space
space
space
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
26 กรกฏาคม 2563
space
space
space

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 6/1 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่ 6/1 พลายแก้วเข้าห้องนางสายทอง

กล่าวถึงขุนช้าง ด้วยแรงฤทธิ์รัก คิด คะนึงถึงพิมพิลาไลยทุกลมหายใจเข้าออก เช้ายัน ค่ำ คร่ำครวญทุกเพลา
ตั้งแต่มาจากบ้านศรีประจัน อกหัก ทำให้ไม่เป็นอันกิน อันนอน ใจรัญจวนปั่นป่วน มิได้มีความสบายมาหลายวัน ลางครั้งคิดจะกลั้นใจตาย ได้แต่อยู่ในห้องร้องพิไรรำพัน ทุกเช้าค่ำ ได้แต่ นอนทอดถอนใจ เกลือกกลิ้งไปมา คิดเพียงสิ่งเดียวว่า

“ทำไฉนจะได้แนบชิด กับเจ้าพิมนิ่มน้องของพี่ เมื่อวันที่น้องอาบน้ำกับบ่าวไพร่ พี่ไปแอบมองที่ท่าน้ำ ช่างกระไรเจ้าไม่เห็น พี่เล่นตา เจ้าทำเมินหน้าเสีย ไม่เหลียวแล หลังจากขึ้นจากท่าน้ำพี่ตามไปที่บ้าน ได้ไปหาแม่ของเจ้า พูดคุยกับแม่ศรีประจัน  พูดจาลดเลี้ยว ตามกำลังปัญญาของพี่ที่มี
โดยบอกว่าจะมอบให้ทั้งเงินทอง ข้าวของอย่างเต็มที่ หวังว่าถึงแม้พี่นี้หัวล้านคงจะได้รับความเมตตาจากท่าน เหมือนจะประสบผลดังใจหมาย เป็นมั่นเหมาะ จะได้ไปสู่ขอในวันรุ่งขึ้น แต่กลับมิเป็นเช่นนั้น”

ขุนช้างเอาแต่คร่ำครวญเยี่ยงนี้จนรุ่งสาง  พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่องแสงกระจ่างตา ก็ล้างหน้าจัดแจงแต่งตัว ยกคันฉ่องมาส่องดูในกระจก ใจคิดวิตกกังวลเรื่องหัวล้าน จึงเอาเขม่ามาทาบริเวณที่ไม่มีผมให้มีสีดำ ชโลมแป้ง ทั่วทั้งกาย จากนั้นลุกออกมานอกห้อง นุ่งผ้ายกห่มกรองทอง เรียกบ่าว เด็กผู้ชายวัยรุ่น มากมายตามมาเป็นพรวน
ครั้นถึงเรือนนางศรีประจัน  รู้สึกดีใจ รีบก้าวขึ้นเรือน ศรีประจัน ครั้นเห็นขุนช้างมา ก็รีบต้อนรับขับสู้ รีบเรียกเข้ามาหา แล้วพูดคุยไต่ถามตามประสาเพื่อนบ้าน ส่งพานหมากเชิญให้กิน พร้อมกับกล่าวว่า

“ธุระอะไรว่าไปอย่าได้เกรงใจ แม่เจ้านั้นอยู่ดีดอกฤา”
ขุนช้างได้ยินดังนั้นเห็นได้ที รีบเข้าไปหมอบกล่าวว่า
“ลูกนี้จะมาขอเป็นข้า ให้แม่ใช้ต่างเกือก ต่างกะลา ลูกมิอาจกล่าวคำใดไปมากกว่านี้ ด้วยรักพิมนิ่มน้องนี้จริงจัง ขอให้แม่รับลูกนี้ไว้ใช้เถิดหนา ถ้าได้ครองรักด้วยพิมนิ่มน้อง จะเอาทองมาทาบตัว มิต้องกลัวเงินทองหมดสิ้น เงินทองของลูกมีถมไป

