space
space
space
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
22 กรกฏาคม 2563
space
space
space

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่    5/3 ขุนช้างขอนางพิม จบตอน

    
ยายศรีประจัน ได้ฟังสายทองเล่าความฝัน รู้สึกตกใจรีบเร่งสายทองว่า
“รีบไปไวๆ อย่าชักช้า เล่าให้สมภารฟังให้ละเอียด อ้อ..อย่าลืมเตรียมหมาก พลู  ทั้งขนมนมเนย ส้มสูกลูกไม้ ไปถวายท่านด้วย เอาไปเยอะๆ จวนจะสายแล้วรีบไปให้ทันท่านฉันเช้า”

พิมยิ้มเต้ดีใจ รีบปอกหมาก พันพลู ด้วยความกระปรี้กระเปร่า จัดขนม ผลไม้ อย่างดี ข้าว แกง อย่างเต็มที่ สายทองออกจากห้อง ไปอาบน้ำจากนั้นห่มผ้าแพรดำซับในสี เสร็จแล้วรีบลงจากเรือน พร้อมกับข้าไท เดินทางด้วยความรีบแร่ง

ครั้นถึงวัด คนทัังหมดรีบมุ่งหน้าไปยังกุฎีใหญ่ กราบไหว้ตามปกติ เพื่อมิให้ผู้ใดสงสัย สายทองสั่งงานฉับพลัน กับทาสและข้าไท

“พวกเอ็งพากันไปที่วิหาร มีดอกพิกุลบานหล่น มากมายจงไปดู”

คนเหล่านั้นรีบไปในทันใด สายทองเป็นผู้ใหญ่อยู่ที่นั้น จัดแจงข้าวแกง และของหวาน ถวายท่านสมภาร จากนั้นให้ท่านฉัน หมากพลู และของสำคัญบางอย่างซ่อนไว้ให้เณรพลาย ส้มสูกลูกไม้ที่เป็นของแห้งจัดไปถวายเณรแก้ว
สายทองรอคอยหาช่องทาง
หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่างลุกเข้าห้อง สายทองเห็นลับตาคน ไม่มีใคร จึงรีบเข้าไปในห้องเณรแก้ว ถวายหมากพลู บุหรี่ เล่าเรื่องต่างๆ อย่างรวดเร็ว เป็นต้นว่า

“พิมน้อยรอคอยมาหลายวัน อยู่ในอาการโศกศัลย์หนักด้วยความคิดถึง  ค่ำวันนี้สั่งให้เข้าไปหา บอกว่าได้แต่คอยมาตั้งนาน คิดแคลงใจว่า เหมือนโดนหลอกชม แล้วทิ้งให้ระกำใจตาย อยากรู้ความเป็นไปทางนี้ จึงใช้ให้มาหาพ่อเณรพลาย มีทุกข์โศกโรคร้ายประการใดฤา

เมื่อกลางวันวานนี้ ไปอาบน้ำ อ้ายขุนช้างทำระยำ  เดินแซงหน้าแม่พิม ทำเรื่องหยาบช้า พิมไม่พอใจด่าว่าไปหลายคำ จากนั้นมันไปหาท่านมารดา พูดจาลวนลาม อาจเอื้อมขอพิม ต่อคุณแม่ศรีประจัน คุณแม่ก็คล้อยตามทุกสิ่งไป เพราะเหตุนี้เป็นที่มาให้ พิมร้อนใจมิอาจทนได้ ต่อว่าสายทองชักสื่อชักนำ ทำให้เสียตัวด้วยเณรพลาย คิดแล้วช้ำใจนัก  รู้สึกน่าเห็นใจยิ่งนัก

ด้วยรู้สึกว่าตนเองชั่ว  คิดระแวงเณรแก้วคลายรัก คิดไปเบื้องหน้าให้หวั่นใจยิ่งนัก ข่าวชั่วคงกระจายไป อ้ายขุนช้างก็จะมาสู่ขอ ไม่รู้จะทำกระไรได้เพื่อนรักหมายจักได้ร่วมใจ ก็ไม่ให้ปรึกษาเมื่อคราวจนปัญญา จึงให้ตามมาดูให้รู้เหตุ ด้วยรู้สึกผิดสังเกต จากที่เคยกล่าวไว้ว่าจะมิให้อายคน

