล่างก็ตะเกียกตะกายกันขึ้นมา

ด้านบนก็รีบๆ ขึ้นให้ถึงยอด





ตอนนี้กำลังเดินขึ้นเนินในช่วงสุดท้าย

หมอโอนั่งรอบนยอดแล้ว ผมตามพี่เออยู่ช่วงตัวหนึ่ง

อีกนิดเดียว พวกเราจะทำสำเร็จแล้ว!





..

ผมมองไปรอบๆ ตัว..

บรรยากาศเวิ้งว้าง ขาวโพลนไปหมด

มองอะไรไม่เห็นสักนิด ยอดนู้น ยอดนี้ ที่รายล้อมรอบๆ Island Peak

อยู่ในเงาหมอกหมด

นี่หรือคือความรู้สึกที่ได้พิชิตยอด!?

ขึ้นมาถึงบนนี้ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรพิเศษมากมายนัก

จริงอย่างที่ใครว่าไว้

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว

ขึ้นมาแล้วโดดเดี่ยว มองไปทางใด ก็ไม่มีที่ไปต่อ

พวกเราพยายามบากบั่นมาเพื่อสิ่งนี้หรือ!?





..

พื้นที่ด้านบนเล็กนิดเดียว แค่หมอโอกับพี่เอนั่ง ก็แทบจะไม่มีที่เหลือแล้ว

ด้านบนมีธงมนต์พันอยู่รอบๆ ไม่มีป้ายอะไรอย่างอื่น

ผมพยายามจะถ่ายรูป แต่ก็อับจนปัญญา ถ่ายไปก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่านี่เป็นยอด Island Peak

เอาสาย Safety คล้องเชือกไว้ แล้วก็เดินลงไปเล็กน้อย ก่อนย้อนกลับมาถ่าย

อากาศเลวร้ายเกินกว่าจะเก็บรายละเอียดอะไรได้




พวกเราแลกกันถ่ายรูปสักพักก็มีนักท่องเที่ยวคนญี่ปุ่น 2 คนกับสาวแอฟริกาใต้ขึ้นมา

ผมเลยอาสาถ่ายรูปให้

พวกเราใช้เวลาแค่นั้นจริงๆ..แล้วก็ลง..

..

เฉียดตาย!

อากาศแปรปรวนสุดๆ ลมพัดกระหน่ำ หมอโอออกตัวลงไปก่อน ขณะที่พี่เอตามไป

จากที่ได้ฝึกกันมา ตอนลงเราจะต้องใช้ Fig.8 โดยเอาเชือกไกด์ร้อยเข้าไป ก่อนจะล็อกกับ Harness

ดูแล้วไม่มีใครได้ทำแบบนั้น

ผมจับเชือกดู พบว่ามันตึงมากจนไม่สามารถร้อยเข้าอุปกรณ์ได้

สังเกตหมอโอกับพี่เอ แปลกใจว่าทำไมใช้ Jumar ตอนลง

ไม่ได้ทันได้ถามอะไรมาก เหตุการณ์ฉุกละหุกจนผมต้องทำตาม

เอาเชือก Safety ร้อยกับเชือกไกด์ เช่นเดียวกับ Jumar ล็อคเชือกไกด์ไว้อีกที

เป็นที่รู้กันว่า Jumar ไม่ได้ช่วยในการลงเขาแต่อย่างใด เพราะมันไม่ล็อคให้เวลาเราไหลลง

มือขวาจับ Jumar มือซ้ายก็กำขวานน้ำแข็ง

ทางเดินกว้างพอๆ กับรองเท้าเราสองข้าง ทำให้เดินยาก โดยเฉพาะรองเท้าที่ใส่ Crampon อยู่!

ยังไม่ทันได้ระวังตัว หนามของ Crampon สองข้างก็เกี่ยวกันเอง พอก้าวขาปุ๊บ ตัวผมก็กระเด็นออกไปนอกทาง ซึ่งเป็นเหวล้วนๆ

จำได้ว่าตีลังกาไปรอบนึงออกไปทางซ้าย ตัวกลิ้งไปบนหิมะ

และก็หยุดลงเมื่อเชือก Safety ตึง

ใจหายวาบ แต่ยังมีสติ รีบพลิกตัวไต่กลับขึ้นมา

มือซ้ายหิมะเกาะเต็มไปหมด เพราะไม่ได้ใส่ถุงมือ

เป็นอารมณ์ที่กลัวมากว่าจะเจอหิมะกัด

มันชาแบบปวดมากและก็เริ่มไร้ความรู้สึก

รีบควักถุงมือขนเป็ด Mammut มาใส่

ตั้งสติอีกรอบ เอาให้มือหายเย็นก่อน

หากไม่มีเชือก Safety

ผมก็คงตายไปแล้ว

..

Mountain is not a Joke!

ผมยังจำคำพูดดีบีได้ดี แกจะบอกกับพวกเราเสมอ

"การปีนภูเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ"

และคำพูดนี้ก็หวนกลับดังในหัวผมอีกครั้ง

ความกลัวเริ่มเข้ามาครอบงำ แม้สติจะยังมีอยู่

แต่ผมเริ่มเปลี่ยนวิธีลง จากเดินลง

เป็นไถก้นลง!

ณ จุดนั้น หากใครได้เห็นหน้าผม คงจะรับรู้ได้ถึงอาการเฉียดตาย

ขนาดไถก้นลงยังยากเลย

ทางบางช่วงไม่ได้เป็นสเต็ปเป็นขั้นๆ

แต่เป็นพื้นเอียง มันก็เลยลื่นสุดๆ

ผมพยายามเอา crampon มาจิกๆ พื้นไว้ ไม่ให้เลยเถิดไปกว่านี้

แต่ก็ต้องระวังไม่ให้หนามไปขัดกันเอง เหมือนก่อนหน้านี้

หมอโอ กับพี่เอ ลงไปถึงที่จะร้อยเชือกลงแล้ว

แต่พี่วินัย หมอสุ่น และหมอ Arthur กำลังไต่สวนขึ้นมา!

ผมตะโกนบอกพวกแกให้หยุดรอก่อน เพราะเกรงจะไถลไปทำสไตรค์กันหมด

แต่เหมือนจะไม่รับรู้ความอันตราย ยังเฮฮา ลัลล้ากันอยู่ แถมไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ อีก

จนผมต้องเล่าเหตุการณ์เฉียดตายก่อนหน้านี้ พวกแกถึงยอมหลบให้ผมลงไปก่อน

(ไม่นานหลังจากนั้น พี่วินัยก็ตกยอดตามผม เช่นเดียวกับพี่เกียรติ รับรู้อาการเฉียดตายกันทั่วหน้า)

..

