Jack-A-Little-Monster
Nepal - Chapter 5: Tengboche - Dingboche

เวลาเดิน: 3 ชม.15 นาที
ระยะทาง: 9-10 กม.
ความสูง: ขึ้น 580 ม. ลง 70 ม.

Tengboche: 3870 ม.
Dingboche: 4360 ม.

เริ่มนับวันถอยหลัง..




คืนที่ผ่านมานอนไม่สนิทเอาซะเลย แม้จะแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท แต่มันหายใจลำบากเหลือเกิน เวลาสูดหายใจเข้า อากาศเย็นๆ วิ่งผ่านโพรงจมูกแล้วก็แสบไปหมด

แต่หากเอาผ้าปิดจมูกเวลานอน อากาศมันก็ติดขัดเหมือนอยู่ในห้วงสูญญากาศ

กลัวมากว่า นอนๆ แล้วขาดหายใจ

แล้วก็ตายไปซะอย่างงั้น!?

อากาศภายในห้องเมื่อคืนวัดได้ -3 องศา

..





แพ็คของเรียบร้อย ก็เดินเล่นยามเช้าก่อนแสงอาทิตย์สาดส่อง หาทำเลสวยๆ ในวัด Tengboche ภาพอมาดาบลัมทอดเงาดำมืดอยู่ตรงหน้า ช่วงเวลานี้ยังบดบังดวงตะวันไว้เสียมิดชิด





วันนี้ ณ เมือง Dingboche จะได้เห็นอมาดาบลัมในอีกมุมหนึ่งที่ไม่คุ้นตาจากทางฝั่งเหนือ

เส้นทางวันนี้จะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องเดามากนัก

ยิ่งเดิน ยิ่งสูง หนทางก็คงจะมีแต่ดิ่งขึ้นเท่านั้นเอง




..





เสียงผู้คนในห้องอาหารเริ่มดังมากขึ้น เมื่อสมาชิกเริ่มทยอยกันเข้ามา

อาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวเปล่า ข้าวผัด หมูฝอย ปลากรอบ และเมนูใหม่ ปลาซาบะกระป๋อง

หลายๆ คนเริ่มเบือนหน้าหนี อาหารที่เริ่มจะจำเจ แต่ก็ต้องทนๆ กินไป

แม้เพิ่งจะผ่านทริปไปไม่กี่วัน แต่บางคนก็เริ่มนับวันถอยหลังกันแล้ว

หนึ่งในนั้นก็คือ ผม

จำวันเวลาไม่ค่อยได้นัก ว่าแต่ละวันคือวันอะไร

แต่พอมานั่งนับๆ ดูแล้ว ก็ตกใจ

เพิ่งผ่านมาได้แค่ 4 วันเองนี่หว่า

เหลืออีกตั้งสิบกว่าวัน

เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหนอ

..

เมื่อคืนป๋าปรับเปลี่ยนแผนเล็กน้อย

จากทีแรกให้วันนี้ไปนอนที่ Pheriche เปลี่ยนไปนอนที่ Dingboche แทน

สองเมืองนี้อยู่ใกล้ๆ กัน

Dingboche จะอยู่สูงกว่าเล็กน้อย ประมาณ 130 เมตร

เส้นทางเดียวกัน แต่ถึงจุดหนึ่งจะมีทางแยก ซ้ายไป Pheriche ขวาไป Dingboche

..





เส้นทางเริ่มต้นจาก Tengboche ทางเดินลาดลงแบบน่าใจหาย

เจอทางลาดลงนี่มันน่าท้อใจไม่แพ้ทางขึ้นชัน

เพราะหมายความว่าขากลับจะต้องเดินดิ่งขึ้น

หากเจอทางเรียบๆ จะสบายสุด

แต่มาปีนเขา ไม่ขึ้น ไม่ลง จะเรียกว่าขึ้นเขาได้ไงฟระ !?

..

จาก Tengboche ลงดิ่งมาสักร้อยเมตรได้มั้ง ก็ถึงเมือง Debuche เมืองถัดมาที่มีโรงแรมกระจายๆ อยู่

หลายๆ คนเริ่มหยุดที่นี่

ไม่ใช่เหนื่อย

แต่หยุดเพื่อถอดเสื้อหนาวที่เริ่มกลายเป็นเสื้อร้อน

แล้วก็เดินต่อ

..

เส้นทางต่อจาก Debuche เป็นทางค่อนข้างราบเรียบประมาณ 15 นาทีก็ถึงเมือง Milinggo จากนั้นทางก็ดิ่งลงจนถึงสะพานแขวนที่ข้ามแม่น้ำ Imja Khola





หนทางเริ่มดิ่งขึ้นชัน ในขณะที่วิวอมา ดาบลัมก็เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ





ไม่ไกลนักก็มาถึงเมือง Pangboche(3860 ม.)