เมื่อเป็นเช่นนี้คิดจะทำประการใด จะสู้หน้าหรือว่าเอาตัวรอด อย่าได้อิดออด พ่อเณรพลายคงสบายดีเพราะอยู่ไกล ส่วนสายทองเจ็บใจด้วยอยู่ใกล้กัน อุปมาเหมือนงาระคนถั่ว เพลาเอาไปคั่ว งาร้อน ฤาจะผ่อนให้ถั่วทัน พอถั่วสุก ก็จะอันตรายงา ท่านอยู่วัดเหมือนรำเล่นนอกม่าน อยู่บ้านเขาก็ใส่เอาแต่ข้า จะคิดอ่านฉันใดให้ว่ามา สายแล้ววันเวลาจะคลาไคล”

เณรพลายยิ้มพรายแก้ไปว่า
“เป็นสัตย์จริงทุกสิ่งที่ได้ให้ไว้กับพี่นาง พิมนิ่มนวลกับสายทองเป็นสองสุดสวาทไม่มีเสื่อมคลาย รักไม่จืดจางแรมร้าง ค่อยๆ ว่ากันเถิด

สงบความอย่าให้ลามอื้ออึง ถ้ารู้ถึงหูคนจะไม่ดี ทุกวันนี้ กระวนกระวายเป็นที่สุด  คิดถึงทุกลมหายใจ ติดด้วยสมภารท่านเข้มงวดให้เรียนวิชา ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืนไปยามสามกว่า

วันที่น้องไปหาเจ้าพิม ต้องโดนตัดรอน ตี ด่า ผูกมัด พี่สายทองต้องลำบากเพราะเณรน้อง ได้ฟังคำรับรองแล้ว จงรับธุระก่อน จะแทนคุณให้อย่างเต็มที่ ขอให้ช่วยว่าวอนกับเจ้าพิมพิลาไลย แต่พอว่างจากท่านเจ้าคุณเมื่อใด ก็จะผลุนไปให้จงได้ เป็นความสัตย์ที่มีมาแต่ไหน แต่ไร อย่าได้แคลงใจ”

ว่าพลางเป่าลมละลวย กล่าวต่อไปว่า
“พี่สายทองจงช่วยอุปถัมภ์ เปรี้ยวปากฤา คงอยากกินหมากสักคำ”

จากนั้นก็เสกซ้ำอีกครั้งส่งไปให้ทันที สายทองรับหมากไปใส่ปากเคี้ยว รู้สึกกระสันเสียว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เมื่อกระนี้ตกแก่สายทองอีกแล้ว อีคนจนต้องทนแต่ฝ่ายทุกข์ คราวสนุกเงียบอยู่แต่ในห้อง ตัวดิฉันเป็นดังใบตองที่ห่อหุ้มขนมเอาไว้ แกะใบตองแล้วก็กินแต่ขนม ส่วนใบตองมิมีผู้ใดแยแส เป็นคนจนก็ต้องทนระกำใจ”

“ทำคุณไว้เถิดสีกาพี่ ชั่วดีคงจะได้เห็นในภายหน้า คงจะมีบ้างที่ชมว่าเจ้าเณรดี สีกาพี่จงอดโทษ คลายความโกรธเถิดหนา เวทนาสีกาพี่ทุกราตรีอยู่ดอก ในตัวพี่ต้องมีดีแน่ เปิดผ้าห่มดูหน่อยเถิดหนา”

สายทองทำสีหน้าขัดใจ
“นี่อะไรเจ้าเณรเถนตู้จะมาขอเปิดผ้าดูนม เจ้าเณรนี้มิดี”
ครานั้นเณรไทยไปถาน (ส้วม) มา ได้ยินเสียงสีกาอู้อี้มองลอดช่องตามฝาที่มีอยู่เห็นหยอกเย้ายื้อฉุดผ้าห่มกัน คิดในใจว่า

