space
space
space
<<
มิถุนายน 2563
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
space
space
17 มิถุนายน 2563
space
space
space

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 2/2 พ่อขุนช้าง ขุนแผน จบตอน


รุ่งเช้าเวียงวังคลังนา และตำรวจที่มาจากอยุธยา กับกรมการสุพรรณบุรี เข้าบ้านทองประศรีในทันใด ไล่จับโค กระบือ ช้าง ม้า ตลอดจนข้า ทาส บริวาร เป็นที่ขวักไขว่ วุ่นวายทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ จับทาสชื่ออีเผื่อนเข้ามาถามได้ความว่านายหนีไปแล้ว จึงได้ให้นำลงบัญชีทั้งหมด

จากนั้นขึ้นบนเรือนขุนไกร ริบเครื่องเรือนที่มีเกลื่อนกล่น ขนมานอกชานทำบัญชี ประกอบด้วย หอก ดาบ กระบี่ คร่ำ ขัน น้ำ ถม แพร พรม สักหลาด กำมะหยี่ ทองขาว ทองเหลืองอย่างดี ถ้วยชาม เงินตราห้าพันใส่ในกลัก สอดใส่ด้ายแล้วตีตรา กำปั่นเครื่องเงินทองทั้งสองใบ ลั่นกุญแจไปสู่หลังช้างขนไป หูก ฝ้าย ด้าย ไหม ใส่เกวียนลากไป ครกสาก โอ่ง อ่าง ใส่แพไป ขนนำมาตรวจที่ศาลากลาง เสร็จแล้วจากนั้นก็นำไป คืนหนึ่งก็ถึงกรุงศรีอยุธยา เข้ามากราบเรียนท่านผู้ใหญ่ ส่งของที่ริบจากขุนไกร เข้าไปไว้ในคลังดังที่ปรากฏในบัญชี

ส่วนพลายแก้วและทองประศรี ครั้นรุ่งสางกระจ่างแล้ว ด้วยนางต้องการจะพาลูกไปกาญจนบุรี จึงรีบพาลูกลงจากต้นไม้ มือข้างหนึ่งกระเดียดกระบุง อีกข้างหนึ่งจูงลูก เลียบชายป่าละเมาะ เพราะกลัวจะมีภัย ระหว่างเดินทางในป่า พลายแก้วเห็นมะละสุกดกเต็มต้นดีใจยิ่งนัก ชี้บอกแม่ในทันทีที่เห็น

“แม่จ๊ะ โน่นลูกไม้ป่า ช่วยเก็บให้ทีเถิด ลูกหิวจนอยากจะกินให้สิ้นทั้งป่าแล้ว”
ทองประศรีเก็บให้พลายแก้วกินอิ่มหนำ ครั้นถึงหนองน้ำก็หยุดพัก ด้วยคลายความกังวลขึ้น หยิบเอาห่อข้าวที่เหลือมาจัดใส่ห่อผ้าให้ลูก พลายแก้วบิแล้วเคี้ยว รู้ถึงความแห้งเหนียวของข้าวจึงร้องไห้ดิ้นตามประสาเด็ก

“แกงอยู่ไหนแม่จ๊ะขอหน่อยข้าวติดคอกินไม่ได้แล้ว”
ทองประศรีฟังคำของลูกแล้วน้ำตาไหล
“จะเอาแกงที่ไหนพ่อพลายแก้ว หนีตายมาได้ก็ดีแล้ว เหมือนว่าเพลานี้จะเหลือแต่เนื้อปลา”
พลายแก้วว่า