ยามเดินจะให้เดินแต่ในห้อง แม้แต่แสงเดือนก็ก็มิให้ส่องต้องตัวได้ จะกลัวยากจนไปทำไม แม่ท่านข้าขอไหว้วอนให้เลี้ยงลูกนี้ไว้ดูเถิด”
ครานั้นยายศรีประจันฟังคำกล่าวของขุนช้าง ยิ้มกริ่มใจยินดียิ่งนัก จนแทบระงับความดีใจไม่อยู่ ในการที่จะได้ลูกเขยเศรษฐี จึงกล่าวว่า

“พ่อช้าง พ่อทูนหัวของแม่ แล้วแต่บุญกรรมจะนำให้ วัน เดือน ปี ไปได้ด้วยกันได้ฤาไม่”
แล้วเรียกลูกสาวในทันที
“พิมเอ๋ย แม่พิมไปอยู่ไหน เป็นเยี่ยงไร จึงไม่ออกมาไหว้พี่ จะได้รู้จักกันไว้ มิมีสิ่งใดเสียหาย มาเร็วเถิดทูนหัวของมารดา”

ครานั้น พิมพิลาไลย ได้แอบดู แอบฟัง ตั้งแต่ขุนช้างมา รู้สึกขัดเคือง  แค้นใจเป็นหนักหนา
“อ้ายนี่มันทำกูวันนั้น จนฟังเทศน์ ฟังธรรมไม่ได้”
จึงร้องตอบแม่ไปในทันที

“ไม่ไปละ อย่าเรียกให้ยากเลย”
แล้วแกล้งเรียกข้าด่าประจาน

“อ้ายผลหัวล้านไปไหนเหวย ยกยอยศ ตัวเองยิ่งใหญ่ ดอกเตยฤาจะปลอมเป็นดอกพะยอมไพร จองหองทำเป็นเอาเงินมาอวด แม่มึงกูหาปรารถนาไม่ ขี้เกียจ ทำการงานเป็นที่สุด น้ำแห้งขอดโอ่งก็ไม่นำพา
อ้ายเจ้าชู้ลอมปอม กระหม่อมบาง ลอยชายลากหางเที่ยวเกี้ยวหมา ชิชะ ทาแป้งจันทร์ น้ำมันเขม่าดำ  หย่งหน้าสองแคมเหมือนหางเปีย
หมามันจะเกิด ชิงหมาเกิด มึงไปตายเสียเถิด อ้ายห้าเบี้ย หน้าตาเช่นนี้จะมีเมีย อ้ายมะม่วงหมาเลีย ไม่เจียมตัวเจียมใจ

มึงเหมือนแมงปอ อวดอ้างว่ามีฤทธิ์ คิดจะบินข้ามทะเลใหญ่แข่งกับครุฑ ก้อนเส้า หรือจะสู้เมรุใหญ่ แสงหิ่งห้อยในป่า ฤาจะสู้แสงพระอาทิตย์ ชาติชั่วตัวดังนกตะกรุม จะเอื้อมมาครองหงส์ ตัวเป็นตมกลับทะนงใจ”
ขุนช้างฟังนางกระทบด่า นึกอายบ่าว ข้า ไม่อาจอยู่ได้ รีบอำลานางศรีประจัน ลงไปจากเรือนทันที
การกระทำของพิม ยายศรีประจัน แค้นขัดใจเป็นอย่างมาก ลุกขึ้นได้ฉวยไม้ขึ้นทั้งตี ทั้งด่า พิมไม่ยั้ง

“มึงหยาบช้าชั่วชาติเหลือใจ ปากจัด คารมเยี่ยงนี้ ไหนเลยจะเลี้ยงมึงได้”
จากนั้นก็ตีกระหน่ำไม่ยั้งอีก พิมถูกตีรอยเป็นแนวยาว เลือดไหลชโลมหลัง เจ็บปวด สุดที่จะทนได้ น้ำตานองหน้า ร้องไปว่า

