ในโลกนี้มีทางให้เดินเป็นพันพันทาง เราอาจต้องใช้ผู้นำทางในการเดิน เราต่างคนต่างเดินตามผู้นำทางที่เราชอบ

 
กรกฏาคม 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
10 กรกฏาคม 2551
 

 

 

ปรัชญาวิจารณ์ 1

เรื่องที่ 9 ปรัชญาวิจารณ์

ดังได้กล่าวแล้วว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภาวะทางวัตถุของสังคม ระบบสังคมก็เปลี่ยนไปความนึกคิดของคน,เกี่ยวกับศาสนา ขนบประเพณี ระบบการปกครอง,ก็เปลี่ยนตามไปด้วย ดังบรรยายมาแล้วในปรัชญาสังคมนั้น ปรัชญา,อันเป็นโลกทรรศน์ของชนหมู่ใดหมู่หนึ่งก็อาจจะเปลี่ยนตามระบบสังคมไปด้วย อีกประการหนึ่ง,หากปรัชญา, ถูกสร้างขึ้นจากข้อเท็จจริงของวิทยาศาสตร์ แต่มิได้สร้างขึ้นจากตรรกวิทยาแบบฉบับแล้วไซร้ ปรัชญา,ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปอยู่ดี จากข้อเท็จจริงที่ค้นพบใหม่ในสมัยใดสมัยหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้เอง เราจึงกล่าวว่า,คนเรา,มีแต่ความรู้สัมพันธ์ หามีความรู้สัมบูรณ์ไม่

ปรัชญาทุกระบบ,มีลักษณะเป็นฝักเป็นฝ่าย คือเข้าข้างโลกทรรศน์ของชนหมู่ใดหมู่หนึ่ง นี่,เกิดจากภาวะความเป็นอยู่ของชนหมู่นั้นๆเอง นักปรัชญามักไม่ใคร่สำนึกว่า ปรัชญาแห่งสัจธรรมของตน,ตามที่อวดอ้างนั้น ที่แท้แล้วเป็นปรัชญาอันเกิดจากความลำเอียงนั่นเอง ฉะนั้นในสมัยใหม่เรา จึงมักเกิดปรัชญาสองระบบขึ้นขับเคี่ยวกันเสมอ

ในสมัยมนุษย์ถ้ำ,ซึ่งการผลิตยังต่ำอยู่นั้น ปรัชญาวิญญาณนิยม(Animism) เท่านั้น จึงจะเกิดขึ้นได้ ปรัชญาสสารนิยม (Materialism) มีได้ก็ต่อเมื่อถึงปลายสมัยทาส,อันโลก,มีการผลิตสูงแล้วเท่านั้น ดังนี้เราจึงเห็นว่า การเอาปรัชญามาวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็ดูจะเป็นการเขลา ไม่ผิดกับการเอาฟองน้ำ มาเทียบกับความงามของไก่แจ้งเลย

ที่ถูกแล้วเราควรบรรยายเพียงความคิดทางปรัชญาต่างๆอันเปลี่ยน แปลงไปตามระบบสังคมหนึ่งๆ และชี้ให้เห็นว่า,ปรัชญาอย่างใด,เกิดจากระบบสังคมอย่างไร นี่,จะทำให้เราเกิดปัญญาในปรัชญาอย่างแท้จริง การกล่าวอย่างนี้เป็นภารกิจของปรัชญาเอสเอ็ม. ส่วนที่ 2 แต่ในส่วนนี้ เป็นการขยายความและแจ้งที่มาของปรัชญาระบบนี้ และจะแสดงรายละเอียดพอสมควรเพื่อให้ท่านผู้สนใจเห็นวิวัฒนาการของปรัชญาด้วย

แต่น่าจะมีผู้สนใจอีกมากที่ใคร่ทราบว่าปรัชญาเอสเอ็ม.ถูกต้องกว่าปรัชญาระบบอื่นเพียงไร สำหรับการตอบปัญหาอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่ากระทำปรัชญาวิจารณ์ (Philosophical Criticism) ให้เห็น ในการนี้ยังจะทำให้ท่านผู้สนใจเรียนรู้ปรัชญาระบบอื่นๆไปในตัวด้วย หากท่านผู้สนใจคนใดมีความติดข้องเป็นส่วนตัวในปรัชญาระบบใดแล้ว การกระทำปรัชญาวิจารณ์นี้บางทีอาจทำให้ท่านหลุดพ้นจากปรัชญาระบบนั้นไปได้ ในกรณีถอนความติดข้องในระบบปรัชญาอันไม่ใช่สัจธรรมนั้น บางที,ปรัชญาวิจารณ์,ก็อาจเป็นความจำเป็นยิ่ง

เมื่อได้เปิดเผยให้ทราบหลักใหญ่ๆของปรัชญาเอสเอ็ม. ในเรื่องที่ 1,2,3, กระทั่งถึงเรื่องที่ 8 มาแล้ว ก็เป็นความจำเป็นที่จะต้องเทียบหลักของเอสเอ็ม. จะได้ไม่หลงยึดหลักปรัชญาที่ผิดต่อไปอีก ในการเทียบนี้ก็จำเป็นต้องกระทำปรัชญาวิจารณ์,ไปในตัว เพื่อให้เห็นว่าปรัชญาสาขาอื่นนั้นยึดถือหลักที่ผิดอย่างไร คิดผิดอย่างไร และความจริงควรเป็นอย่างไร

อีกประการหนึ่งเอสเอ็ม.เป็นปรัชญาที่เกิดจากการศึกษาโดยวิธีวิจารณ์ปรัชญาอื่น ไม่ใช่เกิดจากการสังเกตข้อเท็จจริงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำการวิจารณ์ปรัชญาอื่นทุกสาขาเท่าที่มี เราจะวิจารณ์ได้ก็แต่ปรัชญาสาขาใหญ่ๆเท่านั้น ในการนี้การถอยไปทำความเข้าใจกับปรัชญาของสามัญชน,ย่อมเป็นความจำเป็นอย่างมาก

เพราะว่าปรัชญา,คือการสถาปนาหลักคิดไว้ให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ และมนุษย์เรานั้นไม่ได้เริ่มคิดปรัชญาโดยไม่รู้อะไรมาก่อนเลย เขาย่อมเคยมีความรู้ต่างๆมาก่อนแล้ว และเคยมีหลักมองดูโลกหรือโลกทรรศน์,มาก่อนแล้วด้วย คำกล่าวเช่นสิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น และสิบตาเห็นไม่เท่าหนึ่งมือคลำนั้น ย่อมแสดงว่าสามัญชนมีหลักญาณวิทยาเป็นของตนแล้ว และการมีคำพูดเป็นคำชนิดต่างๆ,ประกอบขึ้นเป็นประโยค ก็แสดงว่ามนุษย์สามัญมีวิธีมองดูโลกแล้ว

ฉะนั้นผู้ซึ่งจะทำทางเข้าสู่ปรัชญาเอสเอ็ม. อันเป็นปรัชญาสามัญชนที่ก้าวหน้าจึงต้องถอยจากปรัชญาสูงๆที่ผิดมาสู่ปรัชญาสามัญชนเสียก่อน. ฉะนั้นการศึกษาปรัชญาสามัญจึงเป็นสิ่งจำเป็น.

