Jack-A-Little-Monster
Nepal - Chapter 12: Summit Island Peak (6189 m.)

เวลาเดิน: 15 ชม.
ระยะทาง: 6 กม.
ความสูง: ขึ้น 600 ม.

Island Peak High Camp: 5600 ม.
Island Peak: 6189 ม.


The Final Mission!




เสียงฝีเท้าลูกหาบ ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ผมลืมตาขึ้น

เวลาตี 2 แล้วสินะ

คืนที่ผ่านมาผมหลับไม่ค่อยสนิทนัก รู้สึกตัวว่าตื่นก็น่าจะเที่ยงคืนนิดๆ

คอยคิดกังวลกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้า

คาดว่าคนอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน

..

"Hot Chocolate" เสียงลูกหาบดังมาที่เตนท์ ผมลุกขึ้นพร้อมกับเปิดซิปเตนท์เพื่อรับถ้วยชอคโกแลตร้อนๆ มา 2 ใบ

กระเสือกกระสนออกมาจากเตนท์อย่างยากลำบาก ด้วยเสื้อผ้าที่หนาเตอะ รวมถึงรองเท้าที่หนักอึ้ง ขณะที่พี่เกียรติค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากถุงนอน

ฟ้ายังมืดมิดสนิทอยู่ มองเห็นดาวเป็นล้านๆ ดวง พยายามเอากล้องมาถ่าย แต่เห็นผลงานแล้วก็เสียดายเมมโมรี่

เมื่อคืนหิมะท่าจะตกหนัก เพราะมองไปรอบๆ ตัวพื้นดิน ก้อนหินล้วนเป็นสีขาวไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเตนท์





ดื่มชอคโกแลตร้อนวอร์มร่างกายเสร็จ ลูกหาบก็กลับมาอีกรอบ

คราวนี้มาเสิร์ฟอาหารเช้า

เป็นซุปมาม่ากับไข่ต้ม 1 ใบ

จะเยอะจะน้อยยังไงซะ ก็ต้องกินไว้ก่อน

ปิดท้ายด้วยน้ำร้อน เติมใส่กระติกกันให้เต็ม

..

พี่เกียรติดูมีอาการดีขึ้น แกบอกว่าไปไหว

ทำเอาผมใจชื้นขึ้นเยอะ

เมื่อสมาชิกทุกคนพร้อมก็เริ่มออกเดินทาง

เปิดไฟฉายคาดหัวมุ่งสู่ด่านแรกของวันนี้

Crampon Point

..

เส้นทางเดิน เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่

ไกด์โซนัมพาเดินลัดเลาะไปทางด้านข้าง

ทางบางช่วงต้องปีนป่าย บางช่วงเป็นน้ำแข็งลื่น บางช่วงเดินขอบเหว

พวกเราต้องค่อยๆ เดินกันอย่างระมัดระวัง

ทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมาก





ฝรั่งกลุ่มหลังเริ่มตามมาทัน และแซงพวกเราไปทีละคนสองคน

ดูจากระดับความสูงเพิ่งมาถึงแค่ 5800 เมตร





..





ฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้น มองเห็นสีน้ำเงินเข้มอยู่ปลายขอบฟ้า

เส้นทางเริ่มเห็นชัดเจนขึ้น จนเริ่มเห็นความหวาดเสียวของเส้นทาง

ไม่นานนักพวกเราก็เดินมาถึงสันคมมีด สองข้างเป็นเหวลึก

ขณะที่ทางเดินแคบและเป็นหินก้อนใหญ่ๆ ซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ

พวกเราหยุดยืนถ่ายรูปกันก่อนที่จะข้ามไป





ชิลีขึ้นมานำทัพบ้าง แกบอกให้ผมข้ามสันคมมีดนี่ไปอีกด้านหนึ่ง

ดูจากทางแล้ว เป็นช่วงที่ผมรู้สึกหวาดเสียวมากที่สุดจุดหนึ่ง

แต่เห็นแกเดินนำไปแล้ว ก็เลยต้องตามไป ขณะที่พี่วินัยตามผมมาติดๆ





ช่วงก้าวข้ามสันคมมีด ต้องระมัดระวังอย่างมาก บนพื้นมีน้ำแข็งเกาะ

ขาต้องหาจุดวางเท้าให้ดี หากก้าวพลาดไปสะดุดหิน หรือเหยียบน้ำแข็ง

พลาดลื่นตกไป ก็ไม่ต้องไปตามเก็บซากให้เสียเวลา

แต่ผมก็พลาดจนได้

ก๊องๆๆ..