“ฉันกลัวแล้ว ฉันจะไม่ว่าอีกแล้ว”
พิมเจ็บปวดระบมไปทั้งตัว กล่าวจบวิ่งหนีไปเข้าไปในครัวไฟ รีบปิดประตูใส่กลอนด้วยความกลัว ทอดตัวลงแล้วสะอื้นไห้ ด้วยความรู้สึกทั้งเจ็บทั้งอาย เลือดที่แผ่นหลังก็ยังไหลไม่หยุด ร้องไห้สะอื้นร้องเรียกหาพี่สาว

“พี่สายทองไปไหน น้องถูกตีแทบตายไม่มาช่วย พี่สายทองเอ็นดูน้องด้วยเถิด”
สายทองฟังน้องรู้สึกรำคาญ และสงสารจึงเข้าไปหา เห็นประตูปิดอยู่ จึงแนบตัวชิดฝาเรือนถาม
“เรียกพี่ทำไม”
พิมที่ยังไม่หายตกใจกลัว ค่อยๆเปิดประตูโผล่หน้าออกมา กล่าวเสียงแหบสั่นเครือว่า

“พี่สายทอง น้องนี้ระทมใจนัก  ด้วยแม่เราแกจะขืนใจ ยกให้กับอ้ายขุนหัวครึ่ง น้องมิพึงใจนัก เรามาหนีไปวัด จะไปบอกให้เณรคิดอ่าน ถ้าเนิ่นนานเห็นจะย่อยยับเป็นแม่นมั่น”
พิมกล่าวจบ มองไปมาด้วยระแวงคน พอมีเสียงคล้ายคนมาก็หลบเข้าไปอีก รอจะกระทั่งคนเงียบ แน่ใจว่าไม่มีคนผ่านมา จึงค่อยๆ ย่องออกมา
พิมกับสายทองรีบเร่งหลบหลีกผู้คน มุ่งหน้าไปยังวัดป่าเลไลย พิมอาการเหมือนคนสิ้นหวัง เดินพลาง ร้องไห้พลาง

“ครั้งนี้ทั้งเจ็บ ทั้งอายเหลือเกิน แม่ดูช่างกระไรไม่เมตตา ปราณี ฮือๆ”
ทั้งสองรีบเดินทางจนกระทั่งถึงวัดป่าเลไลย ทบทวนความจำ มองหากุฎีของสามเณร ครั้นไปถึงรีบขึ้นไปทันที แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ความผิดหวังประดุจดังมหาสมุทรท่วมทับร่างบังเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาดเข้ากลางตัว  นางแทบจะทรงกายอยู่มิได้ ครั้นได้สติมองไปรอบๆ เห็นสามเณรรูปหนึ่ง ความหวังปรากฏแก่พิมอีกครา

“พ่อเณรแก้วอยู่นี่ฤาไปไหนเจ้าคะ”
สามเณรตอบพลันว่า
“ถูกสมภารตีหลบหนีไปอยู่วัดแค”

คำตอบที่ได้รับทำให้พิมตกใจ ระคนผิดหวัง ไม่เชื่อในคำตอบจึงถามย้ำไปอีกที
“จริงฤาลวงฉันหลวงพี่”
เณรยืนยันคำเดิมเป็นแม่นเหมาะ
“ถูกตีหนีไปจริงมิใช่คำลวงดอก”

คำยืนยันของเณร สร้างความเสียใจให้กับพิมยิ่งนัก เพลานี้พิมรู้สึกหมดสิ้นกำลังใจ สิ้นหวัง เหมือนคนตาบอดอยู่ในเหวลึก
“เวรกรรมจริงๆ ทุกข์ ระทมใจ ทั้งเจ็บหลัง ทั้งทุกข์ร้อนถึงเณรด้วย”