“ข้าวเย็นกับปลาแห้งเรี่ยวแรงจะมีฤา ไม่ได้แกงก็ขอน้ำปลาร้าให้ข้าเถิด”
ทองประศรีกอดลูกน้ำตาไหล
“ลูกเอ๋ยแม่มิรู้จะหาจากหนใดได้ เพลานี้เรากำลังลำบากยากไร้ จนใจจะหาให้เจ้าได้”
ทั้งสองเดินทางโดยเลียบเลาะไปในป่า เมื่อลูกร้อนนางเอาผ้าคลุมให้ลูกชายด้วยความสงสาร พลายแก้วเดินตามหลังมารดา ด้วยอาการอ่อนระโหย ร้อนเท้ายามเหยียบกรวดทราย เมื่อรู้สึกว่าสุดจะทนได้ก็อ้อนมารดา

“แม่ขา ลูกสุดจะทนได้แล้ว เหนื่อยล้า หิวกระหายเหลือเกิน ช้าๆ อย่าได้เร็วนัก ลูกก้าวเท้าย่างก็จักล้ม เจ็บระบมตีนจนแทบจะแตก พื้นดินก็ร้อนเหมือนเปลวไฟ”
ผู้เป็นแม่จึงยกลูกน้อยขึ้นสะเอวห้อยต่องแต่ง เหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นให้ขี่หลังบ้าง สลับเปลี่ยนเป็นให้ขึ้นบ่าบ้าง มือหนึ่งจับขาลูกน้อยไว้ อีกข้างถือกระบุงบังแดดที่ร้อนแทบไหม้ จากการที่ต้องเดินทางในเส้นทางยากลำบากเท้านางแตกเป็นแผลทำให้ต้องค่อยๆ เดิน ทำให้สะดุดล้มลุกคลุกทั้งสองล้มกลิ้งไปในป่า พลายแก้วลุกขึ้นมา

“โอ๊ย แม่ลูกแย่กว่าเดิมแทบจะเป็นผี เจ็บแข้งขา แม่ขาอย่าอุ้มเลย”
ในที่สุดแม่ลูกไปถึงบ้านกาญจน์บุรี ทองประศรีบอกลูกว่า
“พ่อเอ๋ยในเมืองนี้เรามีคนที่คุ้นเคย”
แล้วก็เดินไปไต่ถามหาด้วยผัวเคยเล่าแต่ก่อนว่ามีญาติที่เขาชนไก่ จนกระทั่งได้พบพวกพ้องของขุนไกร เขาก็ทำเรือนให้ในเพลาไม่นาน จากนั้นนางค่อยทำมาหากิน สะสมเงินทอง บ่าวไพร่ ซื้อที่ทาง ช้าง ม้า วัว ควาย คนทั้งหลายก็นับหน้าถือตา ทรัพย์สินเพิ่มพูนเพราะค้าขาย การเป็นอยู่จึงสะดวกสบายกว่าเดิม อยู่กับลูกชายมาหลายปี

กล่าวถึงนายจันศร เป็นคนกล้าหาญ คงกระพันชาตรีอยู่บ้านโป่งแดง มีความชำนาญในการปล้น เที่ยวตีเรือเหนือใต้ ส้องสุมพรรคพวกกับพวกเมืองกำแพง เมื่อตั้งวงกินเหล้า ครั้นเมาก็ไล่ฟันแทงกันเองจ้าละหวั่นเป็นประจำ แต่ก็ไม่เป็นอะไรเนื่องด้วยอยู่ยงคงกระพัน บางครั้งประจุลูกปืนใส่ยิ่งกันอุตลุด ถูกใครก็ไม่เข้าทำให้มีใจกำเริบมากขึ้นไปอีก

“ไอ้พวกชาวเราหวากูคิดไปตีบ้านขุนศรีวิไชย ที่มีเมียชื่อเทพทอง บ้านรั้วใหญ่ในสุพรรณ มันเป็นพ่อของอ้ายขุนช้าง มั่งมีเงินทองมากหลายพัน บ่าวไพร่มากมาย พวกเราไปช่วยกันขนมาสักห้าลำ พวกเราที่มีอยู่ตอนนี้น่าจะพอสู้ได้”