ผมนั่งรอพี่เอไต่ลงกำแพงน้ำแข็ง จุดนี้มีไกด์เทคคอยกำกับอยู่

แกบอกอากาศเลวร้ายมาก แย่กว่าที่แกคิดไว้

ช่วงลงเป็นช่วงที่เสียเวลามาก เพราะลงได้ทีละคน

มองไปอีกด้าน วี หมอทวี และป๋ากำลังเดินสวนขึ้นมา

ผมขยับหลบทางให้ ดูท่าทางแต่ละคนเหนื่อยล้ามาก

ขณะนี้ด้านบนมีกลุ่มพี่วินัย ตามด้วยกลุ่มป๋าเสริฐ ที่มีดา พี่เกียรติ และหมอมะ

ผมกระตุกเชือกขาลงดู เห็นว่าหย่อนแล้ว เทคเลยบอกให้ลงไปได้

เอาเชือกร้อย Fig.8 โดยไม่ลืมที่จะล็อก Carabiner

เช่นเดียวกับเชือก Safety เส้นสำคัญ ต้องคล้องเชือกไกด์ไว้เสมอ

ช่วงลง ใช้เวลาไม่นานนัก แม้บางช่วงหน้าผาจะเป็นแอ่งเว้าเข้าไป

ลงยากกว่าปกติ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

ลงมาถึงข้างล่าง ทางที่เราเดินมา มองแทบไม่เห็นเส้นทาง

ที่เห็นลิบๆ คือ หมอโอ กับพี่เอ ออกตัวเดินกันไปแล้ว!

เข้าใจว่าจะไปรอกันที่ Crampon Point จุดที่เราเปลี่ยนอุปกรณ์กันตรงนั้น

แต่สภาพอากาศเลวร้ายเกินจะคาดเดา พายุหิมะพัดจนรอยเท้าแทบไม่เหลือ

ทัศนวิสัยแย่มาก มองไปได้ไม่ไกลก็ถูกหมอกปกคลุมไปทั่ว

ใจคิดว่าจะรอกลุ่มที่เหลือ แล้วค่อยเดินพร้อมกัน

แต่เห็นสองคนเดินไปแล้ว ก็คงต้องตามไป

ผมเหลือบไปเห็นกระติกน้ำของชิลีวางทิ้งไว้อยู่ที่เดิม

อารมณ์หิวน้ำสุดๆ รีบหยิบขึ้นมาเปิดดื่ม

แต่ภายในเกลี้ยง

ไม่มีสักหยด!

คาดว่าใครสักคนคงจะกินไปก่อนแล้ว

..

ผมขึ้นเป้ แล้วรีบเดินตามพี่เอไปท่ามกลางสายลมที่โหมกระหน่ำ

ไม่นานก็ทันแก พยายามตะโกนเรียกหมอโอ แต่แกเหมือนไม่ได้ยิน ยังก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป

นึกถึงเส้นทางช่วงขามาแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเป็นทางเดินริมขอบเหว

รอยเท้าเก่าที่เดินมาหายไปหมด หลงเหลือแต่รอยเท้าของนักท่องเที่ยวกลุ่มหน้าเราที่เดินกลับ และของหมอโอ

เดินมาไกล หันหลังกลับไป ก็ยังไม่เห็นใครตามลงมา

หวังว่าคงไม่มีใครเป็นอะไร

..

ถึงช่วงเดินริมขอบเหว พี่เอเดินขึ้นไต่ขึ้นเนินไปก่อน

ผมเอา Jumar ยึดเชือกไว้ แล้วเดินตาม แต่มันไม่เลื่อนไปตาม

ดูเหมือน Jumar จะเสียซะแล้ว ตัวล็อคท่าจะค้าง ต้องสู้กับมันอยู่นาน

สงสัยว่าจะเสียตอนที่ตกเขารึเปล่า ไม่แน่ใจ

แต่โชคดีที่อย่างน้อยก็ไม่พังตอนขึ้นเขา

..



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


ช่วงลงเดิน ทางลาดชันมาก มองลงไปแล้วเสียววาบ สองข้างทางเป็นเหวลึก แถมไม่มีเชือกไกด์ให้คล้องเชือก Safety อีกตะหาก

ผมกับพี่เอตกลงกันว่าจะเอาเชือกมาผูกคล้องกันไว้ หากใครคนหนึ่งตกเหว อีกคนจะรีบนั่งทันที

ทางช่วงก่อนจะถึง Crampon Point ลาดลื่นเหมือนสไลเดอร์ ผมเดินอยู่หน้า ต้องคอยเอาหนามจิกพื้นแล้วลงทีละนิดๆ

ขณะเดียวกันต้องระวังเท้าเกี่ยวกันเอง หากครั้งนี้พลาด คงไม่มีโอกาสรอดเหมือนตอนอยู่บนยอด

พอลงมา หมอโอก็ยืนรอพร้อมลูกหาบที่ถือกระติกน้ำร้อน ภายในมีน้ำมะนาวชั้นยอดอยู่

หลังจากดื่มกันอย่างหิวกระหาย ก็นั่งพักเหนื่อยกัน

อากาศด้านล่างดูจะสงบกว่าข้างบน อย่างน้อยตรงนี้ก็ไม่มีลมพัดกระหน่ำ

หมอโอปลีกตัวเดินลงไปที่ High Camp ต่อโดยไม่รอไกด์

ผมกับพี่เอพักกันครู่ใหญ่ ถอด Harness และรองเท้าพลาสติก เอารองเท้าคู่เก่งมาใส่คืน

แล้วก็ตัดสินใจเดินลงไปกัน เพราะคาดว่าคงอีกนานทีเดียวกว่ากลุ่มหลังจะตามมา

ถามทางลูกหาบ แล้วก็กระย่องกระแย่งเดินลงกันมา

..



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ

จำไม่ได้ว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ แต่ลงมาถึง High Camp ก็เกือบ 5 โมงเย็น

อ่อนเพลียเต็มที ร่างกายขาดอาหาร และน้ำ

รีบตรงไปที่เตนท์ครัวก่อน มีหมอโอ กับพี่บุ๋มนั่งกันอยู่สองคน

ปุรนารายณ์ถามว่าจะกินอะไร นึกออกแต่ noodle soup

พักเดียว แกก็ทำมาเสิร์ฟ

หิวก็หิว แต่ก็กินไม่หมด

มันเหนื่อย มันเพลีย มันล้า

อาการหนาวสั่นเริ่มมาเยือน

หมอโอเอา sara มาให้ กินยาเสร็จก็รีบเข้าเตนท์นอนเลย

..

ตื่นมาอีกทีตอน 3 ทุ่มครึ่ง พี่เกียรตินอนหลับอยู่ข้างๆ

ออกมาจากเตนท์ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด

คาดว่าทุกคนจะมาถึงกันแล้ว และกำลังสลบอยู่ในเตนท์

ผมกินยาอีกเม็ด ก่อนจะเข้าไปซุกตัวอยู่ในถุงนอน

ถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ

อย่างน้อยพวกเราก็ผ่านพ้นวันนี้ไปได้


จบตอนที่ 12

==================================================================================




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2554 12:49:27 น.
Counter : 761 Pageviews.  

Nepal - Chapter 11: Island Peak Base Camp - High Camp

เวลาเดิน: 2 ชม. 30 นาที
ระยะทาง: 2 กม.
ความสูง: ขึ้น 630 ม.

Island Peak Base Camp: 4970 ม.
Island Peak High Camp: 5600 ม.