พิมยิ่งคิดยิ่งช้ำหม่นหมองใจ ทอดระทวย สิ้นแรง แต่ด้วยแรงความรักที่มีอยู่เป็นพลังกำลังใจ พยายามฝืนตัวขึ้นมาค่อยๆลงบันได จากนั้นเที่ยวถามข่าวคราวของเณรแก้วเรื่อยไป คิดเพียงว่า ใครบอกข่าวให้สำคำ อยู่ไกลเพียงใดก็จะดั้นด้นไปหา พอถึงวัดแคเจอพระมีเมตตาจึงก้มลงกราบแล้วถามว่า

“คุณเจ้าขา พ่อเณรแก้วอยู่แห่งใดเจ้าคะ”
พระเณรเห็นสีการูปงามพากันทยอยออกมาดู แออัด อื้ออึง ถามไถ่กันไปมาว่า
“นางเป็นชาววังฤา ไปไหนมา นางสองคนนี้เป็นใครพึ่งเคยเห็นหน้า”
ที่ไม่รู้ ก็ร้องเรียกกันมาดู ส่วนเณรแก้ว หลังเพลทำผงดินสอ ทบทวนสิ่งที่เรียนมา ได้ยินเสียงอื้ออึงจึงออกมาดูเห็นสีกาหน้าคุ้นๆ

“เอ๊ะ..นี่เจ้าพิมกับสายทองอุตส่าห์มาถึงที่นี่ พิมหน้าตาดู บวม เศร้าหมอง เหตุใดฤาจึงมา น่าประหลาดนัก”
พิมมองมาเห็นเณรแก้ว ก็คลายความกังวลใจยิ้มออกมาได้ สองสาวรีบขึ้นบันไดไปหาโดยทันที ครั้นพอนั่งเรียบร้อย รีบเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง จากนั้นเริ่มตัดพ้อ

“ชะใจกระไรใจพ่อเณรหนอ มาลวงล่อให้อาลัยรัก แล้วจากหนี ฉันหมายใจว่าพ่อเณรมีจิตใจดี กล่าวคำใดไว้แต่หนหลังจะไม่กลับคำ
พูดว่าจะมาขอหลอกให้รอแล้วก็ไม่ไป ฝ่ายเป็นหญิงจะทำกระไรได้ จนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา อ้ายขุนช้างไปขอกับแม่แล้วแกก็ยกให้ ฉันรู้สึกเสียใจปิ่มจะขาดใจตาย ไม่ยินยอมแม่ก็ตีจนหลังแทบพัง

แม่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ไม้เปรียะมิเคยระคายผิว แต่การครั้งนี้แม่กระหน่ำตีจนหลังแทบขาด ฉันเคยคิดว่าพ่อเณรดี หมายใจว่าจะไม่ทิ้งดังสารพัดคำที่พูดไว้ จะว่าอย่างไรอย่าได้ชักช้า”

 

เณรแก้วเห็นพิมหน้าหมอง ชุ่มด้วยน้ำตา คิดปลอบใจซับน้ำตาให้ กล่าวว่า

“ดูอ้ายช้างชาติชั่ว จัญไร มาทำให้น้องข้าต้องโดนด่าตี ดูสิน้อยฤารอยไม้เรียวเป็นริ้ว ย่อยยับทั่วทั้งกายา เออนี้ต้องผูกมือหิ้วเจียวฤานี่”
เณรแก้ว รู้สึกสงสารพิมจนมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ กล่าวปลอบต่อไปว่า

“น้องพิมเจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย น้องได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว พี่โดนสมภารตีก็ได้หนีไปหาแม่ แกได้หาให้สึกไม่ ด้วยไร้ทรัพย์อับจน จะได้เงินที่ไหนมาทำทุนรอน จึงมิอาจลาสิกขา