เสียงอะไรมันกำลังหล่นกระแทกหิน ผมใจหายวาบ หันไปดู

กระติกน้ำสีฟ้าของผม ร่วงลงไปแล้ว!

น่าจะเป็นช่วงที่ผมกำลังย่อตัวเดินสันคมมีดอย่างระมัดระวัง

กระติกน้ำคงจะไปโดนหินจนหลุดออกมาจากกระเป๋า

นึกเสียดายปนเสียววูบ หากเป็นตัวเราที่ตกลงไป..

ได้แต่เฝ้าดูระยะสุดท้ายของมัน จนลับหายตาไป

อย่างน้อยมันก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

ผมหันมามองหน้าพี่วินัย

แกบอกให้มาแชร์น้ำกินกับแกก็ได้

ผมงี้ซึ้งใจมาก

..





พอผ่านสันคมมีดมาได้ พวกเราก็มาถึงจุดที่เรียกว่า

Crampon Point

บริเวณนี้จะเป็นที่ที่เราใช้เปลี่ยนอุปกรณ์กัน

ลูกหาบนำอุปกรณ์ของแต่ละคนมากองๆ ไว้

Jumar, Harness, Crampon และ Ice Axe

ของใครก็ไปหยิบไปเลือกกันเอาเอง

ผมเอา Harness มาใส่ให้ตัวเอง

รัดสายให้แน่นที่สุด ในขณะที่กระเป๋ากล้องต้องเลื่อนมาไว้ทางด้านข้างลำตัว

เทค (Take) ไกด์อีกคนหนึ่งที่พาเราขึ้นยอด มาช่วยผมจัดอุปกรณ์

แกเปลี่ยนตำแหน่ง Carabiner, Jumar, Fig.8 เสียใหม่หมด

ผมปล่อยให้แกเปลี่ยนตามใจชอบ พอลับสายตาแก ผมก็จัดให้มาอยู่ตำแหน่งเดิมที่ผมถนัด

ของแบบนี้ เอาตามถนัดคนใช้น่าจะดีสุด

ผมให้โซนัมเช็ค Crampon ของผมว่าใช้ได้หรือยัง

แกเห็นแล้วส่ายหัว บอกต้องแน่นๆ เลยร้อยเชือกรัดให้ใหม่

คราวนี้แน่นปึ้ก ทำผมอุ่นใจขึ้นอีกเยอะ





..

ขณะนี้แดดเริ่มส่อง กลุ่มฝรั่งเดินต่อเชือกกันหายวับไปแล้ว





ชิลีกับโซนัมเริ่มฟอร์มทีมแรกขึ้นมา

แกเอาเชือกมาร้อยเข้ากับ Carabiner ของพวกเรา

ใช่แล้ว พวกนี้คือคนที่จะไปเป็นกลุ่มแรกนั่นเอง





พอเหยียดเชือกตึงแล้ว ก็ได้ลำดับออกมาดังนี้

ชีลี (นำทัพ) - พี่เอ - ผม - หมอสุ่น - พี่วินัย - หมอโอ - หมอ Arthur - พี่บุ๋ม - โซนัม (ปิดท้าย)





ไม่ต้องอ้อมค้อมอะไรมาก พร้อมแล้วก็เริ่มเดินกันเลย

ปู๊น..ปู๊น..





..

