Jack-A-Little-Monster
ไต่ Kilimanjaro หลังคาแอฟริกา ตอนที่ 3 (Shira Camp - Barranco Camp)

วันที่สาม Shira camp ไปยัง Lava Tower ลงไป Barranco Camp

Elevation (m): 3850m to 4600m down to 3950m, Distance: 12km, Time: 6-7 hours, Habitat: Semi-desert.


เป็นเช้าที่ฟ้าครึ้มๆ ไม่สดใส ยังดีที่ฝนหยุดกวนใจ หลังจากต้องนอนฟังเสียงเปาะแปะทั้งคืน

บรรยากาศโดยรอบยังเงียบสงบ ยามที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังซุกตัวในถุงนอนอุ่นๆ

ผมบันทึกภาพบรรยากาศโดยรอบ สมาชิกเริ่มโผล่ออกมาจากเตนท์กันมากขึ้น

..

"เป็นวันที่หนักที่สุดเท่าที่ผ่านมา" ผมสรุปใจความหลังจากได้ดูภาพกล้องหมอสุ่น ที่บันทึกการเดินทางทั้งหมดของเว็บป๋าเอาไว้ในกล้องตัวเก่ง

?ต้องเดินจาก 3850 เมตรขึ้นไปถึง 4600 เมตร แต่เดินลงมานอนที่ 3950 เมตร?

เท่ากับระยะกระจัด เดินสูงขึ้นไปอีกแค่ 100 เมตร

ดูจะเสียแรงเดินขึ้นไปตั้งเยอะ

แต่นับเป็นการปรับสภาพที่ดีทีเดียว

..






....


อากาศเริ่มหนาวเย็น หมอกฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย พวกเราบางคนใส่เสื้อกันฝนกันตั้งแต่เริ่มเดินเลย

เส้นทางชันขึ้นไปเรื่อยๆ วิวสองข้างทางเริ่มแปลกประหลาด

มองไปทางไหนก็มีแต่ก้อนหินก้อนกรวด จะมีบ้างก็บางต้นที่สะดุดตา

ต้น Lobelia พืชประจำถิ่น ลำต้นตั้งตรงชูใบเป็นพุ่มๆ

สวยจนต้องหยุดถ่ายรูป


..



อาการปวดหัวเริ่มมาเยือน หลังจากขึ้นที่สูงไปได้สักพัก

ผมเดินเกาะกลุ่มอย่างช้าๆ โดยมีไกด์บาลีนำ ตามด้วยพี่นเรศร์ และป๋าเสริฐ

พวกเราหยุดพักเป็นช่วงๆ บาลีพยายามย้ำให้พวกเราจิบน้ำบ่อยๆ

ป๋าเสริฐเห็นผมอาการไม่ค่อยดี คอยเดินประกบอยู่ไม่ห่าง

อาการคลื่นไส้เริ่มมาเยือน แต่ก็ยังไม่มากพอจะขย้อนอะไรออกมา

บาลีบอกพวกเราว่าอีกไม่นานจะถึงทางแยก ทางซ้ายไป Lava Tower และ Arrow Glacier

ทางขวาไป Barranco Camp

ตามโปรแกรมจะเดินอ้อมไปชม Lava Tower ก่อนจะย้อนกลับลงมา

ผมบอกแกไปว่า เดี๋ยวไปถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน

..

พวกเราเดินกันช้าๆ เนิบๆ เป็นจังหวะ Pole Pole ตามสไตล์แทนซาเนีย

สักพักก็ถึงทางแยก

หมอกลงจัดจนมองแทบไม่เห็นอะไร แถมอากาศก็หนาวจัด

บาลีหยิบก้อนน้ำแข็งบนพื้นดินให้ดู ช่วยยืนยันความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี

..