ไต่ขึ้นไฮแคมป์




เกล็ดหิมะร่วงกราวใส่หัว หลังจากผมลุกพรวดตื่นขึ้นยามเช้า

สำรวจภายในเตนท์ หิมะขึ้นเต็มถุงนอน





ไม่เว้นแม้บนเสื้อ พี่เกียรติโชว์แขนแกให้ดูเกล็ดนำแข็งที่เกาะอยู่





ไม่รู้อุณหภูมิติดลบเท่าไหร่ แต่เป็นคืนที่หนาวสุดหัวใจ

ขนาดถุงนอนที่เช่ามายังเอาไม่ค่อยอยู่

..

จุดหมายของวันนี้ คือไต่ระดับจากเบสแคมป์ ขึ้นไปยังไฮแคมป์

ความสูง 5600 ม.

หากขึ้นไปถึง ก็จะทำสถิตินิวไฮทันที

ทำลายความสูงที่ทำไว้ที่ Kala Pattar (5545)

..





เพียงแค่ใส่รองเท้า คลานออกมาจากเตนท์ ผมก็มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็นแล้ว

อากาศยามเช้าสดชื่น ฟ้ายังใสเหมือนวันก่อนๆ

ผมชวนหมอมะขึ้นไปชมความงามบนเนิน

วิวด้านบนต่างเวลา ต่างอารมณ์

บรรยากาศตอนนี้ สงบ ทุกอย่างดูหยุดนิ่ง เว้นแต่แสงสีทองที่ค่อยๆ สาดส่องเข้ามา

เหมือนกับความหวังของพวกเราที่ยังไม่เหือดหายไป





..





ถ่ายรูปสักพัก หมอมะแกก็ขอแว่บไปทำธุระส่วนตัว สักพักพอเหลือบไปก็เจอแกทำอะไรอยู่ริมเหว

เห็นแล้วเสียววาบ เกือบเตือนไม่ทัน

ขอบเหวเป็นดินที่อาจจะพังไปเมื่อไหร่ก็ได้

ชื่นชมอยู่ห่างๆ น่าจะปลอดภัยกว่า





..


พักใหญ่ๆ หมอสุ่น หมอโอ หมอ Arthur และพี่เอตามขึ้นมาชมวิว ดูท่าทางทุกคนสดใสดี




พอได้เวลาก็กลับลงไป





อาหารเช้าวันนี้ไม่ได้พิเศษอะไรอย่างที่พวกเราคาดหวัง

สำคัญกว่าคือกินแล้วได้พลังงาน

หลังจากอิ่มท้อง ก็ได้เวลาออกเดินทางกัน

งานยากของวันนี้ไม่เพียงแต่เดินดิ่งขึ้นไฮแคมป์เท่านั้น

แต่ต้องเอารองเท้าพลาสติกหัวโตมาใส่เดินด้วย

แม้ทางเดินจะยังไม่ใช่หิมะ

แต่เพื่อเป็นการปรับตัว ชิลีบอกให้พวกเราเอามาฝึกใส่เดินกันเลย

ด้วยน้ำหนักที่ไม่ใช่เบาๆ แถมล็อกข้อเท้าเวลาสวม

ทำให้แต่ละย่างก้าว เป็นไปด้วยความลำบาก

ดูแล้วเหมือนหุ่นยนต์เดิน ขางอไม่ได้ แข็งเป็นท่อนไม้

แต่หากไม่ฝึกตอนนี้ก็ไม่รู้จะได้ฝึกตอนไหนแล้ว

..





เส้นทางเดินจากเบสแคมป์ไปไฮแคมป์ เต็มไปด้วยก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อย

ทางชันดิกดิ่งขึ้นไปเลย

ตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม

ผมปล่อยให้ม้าเร็วไปกันก่อน

ตัวเองเดินไปหอบไป ก็ต้องคอยพักเป็นช่วงๆ

มองขึ้นไปแล้วก็เสียกำลังใจ

แต่ยังไงซะก็เลี่ยงไม่พ้น

ต้องฝืนใจเดินไป

..





กับความสูงที่ต้องไต่ระดับขึ้นไปเกิน 500 ม. ทำให้หลายๆ คนมีอาการปวดหัว

2 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ตามกลุ่มม้าเร็วมาจนถึงจุดตั้งแคมป์

ดูนาฬิกาแล้ว ความสูงจริงๆ ยังไม่ถึง 5600 ม.

ยิ่งไปกว่านั้น ยังต่ำกว่า Kala Pattar อีกด้วย

ห่วงกันว่า หากวันนี้เดินน้อย พรุ่งนี้งานก็จะยิ่งหนักขึ้น

แต่โซนัมตัดสินใจพักที่นี่แล้ว ยังไงเสียก็ต้องทำตามไกด์เขา

ชีลี โซนัม และลูกหาบในทีมช่วยๆ กันเกลี่ยพื้นที่ ที่ดูแล้ว หาที่ราบเรียบได้ยากเหลือเกิน

พอได้ที่เหมาะสมแล้วก็กางเตนท์

พวกเราได้แต่นั่งดูพวกเขาทำงานกัน

อากาศเริ่มหนาว

เริ่มรู้สึกอาการไม่ค่อยดี ปวดหัว หนาวสะท้านไปทั้งตัว

แม้แดดจะแรงทิ่มแทงหัวกบาล ก็ไม่สามารถสร้างความร้อนให้กับร่างกายได้เพียงพอ





..





อาหารกลางวันมานั่งปิคนิคกันเหมือนเคย

วิวอลังการทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

กินเสร็จ หมอมะก็เปิดคลีนิครักษาคนไข้

ลูกหาบเข้ามาต่อแถวกันยาวเพื่อรับการรักษา

ดูท่าทางมีความสุขกันดี ที่ได้หมอมาวินิจฉัยโรคกันบนไฮแคมป์

ชิลีถึงกับถามว่าพวกเราจะกลับมากันอีกเมื่อไหร่

สงสัยประทับใจคุณหมอ

..





พี่เกียรติยังนอนซมอยู่

ผมเอาอาหารกลางวันไปให้แกในเตนท์

ดูท่าทางอาการไม่ดี

ได้ยินหมอมะกับป๋าบอก หากไม่ดีขึ้นจะไม่ให้ไปต่อ

ผมฟังแล้วใจหายอยู่ลึกๆ

เอาผลไม้แห้ง มะม่วงดอง ปลาหมึกแห้ง วางใกล้ๆ แก

กินอะไรพวกนี้เผื่อจะรู้สึกดีขึ้นได้





..


อากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ จนปวดกระดูกไปหมด

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องงัดไม้ตายออกมา

ผมหยิบ Thermaplast ให้พี่เกียรติ 2 แผ่น

ขณะที่ตัวเองขุดเอาเสื้อที่มีทั้งหมดออกมาใส่

ขณะนี้ผมใส่เสื้ออยู่ทั้งหมด 8 ตัว กับกางเกง 4 ตัว

คิดในใจ..มันจะหนาวสักแค่ไหนกันเชียว!?

..

วันนี้กิจกรรมต่างๆ น้อยกว่าวันอื่น เพราะเราต้องรีบเข้านอนกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด

นัดพบกันอีกทีตอนตี 2 กับภารกิจที่สำคัญที่สุดในทริป

พิชิตยอด Island Peak

..