เมื่อพวกไพร่ทั้งหลายเห็นพ้องแล้ว ก็พากันเตรียมตัว ถือเอาหอก ดาบ ปืนคาบหิน ตามที่แต่ที่หาได้หรือตามความจำเป็น
“เฮ้ยเอาช้างมาโว้ย เร็วหน่อย”

บ่าวที่เป็นควาญช้างก็รีบเอาช้างมารับ นายจันศรขึ้นนั่งบนสัปคับการเดินทางก็เริ่มขึ้นจนถึงชายป่าใกล้เมืองสุพรรณ จึงปลงช้างรวมกันไว้ที่ชายป่า นายจันศรปลูกศาลเพียงตาเอาผ้าขาวลาดเป็นเพดานทุกคนเอาประเจียด และมงคล หอก ดาบของตนขึ้นบนศาล จากนั้นบัตรพลีด้วยเหล้าขาว อาหารคาวหวาน จุดธูปเทียน ประพรมกระแจะจันทร์และน้ำมันหอม ทุกคนห้อมล้อมนายจันศร เริ่มพิธี ส่าธยายมนต์บทต่างๆ ไม่นานเมฆมืดครึ้มไปทั่วบริเวณ จึงโอมอ่านอาพัดสุรา เสกเสร็จแล้วแจกกันกิน ใจและกายก็รับรู้ถึงอิทฤทธิ์ที่เกิดขึ้นในทันใด
ทุกคนรีบจัดการแต่งตัวผูกผ้าหยักรั้งดูน่าเกรมขาม คาดผ้าประเจียดมงคล จากนั้นนายจันศรก็ออกนำขบวนด้วยความเร่งรีบไม่นานก็ถึงเรือนรั้วใหญ่ เอาขวานหมู่ผ่าประตึงขาดเสียงดังโครม เสียงโห่ดังขึ้นพร้อมกับการบุกเข้าไป เสียงโห่เสียงปืนดังสร้างความหวาดกลัวตกใจ มึนงงให้กับชาวบ้านยิ่งนัก คบไฟสว่างโพลงทั่วไป

ในขณะที่เทพทอง ขุนช้างยังนอนอยู่ ขุนศรีวิไชยตื่นตกใจลุกขึ้นวิ่งไปทั้งที่ผ้ายังนุ่งไม่เรียบร้อย ฝ่ายหัวขโมยยังคงพากันตีเคาะแกว่งคบไฟเสียงดังอึงคะนึง อีกทั้งยังเที่ยวไล่จับผู้คนท่ามกลางเสียงปืนดังเป็นบางครั้ง ชาวบ้านพากันวิ่งแตกตื่นบ้างวิ่งตกเรือน ยายลาวกระโดดลงบนหัวลุงซิ่น ปากก็ร้องเรียกหาผัว ยายเต่าวิ่งวนไปมาอยู่ในรั้วพร้อมกับร้องด้วยความกลัว ยายมอญวิ่งล้มกระบุงที่อยู่ในมือหลุดล้มกระจัดกระจาย
ต่อมาพวกโจรจับแม่ลูกได้ให้ผูกคอ มัดแขนรัดไพล่จนหลังแอ่น เทพทองร้องขอชีวิตขุนช้างกลัวตัวสั่น พวกโจรพาสองแม่ลูกมาที่กลางบ้านเห็นขุนช้างคิดว่าเป็นสามีของนาง
“อ้ายหัวล้านนีฤาผัวเจ้า”
เทพทองรีบร้องว่า
“ไม่ใช่นี้เป็นลูก ผัวกลัวเขาทิ้งวิ่งหนีไปแล้ว”
อ้ายขโมยเอาไฟลนก้น
“มึงจะทนฤาจะบอกเงินทองเข้าของเก็บไว้ที่ใด”
นางเทพทองว่า
“ข้าจนใจที่จะบอก”
พวกขโมยจึงทรมานนาง ขุนช้างสุดที่จะทนได้จึงก้มกราบกล่าวว่า
“ได้โปรดเอ็นดู ขออย่าทำอะไรแม่ข้า เงินทองของดีมาห้าพันอยู่ในกำปั่น”