9.ปรัชญาวิจารณ์
9.1 ปรัชญาสามัญชน (Popular Philosophy)

มนุษย์สามัญ, ย่อมมีสิ่ง ซึ่งเรียกว่าสามัญสามึก (Common Senses) ประจำตัวอยู่ทุกคน สิ่งใดเป็นสามัญสำนึก ,สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่ง,ซึ่งสามัญชนยอมรับเชื่อ,โดยถือว่าเป็นความจริงซึ่งประจักษ์แจ้งในตัวเอง สามัญสำนึกนั้นที่แท้แล้วก็คือปรัชญาของสามัญชนนั่นเอง. เช่น,เมื่อทราบว่าเบอร์กลี่ย์ (Berkeley) สอนว่าอะไรๆก็เป็นมโนภาพทั้งสิ้นแม้แต่หินแข็งๆนั้น ดร.จอห์นสัน (Dr.Johnson) นักปทานุกรมลือชื่อของอังกฤษได้กล่าวแย้งเอา,ด้วยสามัญสำนึก,ว่า จงเตะหินเข้าสักก้อนหนึ่งซิ, แล้วจะรู้ว่ามันไม่ใช่มโนภาพ.
นี่,คือหลักรับนับถือกายสัมผัสเป็นรากฐานทดสอบสิ่งที่มี ทำนองหลักของสามัญชนชาวไทยนั่นเอง คือสิบตาเห็นไม่เท่าหนึ่งมือคลำ ฉะนั้นสิ่งที่มี ก็คือสิ่งซึ่งเมื่อกระทบเข้ากับร่างกายของเราแล้ว ก็จะก่อให้เกิดกายสัมผัส ขึ้น มัน,คือสิ่งซึ่งกินที่ มีเนื้อ มีมวล ซึ่งแสดงน้ำหนักเป็นสสารนั่นเอง

ฉะนั้นสามัญชน จึงถือสสาร,เป็นรากฐานแห่งความมีอยู่ สิ่งใดมี สิ่งนั้นต้องมีเนื้อ ต้องกินที่ การทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพของคนเราส่วนใหญ่ที่สุดนั้น ย่อมเป็นการเข้ากระทบกระทั่งกับโลกสสาร อันเป็นโลกแห่งสิ่งซึ่งกินที่ มีเนื้อ หรือมีน้ำหนัก . คนทำงานย่อมมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาต้องออกแรงไปในการจับต้องมัน เคลื่อนที่มัน หรือแปลงรูปมันเพื่อทำเป็นของกินของใช้ นี่,เป็นความผูกพันส่วนใหญ่ซึ่งมีอยู่ในจิตใจของคนเราตลอดชีวิตของเขา ฉะนั้นเราจึงถือเป็นหลักได้ว่าสามัญชนถือสสารอันเป็นสิ่งที่มีมวล หรือน้ำหนัก เป็นรากฐานของความมีอยู่ ทั้งนี้แม้เขาจะไม่รู้ตัวว่าถือหลักปรัชญาเช่นนี้อยู่ก็ตาม

เราได้กล่าวแล้วว่า มนุษย์เราสร้างคำๆหนึ่งขึ้นแทนสิ่งที่มีหรือปรากฏการณ์ที่มีอย่างหนึ่ง ฉะนั้นในการตรวจคำพูดของคน เราจึงสามารถทราบถึงปรัชญาของสามัญชนได้ กล่าวคือคนเราใช้คำนามแทนสิ่งที่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้คำกริยาแทนการเคลื่อนไหว,เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลงของมัน และใช้แทนอาการอยู่นิ่งและคงกระพันไม่เปลี่ยนแปลงด้วย การมีคำคุณศัพท์และคำวิเศษณ์แสดงว่าสามัญชนเห็นคุณภาพและปริมาณแยกออกจากสิ่งที่มี และแยกออกจากอาการ ของสิ่งที่มี คำสันธาน นั้นแสดงว่าสามัญชนเห็นความเกี่ยวข้องระหว่างสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์ การมีคำพูดเป็นประโยคสามส่วนคือมีประธาน กริยา กรรม แสดงว่าสามัญชนเห็นการกระทำของเหตุต่อผล ฉะนั้นเราจึงสรุปหลักปรัชญาของสามัญชนจากไวยากรณ์ได้ดังต่อไปนี้คือ

ก.สิ่ง,ซึ่งรากฐานแห่งความมีอยู่คือสสาร,อันรู้ได้ทางกายสัมผัสและสัมผัสอื่นๆ.

ข.สสาร,แสดงการเคลื่อนไหว,เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลง แต่มีสสารที่อยู่นิ่งและที่คงกระพันไม่เปลี่ยนแปลง นี่,คือหลักที่นิวตันเอาไปใช้ในกลศาสตร์ (Mechanics ) นั่นเอง

ค.สสาร,แสดงคุณภาพและปริมาณให้เราเห็น และการเคลื่อนไหวก็แสดงคุณภาพและปริมาณให้เราเห็น สามัญชนจึงเข้าใจว่ามีคุณภาพและปริมาณการเคลื่อนไหวของมัน ในบางกรณีเราก็พบการเปลี่ยนแปลงปริมาณของสสารและคุณภาพของการเคลื่อนไหวด้วย

ง.มีการเกี่ยวกันระหว่างสสารด้วยกันเอง ระหว่างสสารกับปรากฏการณ์ และระหว่างปรากฏการณ์ด้วยกันเอง และมีการเกี่ยวข้องระหว่างเหตุกับผล
แต่ 4 ข้อนี้ ยังไม่ใช่หลักปรัชญาทั้งสิ้นของสามัญชน เพราะถ้ามี
หลักเพียงแค่นี้ ปรัชญาสามัญชนก็จะเป็นสสารนิยม (Materialism) เราดีๆนี่เอง แต่ไม่เช่นนั้น,เพราะสามัญชนยังมีหลักเกี่ยวกับจิต และพฤติการณ์ของมันอีกด้วย ซึ่งสามัญชนก็มีมติของเขาในเรื่องนี้เหมือนกัน. เรื่องจิตหรือวิญญาณ,นี้ แม้มนุษย์เนอานเดอรธาลหน้าลิงเมื่อ 50,000 ปีมาแล้วก็ยังเชื่อว่ามีอยู่เหมือนกัน ภาวะทางวัตถุทางกายเช่นความหิวและความกระหายต่างๆทำให้คนเรามีความเห็นแก่ตัว (Egoism) นี่,เป็นต้นเค้าของความนึกคิดแบบอัตนิยมอย่างแรง (Solipsism)

สามัญชน,มักเชื่อกันว่า จิตหรือวิญญาณของตน เป็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่อย่างเป็นอิสระจากกายความฝันที่เขาคุ้นเคยอยู่ ช่วยส่งเสริมความคิดเช่นนี้ จิต,ถูกถือว่ามีอยู่อย่างเป็นเอก โดดเดี่ยวโดยตัวเอง ไม่เกี่ยวพันกับสิ่งใด และเป็นสิ่งอมตะ มีอยู่ชั่วนิรันดร ไม่รู้ดับสูญด้วย คือในการตายนั้น สามัญชนเข้าใจว่า เป็นการตายแต่ร่างกาย จิตไม่ได้ดับสูญไปด้วย แต่จะล่องลอยอยู่ในโลกวิญญาณ ความนึกคิดเช่นนี้,ก่อให้เกิดศาสนา ขึ้น เช่น การบูชาบรรพชน ภูตผีปีศาจและเทพเจ้าปรัชญาตามแนวความคิดอย่างนี้คือปรัชญาวิญญาณนิยม (Animism) นั่นเอง

