space
space
space
<<
กรกฏาคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
16 กรกฏาคม 2563
space
space
space

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 5/2 ขุนช้างขอนางพิม


ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่  ๕/๒  ขุนช้างขอนางพิม ต่อ

 
    ครานั้นพิมพิลาไลยกับสายทอง อยู่ในห้องปักสะดึงกรึงไหม (เป็นงานประณีตศิลป์ไทยที่มีความละเอียดอ่อน) จนกระทั่งบ่าย พิมและสายทองพร้อมด้วยข้าไท ทั้งหลายไปอาบน้ำ ถึงท่าพากันผลัดผ้า ลงเล่นน้ำเข็ดสีเหงื่อไคล

บางคนชวนเล่นไล่ จัดแบ่งผู้ใดซ่อน ผู้ใดหา เปรียบหนี เปรียบไล่ให้อยู่โยง กระโดดดำผุด ดำว่ายไป อีโคกโก้งโค้ง กระโดดน้ำดำน้ำไป อีเอียดดำหนี อีโคกว่ายน้ำไล่ อีรักหนักท้องว่ายน้ำชักช้า   อีโคกกระชั้นใกล้เข้ามาทุกที อ้ายโห้งแอบอยู่หลังกอแขมแอบดูอดหัวร่อมิได้ ขุนช้างโมโหตีด้วยไม้ อ้ายโห้งจึงชี้ให้นายดู
    “นั่นแม่พิมอยู่ริมตลิ่ง หน้าอกใหญ่จริงกำลังสีตัวอยู่”
    ขุนช้างด่าว่า
    “มึงอย่าว่าแม่ของกู อีแสมนั่นแหละของมึง”
    อ้ายโห้งฟังนายพูดค่อยสบายใจกล่าวว่า
    “ฉันคิดไว้ตั้งแต่มาถึง ความรักเกิดขึ้นแวบแรกที่เห็น อีคนนี้มีค่าตัวหนึ่งชั่ง รูปร่างราวตะโพนโผนลงน้ำ ฉันยักคิ้วให้เมื่อกี้ แสดงอาการพลิกหงายสองที ฉันก็มีดีจากครูดีจ๊ะ”
ในสายตาขุนช้าง และลูกน้องคนสนิทมองไปที่ท่าน้ำอีกครั้ง เห็นอีโคกกระโชกไล่อีรักจับขาได้ดึงชายผ้า ดำน้ำกอดรัดฟัดกัน ครั้นผุดขึ้นอีรักตาเหลือกสำลักน้ำ ร้องด่าด้วยคำหยาบคาย นอนไถลผ้านุ่งไม่ติดตัว อ้ายโห้งถูกใจปรบมือ

“แม่ทูนหัว  เจ้าสั่นรัวหน้าแหงน ดังปากปลาม้า”
สายทองนางพิมอยู่ริมตลิ่ง หัวเราะล้มกลิ้งจนมิอาจลุกได้ ผ้าของพิมหลุดจากรักแร้ เนินถันปรากฏแก่สายตา ขุนช้างเห็นดังนั้นรู้สึกงุ่นง่านใจ เอามือบีบคั้นหน้าแข้งตัวเอง ยืนแยงแย่ โคลงตัวส่ายบิดตัวไปมาดูเหมือนตุ๊กแก
“อีแม่เอ๋ย วันนี้กูต้องตายแน่ๆ”
เพลานั้น พิม สายทอง ร้องเรียกข้าไท
“ไปเหวยพวกเจ้าตะวันบ่ายแล้วหนา”
จากนั้นทั้งนายทั้งบ่าวรีบขึ้นมาพลัดผ้า ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางตามกันกลับบ้าน ขุนช้างรีบออกจากพุ่มไม้ บ่าวไพร่น้อยใหญ่ติดตามพลัน ในเส้นทางเดียวกับพิม และบ่าวไพร่กลับบ้าน ขุนช้างเดินเรียงเคียงไหล่ ยิ้มไปเล่มา สายทองและพิมจึงหลีกทางให้ ขุนช้างเดินเกินนางขึ้นมาด้านหน้า แกล้งร้องเพลงยาวกล่าวกระทบมาว่า
“โอ้ว่าดวงดอกฟ้ามณฑาธาร”
อ้ายโห้งโก่งคอต่อกลอนนาย
“พี่เห็นเจ้าเข้าหมายว่าของหวาน ดูกระเพื่อมตละเชื่อมซึ่งเต้าตาล”