เดินกันไปหน่อยเดียวต้องหยุดกึ้ก เพราะเชือกหลังตึงเปรี๊ยะ

หันกลับไปดู หมอสุ่นไม่เดินมา ขณะที่คนด้านหลังก็หยุดกันหมด

เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ





สักพักก็เห็นพี่บุ๋มปลดเชือกแล้วเดินย้อนกลับไป

มารู้อีกทีว่าแกไม่มีแว่นกันแดด ไกด์เลยไม่ยอมให้พี่แกขึ้นไปต่อ อาจเกิดอันตรายจากแสงสะท้อน

เสียดายแทนแก

แต่ก็แอบอิจฉาอยู่ลึกๆ เหมือนกัน

..

เพียงแค่เริ่มต้นเดินก็เหนื่อยกันแล้ว กับเส้นทางที่ดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วมันชัน

แถมการที่เดินโดยมีเชือกผูกต่อกันทำให้ต้องรักษาระยะกันให้ดี

พอเดินช้าไป เชือกด้านหน้าก็ตึง ทำให้ไปหนักคนข้างหน้า

พอเดินเร็วไป เชือกด้านหลังก็จะตึง ทำให้เราเองต้องแบกน้ำหนักข้างหลังเยอะอีก



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


ทางเดินบางช่วงเดินริมเหวลึก เห็นแล้วเสียวจะพลัดตกลงไป

งานนี้ต้องใช้เชือก safety คล้องไว้ให้ดี ทุกห่วงเชือกต้องไม่มีคำว่าประมาท





..





ฟ้าใส แสงแดดส่องเปรี้ยง ทำให้พวกเราดีใจลัลล้ากันเต็มที่

ยังไม่ทันถึงยอด หมอโอก็ชวนไปเดิน Mera Peak(6476) กันเสียแล้ว



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


พวกเราหยุดมากกว่าเดิน มองเห็นยอดอยู่ไม่ไกล กำแพงน้ำแข็งอยู่แค่ข้างหน้า

แต่ก็ไม่ถึงเสียที





มองไปไกลๆ เห็นคนกำลังไต่กำแพงน้ำแข็งอยู่

ดูแล้วก็ไม่สูงมาก ไน่น่าจะใช้เวลามาก

หารู้ไม่ว่าต้องใช้พลังกายพลังใจมากแค่ไหนกว่าจะฝ่าฟันขึ้นไปได้





..

อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง จากฟ้าใสๆ กลายเป็นฟ้าครึ้ม รอบข้างดูขาวโพลนไปหมด แสงแดดที่เคยจัดจ้า ตอนนี้หายไปหมดแล้ว

ชิลีพาไปจนถึงจุดเริ่มปีนกำแพงน้ำแข็ง แล้วบอกให้รอก่อน





ผมขอน้ำดื่มจากแกมาจิบๆ แล้วส่งต่อให้คนอื่น

สักพักแกก็เตรียมอุปกรณ์ snow bar เชือกและขวานน้ำแข็ง ไต่ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

ผมนั่งพักทำใจ มองขึ้นไปแล้วเหนื่อยกาย หน่ายใจ หน้าผาสูงชันอย่างกับตั้งฉาก งานนี้กำลังขาอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้แขนช่วยเต็มๆ





พี่เอรอจ่อขึ้นคนแรก ตามด้วยหมอโอ ต่อด้วยผม พอชิลีส่งสัญญาณให้ขึ้นไปได้ พวกเราก็เริ่มไต่กัน

ผมเอา Jumar ล็อกกับเชือก เลื่อนขึ้นแล้วกระตุก หากไม่ไหลลงก็เป็นอันว่าใช้การได้ จากนั้นก็ตามด้วยเชือก Safety คล้องเชือกขึงไว้

ขณะที่มือซ้ายคล้องขวานน้ำแข็ง ขาที่ใส่ Crampon ก็ต้องคอยเอาหนามปักน้ำแข็งแล้วเหยียบให้มั่น ก่อนส่งตัวเองขึ้นไปทีละนิด

ไม่ใช่ง่ายๆ เลย!





..

ชิลีพาหมอโอกับพี่เอไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมก็เจอกับปัญหาใหม่เข้าเสียแล้ว

Crampon ด้านซ้ายพัง!