การพิจารณาความฝัน ยังทำให้สามัญชนเข้าใจว่า จิตมีอำนาจบังคับบัญชาให้เป็นไป ต่อมาเมื่อเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติรุนแรงเหมือนจริตของคนที่กำลังโกรธ ก็เข้าใจว่ามีจิตหรือวิญญาณคอยบัญชาปรากฏการณ์ธรรมชาติอยู่ ประติมากรรมเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เข้าใจว่า ด้วยการกระทำเช่นนี้เขาอาจติดต่อกับจิตของเทพเจ้าได้ และด้วยการขอร้องอ้อนวอน เขาเข้าใจว่าเทพเจ้าผู้มีธรรมชาติเป็นจิต จะบันดาลให้ธรรมชาตินอกกายหรือมนุษย์คนอื่นเป็นไปตามที่เขาปรารถนา ทั้งนี้,เป็นการแลกเปลี่ยนกับคำสรรเสริญเยินยอ,พลีกรรมและยัญกรรมต่างๆ. เราจึงสรุปได้ว่า สามัญชน, มีปรัชญาเป็นหลักอีกข้อหนึ่งคือ,

จ.นอกจากสสาร ยังมีสิ่งที่มีอีกอย่างหนึ่ง คือจิต มันมีอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นสิ่งคงกระพัน เป็นเอกในตัวเอง โดดเดี่ยวและไม่เกี่ยวอะไรทางเนื้อไขกับสสาร มันไม่ดับสูญไปพร้อมกับร่างกาย มันเป็นสิ่งซึ่งตั้งเจตจำนง,เนรมิตมโนภาพหรือความคิดได้ และบังคับบัญชาร่างกายได้ จิตของมนุษย์ถูกบัญชาและบันดาลด้วยจิตอันยิ่งใหญ่ของเทพเจ้า สสารโลกก็ตกอยู่ใต้ความบันดาลของจิตเทพเจ้าด้วย/

ปรัชญาของสามัญชน จึงมีลักษณะเป็นทวินิยม, (Dualism) เหมือนปรัชญาสางขยะ ในสมัยพุทธกาล และเหมือนปรัชญาทวินิยมของเดส์ก๊ารตส์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทวินิยม (Dualism) พูดสั้นๆคือ เชื่อว่ามีจิตและสสาร,เป็นความแท้จริงสองอย่างอันเป็นเอกจากกัน ปรัชญาสามัญชนนี้อยู่ใต้จิตกึ่งสำนึกของนักวิทยาศาสตร์ และเขาจึงดำเนินการวิจัยวิทยาการต่างๆไปตามปรัชญาเช่นนี้

9.ปรัชญาวิจารณ์
9.2 วิทยาการวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากหลักปรัชญาสามัญชน

ปรัชญาสามัญชน,วางหลักไว้เพื่อศึกษาโลกภายนอก เพราะมันเป็นโลกทรรศน์ของสามัญชน วิทยาการต่างๆคือ การมองดูโลกในแง่ต่างๆกันตามโลกทรรศน์นี้ เราจึงมีวิทยาการต่างๆเกี่ยวพันกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด ความเกี่ยวพันของวิทยาการต่างๆย่อมเกิดจากการที่ปราชญ์ ผู้รวบรวมวิทยาการแต่ละอย่างนั้น มีหลักปรัชญาสามัญชนร่วมกันอยู่อย่างไม่รู้ตัว แต่เนื่องจากปราชญ์เหล่านี้ก็มีแนวปรัชญาประจำตัวอยู่บ้าง จึงเชื่อในหลักปรัชญาสามัญชนเฉพาะที่มาตรงกับความคิดของตนเช่นพวกนักวิทยาศาสตร์,จะเชื่อตามหลักของ ก. ถึง ง. และไม่เชื่อหลักข้อ จ.

หลักที่เขาเชื่อจึงเป็นสสารนิยม ที่เกิดขึ้นในใจเอง หรือรับเชื่อในใจตัวเอง(Spontaneous Materialism). ด้วยการเชื่อว่า สสารเป็นรากฐานของความมีอยู่ และมัน,ตกอยู่ในอาการเคลื่อนไหว หรืออาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ นักวิทยาศาสตร์จึงสร้างวิชากลศาสตร์ (Mechanics) ขึ้น ซึ่งกล่าวถึงมวล น้ำหนัก การเคลื่อนไหว อัตราเร็ว อัตราเร่ง โมเมนตัม แรงงาน พลังงาน กำลังงาน ฯลฯ การเคลื่อนไหวของสสารนั้นนักวิทยาศาสตร์ถือเป็นเบื้องต้นของปริมาณต่างๆทางฟิสิกส์ มาตรฐาน (Standard) วัดความยาว ความกว้าง ความสูง เนื้อที่ ปริมาตร ซึ่งรวมเรียกว่ามาตรการวัดความยาวมาตรการวัดมวล รวมทั้งมาตรการวัดเวลานั้น รวมเรียกว่ามาตรการความยาว มวล เวลา หรือมาตรการขั้นรากฐาน (Fundamental Units) ซึ่งเราใช้วัดปริมาณในวิชาฟิสิกส์โดยทั่วไป

ในการศึกษาวิชาฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์คงถือการเคลื่อนไหว
ปริมาณ และคุณภาพ เป็นสิ่งที่แยกจากสสาร วิทยาศาสตร์กลศาสตร์เบื้องต้น ซึ่งสอนว่ามีสสารที่หยุดนิ่งอยู่กับที่นั้น ย่อมถือว่าสสารเป็นอย่างหนึ่ง และความเคลื่อนไหวของมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทั้งยังถือเป็นการเคลื่อนไหวจากภาวะหยุดนิ่งด้วย ต่อมาศาสตราจารย์ไอน์สไตน์จึงสอนทฤษฎีสัมพัทธ์และยืนยันว่า การเคลื่อนไหวทุกชิ้น เป็นการเคลื่อนไหสัมพัทธ์ ทั้งนี้โดยไม่มีสารใดหยุดนิ่งอยู่กับที่ในความเป็นจริงเลย

ในวิชาคณิตศาสตร์ ปริมาณถูกถือว่าเป็นความมีอยู่แยกออกจากสสาร คณิตศาสตร์จึงศึกษาการเกี่ยวข้องระหว่างปริมาณโดยตัวของมันเอง ทั้งนี้โดยมักไม่หวนกลับไปพิจารณาว่าเป็นปริมาณของอะไร ทั้งปริมาณของการเคลื่อนไหวก็ถูกถือว่ามีอยู่แยกจากการเคลื่อนไหวด้วย นี่,ก็เป็นไปตามความเข้าใจของสามัญชนนั่นเอง

คุณภาพของสสาร, ปรากฏเป็นสี กลิ่น รส และภาวะความเป็นอยู่ทั้งสามคือ ก๊าซ ของเหลว ของแข็ง คุณภาพของการเคลื่อนไหว ได้แก่ลักษณะสม่ำเสมอ หรือ เร่ง ลด เป็นเส้นตรงหรือเป็นวงเวียน หรือวงสว่าน นักวิทยาศาสตร์คงศึกษาสิ่งเหล่านี้ตามแนวความเข้าใจของสามัญชน คือถือว่าคุณภาพ,เป็นสิ่งที่มีอยู่เอง แยกออกจากสสาร และความเปลี่ยนแปลงเป็นคุณภาพซึ่งบวกเข้าไปในสสาร และความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นจรสมบัติ (Accidents) ตามตรรกวิทยาแบบฉบับ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาการเปลี่ยนแปลง เขาก็ใช้หลักปรัชญาของสามัญชนที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นคนละสิ่งกับสสารคือการเคลื่อนไหวของมัน เป็นการเปลี่ยนแปลงในคุณภาพของสสารหรือการเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่นเมื่อเห็นเหล็กเป็นสนิมนั้น สามัญชนจะกล่าวว่าสีของผิวเหล็กจะเปลี่ยนไป หรือเมื่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากสม่ำเสมอเป็นลดหรือเร่งความเร็ว เขาก็จะว่าคุณภาพของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปจากประเภทสม่ำเสมอเป็นประเภทลดหรือเร่งความเร็ว