ขุนช้างเดินผ่านพ้นนางไป พิมโกรธด่างุ่นง่าน
“แม่มึง...อ้ายหัวล้านกบาลใส”
จากนั้นพิมและบ่าวไพร่รีบเดินกลับบ้าน ฝ่ายขุนช้างออกไปไกลขอบรั้ว แสงแดดแผดเผาจนหน้าเผื่อน จึงแกล้งชวนบ่าว ข้า เที่ยวเถลไถลไปเรื่อยให้ชักช้า ประมาณครู่หนึ่ง จากนั้นห้ามบ่าวไพร่มิให้ส่งเสียง เดินเป็นระเบียบเข้าบ้านศรีประจันทันที จากนั้นหยุดอยู่ที่ประตูถามหา บ่าวแจ้งว่า
“โน่น..ท่านอยู่ที่นั่น”
จึงกล่าวว่า
“ข้ามาหาท่านโปรดเมตตาฉัน บอกแม่ศรีประจันว่าเรามา”
พวกข้าที่รับคำขุนช้างรีบขึ้นไปบนเรือนแจ้งว่าขุนช้างมาหา นางศรีประจันมองไปที่หน้าต่าง แลเห็นขุนช้างมีเหงื่อไหลอาบหน้าผาก ก็ใจหาย คิดในใจว่าใยฝ่าแดดมาเยี่ยงนี้ รีบร้องเชิญให้ขึ้นมาบนเรือน
“เชิญคะ ขึ้นมาบนเรือน ท่านช่างทนแดดแผดเผาเหงื่อไหลรี่ รีบใช้น้ำ ลดร้อนเถิดหนา”

เรียกข้าด่าอึงมี่สับสนไป ขุนช้างย่างขึ้นบนนอกชาน จากนั้นคุกเข่าคลานเข้าไปในเรือนใหญ่ ครั้นนั่งบนเสื่อเป็นที่เรียบร้อย ยกมือไหว้นางศรีประจัน นางก็รับไหว้ แล้วบอกให้กินหมาก จากนั้นถามว่า
“แดดร้อนเยี่ยงนี้ไปไหนมาฤา”
ขุนช้างกระอักกระอ่วนมิใคร่บอก อู้อี้ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยเนื้อความว่า
“ลูกนี้..ขัดสน..ปัญญายิ่งนัก”

จากนั้นก้มหน้านิ่งมิกล่าวคำใดๆ ครานั้นนางศรีประจันเห็นขุนช้างทำอ้ำอึ้ง ทำให้นางใคร่รู้เป็นยิ่งนักจึงเซ้าซี้ถาม
“มีความกังวลสิ่งใดขอบอกมาเถิด เป็นคนกันเอง อย่าได้เกรงใจต้องการสิ่งฤา พ่อจึงมา”
ขุนช้างหมอบชิดจนติดหมอนกล่าวว่า


 
“ได้โปรดก่อนขอรับคุณแม่ขา ลูกนี้ขัดสนจนปัญญายิ่งนัก จะปรึกษาใครก็ไม่มี แก่นแก้วตายแล้วเป็นหลายเดือน เงินทองกองเกลื่อนไม่เป็นที่ โดนลักฉกฉวย ลูกผู้เดียวดูไม่ทัน วันนี้หายไปตั้งหลายชั่ง สิ่งที่หายมิใช่เงินทองเท่านั้น
แม้แต่ผ้าผ่อน ก็โดนหักกุญแจง้างเอาทั้งกลางวัน