“เอวกลมนมโตดูดี อีตายโหงมาประเคนให้เณรฉัน ออแก้วก็ช่างกล้าทำ กลางวี่ กลางวันไม่เกรงใจใคร ซุกซนบนกุฎีทำวิตถาร กูจะบอกสมภารให้มาไล่”

ในขณะที่มองดูอยู่นานรู้สึกฟุ้งซ่าน กลัดกลุ้ม รีบเดินดุ่มๆ ไปหาสมภารครั้นถึงร้องแต่ไกล


 
“เณรแก้วสีไฟพุทธเจ้าข้า เห็นพูดเซ้าซี้อยู่กับสีกา ฉวยผ้าห่มยื้อฉุดกัน”
สมภารได้ฟังเณรไทยว่า ขบเหงือก ตาเหลือก โกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นฉวยไม้เท้า เดินงกๆงันๆ ถลันรีบมาเปิดประตู เณรแก้วสายทองทั้งสองคน จวนตัวรีบเข้าไปแอบอยู่ในโอ่ง สมภารหวดไม้เท้าเสียงดังสนั่น พร้อมกับด่าว่าเสียงดัง

“อ้ายตายโหง อีตายห่า ข้าเบื่อมันเหลือทน ปรนเปรอทุกอย่าง ก็ยังทำเยี่ยงนี้”
ระหว่างนั้นสายทองค่อยๆ แอบหนี ฝ่ายเจ้าเณรวิ่งจ้ำอ้าวกระโดดหน้าต่างไป ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย สมภารค้นกุฎี ไม่เห็นมีใคร แต่ยังรู้สึกขัดใจบนด่าอยู่ตลอดเวลา

“ทุดอ้ายเณรหน้าหมา สีกาผี โสโครกกุฎีกูหนักหนา”
จากนั้นนั่งลงตำหมาก ตำพลางด่าพลาง ส่วนสายทองหลบหนีสมภารออกกุฎีมาได้ เหลียวหาเณรพลายก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าร้ายดี ถึงกลางวัดจัดแจงแต่งตัว ด้วยความกลัวท่านสมภาร จึงรีบร้องเรียกข้าไททันที

“อีมี่เร็วกูจะไป”
พวกข้าไททั้งหลายได้ยินนายร้องเรียก จึงพากันรีบ เก็บดอกพิกุลห่อผ้ามาทันใด ชั่วครู่ก็พร้อมหน้ากัน สายทองส่งกระทายให้บ่าวข้า อีมีรับมาอย่างขมีขมัน จากนั้นรีบเดินทางกลับ ไม่นานก็ถึงบ้าน ขึ้นเรือนศรีประจันแล้วยิ้มพราย ศรีประจันครั้นเห็นสายทองมา ถามด้วยความสงสัยว่า

“เอ็งไปวัดกระไรช้ากลับมาจนสาย ไปที่ใดหน่อยช้าแฉะจะตสาย ท่านขรัวทายร้ายดีประการใด”
สายทองตอบคำของมารดาว่า

“ช้าด้วยคอยท่านฉันจังหัน ต้องคอยท่านยถา สัพพี ให้พร อีกทั้งท่านไปถานเป็นนานจึงกลับมา ท่านได้ทักทายข้อร้ายข้อดี ว่าเคราะห์แม่พิมนี้หนักหนา ให้ระวังตัว ในสามเวลา จากนั้นท่านว่าจะดี”
จากนั้นลุกขึ้นลาขอเข้าไปในห้อง เข้าไปใกล้แนบน้องพลางกระซิบว่า