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ

ตัวหมุดที่ร้อยเชือกหักงอออกมาจากตัวรองเท้า ดูท่าทางอาการจะไม่ค่อยดีเสียแล้ว

พยายามจะไม่สนใจ แต่ยิ่งเดินต่อหมุดที่เหลือก็เริ่มจะรับน้ำหนักไม่ไหว เผลอๆ จะหลุดออกไปทั้งข้างจะยิ่งซวยเอา

ทีแรกไม่อยากจะรบกวนชิลี่ เพราะเห็นแกอยู่ข้างบนนู่น แต่ก็ต้องตัดสินใจตะโกนบอกแก

ผมบอกให้แกรออยู่ จะพยายามไต่ขึ้นไปหา ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีก็ขึ้นไปถึง

"Shit!" แกสบถออกมา เมื่อเห็นสภาพ Crampon ด้านซ้ายเผยอออกมา

งานนี้เริ่ม DIY อีกครั้ง แกเอาสายอะไรสักอย่างที่ห้อยคอแกออกมา แล้วก็ตัดมาส่วนหนึ่ง ก่อนจะเอามารัดตรงหมุดที่งอออกมา

"Use it slowly!" เหมือนแกพยายามจะบอกว่าให้เดินให้แผ่วเบาที่สุด จริงๆ จะทำได้รึเปล่าไม่รู้ แต่ผมต้องทำให้ได้ หากอยากจะเดินบนน้ำแข็งอยู่

ลองขยับเท้าดูแล้วก็พอกระชับดี แต่จะวางเท้าแต่ละจุด ต้องให้รับน้ำหนักน้อยที่สุด หากหลุดคราวนี้ อาจจะซ่อมไม่ได้อีกแล้ว

..

ช่วงนี้เป็นช่วงชุลมุนมาก หมอโอกับพี่เอไต่ไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วก็ไปต่อไม่ได้ยืนคาอยู่ตรงนั้น ขณะที่ผมไต่ตามมาจ่อด้านล่าง ถัดลงไป หมอสุ่น พี่วินัย และหมอ Arthur อยู่ห่างพอ

สมควร กำลังเจอปัญหาเรื่องขึ้นผิดฝั่ง ชิลีบอกให้ขึ้นทางซ้าย แต่ไปขึ้นทางขวา ฯลฯ

เหตุการณ์ดูสับสนวุ่นวาย ชิลีดูจะปวดหัวมากที่สุด

พอลงไปช่วยด้านล่างเสร็จก็ขึ้นมานำทางด้านบน

แกบอกให้พวกเราข้ามมาปีนทางฝั่งขวา จุดนี้ยากเอาการ เพราะมีเนินน้ำแข็งก้อนใหญ่ขวางทางอยู่ แถมเส้นทางชันเกือบ 90 องศา

หมอโอนำไปก่อน ชิลีบอกไม่ต้องกลัว เพราะมี Jumar อยู่แล้ว ยังไงก็ไม่ตก

ผมมองลงไปแล้วหวาดเสียว นี่ถ้าไม่มี Jumar คงหัวใจวายตายไปแล้ว

..

ผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับผม ได้ยินเสียงชิลีพูด Good! Good! อยู่ข้างหลัง





มองไปข้างบน หมอโอเกือบจะถึงยอดเต็มที

รอบๆ ตัวอากาศเริ่มเลวร้ายมากขึ้นทุกที

ด้านบนลมพัดแรงสุดๆ เหมือนจะมีพายุหิมะมากระหน่ำ

เหตุการณ์ดูค่อนข้างวุ่นวาย ด้านล่างก็ตะเกียกตะกายกันขึ้นมา

ด้านบนก็รีบๆ ขึ้นให้ถึงยอด





ตอนนี้กำลังเดินขึ้นเนินในช่วงสุดท้าย

หมอโอนั่งรอบนยอดแล้ว ผมตามพี่เออยู่ช่วงตัวหนึ่ง

อีกนิดเดียว พวกเราจะทำสำเร็จแล้ว!