ถ้ามีใครจะรับปกครองทรัพย์สินเงินทองทั้งปวงได้ จะยกให้ทั้งไร่นา และข้าไท มอบเหย้าเรือนให้เป็นแม่เรือน แม่หม้าย ก็ไม่ว่า ขอแค่มีกิริยาไม่อายเพื่อน จะได้ช่วยเก็บ ช่วยตักเตือน แค่พอเหมือนแม่พิมพิลาไลย ลูกก็พอใจแล้ว”
ยายศรีประจัน ฟังคำขุนช้างรำพันไม่อาจนิ่งได้ คิดโลภขึ้นมา
“เหมือนอย่างพ่อช้างนี่ มีเงินเหตุใดจะไร้ทอง พอจะหาเมียดีได้เหมาะสม ไม่อายแขกไทยที่ไปมา จะเลือกคัดจัดหาที่ดีดี รู้การเก็บข้าวของอย่างถ้วนถี่ รู้การรอบคอบครอบครองปกป้องข้าไท ทั้งไร่ นา เจรจาอ่อนหวานการผู้ดีมีฐานะสมกัน รู้การปักเย็บกรอง ได้อย่างแน่นอน
ในสุพรรณบุรี ไม่เห็นใครมีฐานะเสมอกับพ่อช้าง ที่จริงออพิมพิลาไลย พอจะเป็นผู้ใหญ่ก็ได้บ้าง แต่ก็เพียงปานกลาง ไม่เหมือนอย่างนางในกรุงศรีอยุธยา”

ขุนช้างได้ฟังคำชมหน้าบานกล่าวยิ้มว่า
“อันจะหาผู้ใดเหมือนแม่พิมนั้นยากนัก ลูกคิดทุกวันเวลาจะให้มาว่าเป็นไมตรี ครั้นหารือกับแม่เทพทองจะรับคำปรองดองก็ใช่ที่ มิใช่เรื่องอันใดดอก แต่ด้วยเห็นว่าเล่นกันแต่ก่อนนี้เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง
เมื่อคราวปลงศพบิดาก็เคยหารือกัน เรื่องจะให้ผูกพันเข้าหอร่วมห้อง แต่กลัวแม่ข้างนี้มิปรองดอง แม่เทพทองจึงมิกล้ามา แม้นแม่มิโกรธถือโทษจะหาท่านผู้ใหญ่ให้มาสู่ขอ จะยกทั้งวัวควายและไร่นา เงินทอง เสื้อผ้าทุกอย่าง”

ครานั้นพิมและสายทองฟังอยู่ในห้อง ให้รู้ปั่นป่วนแค้น ถ้อยคำขุนช้างเจรจาด้วยมารดาจึงเปิดหน้าต่างร้องออกไป
“อ้ายผลไปไหนมึงมานี่ อ้ายหัวล้านอกขนคนอัปรีย์ งานการยังมีไม่นำพา”
ตาผลหัวล้านร้องขานนาย
 “มีกระไรฤาคุณแม่ขา”
แล้วรีบลนลานหัวใสมา ขุนช้างได้ฟังเสียงพิมด่า รู้สึกอายข้าไท ไม่อาจอยู่ต่อไปได้ รีบงกงันลาศรีประจัน พลุ่งพล่านย่างก้าวออกจากเรือนพลัน ตาผลสวนขึ้นมาคาบันได หลีกขุนช้างตัวสั่น ขุนช้างเงยหน้าทำหน้าเหรอหรา ยิ้มยิงฟันทักทาย
“นานๆ จะเจอสักครั้งนะ”
ตาผลตกใจรีบยกมือไหว้ ท่ามกลางเสียงแว่วมาพวกหัวล้าน เพราะเที่ยวชนไก่แต่เมื่อก่อน ขุนช้างทำเป็นไม่ได้ยิน เก้ๆ กังๆ ไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ครั้นสิ้นแสงตะวัน เป็นเวลาที่พระจันทร์ได้เปล่งแสงนวลงามตา พิมน้อยแสนละห้อยเฝ้าคิดถึงแต่พลายแก้ว ด้วยว่าห่างหายไปหลายวันแล้ว ได้แต่รอคอยทุกเช้า ค่ำ แต่มิเห็นมาจึงได้ปรึกษากับสายทองผู้ฉลาดล้ำ
 