“น้องพิมของพี่ เณรพลาย ได้ให้คำมั่นถ้วนถี่จริง  สัญญาด้วยชีวิต ถึงอย่างไรคงจะสึกมาหาน้อง เป็นตายก็ไม่มีทางถอยหลัง ไม่ช้าคงจะมาเหมือนคำที่ได้ให้ไว้ เชื่อคำพี่เถิดอย่าเสียใจไปเลย”
ส่วนเณรแก้ว หนีสมภารไปแล้วไม่อาจกลับได้ ยิ่งคิดวนเวียนยิ่งจนใจ

“อยู่วัดป่าเลไลย์ก็ช้านาน วิชาก็พอมีเชี่ยวชาญบ้าง ส่วนวัดแคได้ยินว่าเยี่ยม เหี้ยมหาญ เป็นคำที่แม่ทองประศรีบอกมานานแล้ว ว่าสมภารชื่อคง เป็นคนดี อยู่สุพรรณแล้วให้ไปค้นหา ทราบว่าเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อที่ตายไป ถ้าไปเรียนต่อก็คงจะได้ความรู้ดี  

ใจหนึ่งห่วงพิมอย่างสุดหัวใจ เกรงว่าจะหาว่าหลบหนี ไม่รักษาสัญญา คิดจะสึกไปคิดว่าวิชาที่มียังไม่ชะงัดพอ ในที่สุดถึงจะรักเพียงใดก็ต้องตัดความอาลัย”
คิดแล้วห่มครองผ้ารีบเดินออกทุ่งมุ่งทางต้นไม้เสียด ถึงเพนียด เที่ยวค้นถามหา มีคนชี้บอกวัดที่ตั้งจะไป จึงรีบเดินทางไปที่วัดพลัน พบเณรอ้นกวาดวัดอยู่รูปเดียว เห็นเณรแก้วเดินมาก็จ้องมองอย่างตั้งใจเณรแก้วเข้าไปถามว่า
“เณรโปรดเอ็นดูอย่าพรางกัน ท่านสมภารคงนั้นอยู่แห่งใด”

เณรได้ฟังก็แจ้งไปตามตรง บอกที่แล้วชี้ทางกุฎีสามหลัง ที่มีหอไตร เณรแล้วมองเห็นตามที่ชี้ ก็ดีใจ รีบไป ตามที่เณรอ้นชี้ทางให้ พอขรัวคงลุกออกมานอกชาน เณรแก้วเข้าไปหาแล้วกราบ ท่านสมภารถามทันทีว่า
“ออเณรไปไหนมา”

เณรแก้วตอบคำท่านขรัวไปว่า
“ฉันคือบุตรขุนไกรที่ตายไปแล้ว ชื่อว่าพลายแก้ว มารดาชื่อทองประศรี เคยบอกไว้ให้มาหาท่านอาจารย์ เณรหลานจึงเข้าสุพรรณมา จะขอเรียนวิชาด้วย
ครานั้นสมภารได้กล่าวว่า

“อออือจริงหวาหาลืมไม่ กูกับขุนไกรชอบน้ำใจกัน  ยังแค้นใจที่มันตายไปโดยมิได้ต่อสู้ เมื่อจนปัญญาจะซมซานมาหากูมิได้ฤา ถ้าใครกล้าตามมา จะฟันเสียให้สิ้น ถึงยกทัพมานับหมื่น จะผูกผ้าพยนต์รบรับให้เลื่องลือไป ไม่ทันล่วงราตรีให้แตกพ่าย กลัวจนยกธงขาวหนีไป กูคิดแล้วเสียใจเป็นหนักหนา ดังเสียลูกตาขวาก็ว่าได้ คิดถึงมันทุกวันคืน ด้วยหมายใจกว่าจะฝากผีฝากไข้กับมัน”
จากนั้นเหลียวหน้ามาดูพลายน้อย

“ดูรูปร่างไม่น่าจะทนทานถึงปานนี้ กาญจนบุรี กับสุพรรณไกลกันเหลือเกิน อุตส่าห์เที่ยวด้นป่ามาหากู ทองประศรีอยู่ดีหรือไม่ ต่างคนต่างไกลถิ่นฐานอยู่ เจ็บไข้เยี่ยงไรก็ไม่รู้ อยู่กับกูเถิดหนา