จบตอนที่ 11

==================================================================================




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2554    
Last Update : 23 มิถุนายน 2554 12:29:13 น.
Counter : 593 Pageviews.  

Nepal - Chapter 10: Chhukung - Island Peak Base Camp

เวลาเดิน: 2 ชม. 45 นาที
ระยะทาง: 6 กม.
ความสูง: ขึ้น 240 ม.

Chhukung: 4730 ม.
Island Peak Base Camp: 4970 ม.


เข้าสู่เบสแคมป์




เป็นวันแรกที่ผมตื่นสาย

จำไม่ได้แล้วว่านอนดึก

หรือขี้เกียจตื่น

..






พี่เกียรติเก็บของเสร็จออกไปก่อนแล้ว

ผมมองทะลุหน้าต่างออกไปยังห้องอาหาร เห็นหลายๆ คนนั่งอยู่

รีบกุลีกุจอเก็บถุงนอน พับแผ่นรองนอน แล้วยัดของต่างๆ ลงถุงกระสอบ

มีของบางอย่างไม่จำเป็น ก็ใส่ถุงดำไว้แล้วทิ้งไว้ที่นี่

ไม่ต้องแบกขึ้นไปให้เสียแรง

ขากลับค่อยแวะมาเอาใหม่

..

อาหารเช้าวันนี้เป็น ขนมปังปิ้งกับไข่ดาว 2 ใบ

รสชาติจะดีมาก ถ้าเค้าไม่เอาขนมปังไปทอด

เอาเนสวิต้าที่พี่บุ๋มให้มาชงดื่มเพิ่มเติม

อิ่มท้องแล้วก็เริ่มเดินกัน

..

จุดหมายของเราวันนี้คือ Island Peak Base Camp

ได้พ่อครัวมานำทางเช่นเคย

ออกมาได้ไม่ไกล ก็มีกลุ่มฝรั่งสี่คนท่าทางรีบๆ เร่งเดินแซงผ่านไป

หมอโอหันมาบอกผม พวกฝรั่งถ่อย

ผมก็งงๆ ทำไมถ่อย ถ่อยยังไง

หรือเกลียดฝรั่งเข้าไส้?

มารู้ทีหลัง

เส้นทางคับแคบ

แต่กลุ่มนี้รีบเร่งเดิน

จนพลาดไปชนหมอโอกระเด็น

แถมไม่ขอโทษอีก

เฮ้อ..ไอ้ฝรั่งถ่อย

ทำหมอกระเด็น (ห้ามผวน)

..

มาเที่ยวปีนเขา ได้เห็นพฤติกรรมหลายๆ อย่างของนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจะสุภาพมาก

เวลาเดิน เดินเป็นกลุ่ม

แต่หากเห็นใครเดินเร็ว เค้าจะเปิดทางให้แซงไปก่อน

เคยเจอที่คินาบาลู มาเกือบยี่สิบคน

แค่เห็นเราตามมาใกล้ๆ ท้ายแถวก็ตะโกนบอกเพื่อนในกลุ่ม

แปบเดียวทุกคนเปิดทางให้เราอย่างกับราชาเสด็จ

ประทับใจจริงๆ

ทริปเดียวกัน แต่เป็นคนเกาหลี

เดินมากันสี่ห้าคน เห็นเราเดินจ่อมาใกล้ๆ ยังไม่สนใจ

แถมเดินกันช้าๆ แบบเป็นหน้ากระดาน อย่างกับสวนสนาม

ใครมีปัญญาก็แซงกันเอาเอง

เข้าใจว่าที่เจอไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นเช่นนี้

แต่ปลาเน่าตัวเดียว

เหม็นทั้งภูเขา

..





เดินไปสักพัก พ่อครัวชี้ให้พวกเราดู Island Peak

ดูไม่ไกล แต่มันอยู่เกินเอื้อมมาก

ทางซ้ายมือ เป็น Chhukung Ri ยอดที่ผมเกือบจะได้ขึ้นไปเชยชม

เส้นทางช่วงนี้เดินไปตามสันเขาไม่กว้างมาก สองข้างทางเป็นเหวลึกราว 3-4 เมตร

เดินไปไม่นานนักก็ต้องหยุดกึก

ป๋าคมรัฐ หมอโอ หมอ Arthur ยืนนิ่ง

ชะเง้อดูข้างหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น

พี่วินัยกำลังส่งแฟกซ์อยู่บนสันเขา!

..





เส้นทางค่อยๆ ลาดลง พร้อมกับเจอลานโล่งสุดสายตา





ปุรนารายณ์ให้พวกเราพักเบรกกันที่นี่

แกวางกระเป๋าที่มีธงชาติไทยแขวนอยู่ แล้วก็ไปนั่งจิบน้ำร้อนคุยกับกลุ่มลูกหาบ

วิวตรงนี้สวยงาม ยอด Amphu Gyabjen (5650) ยืนเด่นอยู่ทางขวาขนาบข้างด้วยกลาเซียร์





สักพักหมอทวีบอกจะไปต่อ พวกเราจึงเริ่มเดินกันอีกครั้ง

เส้นทางเริ่มขึ้นเขา ไม่สูงไม่ชันมาก

แต่ด้วยระดับความสูงเกินห้าพันเมตร ทำเอาแต่ละคนเหนื่อยไม่ใช่น้อย

แสงแดดเริ่มแผดเผาแรงมากขึ้น

พวกเรายังเดินต่อไป

..





เดินมาจนถึงทางเลี้ยวขวา ด้านหน้ามีปราการใหญ่ยักษ์สูงอันดับ 4 ของโลกยืนรอต้อนรับอยู่

Lhotse (8501)

มันช่างดูใกล้เหมือนจะเดินไปถึงได้ในอึดใจเดียว

ทำได้เพียงชื่นชมความงามจากพื้นเบื้องล่าง

ขณะนี้เวลาเที่ยงกว่าแล้ว ยังไม่ถึงเสียที

ป๋าเริ่มบ่นว่าน่าจะถึงได้แล้ว

พ่อครัวเหมือนจะไม่เข้าใจสิ่งที่ป๋าสื่อ

ยังพาเดินต่อ

ไปได้อีกก็เจอเชอร์ปา 2 คนเดินสวนมา

ปุรนารายณ์เขาไปคุยด้วย

ผมนึกว่าแกถามทาง

ที่แท้เป็นลูกหาบทีมเรานี่เอง

ไม่ได้มามือเปล่า

แต่เอาน้ำมะนาวมาฝาก!





เดินมาเหนื่อยๆ หิวโซ กระหายน้ำ

ได้น้ำมะนาวหวานอมเปรี้ยวร้อนๆ คนละแก้ว

สวรรค์ดีๆ นี่เอง

..

ขวัญและกำลังใจรวมไปถึงพลังงานกลับมาอีกครั้ง

เริ่มเดินกันต่อ

มีความรู้สึกว่าอีกไม่ไกลแล้ว

และก็จริงๆ

เดินขึ้นเนินไปหน่อยเดียว ก็เจอเตนท์สีเหลืองสีแดงปักกันพรึ่บ





ถึงจนได้ Pareshaya Gyab

หรือ

Island Peak Base Camp(4970)

แต่ดูนาฬิกาแล้วความสูงทะลุไป 5151 ม.แล้ว!?