คิดไปก็เศร้าใจ ใจพี่ยังคิดถึงอยู่มิได้ขาด แม้ในยามจะกินยามจะนอน เงยหน้าขึ้นมาเถิดพิม แก้มเปื้อนจะเช็ดน้ำตาให้ อย่าโศกเศร้าไปเลย พี่ไม่เคยลืมคำสัญญา”
พิมฟังคำเณรแก้วรู้สึกไม่พอใจในคำแก้ตัวจึงจ้องหน้าพูดไปว่า

“เป็นอย่างไรจึงช้าอยู่หนักหนา ทำไมถึงไม่มีเงินทอง เป็นกล่าวแกล้งว่าแก้ตัวเพราะไม่รักฉันจริงต่างหาก”
ทอดถอนใจ สะอื้นกล่าวต่อไปว่า

“โอ้ว่าเวรกรรมของพิมเอ๋ย กระไรเลยเพราะเกิดมาเป็นหญิง หลงลมคำคนแล้ว เห็นจะต้องล้มลงเสียจริง เหตุถูกแกล้งทิ้งให้ทุกข์ระทมใจ
ค่ำวันนี้ไปบ้านเถิดพ่อเณร จะหาเงินประเคนให้ คิดมาคิดไป ก็ไม่น่าจะกลับไป หวั่นใจกลัวว่าแม่จะตี เป็นไรเป็นกันเถิดนะ ฉันไม่ไปละจะอยู่ที่วัด อยู่กับพี่เณรแก้วจะเป็นไรไป”

“อนิจจาแก้วตาของพี่ อย่าอยู่เลย พี่คงจะบิณฑบาตเลี้ยงไม่ได้”
จากนั้นเณรแก้วพูดจาปลอบประโลมเหย้าหยอกให้พิมคลายความกังวลใจ แต่พิมก็ยังร้องไห้ไป บ่นไป มิได้หยุด เณรแก้วจึงกล่าวว่า
“ค่ำวันนี้พี่จะกราบลาอาจารย์สึก เวลาดึกจะเข้าไปหาที่บ้าน ถึงแม้ท่านทัดทานก็จะหนีสมภารไปหา”
กล่าวพลางขยับจะต้องเนื้อตัวพิม

“เงยหน้าให้จูบนิดเถิดพิมพี่ เป็นเณรดอกหาเป็นอาบัติไม่ “
พิมรู้สึกตกใจ คิดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องจึงกล่าวว่า
“อะไรกันนี่พี่ จะทำให้ช้ำใจอีกคราเป็นแน่ ระวังทำจู้จี้หยาบโลน โน่นมีคนดูอยู่ อึงไปเดี๋ยวจะถูกไล่เหมือนวัดโน้น ยิ่งห้ามยิ่งจะทำอะไรกันนี่ มาทำจู้จี้จะต้องโดดกุฎี ความสูงของกุฎี เกินที่จะโดดได้ ฉันจะลาละ อยู่ต่อไปมิได้แท้ ถ้าเรื่องรู้ถึงแม่เรื่องจะไปกันใหญ่”

พิมว่าพลางลุกด้วยใจอาลัยรัก แต่ยังหันไปกล่าวว่า
“ค่ำนี้สึกให้ได้นะ เข้าไปหาอย่าเลี้ยวลดเล่นปดกันนะ”
ว่าพลาง รีบเดินมากับสายทองไม่นานก็ถึงเรือน ค่อยๆ เดินไปแอบที่ข้างฝา มองดูลับตาแม่ กับสายทองพากันรีบขึ้นเรือน บังตัวอยู่ที่ประตูนอกชานชั่วครู่ ระมัดระวังแอบบังตัวขึ้นไปยังเรือนใหญ่จากนั้น รีบเข้าไปในห้องทันที
ครั้นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ยามโพล้เพล้ เสียงสัตว์ร้องก้องในไพรพนาคล้ายเสียงดังสนั่นครั่นครืน  กระตุ้นความสะดุ้งใจให้เณรแก้วยิ่งนัก เณรแก้วเพลานี้อยู่อารมณ์เจ็บปวด หวาดหวั่น เศร้าใจ สงสาร เป็นห่วงพิมน้อยกลอยใจ สุดที่จะทนได้