..

ผมมองไปรอบๆ ตัว..

บรรยากาศเวิ้งว้าง ขาวโพลนไปหมด

มองอะไรไม่เห็นสักนิด ยอดนู้น ยอดนี้ ที่รายล้อมรอบๆ Island Peak

อยู่ในเงาหมอกหมด

นี่หรือคือความรู้สึกที่ได้พิชิตยอด!?

ขึ้นมาถึงบนนี้ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรพิเศษมากมายนัก

จริงอย่างที่ใครว่าไว้

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว

ขึ้นมาแล้วโดดเดี่ยว มองไปทางใด ก็ไม่มีที่ไปต่อ

พวกเราพยายามบากบั่นมาเพื่อสิ่งนี้หรือ!?





..

พื้นที่ด้านบนเล็กนิดเดียว แค่หมอโอกับพี่เอนั่ง ก็แทบจะไม่มีที่เหลือแล้ว

ด้านบนมีธงมนต์พันอยู่รอบๆ ไม่มีป้ายอะไรอย่างอื่น

ผมพยายามจะถ่ายรูป แต่ก็อับจนปัญญา ถ่ายไปก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่านี่เป็นยอด Island Peak

เอาสาย Safety คล้องเชือกไว้ แล้วก็เดินลงไปเล็กน้อย ก่อนย้อนกลับมาถ่าย

อากาศเลวร้ายเกินกว่าจะเก็บรายละเอียดอะไรได้




พวกเราแลกกันถ่ายรูปสักพักก็มีนักท่องเที่ยวคนญี่ปุ่น 2 คนกับสาวแอฟริกาใต้ขึ้นมา

ผมเลยอาสาถ่ายรูปให้

พวกเราใช้เวลาแค่นั้นจริงๆ..แล้วก็ลง..

..

เฉียดตาย!

อากาศแปรปรวนสุดๆ ลมพัดกระหน่ำ หมอโอออกตัวลงไปก่อน ขณะที่พี่เอตามไป

จากที่ได้ฝึกกันมา ตอนลงเราจะต้องใช้ Fig.8 โดยเอาเชือกไกด์ร้อยเข้าไป ก่อนจะล็อกกับ Harness

ดูแล้วไม่มีใครได้ทำแบบนั้น

ผมจับเชือกดู พบว่ามันตึงมากจนไม่สามารถร้อยเข้าอุปกรณ์ได้

สังเกตหมอโอกับพี่เอ แปลกใจว่าทำไมใช้ Jumar ตอนลง

ไม่ได้ทันได้ถามอะไรมาก เหตุการณ์ฉุกละหุกจนผมต้องทำตาม

เอาเชือก Safety ร้อยกับเชือกไกด์ เช่นเดียวกับ Jumar ล็อคเชือกไกด์ไว้อีกที

เป็นที่รู้กันว่า Jumar ไม่ได้ช่วยในการลงเขาแต่อย่างใด เพราะมันไม่ล็อคให้เวลาเราไหลลง

มือขวาจับ Jumar มือซ้ายก็กำขวานน้ำแข็ง

ทางเดินกว้างพอๆ กับรองเท้าเราสองข้าง ทำให้เดินยาก โดยเฉพาะรองเท้าที่ใส่ Crampon อยู่!

ยังไม่ทันได้ระวังตัว หนามของ Crampon สองข้างก็เกี่ยวกันเอง พอก้าวขาปุ๊บ ตัวผมก็กระเด็นออกไปนอกทาง ซึ่งเป็นเหวล้วนๆ

จำได้ว่าตีลังกาไปรอบนึงออกไปทางซ้าย ตัวกลิ้งไปบนหิมะ

และก็หยุดลงเมื่อเชือก Safety ตึง

ใจหายวาบ แต่ยังมีสติ รีบพลิกตัวไต่กลับขึ้นมา

มือซ้ายหิมะเกาะเต็มไปหมด เพราะไม่ได้ใส่ถุงมือ

เป็นอารมณ์ที่กลัวมากว่าจะเจอหิมะกัด

มันชาแบบปวดมากและก็เริ่มไร้ความรู้สึก

รีบควักถุงมือขนเป็ด Mammut มาใส่

ตั้งสติอีกรอบ เอาให้มือหายเย็นก่อน

หากไม่มีเชือก Safety

ผมก็คงตายไปแล้ว

..

