Jack-A-Little-Monster
++ทิเบต++ ดินแดนหลังคาโลก #3 Everest Base Camp (EBC)

จาก Shigatse จุดหมายต่อไปของวันนี้ก็คือ Everest Base Camp หรือ Qomolangma Base Camp สำหรับผมแล้ว EBC เป็นจุดหมายหลักของทริปนี้เลยทีเดียว

แม้ว่าพวกเราจะไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยตุ้ม (บอกตรงๆ ว่าเดินขึ้นลงรถที่ระดับความสูงแบบนี้ ผมก็เหนื่อยแล้ว) แค่นั่งรถไปเรื่อยๆ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความไกล รวมถึงเส้นทางที่ค่อนข้างขรุขระ คดเคี้ยว นั่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที





คนขับรถพาพวกเราไปตามถนนสาย 318 เส้นทางเริ่มกันดารขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เห็นความงามมากขึ้นเช่นกัน ถนนเริ่มคดเคี้ยวเลี้ยวลด งานนี้ต้องพึ่งคนขับรถคนเก่งที่พาพวกเราไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย





เข้าสู่เขต Tingri เห็นธงหลากสีผูกไว้เยอะๆ




แสดงว่าพวกเรามาถึงทางเข้าเขตพื้นที้สงวนของ Qomolangma ซึ่งมีความสูงอยู่ที่5248 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลกันแล้ว





มองไปทางไหนก็เห็นภูเขาหิมะสูงสุดลูกหูลูกตา ผมเดินปลีกวิเวกไปเดินย่ำหิมะเล่น ราวกับคนเพิ่งเห็นหิมะเป็นครั้งแรก อากาศหนาวๆ แต่แดดก็แรงสุดๆ เดินไปได้ไม่ไกลก็กลับขึ้นรถ เพราะยังเหลือระยะทางอีกไกลโขกว่าจะไปถึง base camp





พวกเราตื่นเต้นกันมากหลังจากที่คนขับรถชี้ไปเขาข้างหน้านู่น นั่นแหละ เอเวอเรสต์





จำไม่ได้แล้วว่ามีด่านตรวจกี่ด่าน กี่ครั้งที่มีตำรวจขึ้นมาดูหน้าพวกเรา กี่ครั้งที่ต้องส่งพาสปอร์ทให้ไกด์เพื่อไปลงทะเบียน





ด่านบางด่าน ตำรวจทำเสียเวลา เพราะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงไหนชื่อพวกเรา ไม่รู้ว่า Name คือชื่อ แถมสะกดชื่อประเทศไทยเป็นภาษาจีนไม่ถูก เขียน "ไท้" ที่แปลว่าใหญ่ไปซะงั้น จนคนขับรถบ่นกับพวกเราว่า อ่านไม่ออกยังจะทำเป็นตรวจอีก...





พวกเรามาถึงเมืองเชการ์ (Shegar) หรือติ้งริใหม่ (New Tingri) ก็แวะทานอาหารกลางวันกันก่อน จากนี้ไปจะมีด่านสุดท้ายที่ต้องลงไปรายงานตัว ก่อนที่จะถึงแยกถนนลูกรัง ซึ่งจะเหลือระยะทางอีกประมาณ 100 กม.





ดูจากถนนแล้วก็เหนื่อยใจแทนคนขับ คิดอยู่เหมือนกันว่าจะคุ้มมั้ยนี่ แล้วฟ้าจะปิดรึเปล่า จะปวดหัวมั้ย ฯลฯ

แต่พอมองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ที่อยู่ไกลๆ แล้วมันก็รู้สึกว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราต้องมาเห็นกับตาให้ได้ ถึงแม้ไม่มีปัญหาจะปีนขึ้นเอเวอเรสต์แต่ได้ไปถึง base camp ก็ภูมิใจสุดๆ แล้ว

อันนี้ไม่รู้ใครมาสลักไว้ สงสัยคนไทย + คนไอร์แลนด์รึเปล่า





เส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดเป็นงูกันเลยทีเดียว มองลงไปด้านล่างเห็นถนนคดเป็นทางยาว แล้วก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงฟระนี่ อากาศก็ดูไม่ค่อยดีแล้ว เพราะฟ้ามันครึ้มๆ ไปถึงแล้วไม่เห็นยอดนี่จะเป็นอะไรที่ซวยสุดๆ

ถนนหนทางที่พวกเราไป ไม่มีรถโดยสารผ่านไปมาเลย ดูท่าทางแล้วพวกเราเป็นนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียวในวันนี้ที่มาเยือน Qomolangma Base Camp
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

...

ระหว่างทางนอกจากยอดเอเวอเรสต์ (8848 เมตร) แล้วยังมองเห็นยอดที่สูงเกิน 8000 เมตรอีก 3 ยอดคือ Lhotse (8516 เมตร) Makalu (8463 เมตร)
และ Cho Oyu (8201 เมตร) ดูไกลๆ แล้วภูเขาเหล่านี้ยิ่งใหญ่มากไม่แพ้เอเวอเรสต์เลย (ดู Lhotse แล้วพาลคิดไปว่า คล้ายๆ ดอยหลวงเชียงดาวเลย) เพียงแต่เอเวอเรสต์จะสูงโดดขึ้นมา ขณะที่รอบข้างเตี้ยๆ หน่อย