สามัญชนไม่ทราบว่า มีการเกี่ยวพันระหว่างปริมาณกับคุณภาพเลย วิทยาศาสตร์ในขั้นแรกๆก็ศึกษาเพียงการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณ และมองไม่เห็นการเกี่ยวพันระหว่างปริมาณกับคุณภาพ ต่อมาเมื่อวิชาฟิสิกส์เจริญดีแล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มทราบว่ามีการตรงกันระหว่างคุณภาพอย่างหนึ่งกับปริมาณอย่างหนึ่ง เช่นมีการตรงกันระหว่างปริมาณสั่นสะเทือนวินาทีละ 256 ครั้ง กับระดับเสียงเพียงออ (C) เป็นต้น อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์แต่โบราณนั้นก็นับได้ว่าได้ดำเนินการวิจัยไปตามทรรศนะของสามัญชน
สำหรับเรื่องสสารเกี่ยวข้องกันนั้น นักวิทยาศาสตร์รับรองความจริงข้อนี้เต็มที่ และเรื่องปรากฏการณ์เกี่ยวข้องกันนักวิทยาศาสตร์ก็รับรอง ฉะนั้นเรื่องเหตุเกี่ยวข้องกับผล จึงเป็นที่รับรองกันทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ ข้อนี้ถูกถือเป็นความประจักษ์แจ้งเสียด้วยซ้ำไป และเป็นหลักใหญ่ในวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีหลักข้อนี้แล้ววิทยาศาสตร์จะได้แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งหนึ่งสิ่งหนึ่งเป็นอย่างๆไปเท่านั้น และจะไม่ทำประโยชน์ทางปฏิบัติให้แก่มนุษยชาติอย่างไรเลย

ส่วนเรื่องความมีอยู่ของจิตนั้น วิทยาศาสตร์ก็ถือว่ามีอยู่อย่างแน่นอน แต่มีเฉพาะเมื่อมีร่างกายเท่านั้น จิตของคนตายนั้นวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มี จิตวิทยา,จึงเป็นวิชาที่ว่าด้วยจิตของคนเป็นๆ และไม่มีการกล่าวถึงจิตของคนตายเลย กล่าวคือ วิชาจิตวิทยานั้นว่าด้วยจิตของคนเป็นๆเท่านั้น
เมื่อถึงตอนนี้ วิทยาการวิทยาศาสตร์ก็เหลื่อมล้ำเข้าไปในอาณาจักรของปรัชญาสามัญชนกับปรัชญาระบบอื่นๆอันเป็นความมุ่งหมายของเราต่อไป

9.ปรัชญาวิจารณ์
9.3 เอสเอ็ม.ปรัชญาสามัญชนที่ก้าวหน้า

เอสเอ็ม. เป็นปรัชญาที่สร้างขึ้นจากรูปเค้าปรัชญาของสามัญชน แต่ได้แก้ส่วนที่เป็นความผิดฉกรรจ์ๆออกไป และได้เพิ่มหลักใหม่ซึ่งสามัญชนมองไม่เห็นเข้าไป นี่,ทำให้เกิดปรัชญาสามัญชนที่ก้าวหน้าขึ้น เอสเอ็ม.จึงไม่ใช่เป็นคำสอนที่แย้งกับปรัชญาสามัญชนโดยสิ้นเชิง ถ้าจะเปรียบก็จะเหมือนกับวิทยาศาสตร์กลศาสตร์สมัยหลังนิวตัน ซึ่งขณะนี้ได้ถูกแก้ไขให้ก้าวหน้าไปเพราะทฤษฎีสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์

เอสเอ็ม. คือ หลักภายนอกที่มนุษย์ได้ผ่านวิทยาศาสตร์มาแล้วเกือบ 3 ศตวรรรษ ฉะนั้นจึงเป็นผลแห่งการสะสมข้อเท็จจริงจากโลกภายนอกเป็นเวลาช้านานและด้วยเทคนิคอย่างสูงซึ่งสามัญชนจะไม่มีโอกาสกระทำ อย่างนี้ได้เลย ด้วยประการฉะนี้ จึงลึกล้ำยิ่งกว่าปรัชญาของสามัญชน แต่ในการเข้าสู่ความจริงนั้น เอสเอ็ม.ได้ดำเนินผ่านขั้นเป็นปรัชญาสามัญชนมาก่อนแล้ว มันจึงสมควรแก่นามว่า ปรัชญาสามัญชนที่ก้าวหน้า
เอสเอ็ม.สอนว่า, สสาร,เป็นรากฐานแห่งความมีอยู่ทั้งหลาย ฉะนั้นปรากฏการณ์ใด ๆ ที่มี ย่อมต้องเป็นปรากฏการณ์ของสสาร และนั่นคือ การเคลื่อนไหว เกี่ยวข้อง และเปลี่ยนแปลงของมัน นี่ คือหลักปรัชญาสามัญชนนั่นเอง

แต่เอสเอ็ม.ได้กำหนดแน่ชัดลงไปว่า การเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยตัวเอง,แยกออกจากสสาร ทั้งการหยุดนิ่ง และการคงกระพันไม่เปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่ไม่มีด้วย เอสเอ็ม.ถือว่าการเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลง เป็นการแสดงตัวอย่างหนึ่งสสาร,ที่มี ฉะนั้นความจริงจึงเป็นดังนี้ คือ สสาร ซึ่งเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลง เป็นรากฐานของความมีอยู่ทั้งปวง

สามัญชนถือว่าคุณภาพและปริมาณ, เป็นสิ่งที่มีแยกออกจากสสาร แต่เอสเอ็ม.ถือว่าคุณภาพและปริมาณ เป็นการแสดงตัวอย่างหนึ่งของสสาร กล่าวคือสสาร ไร้ซึ่งคุณภาพและปริมาณนั้นย่อมไม่มี หรือการเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากคุณภาพและปริมาณก็ย่อมไม่มี เอสเอ็ม.จึงกล่าวรวมๆเสียว่า

สสารซึ่งแสดงคุณภาพและปริมาณ และซึ่งมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลงเป็นรากฐานของความมีอยู่ทั้งปวง
สามัญชนเชื่อว่า สสารหรือปรากฏการณ์,เกี่ยวข้องกัน เอสเอ็ม.ก็สอนไว้เช่นเดียวกัน แต่เพิ่มเติมคำสอนขึ้นอีกว่า สสารที่เกี่ยวข้องกันนี้ ย่อมยึดโยงกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว, คือเอกภพ หรือสากลโลก ฉะนั้นสากลโลกจึงเป็นหนึ่งเดียว และเปลี่ยนแปลงไปตามสสารอันเป็นเนื้อในของมัน
สามัญชนเชื่อว่า สสารหรือปรากฏการณ์,เกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นสสารหนึ่งจึงเป็นเหตุของอีกสสารหนึ่ง เอสเอ็ม.ก็สอนว่า สสารเกี่ยวข้องกัน แต่สอนเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณเรื่อยๆของสสารหนึ่ง จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพแบบก้าวกระโดดขึ้นในสสารนั้นเอง แล้วการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ก็จะเกิดขึ้นในสสารก้อนที่สองบ้างฐานเป็นผล
เอสเอ็ม.สอนว่า, ปริมาณจะค่อยๆเพิ่มขึ้น หรือลดลงทีละน้อย ๆ แต่คุณภาพจะคงเดิมอยู่ พอปริมาณขึ้นถึงจุดเปลี่ยนฉับพลันหรือจุดก้าวกระโดด คุณภาพใหม่จึงเกิดขึ้นจากคุณภาพเก่าโดยทันที คุณภาพ,จะไม่เปลี่ยนแปลงที่ละน้อยๆอย่างปริมาณเลย อนึ่ง,คุณภาพใหม่,ก็จะเปลี่ยน แปลงอัตราการเพิ่มหรือลดปริมาณเสียใหม่ด้วย ข้อนี้,สามัญชนไม่ทราบ เพราะเขามีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ

เอสเอ็ม.สอนอีกด้วยว่า สรรพสิ่งพัฒนาไปเพราะเกิดจากการเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องระหว่างมันกับสิ่งภายนอก ข้อนี้สามัญชนก็มองเห็นเพราะสังเกตไม่เป็น เขาคงทราบแต่ภาวะตรงกันข้ามกันบางประการเช่น เกิดตาย โคนปลาย ช้าเร็ว มากน้อยเท่านั้น

จิต,ซึ่งสามัญชนว่ามีอยู่เอง,เป็นเอก ไม่เกี่ยวข้องกันสสาร (อันเป็นร่างกาย) นั้น ได้รับการยืนยันจากเอสเอ็ม.ว่า เป็นปรากฏการณ์ในสมอง, อันเป็นที่สุดแห่งวิวัฒนาการของโปรตีนซึ่งเป็นสสาร ไม่มีสสารในรูปแบบมันสมอง ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า จิต

สามัญชนเชื่อว่าจิตสามารถตั้งเจตจำนงได้อย่างอิสระ สามารถบังคับอวัยวะรับรู้ให้กระทำการได้ สามารถเนรมิตความคิดหรือมโนภาพจากความว่างเปล่าได้ และบังคับบัญชาร่างกายให้เป็นไปได้ต่างๆ ตามความปรารถนา แต่เอสเอ็ม.สอนว่า,การรับรู้เกิดจากการกระทบระหว่างสิ่งนอกกายกับอวัยวะรับสัมผัส แล้วจึงเกิดมโนภาพสะท้อนขึ้นในสมอง มโนภาพจึงหาได้เกิดจากความว่างเปล่าไม่ ความคิด, คือการนึกมโนภาพที่เคยรับรู้มาแต่เดิมแล้ว ประกอบกับความสามารถของสมองในการที่จะนำเอามโนภาพเดิมหลายหลายมโนภาพ มาปรุงแต่งให้เป็นมโนภาพอย่างใหม่ได้ เจตจำนงจึงหาได้เป็นอิสระจริงๆไม่ เพราะมันมีโลกภายนอกเป็นต้นเหตุ และกำหนดเจตจำนงอยู่ เจตจำนง,เป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม

เอสเอ็ม.จึงสอนว่าจิต,เป็นเหตุเพียงชั้นรองเท่านั้น ความเป็นไปส่วนมากในร่างกาย กล่าวคือการทำงานของอวัยวะต่างๆของร่างกาย จิต,หาได้รับรู้และสั่งการไม่ มันคงดำเนินไปเองเยี่ยงสรีรยนต์ทั้งหลาย ตัวอย่างเช่นการย่อยอาหาร การสูบฉีดโลหิตเป็นต้น ความเป็นไปบางอย่างเช่นการขับฮอร์โมนก็เกิดจากอารมณ์ ไม่ใช่เจตจำนง ความเจ็บป่วย,มีผลต่อจิตมนุษย์ด้วย จิต,ในรูปเจตจำนง (Will) สั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวไป เพื่อกระทำการดังที่ปรารถนา แต่หาใช่ต้นเหตุใหญ่ของการกระทำไม่ ต้นเหตุใหญ่คือโลกภายนอก ที่ก่อเจตจำนงขึ้นนั้นเอง เพทนาการอันเป็นอาการของอารมณ์ภายใน ก็เป็นเพทนาการต่อโลกภายนอก หาใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในจิต โดยปราศจากเหตุภายนอกไม่

เอสเอ็ม.รับว่าจิต มีอำนาจรังสรรค์ (Create) มโนภาพรวมอย่างใหม่ขึ้นจากมโนภาพเดิมได้ แต่ปฏิเสธอำนาจการสร้างมโนภาพขึ้นได้เองจากความว่างเปล่าของจิต จิตไม่ได้ผลิตความคิดออกมาดุจดังที่ตับขับน้ำดีนั้นเลย เพราะจิตผลิตความคิดจากความว่างเปล่าหาได้ไม่

ฉะนั้นจึงสรุปความได้ว่า สสาร เป็นเหตุแห่งการบังเกิดของจิต และเป็นเหตุแห่งพฤติกรรมของจิต ไม่มีร่างกาย ไม่มีสมอง, ก็ไม่มีจิต ไม่มีโลกภายนอกสำหรับก่อให้เกิดมโนภาพ ก็จะไม่มีพฤติกรรมของจิต(เพทนาการของจิต) ฉะนั้นจึงหามีจิตโดยตัวเองไม่ และฉะนั้น ก็ย่อมได้ความตามมาว่า ย่อมไม่มีเทพเจ้า ซึ่งเป็นจิตล้วนๆด้วย

เอสเอ็ม. จึงเป็นสสารนิยม (Materialism) และเอกนิยม (Monism) โดยสิ้นเชิง ซึ่งผิดกับปรัชญาของสามัญชน อันเป็นทั้งสสารนิยมและจิตนิยม ที่มีแนวไปในทางทวินิยม ความคิดเช่นนี้ดำรงเอาไว้ซึ่งความขัดแย้งกันเองเป็นการภายใน (Internal Contradiction)

9.4 เอสเอ็ม.เทียบกับปรัชญาปรากฏการณ์นิยมของเดฝิดฮูว์ม

ปรัชญาของ เดฝิดฮูว์ม (David Hum e ค.ศ.1711-1776 วางรากฐานไปจากความตรึงตรา (Impression) และมโนภาพ (Ideas) ทั้งนี้โดยถือความตรึงตรา (Impression) เป็นความแท้จริงสูงสุด (Highest Reality) ความตรึงตรานี้เรียงหน้ากันมาปรากฏต่อเราทำนองภาพถ่ายแต่ละภาพในฟิล์มภาพยนต์
ระบบปรัชญาของฮูว์มมีความเด่นที่สุดอยู่อย่างหนึ่งคือ มันถูกอวดอ้างว่า เป็นปรัชญาที่ไม่เชื่อในอะไรทั้งหมด,แม้ในข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ นี่ก็เห็นได้ง่ายๆว่ามันเชื่อในหลักของมันเอง ในกรณีที่มันปฏิเสธความมีอยู่ของทุกๆ สิ่ง เมื่อเป็นดังนี้มันย่อมเป็น ปฏิเสธนิยม (Agnosticism) อย่างหนึ่งนั่นเอง

ระบบปรัชญาปรากฏการณ์นิยม (Phenomenalism) ของฮูว์ม ไม่เชื่อในการ มีตัวตน มีจิต หรือมีเจ้าของ-ความตรึงตรา ทั้งนี้โดยที่ฮูว์มสอนว่า ทุก ๆ สิ่ง ที่มีอยู่ มีอยู่เป็นความตรึงตรา (Impression) ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันเลย ความตรึงตรา,ปรากฏขึ้นทีละอัน,ตามลำดับเวลาเท่านั้น ฮูว์มสอนต่อไปว่าตัวตน,ที่เราคิดว่ามีอยู่ฐานเป็นผู้,มีมโนภาพ,นั้น ที่แท้แล้ว,เป็นเพียงความตรึงตรา, ในเพทนาการของตนเองเกิดเรียงเป็นลำดับๆกันมาตามเวลาเท่านั้น เมื่อคิดเช่นนี้,โลก,เลยประกอบด้วยความตรึงตราทั้งสิ้น ทั้งนี้เป็นความตรึงตราในสิ่งนอกกายบ้างเป็นความตรึงตราในเพทนาการของตัวเองบ้างที่เกิดเยงกันมาตามลำดับเวลา และมิได้มีอะไรมากไปกว่านี้.