..





ชอบเหลืองหรือแดง ก็เลือกกันตามใจชอบ

ผมเลือกหลังสีเหลืองใกล้ๆ เตนท์กลาง เอาใกล้ไว้ก่อน

ไม่ไกลกัน มีเตนท์โรงครัวหลังใหญ่สีฟ้า

เป็นที่ๆ ปรุงอาหารอร่อยๆ ให้พวกเรากิน

..





หมอ Arthur ออกสำรวจเนินเขาลูกเล็กๆ ที่อยู่หลังแคมป์

พอลงมาก็บอกพวกเราถึงความงามด้านบน

ผมและหมอโอจึงรีบเดินขึ้นไปทัศนา

จริงอย่างที่หมอแกบอก

เดินเหนื่อยหน่อย แต่วิวอลังการมาก





Imja Glacier กับเขาไร้ชื่อความสูงหกพันกว่าๆ

ด้านล่างกลาเซียร์เหมือนลานสเกตน้ำแข็งขนาดยักษ์

ดูงดงาม เวิ้งว้าง และว่างเปล่า





..

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศ มากินอาหารมื้อกลางวันแบบปิคนิคกัน

มีข้าว ซุป สลัดผัก ฯลฯ

อาหารอร่อย บรรยากาศดี แม้ไม่มีดนตรีเพราะๆ

แต่ก็ประทับใจ





..

หลังอาหารกลางวันช่วงเวลาแห่งความสนุก

คือการทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ





อากาศหนาวเย็นยะเยือก ตามสไตล์ช่วงบ่าย

ชิลีกับโซนัมขึงเชือกไว้กับหินบนเนินเขา ทำห่วงเป็นช่วงๆ

จำลองสภาพการไต่เขา

พวกเราใส่ Harness กันตามที่ได้เรียนรู้มาที่ Chhukung

เอารองเท้าหัวโตมาใส่ แล้วก็พบว่าใส่แล้วเดินยากมาก

หนักก็หนัก แถมงอข้อเท้าไม่ได้เลย

เดินแข็งเป็นหุ่นยนต์!

..





ผมพร้อมแล้วก็เลยขอลองก่อน เอา Jumar ไปคล้องกับเชือกนำทาง

ขณะเดียวกันก็เอาเชือก safety ไปคล้องด้วย

ขณะเดินขึ้น มือหนึ่งจับ Jumar อีกมือหนึ่งก็จับขวานน้ำแข็งไว้เพื่อยันกับพื้น

Jumar หรือ ascender เป็นตัวช่วยล็อคเชือกเอาไว้

เวลาเราไต่ขึ้น อุปกรณ์จะเลื่อนขึ้นตาม แต่จะไม่ไหลลง

เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมากทีเดียว

พอเดินถึงห่วงก็ต้องเอาเชือก safety ล็อกเข้าที่ห่วงก่อน ถึงจะปลด Jumar

เพื่อไปล็อคเชือกหลังตำแหน่งห่วง

ก่อนเดินต่อ

..

ผมเดินไปจนถึงยอดเสร็จ โซนัมก็อธิบายวิธีการลง

โดยการนำเชือกร้อยเข้าที่ Fig.8 รูปร่างหน้าตาเลข 8 ตามชื่อ

เอาเชือกร้อยผ่านรูใหญ่ จากนั้นก็อ้อมขึ้นไปคล้องวงเล็ก

แล้วค่อยเอา Fig.8 ไปล็อคกับ Carabiner ที่ Harness ก่อนจะล็อคอีกที

เวลาลงก็จับปลายเชือกทั้งสองด้าน แล้วก็รูดเชือกช้าๆ

ลองทำดูแล้วก็ไม่ค่อยยากนัก

แต่เจอสถานการณ์จริงๆ

ไม่รู้จะจำได้มั้ย







..

หลังจากลองฝึกไต่กันทุกคนแล้ว ก็มีด่านฝึกอีกด่านหนึ่ง คือ

ฝึกการใช้เชือก safety เมื่อเดินริมหน้าผา

งานนี้มีนกน้อยร่างอวบมาคอยให้กำลังใจ




..

มื้อเย็นของวันนี้ ต้องบอกว่าเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปนี้เลย

พ่อครัวปุรนารายณ์ลงมือเอง ได้เห็นฝีมือแกเต็มๆ ก็วันนี้

พวกเรารวมตัวกันในเตนท์ครัว

หลังไม่ใหญ่ แต่อัดกันเข้าไปได้ทุกคน

เริ่มต้นที่ปอปคอร์น ต่อด้วยซุปใสใส่แป้งต้มที่นวดกันสดๆ

ตามด้วยสตูเนื้อควาย ที่ตอนแรกนึกว่าเนื้อจามรี

เนื้อนุ่มลิ้นยุ่ยโดยไม่ต้องเคี้ยวมาก

ปิดท้ายด้วยฟรุตสลัดแบบร้อน

เป็นดินเนอร์สุดหรูที่ประทับใจพวกเรากันมาก

เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องยอมเหนื่อยเดินขึ้น High Camp

เพื่อจะได้กินอาหารอร่อยๆ อีก

ผมบอกเพื่อนร่วมทริปไปอย่างนั้น

..


จบตอนที่ 10

==================================================================================




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2554    
Last Update : 18 มิถุนายน 2554 22:39:19 น.
Counter : 521 Pageviews.  

Nepal - Chapter 9: Dingboche - Chhukung

เวลาเดิน: 2 ชม.
ระยะทาง: 4 กม.
ความสูง: ขึ้น 370 ม.

Dingboche: 4360 ม.
Chhukung: 4730 ม.


พบกันเพื่อลาจาก





เช้าอันสดใสเริ่มต้นอีกครั้ง ผมรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นแดดภายนอกส่องแสงจ้าทะลุเข้ามาในห้องโรงแรม Himalayan Lodge แล้ว

เมื่อคืนมีผม พี่เกียรติ หมอสุ่น หมอโอ วี และหมอตี๋ ที่มาพักโรงแรมนี้ ในขณะที่คนอื่นพักที่เดิม

ห้องที่นี่ดีกว่าเยอะ ดูไม่อึดอัดคับแคบ

คืนที่ผ่านมาเป็นคืนที่ผมและหลายๆ คนนอนหลับเต็มอิ่มมากที่สุด

..