Mountain is not a Joke!

ผมยังจำคำพูดดีบีได้ดี แกจะบอกกับพวกเราเสมอ

"การปีนภูเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ"

และคำพูดนี้ก็หวนกลับดังในหัวผมอีกครั้ง

ความกลัวเริ่มเข้ามาครอบงำ แม้สติจะยังมีอยู่

แต่ผมเริ่มเปลี่ยนวิธีลง จากเดินลง

เป็นไถก้นลง!

ณ จุดนั้น หากใครได้เห็นหน้าผม คงจะรับรู้ได้ถึงอาการเฉียดตาย

ขนาดไถก้นลงยังยากเลย

ทางบางช่วงไม่ได้เป็นสเต็ปเป็นขั้นๆ

แต่เป็นพื้นเอียง มันก็เลยลื่นสุดๆ

ผมพยายามเอา crampon มาจิกๆ พื้นไว้ ไม่ให้เลยเถิดไปกว่านี้

แต่ก็ต้องระวังไม่ให้หนามไปขัดกันเอง เหมือนก่อนหน้านี้

หมอโอ กับพี่เอ ลงไปถึงที่จะร้อยเชือกลงแล้ว

แต่พี่วินัย หมอสุ่น และหมอ Arthur กำลังไต่สวนขึ้นมา!

ผมตะโกนบอกพวกแกให้หยุดรอก่อน เพราะเกรงจะไถลไปทำสไตรค์กันหมด

แต่เหมือนจะไม่รับรู้ความอันตราย ยังเฮฮา ลัลล้ากันอยู่ แถมไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ อีก

จนผมต้องเล่าเหตุการณ์เฉียดตายก่อนหน้านี้ พวกแกถึงยอมหลบให้ผมลงไปก่อน

(ไม่นานหลังจากนั้น พี่วินัยก็ตกยอดตามผม เช่นเดียวกับพี่เกียรติ รับรู้อาการเฉียดตายกันทั่วหน้า)

..

ผมนั่งรอพี่เอไต่ลงกำแพงน้ำแข็ง จุดนี้มีไกด์เทคคอยกำกับอยู่

แกบอกอากาศเลวร้ายมาก แย่กว่าที่แกคิดไว้

ช่วงลงเป็นช่วงที่เสียเวลามาก เพราะลงได้ทีละคน

มองไปอีกด้าน วี หมอทวี และป๋ากำลังเดินสวนขึ้นมา

ผมขยับหลบทางให้ ดูท่าทางแต่ละคนเหนื่อยล้ามาก

ขณะนี้ด้านบนมีกลุ่มพี่วินัย ตามด้วยกลุ่มป๋าเสริฐ ที่มีดา พี่เกียรติ และหมอมะ

ผมกระตุกเชือกขาลงดู เห็นว่าหย่อนแล้ว เทคเลยบอกให้ลงไปได้

เอาเชือกร้อย Fig.8 โดยไม่ลืมที่จะล็อก Carabiner

เช่นเดียวกับเชือก Safety เส้นสำคัญ ต้องคล้องเชือกไกด์ไว้เสมอ

ช่วงลง ใช้เวลาไม่นานนัก แม้บางช่วงหน้าผาจะเป็นแอ่งเว้าเข้าไป

ลงยากกว่าปกติ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

ลงมาถึงข้างล่าง ทางที่เราเดินมา มองแทบไม่เห็นเส้นทาง

ที่เห็นลิบๆ คือ หมอโอ กับพี่เอ ออกตัวเดินกันไปแล้ว!