ฉะนั้นความตรึงตราแต่ละอันจึงไม่เกี่ยวข้องกับผล และเราจะคิดให้รู้เหตุจากผล ให้รู้ผลจากเหตุ หาได้ไม่ เพราะเหตุและผล,เป็นเพียงความตรึงตราที่เกิดตามกันเป็นธรรมเนียมเท่านั้น เราเพียงจำได้ว่าความตรึงตราที่เรียกว่าผลอย่างนี้ เกิดตามความตรึงตราที่เรียกว่าเหตุอย่างนั้น เราไม่เคยทราบว่ามันเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดเลย และเราก็พิสูจน์ให้เห็นไม่ได้ว่าผลอย่างหนึ่งจะเกิดตามเหตุอย่างนั้นๆทุกทีไป.

การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง จึงเป็นเพียงความคิดเห็นไปเช่นนั้นเอง หาใช่เป็นความจริงไม่ เพราะความจริงแล้ว คงมีแต่ความตรึงตราในตัวของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปไม่ ความตรึงตราเหล่านี้มีจำนวนมากหลาย แต่ละความตรึงตราต่างเป็นเอกในตัว มีอยู่อย่างโดดเดี่ยว และมีความสำเร็จในตัวเองหาได้พึ่งพากันในความมีอยู่ไม่.

การเคลื่อนไหว,ก็เป็นสิ่งลวงเหมือนกัน เพราะไม่มีสิ่งใดที่เคลื่อนไหวไปคงมีแต่ความตรึงตราเรียงตามลำดับกันมาตามเวลาและที่ตั้งเท่านั้น, นี่,เป็นหลักใหญ่ๆในคำสอนของฮูว์ม.

ความผิดพลาดในปรัชญาปรากฏการณ์นิยม,ของเขาอยู่ที่ทฤษฎีของการสังเกตรับรู้ (Theory of Perception) นั่นเอง ฮูว์มสอนว่าคนเราย่อมมีความตรึงตราในวัตถุ แต่เขาก็ว่า คนเรามีความตรึงตราในเพทืนาการเกี่ยวกับตัวเองด้วย

มโนภาพ คือ ภาพในความคิด,ของความตรึงตราที่เคยสังเกตรับรู้มาก่อนแล้ว เช่นในการอ่านปรัชญาเอสเอ็ม.เรามีแต่มโนภาพตลอดเวลาหามีความตรึงตราอะไรไม่เพราะมโนภาพ,เกิดขึ้นในความคิด ฮูว์มยืนยันว่าเมื่อสามัญชนกล่าวว่าเขาเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งเขาเพียงมีความตรึงตราอย่างหนึ่งในวัตถุ การกล่าวว่า มีตัวผู้เห็นและมีวัตถุที่ถูกเห็น นั้น ฮูว์มว่า,เป็นการอนุมาน ไม่ใช่แถลงถึงความเป็นจริง เมื่อไม่มีตัวตนและไม่มีวัตถุ,ความตรึงตราก็คือ ปรากฏการณ์อันปราศจากตัว เป็นปรากฏการณ์เฉยๆ นี่เองเป็นแก่นแห่งปรากฏการณ์นิยมของฮูว์ม เขาอ้างว่า,เราจะเห็นวัตถุโดยตรงไม่ได้ เรารับรู้ได้โดยตรงก็ด้วยความตรึงตราในวัตถุ นิสัยเดาเหตุจากผลของเราทำให้คิดไปว่า ความตรึงตราในวัตถุเป็นผลอันเนื่องมาจากเหตุคือวัตถุซึ่งมีอยู่เองโดยไม่เกี่ยวกับเรา ฮูว์มได้กล่าววกไปสู่เรื่องเหตุและผลว่า เราไม่อาจคิดให้รู้ได้ว่าเหตุอย่างหนึ่งจะมีผลเป็นอย่างไร ในทางกลับกันเราก็ไม่รู้ เรารู้ไม่ได้ว่าวัตถุเป็นเหตุของความตรึงตรา ดังนี้ฮูวม์เลยสรุปรวบรัดเอาง่ายๆเลยว่า วัตถุเป็นเหตุแห่งความตรึงตรานั้นไม่มีคงมีแต่ความตรึงตราล้วนๆเท่านั้น.

คำจำกัดความของตรึงตรา (Impression) คือ มันเป็นปรากฏการณ์อันเป็นเอก ในตัวเกิดขึ้นโดยไร้เหตุและมีความสำเร็จในตัว ไม่ต้องพึ่งสิ่งใดอีก,ในความมีอยู่ของมัน นี่,เป็นการถือเอาโดยไม่ผ่านการพิสูจน์ และเป็นการยืนยันเรื่อง เหตุกับผล,ไม่เกี่ยวข้องกัน,อยู่ในตัวด้วย แต่คำว่า ความตรึงตรานี้ ย่อมยืนยันถึงความเกี่ยวข้อง กับผู้มีความตรึงตราอยู่ในตัวแล้ว,ความตรึงตรา,จะมีไม่ได้,หากปราศจาก ผู้มีความตรึงตรา นี่,เป็นความเป็นจริงอันแย้งอยู่กับคำจำกัดความของคำว่าความตรึงตราเอง เพราะความตรึงตราย่อมสำเร็จในตัวเองไม่ได้ หากต้องพึ่งความมีอยู่ของผู้ซึ่งได้รับความตรึงตราเมื่อคำจำกัดความ,มีความคลาดเคลื่อนเช่นนี้ ปรัชญาปรากฏการณ์นิยมทั้งระบบเลยล้มครืนไปด้วย

ปรัชญาเอสเอ็ม. ถือว่า,มี,ตัวตน ซึ่งอย่างน้อย,ก็กำลังศึกษาปรัชญาอยู่ในขณะนี้ การมีตัวตน,ย่อมเป็นรากฐานของปรัชญา เพราะจะมีปรัชญา,โดยปราศจากผู้ศึกษาปรัชญาอยู่ในขณะนี้ การมีตัวตน,ย่อมเป็นรากฐานของปรัชญา เพราะจะมีปรัชญา,โดยปราศจากผู้ศึกษานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ก่อนที่จะเรียนอะไรก็ตาม,อันเป็นปรัชญา ต้องมีตัวตนเสียก่อน ฉะนั้นเดส์การ์ตส์,ผู้เป็นปฐมาจารย์แห่งปรัชญาสมัยใหม่ จึงกล่าวนำไว้ว่า ฉันคิด,ปรัชญา,ฉะนั้น,ฉันมีอยู่ (I Think,Therefore I am).