เมืองนี้ค่อนข้างใหญ่ มีต้นไม้ค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับที่พัก และร้านอาหาร

ผมไม่ได้ใช้เวลาอะไรมากนักในการเยี่ยมชมเมือง แค่เดินไปดูไป

พี่วินัยเดินนำผมอยู่แบบไม่ห่างมากนัก

ในขณะที่หมอโอ และหมอ Arthur หายลับไปตั้งแต่เริ่มเดินแล้ว




..

วันนี้เดินๆ ไปนอกจากจะต้องหลบขบวนจามรีแล้ว ยังต้องเดินหลบขบวนม้าด้วย

มีนักท่องเที่ยว 3 คนนั่งม้ามาเที่ยว

มาทราบทีหลังว่าเป็นคนไทย

ไม่ได้มีโอกาสคุยด้วย

แต่ได้ยินว่าไปถึงแค่ Gorak Shep แล้วก็กลับ

เท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่ไปให้ถึงกาลาพัตตาร์ หรือ EBC





..

ด้วยความว่องไว เทคนิคแพรวพราว ทำให้พี่วินัยพริ้วหลบหลีกขบวนจามรีไปได้

บางช่วงแกอาศัยความแข็งแกร่ง เดินเทรลใหม่ ตัดขึ้นเขาแล้วสปีดแซงหน้าขบวนนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่มเข้าแถวยาว

ขณะที่ผมทำตัวมีมารยาทคอยเดินตามพวกเค้าไป

จริงๆ คือเนียนพักเหนื่อยไปในตัว

..

ขบวนม้าของคุณป้า 3 ท่าน(ขออนุญาตเรียกป้านะครับ เพราะอายุท่าจะมากกว่าผมพอประมาณ) ชอบมาจี้กดดันผมอยู่เนืองๆ จริงๆ แกก็เดินของแกนั่นแหละ แต่ผมน่ะกดดันตัวเองมากกว่า ประมาณว่าไม่ชอบให้ขบวนยาวๆ มาแซง เพราะเวลาแซงกลับมายากเหลือเกิ๊นน

บางทีสปีดหนีเดินไปไกลแล้ว หันกลับมาดู พวกแกก็ยังอยู่ไม่ห่างนัก แถมเดินก่อบๆ กวดมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย (แต่ม้าน่าจะเหนื่อย)





แต่ในที่สุดขบวนท่านป้าก็มาจ่อตูดผม จนต้องขอยอมแพ้ ยอมปล่อยให้แกแซงไปจนได้ ในช่วงที่มาถึงเมือง Shomare (4010 ม.)

แต่พอให้แกแซงเสร็จ ปรากฎว่าแกก็หยุด ไม่ไปต่อ เพราะแกมาพักที่เมืองนี้พอดี

ผมเลยต้องขออนุญาตแซงกลับอีกรอบ

ซึ่งขณะนี้พี่วินัยหายวับไม่เห็นแม้เงาแล้ว

..

เส้นทางหลังจากนี้เป็นทางโล่งๆ เตียนๆ

เหมือนเดินบนทางราบ

แต่ไม่ราบจริง

เป็นทางราบขึ้น เดินแล้วโคตรเหนื่อย

ยิ่งทางโล่งๆ บางทีเดินๆ แล้วหลง trail

เดินผิดเดินถูกได้ง่ายๆ

..





ผมเดินมาถึงหินสลักมนต์ก้อนใหญ่ ก็เจอทางแยก

น่าจะใช่ทางแยกไป Pheriche กับ Dingboche

ตัดสินใจไปทางขวา ซึ่งเป็นทางลง

ขณะที่ทางซ้าย คือทางขึ้นข้างบน

มองไปทางซ้าย ไหงมีแต่คนเดิน

ขณะที่ด้านเรา ไม่เห็นสักคนเลย

เล่นเอาลังเลใจอยู่เหมือนกัน

เลยถามลูกหาบคนนึงที่เดินสวนมา เพื่อความแน่ใจ

..

เส้นทางไป Dingboche ต้องบอกว่า

วังเวงมาก

ทำไมมันเงียบเชียบ คนน้อยอย่างนี้

เดินๆ เจอแต่ลูกหาบ

ช่วงเริ่มต้นทางราบเรียบลัดเลาะตามไหล่เขา

จากนั้นก็ลงดิ่งเพื่อข้ามสะพาน

เพื่อที่จะขึ้นดิ่ง เหมือนอย่างเคย

..