“พลายแก้วไปแล้วหามาไม่ หลายวันหายไปไม่เห็นหน้า น้องรู้สึกเสียใจในคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ กลับไม่เป็นไปตามคำ จะโทษแต่พี่ก็มิได้ ควรโทษที่ใจของน้องด้วยที่มักง่าย ไปหลงรูป เชื่อคำที่ไพเราะ ของพลายแก้วจึงเสียของรัก มิรู้จะทำอย่างไรได้ ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก หากแม้นยังซื่อตรงต่อกัน ควรเวียนมาบ้างให้ประจักษ์แก่น้ำใจ ร้อนเย็นจะได้เป็นที่ปรึกษา

เมื่อไม่มาจะทำอย่างไรดี น้องไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร พี่เห็นหรือไม่พี่สายทอง อ้ายขุนช้างมันกล้ามาหาแม่ ใช้ทรัพย์สมบัติหลอกล่อ กิริยาแม่ช่างโลภทรัพย์สิ่งของนี้สุดใจ
ดูเหมือนว่าใคร่เป็นปรองดองยิ่งนัก จะนิ่งอยู่เยี่ยงนี้ฤาพี่ ไม่อยากจะนึกเลย น้องนี้จะอยู่เป็นสุขได้อย่างไร พี่สายทองจะคิดประการใด จงบอกให้น้องแจ้งด้วยเถิดรา”
สายทองปลอบน้องด้วยกอดแนบหน้า ชอนคางพลางช่วยเช็ดน้ำตา

“น้องพี่ เวลายังไม่เกินกำหนดการ เจ้าอย่าโศกาไปเลย พลายแก้ว ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้มากมาย ใช่คิดลวงเล่น แต่หมายรักพิมของพี่กว่าชีวีจะอวสาน ลางทีมีเรื่องสำคัญต้องทำมากมาย หรือไม่ ก็เรื่องรู้ถึงสมภารทำให้ต้องวุ่นวาย จึงเป็นเหตุเงียบหายไม่เข้ามา อย่าอาวรณ์ร้อนใจไปใยน้องเจ้า  
พรุ่งนี้พี่จะออกไปตามหา ให้เจ้าสิ้นแคลงใจ จะดีร้ายเยี่ยงไร อย่าด่วนกังวลใจไป หากแม้นอยู่ดีมิมีภาระ พี่เจอแล้วจะพามา จงลดความโศกเศร้าลงเสียบ้างเถิด เดี๋ยวจะซูบผอมได้ ผัดหน้าไว้รอเจ้าพลายแก้ว ค่ำพรุ่งนี้คงจะได้เจอ”
ปลอบพลางโลมเล้าเอาใจ กล่อมพัดวีให้เจ้าพิมนอน ครั้นพิมหลับ สายทองลุกกลับมาที่ห้องเอนตัวลงนอน หลับไปในเวลาไม่นานจนกระทั่งฟ้าสาง สายทองรีบตื่น บ้วนปาก ล้างหน้า เข้าไปหาท่านศรีประจัน นั่งลงรีบเล่าเรื่อง
“ท่านขา เมื่อคืนนี้ แม่พิมฝันประหลาดหนัก เรื่องฝันเห็นร้ายไม่น่าไว้ใจ ในฝันว่าไปนอนในเรือนอื่น กลางคืนหลับแล้วไฟไหม้ ยุบลงถึงดิน เนื้อตัวถูกไฟลวกพอง ไม่รู้ว่าร้ายดีประการใด พิมมีอาการตกใจ ดิฉันจะไปวัดป่าเลไลย ปรึกษากับท่านสมภาร”

ตอนที่ 5 ยังมีต่อ...


 



Create Date : 16 กรกฎาคม 2563
Last Update : 22 กรกฎาคม 2563 9:23:31 น. 1 comments
Counter : 170 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณnewyorknurse


 
0000 Book Blog ดู Blog
ขุนช้างนี่ถ้าจะทำบญเก่ามาดีถึงร่ำรวยเช่นนี้





โดย: หอมกร วันที่: 16 กรกฎาคม 2563 เวลา:10:51:38 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

0000
Location :
สุรินทร์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add 0000's blog to your web]
space
space
space
space
space