พวกเราหยุดพักกินอาหารกลางวันกันที่นี่

เพราะอาการปวดหัว และอากาศที่หนาวจัด ทำให้ผมกินอะไรไม่ค่อยลง

เอาบิสกิตแข็งๆ มากัดกินไปสองชิ้น กับน้ำผลไม้กล่องปิรามิดมาดูดๆ

ฝนเริ่มแหมะๆ ลงมาอีก

พี่นเรศร์บอกบาลีว่าไม่ต้องไป Lava Tower ก็ได้

พอดีกับป๋าขึ้นมาสมทบพอดี ทุกคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน

เดินลง Barranco Camp โลด!

..




เส้นทางขาลง ก็ลงดิ่งจริงๆ

เวลาลงพวกเราไม่เดินลงกัน แต่ใช้วิ่งแทน

ทั้งบาลี ทั้งป๋าเสริฐ ทั้งพี่นเรศร์

ไม่รู้จะรีบไปไหนกัน

ทำให้ผมต้องทำตัวรีบไปกับเค้าด้วย

วิ่งแซงทั้งลูกหาบ ทั้งลูกทริป

จนถึงจุดๆ หนึ่งผมก็ต้องหยุดกึ้ก

เพราะวิวมันสะดุดตาเหลือเกิน

มองไปทางซ้าย ด้านบนเห็นยอดหิมะปกคลุมจางๆ หลังสายหมอก

ด้านหน้าเป็นผาขนาดใหญ่ มีน้ำตกไหลลงมาจากผาสูง

มีต้น Cinecia กระจายอยู่เต็มไปหมด

งามแบบนี้ จะรีบร้อนไปไหน

(จริงๆ คือ ขอพักเหนื่อยสักพักนะ จะตายอยู่แล้ว)





..

ถ่ายรูปเพลินๆ ได้สักพัก ก็มีลูกหาบกลุ่มอื่นบอกบาลีว่า มีคนไทยหลงทาง 3 คน

ฟังแล้วก็ตกใจ

แกบอก 3 คนหลงเดินขึ้นไป Lava Tower

ยังไม่ทันได้ถามไถ่รายละเอียด ก็ได้ยินเสียงคนเดินลงมา

หมอโอ หมอสุ่น และพี่วินัย

คนไทย 3 คนนั้นนั่นเอง!

หมอโอเล่าให้ฟังว่าไป Lava Tower มา เหนื่อยมาก แถมไปหลงทาง

โชคดีเจอไกด์อีกกลุ่มช่วยพากลับลงมาได้

แม้ร่างกายผมจะไม่อำนวย

แต่ก็แอบคิดอิจฉาเล็กๆ ที่เค้าได้เที่ยวคุ้มค่ากว่าคนอื่น

..

ตอนหยุดถ่ายรูปดงต้น Cinecia อาการไม่ดีก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

และแล้วการอ้วกครั้งแรกของทริปก็ได้ฤกษ์เริ่มต้นขึ้น

ไม่มีอะไรออกมา นอกจากเสียงอ้วก

หลังจากนั้นก็รู้สึกโล่งสบาย

..





..

แคมป์วันนี้รายล้อมด้วยอ้อมกอดของขุนเขา

เบื้องหลังเป็นยอดคีลีมันจาโร ด้านซ้ายมี Barranco Wall กำแพงทมึนประจันหน้าอยู่

คั่นกลางด้วยเหวลึก

มีต้นไม้ ดอกไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมดิน

ถือเป็นทำเลทอง

ทั้งสวยงาม ทั้งมีแง่งหิน ไล่ระดับกัน หลบสายตาคนได้ดี

ข้อหลังนี้ใช้กับการปลดทุกข์!

..

ผมเข้าไปงีบในเตนท์เพื่อหลบฝนที่ยังกระหน่ำลงมา

แต่แม้กระทั่งอยู่ในเตนท์ น้ำก็ยังท่วม!

แถวปลายเท้ามันเป็นแอ่งพอให้น้ำไปขังเล่นได้

หนีน้ำจากกทม. ก็ยังมาเจอน้ำบนภูเขาอีก

ดีที่แผ่นรองนอนหนาพอ

อาจจะชื้นบ้าง ก็อย่าได้แคร์

..