ไม่มีผู้ใดอาจปฏิเสธการมีตัวตนเสียได้ แต่เรื่องตัวตน,มีอยู่อย่างไร นั่นแหละเป็นปัญหาต่อไปของปรัชญา

ฮูว์มสร้างปรัชญาปรากฏการณ์นิยมขึ้นมาก็เพื่อให้คนศึกษา ถ้าไม่มี
ตัวตนจะศึกษาอะไรได้อย่างไร ฉะนั้นการที่เขาสอนว่า ตัวตนไม่มี,จึงผิดความจริงอย่างสิ้นเชิง,

เมื่อตัวตนมี และมีความตรึงตรา ก็ได้ความว่า,ตัวตนมีความตรึงตรา ฮูว์มเองก็ใช้คำว่าตัวตนมีความตรึงตราในวัตถุ ในเพทนาการของตัวตนเอง นี่,เป็นความเข้าใจของสามัญชนความตรึงตรามีได้อย่างไรหรือ คำตอบก็คือ,มีได้,โดยอาศัยอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า ถ้าไม่มีอวัยวะเหล่านี้ เราก็มีความตรึงตราเกิดขึ้นมาได้เลย ความตรึงตรา,เกิดขึ้นเมื่ออวัยวะเหล่านี้กระทบเข้ากับโลกสสารโดยทางกาย ทางหู ทางลิ้น ทางจมูก ส่วนตานั้นก็มีแสงจากสสารมากระทบ เราจึงไม่อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีสสารเป็นเหตุแห่งความตรึงตรา ฉะนั้นหลักปรัชญาของเอสเอ็ม.จึงตรงตามความจริงยิ่งกว่าหลักปรัชญาปรากฏการณ์นิยมของฮูว์ม

ฮูว์มมองเห็นโลกประกอบขึ้นด้วยความตรึงตราอันไม่เกี่ยวข้องกันแต่สามัญชนมองเห็นโลกเป็นหนึ่งเดียว หากประกอบด้วยสรรพสิ่งอันเกี่ยวข้องกันหมด ซึ่งถ้ามองดูแต่ละสิ่ง,อย่างตัดตอน,ออกจากกัน ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเอกในตัวเอง ด้วยประการฉะนี้เราจึงอาจกล่าวได้ว่า การที่ฮูว์มเห็นโลก,ประกอบขึ้นด้วยแต่ละสิ่งอันเป็นเอกในตัวเองนั้นนั่นเป็นเพียงการเห็นแบบตัดตอนด้วยความคิด ให้แต่ละสิ่งแยกออกมาจากโลกหนึ่งเดียวที่มันรวมสรรพสิ่งอันเกี่ยวพันกันอยู่ตามความเป็นจริง

ถ้าเรามองเห็นสรรพสิ่งเกี่ยวข้องกันหมด ก็แน่ได้ว่า,ถ้าเราถือสิ่งหนึ่งเป็นเหตุ อีกสิ่งหนึ่งหนึ่งก็จะถูกถือเป็นผลของมัน และเหตุกับผลย่อมเกี่ยวข้องกันอยู่ในตัวแล้ว จากการเกี่ยวข้องของ สรรรพสิ่งนั้น ฉะนั้นการที่ฮูว์มว่า เหตุ,ไม่เกี่ยวข้องกับผล,จึงผิดถนัด

คำสอนเรื่องเหตุ – ผลของฮูว์มมีคุณค่ามาก,ตรงที่เขาโจมตีลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) ได้สำเร็จในข้อที่ว่า จากเหตุ เราจะคิด ให้รู้ผลเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้ เช่นเมื่อรู้คุณสมบัติของอ๊อกซิเจ่นกับไฮโดรเจ่น และรู้ส่วนที่มันผสมกันเป็นน้ำ เราจะคำนวณให้ทราบว่าคุณสมบัติของน้ำจะเป็นอย่างไร เช่นนี้เป็นต้น เราต้องสังเกตและศึกษาให้ทราบทั้งเหตุและผล และจดจำไว้เป็นคู่ๆไป ในภายหลัง เมื่อเราต้องการใช้เหตุผล เราก็ทวนระลึกจากความทรงจำว่าผลนี้เกิดจากเหตุอะไร เหตุนี้เกิดจากผลอะไร เราจึงไม่ได้ใช้ตรรกวิทยาอะไรในการขบปัญหาต่างๆ เลย หากใช้แต่ความรู้ที่ได้มาจากความทรงจำเท่านั้น

ฉะนั้นการเรียนรู้ข้อเท็จจริง จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงที่จำไว้ได้มาก ๆ จะทำให้เราทวนระลึกถึงคู่เหตุ-คู่ผลได้มากๆ ซึ่งจะปรากฏเป็นว่า, เรา,(เป็นคน) เหตุมีผลดี หรือเป็นสานุศิษย์ที่ดีแห่งลัทธิเหตุผลนิยมไป ที่แท้แล้ว เรา,เพียงเป็นนักใช้ความรู้จากความจำได้เป็นอย่างดีเท่านั้น หาใช่ผู้เชี่ยวชาญทางคิดด้วยเหตุผลไม่

เหตุกับผลนั้น เอสเอ็ม. ถือว่าเกี่ยวข้องกันจนนักวิทยาศาสตร์สามารถแสดงความเกี่ยวข้องนั้นได้เป็นสูตรทางวิทยาศาสตร์เช่น Lt = Lo (1+at) นั้นเป็นสูตรแสดงเหตุ,คือปริมาณอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป กับผลคือความยาวของวัตถุแท่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมินั้น
เรื่องการเคลื่อนไหว เกี่ยวข้องและเปลี่ยนแปลงนั้น เอสเอ็ม.ถือเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเห็นไปเองอย่างมติของฮิวม์ ทั้งนี้เนื่องจากเชื่อว่า สสาร,มีอยู่ ไม่ใช่มีอยู่แต่ความตรึงตรา เอสเอ็ม.จึงเชื่อว่า สสารมีอยู่อย่างเคลื่อนไหว เกี่ยวข้อง และเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่มีอยู่อย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่หรืออย่างคงกระพัน หรือมีอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่เกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นจึงเข้า
กันไม่ได้ทีเดียวกับปรัชญาของฮิวม์

อีกประการหนึ่งความบกพร่องส่วนใหญ่ของนักปรัชญาชาวสก๊อตผู้นี้ อยู่ที่หลักเชื่อในความเป็นไปเองของธรรมชาติ คือเขาได้สอนว่า ความตรึงตราเกิดขึ้นตามๆกันเป็นอย่างมากกับความจริงที่ว่าคนเรา,อาจสามารถเข้าดัดดแปลงธรรมชาติและสังคมได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นไปเอง

 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2551
Last Update : 10 กรกฎาคม 2551 17:06:03 น.
15 comments
Counter : Pageviews.

 

น่าสนใจมากค่ะ
เสี้ยวกำลังสนใจอยากศึกษาวิชาปรัชญาต่ออยู่เลยค่ะ
แต่ว่าอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวเอง สมาธิหมดค่ะ
แต่ว่าจะมาอ่านต่อค่ะ อย่าเพิ่งลบนะคะ
ขอ add ไว้ด้วยเลยนะคะ

ป.ล.อยากอ่านเรื่องที่ 1-8 จังเลยค่ะ ลบไปแล้วเหรอคะ หาไม่เจอ

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

 

โดย: gluhp 10 กรกฎาคม 2551 18:24:46 น.  

 

อ้อ... หาเจอแล้วค่ะ

 

โดย: gluhp 10 กรกฎาคม 2551 18:27:16 น.  