เข้าใจว่าจะไปรอกันที่ Crampon Point จุดที่เราเปลี่ยนอุปกรณ์กันตรงนั้น

แต่สภาพอากาศเลวร้ายเกินจะคาดเดา พายุหิมะพัดจนรอยเท้าแทบไม่เหลือ

ทัศนวิสัยแย่มาก มองไปได้ไม่ไกลก็ถูกหมอกปกคลุมไปทั่ว

ใจคิดว่าจะรอกลุ่มที่เหลือ แล้วค่อยเดินพร้อมกัน

แต่เห็นสองคนเดินไปแล้ว ก็คงต้องตามไป

ผมเหลือบไปเห็นกระติกน้ำของชิลีวางทิ้งไว้อยู่ที่เดิม

อารมณ์หิวน้ำสุดๆ รีบหยิบขึ้นมาเปิดดื่ม

แต่ภายในเกลี้ยง

ไม่มีสักหยด!

คาดว่าใครสักคนคงจะกินไปก่อนแล้ว

..

ผมขึ้นเป้ แล้วรีบเดินตามพี่เอไปท่ามกลางสายลมที่โหมกระหน่ำ

ไม่นานก็ทันแก พยายามตะโกนเรียกหมอโอ แต่แกเหมือนไม่ได้ยิน ยังก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป

นึกถึงเส้นทางช่วงขามาแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเป็นทางเดินริมขอบเหว

รอยเท้าเก่าที่เดินมาหายไปหมด หลงเหลือแต่รอยเท้าของนักท่องเที่ยวกลุ่มหน้าเราที่เดินกลับ และของหมอโอ

เดินมาไกล หันหลังกลับไป ก็ยังไม่เห็นใครตามลงมา

หวังว่าคงไม่มีใครเป็นอะไร

..

ถึงช่วงเดินริมขอบเหว พี่เอเดินขึ้นไต่ขึ้นเนินไปก่อน

ผมเอา Jumar ยึดเชือกไว้ แล้วเดินตาม แต่มันไม่เลื่อนไปตาม

ดูเหมือน Jumar จะเสียซะแล้ว ตัวล็อคท่าจะค้าง ต้องสู้กับมันอยู่นาน

สงสัยว่าจะเสียตอนที่ตกเขารึเปล่า ไม่แน่ใจ

แต่โชคดีที่อย่างน้อยก็ไม่พังตอนขึ้นเขา

..



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ


ช่วงลงเดิน ทางลาดชันมาก มองลงไปแล้วเสียววาบ สองข้างทางเป็นเหวลึก แถมไม่มีเชือกไกด์ให้คล้องเชือก Safety อีกตะหาก

ผมกับพี่เอตกลงกันว่าจะเอาเชือกมาผูกคล้องกันไว้ หากใครคนหนึ่งตกเหว อีกคนจะรีบนั่งทันที

ทางช่วงก่อนจะถึง Crampon Point ลาดลื่นเหมือนสไลเดอร์ ผมเดินอยู่หน้า ต้องคอยเอาหนามจิกพื้นแล้วลงทีละนิดๆ

ขณะเดียวกันต้องระวังเท้าเกี่ยวกันเอง หากครั้งนี้พลาด คงไม่มีโอกาสรอดเหมือนตอนอยู่บนยอด

พอลงมา หมอโอก็ยืนรอพร้อมลูกหาบที่ถือกระติกน้ำร้อน ภายในมีน้ำมะนาวชั้นยอดอยู่

หลังจากดื่มกันอย่างหิวกระหาย ก็นั่งพักเหนื่อยกัน

อากาศด้านล่างดูจะสงบกว่าข้างบน อย่างน้อยตรงนี้ก็ไม่มีลมพัดกระหน่ำ

หมอโอปลีกตัวเดินลงไปที่ High Camp ต่อโดยไม่รอไกด์

ผมกับพี่เอพักกันครู่ใหญ่ ถอด Harness และรองเท้าพลาสติก เอารองเท้าคู่เก่งมาใส่คืน

แล้วก็ตัดสินใจเดินลงไปกัน เพราะคาดว่าคงอีกนานทีเดียวกว่ากลุ่มหลังจะตามมา

ถามทางลูกหาบ แล้วก็กระย่องกระแย่งเดินลงกันมา

..