อ้ายพวกขโมยโห่มี่พากันดีใจ ผ่ากำปั่นใหญ่ขนออกมา แต่ว่าทรัพย์สินเงินทองมีมากมายเกินกำลังที่พวกขโมยจะเอาไปได้ จึงเหลือทิ้งเรี่ยราดเกลื่อนกล่นไปตามดิน จันศรหัวหน้าขโมยสั่งให้ลูกน้องเอาตัวพวกผู้หญิงร้องเพลงปรบไก่ส่วนตัวมันขึ้นนั่งบนก้นครกมองดูอย่างสบายอารมณ์ พวกบ่าวร้องเต้นอยู่ขวักไขว่มองเห็นสองแม่ลูกอยู่นิ่งจึงกล่าวว่า

“เฮ้ยอีแม่ลูกลุกขึ้นรำ ถ้ายังนิ่งโดนแน่ๆ มิเชื่อมึงลองดู กุจะเอาด้ามหอกหวดพวกมึง”
เจ้าขุนช้างกับนางเทพทองว่า
“ไม่มีปี่กลองรำไม่ได้”

พวกขโมยทั้งหลายจึงพากันร้องฮ้าไฮ้ บ้างทำปากเป็นเสียงปี่ กลอง ขุนช้างกับนางเทพทองรำด้วยท่าทางไม่เป็นที่ถูกใจพวกขโมยกล่าวว่า
“คนเป็นลูกรำได้ดี ฝ่ายอีแม่เอวแข็งไป”
นางเทพทองได้ยินดังนั้นด้วยความกลัวรีบบิดเอว ไหล่ ก้น ยึกยักหาหยุดไม่ ด้วยท่าทางเหมือนเพลงโขน ขุนช้างก็หาน้อยหน้ามารดาไม่ ทำท่าเป็นลิงทโมนโลดโผน เท่าที่ความสามารถจะพึงมี

ขุนศรีวิไชยเมื่อตั้งหลักได้ มิคิดถอยคุมชาวบ้านได้ประมาณสองร้อย บ้างถือปืนแลหน้าไม้ เตรียมไฟจุดชุดดินปืน ทวนหลาว ดาบ หอก  ยืนซุ่มอยู่ตามทางเป็นกลุ่มรอจังหวะเวลา
นายจันศรหัวหน้าขโมยเห็นว่าการเก็บทรัพย์ได้เป็นที่พอใจจึงร้องตะโกนให้รีบจัดหาบสิ่งของ เมื่อเรียบร้อยพรักพร้อมแล้ว นายจันศรออกนำหน้าแม่ลูกที่ถูกผูกคอลากมา ปากก็ร้องขู่

“เจ้าข้าใครอย่าตามมาเชียว จะยิงให้บรรลัย”
พวกโจรปรับขบวนถอยเป็นสามง่าม ยิงปืนสำทับ ตูมตามโห่ลั่นสนั่นไป

ขุนศรีวิไชยกับชาวบ้านที่ซุ่มอยู่เห็นโจรเข้ามาใกล้ ก็โห่ร้องยิงปืนไฟ กระโชกไล่พวกโจร ส่วนแม่ลูกพลัดหลงกัน  พวกขโมยทิ้งหาบทรัพย์สิน เข้าต่อสู้กระโชกไล่ชาวบ้าน เสียงเอะอะอึงคะนึงจ้าละหวั่น พวกชาวบ้านแทงฟันเหล่าขโมยไม่เข้า ยิ่งเพิ่มความโกรธโลดถลันไล่ฟันชาวบ้านล้มตายลงมากมายก่ายกอง บ้างบาดเจ็บร้องครวญคราง ขุนศรีวิไชยถือหอกไล่ฟัน พบจันศรวิ่งปานกังหันเข้าไป ทั้งสองหนี ไล่กันรุกรบพัลวันประจัญบาน หอกต่อหอกไฟเป็นประกาย หักโหมเข้าโรมรัน สิ้นท่าคว้าชิดเข้าบิดหอกจับกุมสู้กันจนสุดฤทธิ์ ล้มกลิ้งไป พวกอ้ายขโมยพร้อมกันล้อมจับตัวเอาดาบสับขุนศรีวิไชยหาเข้าไม่ เสียงผึงตึงๆเหมือนประหนึ่งแทงท่อนไม้