เมื่อวานสมาชิกตกลงแผนกันใหม่ หลังจากป๋าตัดสินใจไม่แนะนำให้ไปขึ้น Chola Pass

กลุ่มที่ตั้งใจจะไป Gokyo Ri ขอไม่ร่วมเดินทางไป Chhukung กับกลุ่ม Island Peak

พวกเค้าขอลงไปนอนที่ Pangboche แทน





ทีแรกผมตั้งใจจะเกาะกลุ่มนี้ไปเที่ยวด้วย เพราะตัดสินใจว่าจะไม่ไป Island Peak แล้ว

กะจะไปนอน Chhukung สักคืนนึง ก่อนวันรุ่งขึ้นทดสอบฝีเท้าอีกครั้ง

ด้วยการพิชิตยอด Chhukung Ri (5546)

แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะกลุ่มนี้ไม่ตามไป Chhukung ด้วยแล้ว

โปรแกรมนี้จึงต้องพับเก็บไป





อีกด้านหนึ่งหมอโอก็มายุให้ไปต่อ ในขณะที่ป๋าเสริฐก็มากดดันอีกแรง

จนท้ายที่สุด ผมก็ขอกลับคำ

หวนคืนสนามอีกครั้ง

ไม่ใช่สนามรบ ไม่ใช่สนามบอล แต่เป็น

สนาม Island Peak Base Camp

อย่างน้อยก็ขอตามไปส่งเพื่อนๆ ขึ้นยอดด้วยคนละกัน

..





เช้านี้ลูกหาบต้องคัดของกันให้ดี สัมภาระกองไหนขนไป Pangboche กองไหนไป Chhukung

ขนผิดละยุ่งตาย

ไกด์ดีบีจะพาไป Pangboche ขณะที่ชิลีจะพาไปขึ้น Island Peak

บรรยากาศโดยรอบสุขปนเศร้า

เพราะถึงเวลาที่สมาชิกจะต้องร่ำลากัน

เป็นการจากเพื่อพบกันใหม่

ก่อนที่จะแยกทางกัน

ก็ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกครั้งสุดท้าย

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อก็ต้องติดตามดู

ต่างฝ่ายต่างอวยพรกันและกัน

แล้วในอีก 5 วันจะไปเจอกันใหม่ที่ Lukla!





..





จาก Dingboche ไป Chhukung ได้พ่อครัวหัวป่าปุรนารายณ์ทำหน้าที่เป็นคนนำทาง

เหมือนเป็นการพักผ่อนตัวเองจากศึกหนักที่ผ่านมา เพื่อให้พร้อมกับศึกใหญ่สุดของทริปที่กำลังจะตามมา

เส้นทางเดินของวันนี้ มีขึ้นเนินเล็กๆ น้อยๆ ไม่ทำให้เหนื่อยเหมือนเมื่อวันก่อนๆ หน้านี้

ผมชอบเวลาปุรนารายณ์เดินนำทาง (พี่เกียรติเรียกแก ภูวนัย) แกเดินไม่เร็ว ไม่ช้าเกิน ผมเดินตามแล้วไม่เหนื่อยดี

เดินมาได้สักพักก็ถึงเมือง Bibre

จะเรียกว่าเมืองก็อาจไม่ถูก เห็นมีร้านเล็กๆ อยู่ร้านเดียว

ยิ่งกว่า Dughla เสียอีก

หิมะเริ่มตกลงมา

อุปกรณ์กันหิมะ กันฝนเริ่มถูกควักกันออกมา

พร้อมแล้วก็เดินกันต่อ

..

อีกสักชั่วโมงถัดมา ก็มาถึง Chhukung

ด้วยความใกล้ หรือด้วยความง่ายก็ไม่รู้

แต่ละคนถึงกับอุทานออกมาอย่างแปลกใจ

น่าจะเป็นวันที่สบายที่สุดของทริปนี้แล้วละมั้ง

เดินแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมาย

..





หลังจากพักกินข้าวกลางวันเสร็จ

ชิลีก็แนะนำไกด์อีกคนที่จะมาพาเราขึ้นยอด

โซนัม หนุ่มวัย 24

ประสบการณ์เคยขึ้นยอด Island Peak และ Mera Peak มาหลายหน

ช่วงบ่ายมีการเลือกอุปกรณ์ต่างๆ ให้แต่ละคน

Harness, Jumar, Fig.8, Ice Axe และ Crampon

ต้องบอกว่าอุปกรณ์ในร้านที่เค้ามีให้เช่านั้น

ชำรุด ทรุดโทรมมาก โดยเฉพาะ Crampon

..

เจ้าของร้านเอา Crampon มากองๆ ไว้หน้าโรงแรม

เฉพาะอุปกรณ์นี้ที่ไม่สามารถลองกันในร้านได้

พื้นจะพรุนเอาเสียก่อน

อากาศเริ่มแย่ตามฟอร์ม ตอนสายๆ หิมะเริ่มโปรยปราย

ใครได้ Crampon (บางคนเรียก รองเท้าหนาม) แล้วก็กลับเข้าไปอยู่ในห้องอาหาร

ผมเป็นคนท้ายๆ..

ดูจากคู่ที่เหลือแล้วสภาพน่าเป็นห่วง

พยายามลองด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เจออันที่พอดี

ลำบากโซนัมต้องหาคู่ที่เหมาะกับเท้าใหญ่ๆ อย่างผม

ลองอยู่หลายคู่แล้วก็ยังไม่พอดี ส่วนใหญ่จะเล็กเกิน ขันน็อตก็ไม่ออก แม้จะฉีด sonax ไปแล้ว

ดูอาการ ไม่ค่อยดี

แกเริ่มมองหาคู่อื่น เดาได้ว่าคงพยายามจะหาสไตล์ mix & match!

โชคดีเหลือหลาย ที่เจ้าของร้านไปหามาเพิ่มได้อีกคู่หนึ่งเสียก่อน

ประเมินดูอายุการใช้งานแล้วน่าจะราวสิบกว่าปีได้

สภาพแบบนี้น่าจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์มากกว่าจะนำไปออกศึก!

เอาเหอะว่ะ ยังดีกว่าไม่มีเลย

ลองเอารองเท้าหัวโตวางทาบดูแล้ว ปรับนิดปรับหน่อยก็พอดี

แต่ดูเปราะบางมาก

ขนาดลองใส่ดู ยังต้องค่อยๆ วางเท้า

เดินจริงๆ คงต้องทะนุถนอมสุดๆ

กลัวหนามหลุด!

..


จบตอนที่ 9

==================================================================================




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2554    
Last Update : 18 มิถุนายน 2554 22:33:22 น.
Counter : 395 Pageviews.  

Nepal - Chapter 8: Kala Pattar - Dingboche

Gorak Shep - Kala Pattar (ไป-กลับ)

เวลาเดิน: 3 ชม.
ระยะทาง: 4 กม.
ความสูง: ขึ้น 385 ม. ลง 385 ม.

Gorak Shep - Dingboche

เวลาเดิน: 4 ชม.
ระยะทาง: 12.5 กม.
ความสูง: ลง 750 ม.



Gorak Shep: 5160 ม.
Kala Pattar: 5545 ม.
Dingboche: 4360 ม.



เสียงนาฬิกาข้อมือดังตี๊ดๆๆ ในความมืด

พี่เกียรติลุกขึ้นมาจัดข้าวจัดของ ใส่ถุงเท้ารองเท้า ขณะที่ผมค่อยๆ เคลื่อนร่างออกจากถุงนอนขนเป็ด Down Hugger ที่เช่ามาจาก Thamel

ดูเวลาแล้วเป็นเวลาเพิ่งจะตี 4 ครึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร

เอาไฟฉายคาดหัวไว้ ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็จัดของที่จำเป็นในภารกิจสำคัญเช้าวันนี้

ใช่แล้ว พวกเราจะพิชิตยอด Kala Pattar กัน

..