กับการเดินทางบนถนนลูกรัง ด้วยระยะทาง 100 กม. พวกเราใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงวัดหรงปุซึ Rongbuk Monastery ซึ่งเป็นวัดที่อยู่สูงที่สุดในโลก ที่ระดับ 5,200 เมตรกว่าๆ จากจุดนี้ไปจะใช้เวลา 20 นาทีก็ถึงจุดหมายที่เราทุกคนเฝ้ารอมาทั้งวัน

เส้นทางช่วงนี้มีหวาดเสียวเล็กน้อยเพราะถนนมีหิมะปกคลุม คนขับรถต้องใช้ฝีมือพอสมควร

และแล้วพวกเราก็มาถึง Mt. Qomolangma Base Camp หรือ Everest Base Camp





มีเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับกันมากมาย บอกว่าพวกเราเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกและกลุ่มสุดท้ายของวันนี้





หิมะปกคลุมทั่วไปหมด อุณหภูมิต่ำกว่า -10 องศา ไอ้ตัวผมที่เกลียดความหนาวมาแต่ไหนแต่ไร เจอแบบนี้ก็อาการออกเลย แถมความสูงระดับนี้ที่ไม่ได้ปรับตัวมาก่อน ทำให้การเดินขึ้นไปชมวิว ระยะทางคร่าวๆ แค่ 100 เมตร ผมเหนื่อยจนแทบจะขาดใจ ขณะที่คุณพ่อ คุณลุง และคุณอา เดินกันชิวๆ เหมือนเดินเล่น เห็นแต่ละคนเดินกันฉิว ทำเอาผมท้อใจเหมือนกัน





ถึงแล้ว!





พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่แค่ครึ่งชั่วโมงก็ต้องกลับ ขากลับแวะชมวัด Rongbuk อีกครั้ง ผมตั้งใจจะขึ้นไปเดินชมวัดสักหนึ่งรอบ แต่อาการ Altitude Sickness ทำเอาผมต้องถอดใจ ขอยืนถ่ายรูปอยู่ตรงถนนนี่แหละ คิดแล้วก็อนาถตัวเองมากมาย





คืนนี้ไม่ได้นอนกันที่วัด แต่ไปนอนกันที่ Shegar ซึ่งเป็นความคิดที่ดีแล้ว (มีนักท่องเที่ยวก่อนหน้าติดอยู่ที่วัด Rongbuk 4 วันหลังจากอากาศหนาวจัด รถสตาร์ทไม่ติด คิดแล้วเสียวเลย)

ดูเวลาแล้วถึง Shegar มืดแน่นอน พวกเรากลับถึง Shegar ตอนสามทุ่มกว่า ทานอาหารค่ำกันเสร็จก็เข้าที่พัก ซึ่งเมืองนี้น้ำขาดแคลนมาก ห้องน้ำจึงเป็นส้วมหลุมอย่างเคย น้ำราดไม่มี ก็ต้องทนๆ กันไป.. อุณหภูมิยามดึกวัดได้ -16 องศา หนาวสุดขั้วหัวใจ

เป็นวันที่เหนื่อยและทรมาน แต่ก็ดีใจสุดๆ ครับ ว่าพาตัวเองมาถึงที่นี่จนได้ พ่อถามผมว่ามาอีกมั้ย ผมไม่ลังเลใจ บอกถ้ามีโอกาสก็จะมาอีก แต่คราวหน้าขอไปไกลกว่าเดิมนิดนึงละกัน ทริปนี้ผมเสียฟอร์มไปเยอะเลย ไปๆ มาๆ กลายเป็นคนอ่อนแอที่สุดในทริปนี้เสียได้...






Create Date : 28 เมษายน 2553
Last Update : 28 เมษายน 2553 23:31:16 น. 6 comments
Counter : 1342 Pageviews.

 
เก่งจังค่ะ ถ้ามีโอกาสอยากไปแบบนี้มั่งจัง


โดย: Chillout Cafe' วันที่: 29 เมษายน 2553 เวลา:9:15:15 น.  

 
อ่านแล้วก็ตื่นเต้นตามไปด้วย


โดย: chantibha วันที่: 29 เมษายน 2553 เวลา:9:48:46 น.  

 
^^


โดย: sierra whiskey charlie วันที่: 29 เมษายน 2553 เวลา:23:45:12 น.  

 
โอ้โห
เห็นแล้วน่าไปลุย บ้างจัง อิจฉาๆๆ
อยากไปเดินบนหิมะบ้าง อ่ะ


โดย: kwan_3023 วันที่: 30 เมษายน 2553 เวลา:11:26:27 น.  

 
เก่งจังค่ะ ยอมรับว่าร่างกายแข็งแรงสมบุกสมบัน สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกได้เยี่ยมมาก ขนาด อุณหภูมิติดลบขนาดนั้นยังทนได้ หวังว่าคงจะไม่ไปกันถึงยอดล่ะค่ะ มันท้าทายเกินไป


โดย: วันสดใส วันที่: 10 มิถุนายน 2554 เวลา:9:35:39 น.  

 
เก่งจังค่ะ ยอมรับว่าร่างกายแข็งแรงสมบุกสมบัน สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกได้เยี่ยมมาก ขนาด อุณหภูมิติดลบขนาดนั้นยังทนได้ หวังว่าคงจะไม่ไปกันถึงยอดล่ะค่ะ มันท้าทายเกินไป


โดย: วันสดใส วันที่: 10 มิถุนายน 2554 เวลา:9:35:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.