ผมเดินผ่านเขาสูงลูกนั้นมาด้วยท่าทีอ่อนแรงปนลังเล

ยังไม่แน่ใจว่ามาถูกทางรึเปล่า

เดินมาตั้งนานไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย

แต่ก็ยังต้องเดินต่อไป

ดูจากพื้นก็มีรอยเท้า ยังไงซะก็ต้องไปทะลุ Dingboche นั่นแหละ

จนไปเจออีกเนินหนึ่ง เห็นคนสองคนนั่งพักกันบนยอด

กลั้นใจเดินขึ้นไปบนนั้น ก็เจอลูกหาบนั่งพักเมาท์กันอยู่





ใจชื้นขึ้นเยอะ เมื่อรู้ว่ามาถูกทางแล้ว

แถมได้รับข่าวดี ว่าอีกสักครึ่งชั่วโมงก็ถึง

แหม กำลังแรง กำลังใจมันกลับมาในบัดดล

คุยๆ กันไป โอ้ ลูกหาบรู้จักโทนี่ จาด้วยแฮะ

ดังมาถึงเอเวอเรสต์เลยนะพี่จา

..

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมก็มาสมทบกับหมอโอ หมอ Arthur และพี่วินัยที่นั่งพักกันอยู่หน้าโรงแรมแห่งแรกของเมือง Dingboche

ไกด์ยังไม่มา เลยยังไม่เห็นธงชาติแขวนอยู่

ตกลงกันว่าพักกินข้าวกันที่ร้านนี้ก่อนละกัน

ผมเลยเอาธงส่วนตัวมาแขวนไว้ ดักเพื่อนร่วมทริปไว้ก่อน

..

มื้อกลางวันของผมเป็นช็อคโกแล็ตร้อน ก่อนตบท้ายด้วยไข่เจียว 2 ฟอง รสชาติไม่เลวนัก

สมาชิกเริ่มมาสมทบกันเกินครึ่งแล้ว ปุรนารายณ์มาถึงก็ออกไปหาโรงแรมที่เราจะนอนกัน

สักพักก็พาพวกเราไปยังโรงแรมดังกล่าว

โรงแรมนี้วิวดี จากห้องอาหาร มองออกไปเห็นยอด Island Peak ด้วย

จัดแจงแบ่งห้องกันเสร็จก็มีเวลาเหลือ

หมอโอก็ชวนไปชมสถูปบนยอดเขา (เหมือนอย่างเคย)

กลุ่มนี้ได้เที่ยวคุ้มกว่าเค้าเลยจริงๆ

..





เส้นทางขึ้นไปชมสถูป ต้องเดินเข้าไปทางด้านหลังโรงแรม Himalayan Lodge

ผ่านที่ใครก็ไม่รู้ แล้วก็เริ่มขึ้นเขาไปเรื่อยๆ

ทางชันไม่ใช่น้อย ผมก้มหน้าก้มเดินจนในที่สุดก็ไปสมทบกับกลุ่มหมอโอที่ยืนถ่ายรูปกันอยู่ด้านบน





อากาศหนาวเย็น หิมะเริ่มโปรยปราย สายลมเกรี้ยวกราด

จะถ่ายรูปทียังไม่ค่อยอยากจะควักกล้องออกมา





..

คืนนี้หลายๆ คนดูมีอาการซึมๆ

แพ้ความสูง

อากาศหนาว

เบื่ออาหาร

ฯลฯ

จำได้ว่า Lonely Planet แนะนำว่าควรจะพักที่ Pheriche/Dingboche เพิ่มอีก 1 คืนเพื่อปรับตัว

แต่พวกเราไม่มีเวลาขนาดนั้น

ผมเลยกังวลพอสมควรว่าการเดินแบบ nonstop ของพวกเราจะเกินลิมิตที่ทำให้เกิด AMS รึเปล่า

พรุ่งนี้ยังมีงานที่หนักกว่าวันนี้รออยู่...Lobuche 4910 ม.

คิดได้เช่นนั้นผมก็เริ่มนับวันถอยหลังกลับบ้านอีกแล้ว

..


จบตอนที่ 5

==================================================================================





Create Date : 09 มิถุนายน 2554
Last Update : 9 มิถุนายน 2554 22:35:19 น. 1 comments
Counter : 558 Pageviews.

 
ams คือไรมาลุ้นหาคำตอบต่อ น่าจะเกี่ยวกับอาการที่เกิดบนที่สูงใช่มั้ยครับ ส่วนเรื่องธงไตรรงค์แขวนไว้ที่โรงแรมนั่นถึงบางอ้อแล้ว ที่แท้พวกกันแขวนเป็นสัญลักษณ์ให้สังเกตุเห็นกัน ดีจังวิธีนี้

ตามอ่านต่ออย่างตื่นเต้นครับ ชีวิตนี้อยากไปแต่คงได้แต่อยากเท่านั้น ฟังดูแล้วไม่ใช่การเดินทางที่ง่ายๆเลยแถมการเตรียมตัวเพื่อจะไปหาไกด์หาทัวร์ก็คงไม่ง่าย


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 18 มิถุนายน 2554 เวลา:15:04:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.