ดาบที่ฟันยับเยินหักร้นไปจนถึงกั่น จึงมัดคุดคู้ ทั้งแทงทั้งยิงอ้ายขโมยอิดหนาระอาใจท้อแท้ ได้แต่ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดก็ได้ความคิดให้เอาหลาวตำรูทวาร ขุนศรีวิไชยก็สิ้นชีวิต อ้ายขโมยโห่ร้องดีใจ ยิงปืนเสียงก้องป่า ข้าวของที่ตกหล่นก็หาเก็บเอาไม่ ส่วนชาวบ้านไม่มีใครกล้าตามไป ได้แต่ซุกซ่อนตัวอยู่ตามป่าด้วยความกลัว

ครั้นเวลารุ่งสางนางเทพทอง พาคนค้นหาขุนศรีวิไชย สองแม่ลูกค้นหาด้วยใจเต้นสั่นรัวตลอดทั้งป่า ในที่สุดก็พบศพของสามี นางชกตีอกร่ำไห้
“โอ้พ่อเพื่อนยากมาจากเมียไปทิ้งลูกเมียไว้ให้อยู่โดดเดี่ยว มิรู้ว่าเป็นเพราะเวรกรรมอันใดจึงต้องมาตายโหงอยู่กลางป่า ชาติก่อนเห็นพ่อจะเสียบปลา ชาตินี้พ่อจึงโดนเขาฆ่าเสียบ ดูน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก”

หลังจากช่วยกันชักหลาวออกมาได้แล้ว ขุนช้างกอดศพบิดาร่ำไห้กลิ้งเกลือก
“โอ้เจ้าประคุณควรหรือที่ถูกโจรป่าฆ่าตายจากลูกไปไม่ได้เห็นหน้า ทิ้งลูกไว้ให้กำพร้า”
ในเพลานี้พวกบ่าวไพร่วิ่งกรูกันเข้ามาร้องไห้ตีอก แสดงความอาลัยรักในเจ้านายเสียงลั่นปานจะถล่มไปทั้งป่าพงไพร จนกระทั่งคลายความเศร้าโศกบ้างแล้ว จึงนำศพไปฝังไว้ในป่าช้า จากนั้นกลับเข้าไปในป่าเที่ยวหาเก็บทรัพย์สินที่พวกขโมยทิ้งตกเกลื่อนป่า ครั้นเห็นว่าเก็บจนหมดสิ้นจึงรีบกลับอย่างเร่งรีบ

ขอกล่าวถึงพันศรโยธา ไปค้าขายที่ละว้ากลับมาก็ป่วยเป็นไข้ประหลาด ศรีประจันทำการรักษาด้วยความระอาใจ เพราะอาการเป็นหนักๆ หายๆ บางเพลาก็อยากกินหมูเนื้อวัว อั่วพล่า และกินด้วยอาการมูมมาม แถมยังแลบลิ้นปลิ้นตา สร้างความตื่นตระหนกให้กับนางศรีประจันยิ่งนัก ครั้นคิดจะไปนิมนต์พระมาดูอาการก็หาทันไม่ ด้วยพันศรโยธาสิ้นใจไปก่อน