*เอื้อเฟื้อรูป by หมอโอ

จำไม่ได้ว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ แต่ลงมาถึง High Camp ก็เกือบ 5 โมงเย็น

อ่อนเพลียเต็มที ร่างกายขาดอาหาร และน้ำ

รีบตรงไปที่เตนท์ครัวก่อน มีหมอโอ กับพี่บุ๋มนั่งกันอยู่สองคน

ปุรนารายณ์ถามว่าจะกินอะไร นึกออกแต่ noodle soup

พักเดียว แกก็ทำมาเสิร์ฟ

หิวก็หิว แต่ก็กินไม่หมด

มันเหนื่อย มันเพลีย มันล้า

อาการหนาวสั่นเริ่มมาเยือน

หมอโอเอา sara มาให้ กินยาเสร็จก็รีบเข้าเตนท์นอนเลย

..

ตื่นมาอีกทีตอน 3 ทุ่มครึ่ง พี่เกียรตินอนหลับอยู่ข้างๆ

ออกมาจากเตนท์ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด

คาดว่าทุกคนจะมาถึงกันแล้ว และกำลังสลบอยู่ในเตนท์

ผมกินยาอีกเม็ด ก่อนจะเข้าไปซุกตัวอยู่ในถุงนอน

ถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ

อย่างน้อยพวกเราก็ผ่านพ้นวันนี้ไปได้


จบตอนที่ 12

==================================================================================



Create Date : 14 กรกฎาคม 2554
Last Update : 14 กรกฎาคม 2554 12:49:27 น. 4 comments
Counter : 775 Pageviews.

 








สวัสดีจ้า เข้ามาเยี่มชม มาทักทายกัน


โดย: 1ellebesttotobest วันที่: 14 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:12:35 น.  

 
มาตามอ่านสุดยอดทริประทึกใจต่อ

เก่งจังถ่ายภาพนอกเต้นท์ตั้งแต่ฟ้ายังมืดแบบนั้น หนาวโพด

กระติกน้ำตกไป !! สำคัญเลยนั่น จำได้ว่าครั้งนั้นเคยขาดน้ำนับชม.อยู่ที่เขาหลวง รู้ซึ้งเลยคอแห้งเป็นผงมันเป็นยังไง เจอน้ำเมื่อไหร่เอาทองไปแลกก็ยอม

อ่านช่วงประสบการเฉียดตายแล้วใจเต้นแรงตามเลย สุดยอดระทึกจริง ๆ นึกสภาพต้องไถก้นลงสไลด์เดอร์น้ำแข็งนั่นแล้ว โหย เสียว

มือไม่ใส่ถุงมือแล้วโดนความหนาวเหน็บขนาดนั้นเข้าไป พระเจ้า ผมจำได้ ผมเคยจุ่มมือลงในน้ำในทะเลสาที่มีก้อนน้หแข็งลอยอยู่ ชักมือกลับแทบไม่ทัน มือเหมือนเนื้อตายในทันใด เจ็บปวดมากที่สุด

สุดยอดหัวจิตหัวใจเลยครับ ขอชื่นชม และรอชมตอนต่อไปครับ


โดย: น้ำ-ฟ้า-ป่า-เขา วันที่: 14 กรกฎาคม 2554 เวลา:15:58:43 น.  

 
you are one of the BEST ค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 14 กรกฎาคม 2554 เวลา:17:24:10 น.  

 
แวะมาทักทายและเข้ามาชมครับ เป็นการเดินทางที่น่าสนใจมากๆ


โดย: กัปตันลูกชุบ วันที่: 14 กรกฎาคม 2554 เวลา:18:06:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เม่าดอยตุง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




นับๆ ดูแล้วยังเหลืออีกหลายอุทยานเลยที่ยังไม่ได้ไป ว่าแล้วก็กางแผนที่ ออกเดินทางพิชิตอุทยานกันต่อไป..
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เม่าดอยตุง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.