กูเห็นแก่ขุนไกรที่ตายไปแล้ว จะบอกวิชาให้ อ้ายเณรแก้วนี่หน้าตาก็เหมือนมันหนักหนา อย่าอาวรณ์กูจะสอนให้สิ้นตำรา มิให้ถูกฆ่าเหมือนพ่อของมึง”
เณรแก้วแจ้งท่านสมภารไปว่า

“พ่อมิใช่ตายเพราะสิ้นหนทางหนี หากเป็นรับสัตย์พระพิพัฒน์วารี จึงมิอาจคิดคด ขบถใจ สู้ยอมตายไว้ชื่อเชื้อทหาร มิให้เสียความสัตย์ได้ อาคมจึงเสื่อมทุกสิ่งไป เพราะท่านไม่เลี้ยงแล้ว ก็ต้องไปตามบุญตามกรรม
ถ้าบิดาข้าคิดคดต่อแผ่นดิน ละสัตย์เสียสิ้นก็จะวุ่น เพราะฉะนั้นเขาจึงฟันได้โดยง่าย พระคุณอย่าเสียใจไปเลย ส่วนแม่ท่านทองประศรี ปีนี้ชราลงไป ยังแข็งแรง คล่องแคล่ว ไม่เจ็บไข้ เป็นสุขสำราญดี”

สมภารฟังคำเณรแก้วจบแล้วกล่าวว่า
“อ้อชราลงครันหรือทองประศรี ไม่เห็นหน้ามาประมาณสักสิบปี เอ็งอยู่นี่แหละ กูจะสอนการต่อสู้ให้ สิ่งสำคัญคือความสัตย์ต้องรักษาอย่าให้พลั้งพลาด เพราะความประมาทพ่อมึงจึงตาย เองเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จงไปอยู่กุฎีข้างหอกลางเถิด”

เณรแก้วรับคำแล้วอำลา รีบมุ่งหน้าไปยังห้องพัก ซึ่งมีพร้อมทั้งเตียงหมอนและที่นอน ยิ่งทำให้เศร้าใจ คิดถึงพิม ถึงเพลาเย็นความคิดถึงยิ่งรุมเร้า นอนคิดถึงไม่มีสร่างซา พอสิ้นแสงตะวัน รีบหมอบคลานเข้าไปหาพระอาจารย์ โบกพัดวี ให้ท่านสำราญ เกิดความรักเมตตา ปฏิบัติต่อท่านเป็นอย่างดี ให้เป็นที่พอใจ

สมภารแนะนำวิชาให้ในไม่ช้า วิชาสะกดทัพ  จับพล ทั้งปลุกผี ผูกพยนต์ กำบังตน หนังเหนียว สะเดาะ ดาล โซ่ กุญแจ คล่องแคล่ว ทั้งพิชัยสงคราม ทั้งเสกใบมะขาม เป็นต่อแตน 

ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ  คุมพล แม่ทัพ
แม้เป็นแสน สู้ได้ทั้งสิ้น ดูฤกษ์ ยาม มหาละลวย สุดแสนเสน่ห์ จังงัง ล่องหน ถอนอาถรรพณ์ เลี้ยงผีพรายคอยกระซิบทุกสิ่ง เรียนสารพัดวิชา

อีกทั้งซักซ้อม วิชาทั้งเก่าใหม่ ในเพลาที่เรียนวิชาก็เฝ้าคิดถึงแต่พิม ทุกลมหายใจ แต่ก็หักห้ามใจได้เพราะใคร่จะเรียนวิชา

ตอนที่ 5 จบตอน



Create Date : 22 กรกฎาคม 2563
Last Update : 29 กรกฎาคม 2563 10:49:21 น. 1 comments
Counter : 138 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
บวชแต่กายไม่ได้บวชใจ
ถ้าเป็นเรื่องจริงคงได้บาปมากกว่าบุญจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 22 กรกฎาคม 2563 เวลา:9:55:45 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

0000
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add 0000's blog to your web]
space
space
space
space
space