หลังจากที่ได้พบพิมเมื่อยามบ่าย ความรู้สึกในเพลานี้ ประดุจมีลูกศรมาเสียบคาอยู่ในทรวง ให้กระวนกระวายใจ รู้สึกมิมีความสุข จึงลุกมาหาอาจารย์กราบเท้าแล้วกล่าวว่า
“ลูกนี้มีทุกข์ใหญ่หลวง ผ้าเหลืองร้อนพาดตัวเข้าไม่ได้ เป็นดังกองเพลิงสุมทรวง ให้รู้สึกระทมใจยิ่งนัก คงจะสิ้นบุญที่จะบวชด้วยบาปที่เคยทำไว้ จะขอกราบลาฝ่าเท้าท่านอาจารย์ไป”

สมภารฟังคำให้รู้สึกช้ำใจ
“ตาอาลัยรักในหลานนัก คิดจะฝากผี ฝากไข้ด้วย แต่กลับมาหนีไปกลางทาง อย่างไม่มีเยื่อใย ฆราวาสนี้ชาติมันชั่วนัก จะสึกไปให้เขาสักเองฤาหวา ข้อมือดำแล้วระกำทุกเวลา ถ้ามูลนายรักเอ็นดู ยังจะพอทำเนา หาให้ทำการหนักไม่ แม้นชังจะใช้ให้ได้เจ็บใจ ลางทีเลื่อยไม้ ลากซุง ก็มี รูปร่างเองก็บอบบางดังแบบปั้น การงานอย่างนั้นจะทำได้ฤาหวา ฤาสึกไปหมายจะเป็นเจ้าพระยา ฟังตาเถิดอย่าเพิ่งสึกออกไปเลย”

“เจ้าประคุณทูนหัวของหลาน ตรองตามคำตาแล้วเห็นด้วย ไม่เถียงดอก แต่อย่าห้ามเลย ด้วยตัวเณรนี้สิ้นอาลัยในผ้าเหลืองแล้ว ขอให้ช่วยดูฤกษ์ยามให้หลานทีเถิด”
สมภารเห็นว่าเกินที่จะห้ามหลานได้แล้ว จึงหยิบกระดานขึ้นมาดูยาม คูณหาร ตามตำรา เอาวัน เดือน ปีของเณรพลายแก้ว บวกกันเข้าก็รู้ชัดแจ้งทันที

“ชะตาเจ้าดีนัก ที่ทหารเชียวหลานชาย เฮ้ย...เจ้าแก้วเอ็งปดกู ที่ว่าทุกข์วายวุ่น เพราะว่าเองไปเล่นชู้  เองจำคำตาไว้สึกไปจะได้อยู่ร่วมกันสมใจ สู่ขอเข้าห้องหอ แต่อยู่กินได้ไม่นานเท่าใด จะพลัดพรากจำจากกันไกล มันจะมีผัวใหม่ มันทิ้งมึง

เมื่ออายุยี่สิบห้าเบญจเพส จะมีเหตุคราวเคราะห์เข้ามาถึง ต้องจองจำโซ่ตรวนที่ขา อายุสี่สิบถึงจะได้ดี”

ตอนที่ 6 ยังมีต่อ...



Create Date : 26 กรกฎาคม 2563
Last Update : 26 กรกฎาคม 2563 9:28:23 น. 1 comments
Counter : 196 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณnewyorknurse


 
0000 Book Blog ดู Blog
บวชแต่กายไม่เคยบวชใจเลยพ่อพลายเอ๋ย



โดย: หอมกร วันที่: 26 กรกฎาคม 2563 เวลา:15:46:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

0000
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add 0000's blog to your web]
space
space
space
space
space