 

หากคุณgluhpอยากศึกษาปรัชญาจริงๆแล้ว อย่าได้เข้าไปศึกษาในมหาลียทีเดียวนะครับ เพราะคุณจะได้ปรัชญาชิ้นส่วนมา และเพราะปรัชญานั้นเป็นฝักเป็นฝ่าย ส่วนใหญ่ที่ได้จากมหาลัยมาก็เป็นปรัชญาของฝ่ายชนชี้นปกครอง ยิ่งเรียนยิ่งโง่ยิ่งโตยิ่งเซ่อร์ และก็โง่แกมหยิ่งอีกด้วย แต่สมองเต็มไปด้วยปรัชญายอมจำนน เอาเงินเอาเวลาไปเรียนวิชาอื่นที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ แต่ปรัชญาคุณต้องเรียนด้วยตนเอง

ปรัชญาที่ผมเอามาให้คุณอ่านเป็นปรัชญาของนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก แต่เป็นคนไทย ท่านคือ ราชบัณฑิตย์อาจารย์สมัคร บุราวาศ เป็นนักปรัชญาคนเดียวที่อัพเดทที่สุด หนังสือของท่านทุกเล่มคุณต้องอ่าน เพราะท่านเขียนสนุกพอๆกับนิยายจีนกำลังภายใน หากแต่เป็นสัจธรรมเพื่อชีวิตทั้งสิ้น ทุกประโยคในหนังสือของท่านมีแต่เนื้อ หาน้ำไม่ได้เลย

คุณโชคดีแล้วที่มพบบล๊อกนี้

 

โดย: ลุงกฤช (ลุงกฤช ) 11 กรกฎาคม 2551 5:06:47 น.  

 

เป็นสมาชิกลุงกฤชอย่างถาวรแล้วครับ รออยู่นานว่าเมื่อไรจะมา Update วันนี้เลยสมใจครับ

 

โดย: Insignia_Museum 12 กรกฎาคม 2551 1:36:46 น.  

 

 

โดย: gluhp 12 กรกฎาคม 2551 22:10:54 น.  

 

มาอ่านต่อค่ะ

 

โดย: gluhp IP: 58.8.7.231 16 กรกฎาคม 2551 21:54:37 น.  

 

ผมชอบนะ
ที่เมื่อวันใดมีเวลาเข้ามาอ่านแล้วก็บอกให้ทราบ
มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่า
ความพยายามที่มานั่งลอกความรู้มาให้คุณอ่านกัน
มันไม่เสียแรงเปล่า

 

โดย: ลุงกฤช IP: 118.174.146.125 20 กรกฎาคม 2551 11:31:31 น.  

 

ไม่มีอภิปรัชญา-จักรกลนิยมหรอคะ?

 

โดย: นกแก้ว IP: 58.147.49.113 24 กรกฎาคม 2551 11:19:48 น.  

 

ลุงกฤษ บอกว่า ปรัชญาที่เรียนในมหาลัยยิ่งทำให้โง่ แสดงว่า การสอนในมหาลัยทำให้โง่

แต่จากประวัติลุงกฤษก็สอนที่มหาลัยไม่ใช่เหรอฮะ

แล้วที่บอกว่า อ.สมัคร บุราวาศ อัพเดท แต่มันเขียนมาแล้ว10 ปีไม่ใช่เหรอครับ

ถ้าว่าง ลุงกฤษลองหาเรื่องใหม่ๆอย่างพวก โพสโมเดิร์น หรือ เฟมินิสต์มาลงบ้างนะครับ

จะได้มีเรื่องทันสมัยมาอ่าน

 

โดย: ขี้สงสัย IP: 125.25.109.253 24 กรกฎาคม 2551 23:27:35 น.  

 

ชวนไปฟังเพลง ครับ

เพลงธรรม คำสอนของท่านพุทธทาสฯ
http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2008/01/21/entry-5

 

โดย: jiab (jiab bangkok ) 14 พฤศจิกายน 2551 9:33:40 น.  

 

สวัสดีค่ะ วันนี้มาอ่าน แต่ไม่ได้อ่านหน้านี้นะคะ
เพราะหน้านี้อ่านไปแล้ว

ช่วงนี้ติดตามบทเรียนขาดตอนค่ะ
งานมันเย้อออออ ^^"

 

โดย: gluhp 17 ธันวาคม 2551 14:51:24 น.  

 

HAPPY NEW YEAR 2009


 


 



Free TextEditor

 

โดย: drunkcat 30 ธันวาคม 2551 17:10:02 น.  

 

กราบคารวะในโอกาสปีใหม่ครับ (ไม่ได้แวะมานานครับ)

 

โดย: dreamingbutterfly 1 มีนาคม 2552 4:28:37 น.  

 

ลุงกฤชหายไปไหนนานจัง

 

โดย: [bill] IP: 125.26.139.65 2 มีนาคม 2552 23:10:18 น.  

 

อ่านแล้วค่ะ ขอลอกหน่อยนะค่ะ

 

โดย: เรียม ดารา IP: 58.10.149.159 20 ธันวาคม 2552 18:31:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 
ลุงกฤช

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

อดีต : พ่อค้า ผู้รับเหมาก่อสร้าง

ปัจจุบัน : อาจารย์พิเศษสอนปรัชญาเป็นประจำแก่สถาบันของรัฐแห่งหนึ่ง สอนพิเศษนักศึกษาปริญญาตรีและโทมหาลัยมหิดล

คืนกำไรให้ชีวิตหลังจากการทำงานหนักมาเกือบตลอดชีวิต ขับรถไปฮันนี่มูนต่างจังหวัดบ้าง ไปสอนต่างจังหวัดบ้าง มีความสุขกับศรีภรรยาที่อยู่กันมาเกือบ 50 ปี
เธอดูแลเราเหมือนลูก เพราะลูกๆต่างก็มีครอบครัวแยกย้ายไปทำมาหากินกันดีๆทุกคนแล้ว เราเลยอยู่กันสามพ่อแม่ลูก(คนสุดท้อง)ซึงไม่ยอมมีผัว เพื่อดูแลพ่อแม่ กับหมาอีก 8 ตัว บางวันก็ไปสอนบ้าง บางวันก็เข้ามาในบล๊อกบ้างเพื่อเอางานที่เรียนรู้มา มาคืนให้แก่สังคม ดังที่เห็นๆกันแล้ว งานส่วนใหญ่ที่คัดลอกมาให้อ่านกันเป็นงานเขียนของท่านอาจารย์สมัคร บุราวาศ และทรรศนะส่วนตัว
อยากให้คนสนใจเรื่องปรัชญา เพราะตัวเองนั้นมีความสุขอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีปรัชญาชี้นำการดำเนินชีวิต มีความรู้ในการปฏิบัติทำมาหากิน ภายหลังหยุดชีวิตการทำมาหากินแล้วก็ยังมีสมบัติทีมากกว่าเบี้ยบำนาญของราชการ

แม้ไม่รวย แต่ก็ไม่จน จึงอยากให้เป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีทุนเข้ามหาลัยได้ดูเป็นแบบอย่างบ้าง เพราะชีวิตผมเริ่มต้นจากสูญ ไม่มีมรดกจากพ่อแม่

บทความซึ่งจะนำลงตอนละประมาณหนึ่งอาทิตย์ ถ้าใครไม่สนใจอ่านจะลบทิ้ง

บทความตอนใดที่ไม่มีผู้สนใจอ่าน(ไม่ให้ความเห็น)
จะลบออกเร็วกว่านั้น
อยากบอกอยากถามก็ขอให้เขียน เรามาแลกเปลี่ยนวิถีทรรศน์ของกันและกัน เพื่อเดินทางร่วมกันฉันท์สหาย

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com