ฝนเริ่มซาลง มีเพียงละอองพรำๆ

พื้นดินเละตุ้มเป๊ะ เนื่องจากอุ้มน้ำไว้เยอะ

ไม่เว้นแม้แต่ในเตนท์กลาง พื้นดินเละเป็นโคลนไปหมด

โผล่หัวเข้าไปในเตนท์ นั่งคุยนู่นนี่กับป้าสมจิตร

ชั่วครู่ใหญ่ สมาชิกก็เริ่มออกมาจากเตนท์ตัวเอง





..





เสียงเอะอะโวยวายดังออกมาจากข้างนอก ผมโผล่หัวไปดู

รุ้งกินน้ำ! ขนาดครึ่งวงกลม พาดผ่าน Barranco Wall

อารามดีใจ หมอสุ่น ร้องเพลง รุ้งตัวอ้วน ของรวิวรรณ จินดา

เอ๊ะ เพลงอะไรนี่ ผมเกือบจะไม่คุ้น!

แต่ละคนรีบไปคว้ากล้องตัวเอง

เป็นชั่วโมงแห่งความสุข







แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง ยามต้องแสงช่างอบอุ่นหัวใจ

เป็นยากระตุ้นชั้นดี ให้พวกเรารู้สึกอยากจะขึ้นยอดต่อไป

หลังจากหดหู่มาสองสามวัน






..


แสงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าหายไป

แทนที่ด้วยหมู่หมอกเมฆ และความมืด






วันนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูจะมีสีสันมากกว่าเมื่อวาน

ตกดึก ฟ้ายังเป็นใจ

ยอดขาวๆ ของคีลี่โผล่ชัดๆ ท่ามกลางหมู่ดาว

คืนนี้..ฝันดี

ราตรีสวัสดิ์







Create Date : 22 มกราคม 2556
Last Update : 22 มกราคม 2556 22:06:04 น. 4 comments
Counter : 813 Pageviews.

 
ภาพสวยมาก ฝีมือถ่ายภาพพัฒนาไปอีกขั้น ส่วนประสบการณ์ีชีวิตด้านการปีนเขาไม่ต้องพูดถึงเพราะในบล็อกแก๊งค์คงไม่มีใครเทียบได้ .....

ภาพสุดท้ายดวงดาวเต็มฟ้า งามที่สุด เก่งครับ ผมยังไม่เคยถ่ายดาวแบบนี้เลย ไว้สอนผมบ้างนะว่าถ่ายยังไง .....



โดย: NET-MANIA วันที่: 22 มกราคม 2556 เวลา:23:13:36 น.  

 
หวัดดีครับพี่ NET-MANIA ประสบการณ์ถ่ายภาพของผมนับว่ายังอ่อนด้อยนักครับ คงต้องขอความรู้พี่อีกเยอะเลย

ขอบคุณที่่แวะมาเยือนครับ ช่วงนี้ครึ้มอกครึ้มใจยังไงไม่รู้ลุกขึ้นมานั่งอัพบล็อก เหะๆ


โดย: Prinzknecht วันที่: 23 มกราคม 2556 เวลา:10:17:06 น.  

 
ถาพสวยมากครับ ดีจัง อ่านแล้วอยากไปมั่ง แต่ได้อ่านก็หนุกละ


โดย: h@-more วันที่: 24 มกราคม 2556 เวลา:0:11:50 น.  

 
มาแล้วๆ มาติดตามการผจญภัยของคุณ Prinzknecht ต่อ
ทุกการเดินทางของบ้านหลังนี้ล้วนเป็นเส้นทางสุดยอด เส้นทางในฝัน ยิ่งเมื่อรวมทุกเส้นทางที่ผ่านมาทั้งหมดมารวมกันยิ่งฉายภาพความเป็นนักเดินทางคนไทยที่ยิ่งใหญ่มากๆ แต่ละก้าวเนี่ยสุดยอดเลย นายน้ำฟ้าเอาการเดินทางของตัวเองมาเทียบแล้วได้แค่เศษของเศษของเศษเสี้ยวเองล่ะครับ


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 25 มกราคม 2556 เวลา:10:56:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.