เมื่อวาน ผมตัดสินใจแล้วว่า จะไม่ขึ้นยอด Island Peak

ป๋าได้ยินก็อึ้งๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

หลังจากที่ใช้ชีวิตในเนปาลมาได้อาทิตย์นึง

มันมีอะไรสุดๆ หลายอย่าง

อากาศหนาวสุดๆ

เดินไกลสุดๆ

เหนื่อยสุดๆ

ฯลฯ

ก็เลยพาลให้คิดไปต่อ..

ทำไมต้องทรมานตัวเองขนาดนี้?

ขึ้นไปยอด Island Peak แล้วได้อะไร?

ตัดสินใจว่าผมขึ้น EBC กับ Kala Pattar ก็ถือว่าจบภารกิจของผมแล้ว

คิดแบบนี้ แล้วสบายใจ

วันนี้เลยตั้งใจเต็มที่

เป้าหมายที่สองของทริป

หลังจากนั้น ก็ลอยตัวแล้ว ไม่ต้องเครียดกันอีกต่อไป





..

สมาชิกมาพร้อมกันที่ห้องอาหาร

ชิลี่สั่งชอคโกแลตร้อนเอาไว้ให้ทานเป็นอาหารเช้า

ต้องบอกว่า เวลาอากาศหนาวๆ เครื่องดื่มอะไรก็ไม่อร่อยเท่าชอคโกแลตร้อนจริงๆ

มาทริปนี้จำไม่ได้แล้วว่าดื่มไปกี่แก้ว

..

ขึ้นยอด Kala Pattar ไม่ต้องขนสัมภาระใดๆ ไป

แค่ตัวกับหัวใจก็พอ อ้อ..แล้วก็น้ำดื่ม

ผมเป็นคนชอบแบกของไปเผื่อ ก็เลยเอาเป้ใหญ่ไป

ภายในไม่มีไรมาก แค่ของกิน ขนม และน้ำดื่ม

รวมกับกระเป๋ากล้องที่รู้สึกว่ามันเกะกะเหลือเกิน

แต่ยังไงก็เอามันไปด้วย

..





พออิ่มท้องแล้วใครพร้อมก็เริ่มเดินเลย

สิ้นเสียงคำสั่งป๋า พวกเราก็เริ่มต้นศึกหนักของวันนี้

ผมจำได้ว่า ผมออกเดินนำชาวบ้านมาก่อนเลย

วันนี้ผมตั้งใจเป็นพิเศษ

ถึงทางขึ้น ผมก็เดินขึ้นโดยไม่ต้องมีคนนำ และก็ไม่ได้สนใจคนตาม

ทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ

ไม่ได้นั่งปฎิบัติธรรม แต่กำลังเดินพิชิตยอดอยู่!

ก้มหน้าก้มตาเดิน ดูแต่สเตปเท้าตัวเอง

พยายามไม่มองขึ้นไป

และก็ไม่มองลงไปข้างล่าง

บรรยากาศในช่วงนั้นเงียบสงัด

ได้ยินแต่เพียงเสียงลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้น

..

ไม่รู้ว่าเดินมาได้ไกลเท่าไหร่ แต่คิดว่ามาค่อนข้างไกลพอสมควร

ผ่านเนินลูกแรกไป ก็ยังเดินต่อไปไม่หยุดพัก เพราะคุม heart rate ไว้ได้ค่อนข้างดี

ในใจนึงคิด เดินแ-'งให้ถึงเลยทีเดียวละกัน ไม่ต้องพัก

หากทำได้คงจะดีมาก

ผมเดินตามไปทันนักท่องเที่ยวฝรั่งกลุ่มหน้า และก็แซงพวกเค้าไปทีละคนๆ

ก้าวแต่ละก้าวยังคงจังหวะเดิม สมาธิแน่วแน่มาก

แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฉับๆ มาใกล้ๆ

ในใจก็รู้แล้วว่าเป็นฝีเท้าพี่วินัยแน่นอน

แกมาเดินจ่อตูดอยู่

แต่ก็ไม่ยอมแซง!

สมาธิเริ่มเสีย แต่พยายามเดินตามสเตปตัวเอง

หากสปีดเราตก แกคงจะแซงเอง





..

เดินๆ ไป ไม่รู้ว่าผ่านมาไกลแค่ไหน และเวลาผ่านไปนานเท่าใด

ขณะนี้ ผมยังคงเดินในฐานะผู้นำอยู่

มีปัญหาใหม่เข้ามา

เท้าเริ่มชา!

รองเท้า The Northface ที่ดูเหมือนจะกันความเย็นได้ จริงๆ แล้วไม่ได้กันอะไรเลย

ขาที่ใส่ถุงเท้าหนา 2 ชั้นก็ดูเหมือนจะไม่พอ

จะใส่ 3 ชั้นก็คับเกินจะใส่รองเท้าได้

ยิ่งเดินขายิ่งแข็ง

คนไม่รู้ประสีประสาอย่างเรา ก็เริ่มเกิดความกลัว

จะเจอ Frostbite ป่าววะเนี่ย!?

..





ตอนนี้พี่วินัยแซงไปแล้ว แต่แก็เดินๆ หยุดๆ รอผมอยู่ หลังจากรู้ว่าขาผมเริ่มแข็ง

น่าแปลกที่แกไม่เป็นแฮะ

โชคดี ชิลี่เดินตัวปลิวมาอยู่ใกล้ๆ เลยบอกอาการไป

แกบอกให้เอาขาเตะพื้นบ่อยๆ เหมือนให้เลือดมันไหลเวียนดีขึ้น

ลองทำดู ก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ต้องเดินไปทำไป

ส่วนเรื่อง Frostbite ไม่ต้องห่วง

แกบอกยังไงก็ไม่เป็นอยู่แล้ว ขาไม่ได้ชื้น ไม่ได้สัมผัสหิมะโดยตรง

ใจชื้นขึ้นเยอะ

..





ช่วงสุดท้ายเดินๆ หยุดๆ ขาชาอยู่บ่อยๆ ต้องเตะพื้นเป็นระยะๆ

ทำให้เริ่มเหนื่อย หายใจไม่เป็นจังหวะ

แต่ก็ฝืนๆ เดินขาแข็งๆ ไป จนในที่สุดก็ถึงยอดจนได้

พี่วินัยถึงคนแรก ขณะที่ผมเจอหมอโอแซงโค้งสุดท้ายตกมาเป็นที่สาม

ดูนาฬิกาแล้วใช้เวลาไป 1 ชม. 15 นาที

อยู่ที่ระดับความสูงที่ไม่ใช่ 5545 ม.

แต่มันโชว์ 5680 ม. เกือบ 5700 ม.!

ชิลีชี้ไปที่เนินเล็กๆ บนลูกแรก บอกเมื่อก่อนคนขึ้นไปถึงแค่นั้น

หรือว่ายอดนั้นต่างหากที่ 5545 แต่ที่พวกเรายืนอยู่น่าจะสูงกว่านั้น

หากนาฬิกาผมไม่เพี้ยนไป

..