เสียงร้องไห้ของบ่าวไพร่ร้องอึงคะนึง พิมตกใจร้องไห้จ้ามือเช็ดน้ำตาวิ่งมา นางศรีประจันล้มร้องไห้ชกตีอกผางผึง
“พ่อไม่คิดถึงลูกน้อยพิมพิลาไลย ช่างตัดใจทิ้งไปเสียได้ ฤาไม่สงสารจึ่งมาทิ้งลูกเมีย เพลาก่อนไปในที่ใดๆ ก็กลับมาให้ลูกเมียได้เห็นหน้า ครั้งนี้ชะล่าใจจึ่งมรณามิมีโอกาสได้เห็นหน้าอีกแล้ว”
พิมพิลาไลยเข้ากอดศพพ่อร้องไห้ตัวงอ

“พ่อเอ๋ยพ่อเคยเห็นอยู่ทุกวัน มาจากกันเสียแล้ว ถึงจะเจ็บไข้ก็ยังดีกว่าการจากกัน เพราะได้ฝนหยูกยาให้กิน เพลานี้ลูกมิได้ปฏิบัติพัดวี ต่อแต่นี้ลูกจะเห็นหน้าใคร เรือนคงจะเงียบเป็นป่าช้า หม้อยามิได้ใช้มันอีกแล้ว ฟูกผ้าเสื่อสาด จะปูไว้ใคร”
ฝ่ายว่าวงศาคณาญาติ พากันตกร้องหวีดหวาดร้องร่ำไห้ ครั้นคลายเศร้าโศกก็พร้อมกันอาบน้ำศพทาขมิ้น มัดตราสังห่อผ้าขาว ไว้ในเรือนใหญ่ สวดทุกค่ำเป็นเพลาหลายคืน

ต่อมานางศรีประจัน และนางเทพทองปรึกษากันว่า ผัวพวกเราตายไป ครั้นจะนิ่งไว้นานก็ไม่ดี ควรที่จะจัดการศพให้เรียบร้อยตามประเพณี ทั้งสองพร้อมใจกันในทันที
เมื่อปรึกษากับท่านสมภารวัดเป็นที่เรียบร้อย จึ่งให้จัดเตรียมการที่วัด ระดมช่างต่างๆ มีช่างฉลุจักสาน บ้างก็ทำแผงเพดาน บ้างปลูกเมรุ และทำม่านในเบื้องบน เตรียมดอกไม้ไฟพะเนียง แม่ครัวเลี้ยงคนมิให้ขัดสน  ระหว่างงานมีจุดประทัด ทั้งขว้างไปบนฟ้าทิ้งลงน้ำ ถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์

โลงสีทอง ลายกระหนกอ่อนช้อย ดอกไม้ข้างโลงสั่นไหวด้วยลวดหนวดโต ติดกระจกสีขาวสีเขียวดูแวววาว ที่หน้าบันปั้นภาพพระอินทร์ขี่ช้างสามเศียรอร่ามตา กระจังหน้าเป็นดอกบัวสลับกัน

ครั้นงานสำเร็จเรียบร้อยก็ชักศพทั้งสองเวียนรอบเมรุใหญ่ ปี่กลอง บรรเลง จุดดอกไม้ไฟพะเนียง ประทัด พลุ เสียงดังสนั่น มีโขน หุ่นชัก มหรสพเล่นครื้นเครง รุ่งเช้ามีถวายภัตตาหาร
เมื่อครบสามวันก็ปลงศพ ญาติทั้งหลายมาพร้อมหน้ากัน ทำบุญฉลองอัฐิ ถวายกระจาดท่านสมภาร จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

จบตอนที่ 2



Create Date : 17 มิถุนายน 2563
Last Update : 25 มิถุนายน 2563 7:29:14 น. 1 comments
Counter : 244 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณหอมกร


 
0000 Book Blog ดู Blog
ตอนนี้สนุกมากจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 15 กรกฎาคม 2563 เวลา:15:37:02 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

0000
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add 0000's blog to your web]
space
space
space
space
space