วิวบนนี้สุดยอดมาก งดงามเกินบรรยาย

เสียดายเล็กน้อยที่ดวงอาทิตย์ขึ้นโผล่พ้นยอดเขามาสักพักแล้ว ทำให้มุมเอเวอเรสต์เป็นมุมย้อนแสงไป

แต่ทิวทัศน์รอบตัว ดูยังไงก็ไม่เบื่อจริงๆ

ชีลี่บรรยายชื่อยอดเขาแต่ละลูกให้ฟัง





ขณะนี้พวกเรากำลังโดนโอบล้อมจากขุนเขาสูงเสียดฟ้า





สุขใดไหนจะปาน

เป้าหมายของผมจบลงแล้ว!





..

ขีดจำกัดความอดทนของมนุษย์





ขาลงสวนกับวีที่กำลังไต่ขึ้นมา เช่นเดียวกับพี่นเรศร์ที่มีชิลีลงไปคอยรับอยู่

รวมไปถึงหมอสุ่น ที่คอยถ่ายรูปเก็บรายละเอียดทุกช็อตที่แกเห็น





ลงมาถึงข้างล่างก็เข้าห้องเก็บของใส่ถุงกระสอบพร้อมให้ลูกหาบขนไป

ภายในห้องอาหารค่อนข้างเงียบ มีนักท่องเที่ยวอยู่ไม่กี่คน

สั่งอาหารเช้ามากิน ก่อนที่จะต้องรีบเดินทางต่อ

เพราะงานของพวกเราวันนี้ยังไม่จบ

ต้องเดินทางไปพักที่ Dingboche ซึ่งหนทางค่อนข้างยาวไกล

..

ตามสูตร ทานอาหารเสร็จก็เข้าห้องน้ำ

พอออกมาสมาชิกทัพหน้าก็หายไปหมดอีกแล้ว

เส้นทางเดินก็แค่เดินย้อนกลับทางเดิมที่เคยมา

Gorak Shep(5160) -> Lobuche(4930) -> Dingboche(4360)

เดินแบบความสูงลดลงเรื่อยๆ ก็ไม่น่าจะเดินยากอะไร

แต่เมื่อได้เดินจริงๆ

มันเหนื่อย และท้อมาก!

..

เหมือนมันหมดแรงกระตุ้น ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรอีก

ขาก็เดินไปเรื่อยๆ แต่ใจมันไปอยู่ที่เมืองไทยเสียแล้ว

คิดถึงอาหารต่างๆ นานา อยากกินนู่น นี่ไปหมด

ยิ่งเดิน ก็ยิ่งเหนื่อย ทำไมมันไกลนัก (วะ)

แค่จาก Gorak Shep ไป Lobuche มันก็ไม่น่าจะไกล

แต่ก็ไม่ถึงเสียที

ผมเดินตามหลังนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง

คิดว่าเค้าก็เดินไวแล้วนะ แต่ก็เหมือนกับเดินนานหลายชั่วโมง

ตั้งใจจะไปพักดื่มน้ำมะนาวร้อนที่ Lobuche เสียหน่อย

พอถึงเมือง ก็เจอกลุ่มทัพหน้าพอดี พวกเค้าเห็นผมมาถึงก็เดินกันต่อ

ไม่พักกันเลยมั่งเลยเรอะ??

..

ก็เลยอดกินน้ำมะนาว เดินกวดไปจนทันกลุ่ม อึดใจเดียวก็เจอพี่บุ๋มเดินกับพี่แมว

เลยขอเดินไปด้วยกันเลย

เดินมาจนถึงเนินมรณะ ผมต้องหยุดพักเติมพลังงานให้กับร่างกายก่อน

หนทางดิ่งลงแบบสุดๆ จนถึง Dughla สมาชิกในกลุ่มก็ตัดสินใจหยุดพักกินข้าวกลางวันกัน

แต่เพราะเมืองนี้มันเล็กมาก มีร้านอาหารยู่สองร้าน แต่เปิดร้านแค่เดียว แถมคนในร้านก็แน่นเป็นล้าน

ผมเผลอไปสั่งชอคโกแลตร้อน คิดว่าจะเร็ว แต่รอสิบห้านาทีก็ยังไม่ได้

อากาศเริ่มครึ้มมาอีกแล้ว หิมะปรอยๆ

เลยขอชิ่งดีกว่า

..





เส้นทางจากนี้ Dughla ไป Dingboche เป็นทางค่อนข้างเรียบ

เส้นทางเดินเป็นลานโล่ง ไม่เหนื่อยนัก

พวกเราปลอบใจกันเอง หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

..

เดินๆ ไปหมอโอ พี่วินัย ป๋าเสริฐ หายลับไปแล้ว

เห็นแต่หมอ Arthur เดินกับพี่บุ๋ม

ผมเดินรั้งท้าย คอยประกบพี่แมว

..





เดินๆ สักพักพี่แมวก็ปล่อยโฮออกมา บอกคิดถึงแม่

ผมได้ยินก็อยากจะร้องไห้ตาม แต่คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

ช่วงเวลานี้ที่ต้องทำคือ อดทน อดทน และอดทน

บอกพี่แมวไป ว่าอีกไม่ไกลแล้ว แล้วเราก็จะได้พักผ่อนกัน

..

ช่วงใกล้ๆ เมือง หากไม่สังเกตจะเผลอลงเมืองผิดเอาได้

ไปลง Pheriche แทนที่จะลง Dingboche

ผมเกือบพลาดไป ดีที่จำได้ว่าเมือง Dingboche มันมีสถูป

ด้านหน้าจะเห็น Ama Dablam และทางทิศตะวันออกจะเห็น Island Peak

ขณะที่เดินสังเกตเห็นเฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนอยู่ ซึ่งน่าจะเป็น Pheriche มากกว่า

..

พอใกล้เมืองก็เดินตัดลงดิ่ง เห็นหลังคาโรงแรมจากมุมสูง เลยไม่อยากเสียเวลาอ้อม

เดินลงมาถึงด้านล่างเจอดีบีเดินมากับคนจูงม้าและมีคนหนึ่งนั่งบนหลังม้า

มาเห็นทีหลังว่าพี่มนนี่เอง นึกว่าใคร

ได้ยินว่าแกแพ้ความสูงมาตั้งแต่ Lobuche แล้ว

..

อากาศเริ่มหนาวเย็น แสงสว่างเริ่มกลายเป็นความมืด

คืนนี้สมาชิกมาถึงกันอย่างล่าช้า พวกเรานั่งรอกันในห้องอาหารอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้

สมาชิกโผล่มากันทีละคน สองคน

จนในที่สุดสมาชิกสองคนสุดท้าย..หมอตี๋กับวีก็มาถึงแบบหมดสภาพโดยมีชิลีพามา

ทุกคนปรบมือต้อนรับด้วยความยินดี

ผ่านวันอันแสนยาวนานไปอีกหนึ่งวัน

..

จบตอนที่ 8

==================================================================================




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2554    
Last Update : 13 มิถุนายน 2554 22:21:33 น.
Counter : 384 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.