ขอต้อนรับสู่โลกของนิยายยูริ เรื่องจากประสบการณ์ และทำนายดวงชะตา โดย นิ้วนาง-เดียนา-ลำดวนพยากรณ์
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2565
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
9 กุมภาพันธ์ 2565
 
All Blogs
 
อ๋องน้อย เจ้าสำราญ - บทที่ ๗ (YURI)

 

“เจ้ามั่นใจว่าจะชนะแค่ไหน”

เยี่ยหยุนจือถามอ๋องน้อยขณะนั่งอยู่ในรถม้าด้วยกัน รถม้าสีดำคันนี้หรูหรากว่ารถม้าทั่วไปมาก กว้างขนาดนั่งได้สี่คนใช้ม้าเทียมหนึ่งตัว โดยซิงหุนทำหน้าที่เป็นคนรถ ส่วนคนอื่นวิ่งตามแบบเหยาะๆ เป็นขบวนยาว

นางคิดไม่ถึงว่า หนานกงเหวยจะยอมรับคำท้าของอ๋องน้อย แถมทั้งคู่ยังทำหนังสือสัญญาลงลายมือชื่อไว้สองชุด โดยถือไว้คนละฉบับ เพื่อป้องกันการบิดพลิ้วภายหลัง

“เจ้าต้องเสียม้าให้พี่ข้าแน่” หนานกงอวี้หัวเราะเยาะอย่างมั่นอกมั่นใจ พร้อมกับเสียงเฮของผู้คนในจวนแม่ทัพ

“ไว้พบกัน” อ๋องน้อยไม่ได้ต่อปากต่อคำแค่ยิ้มให้ ประสานมืออำลาหนานกงเหวย แล้วพาเยี่ยหยุนจือกลับออกมา

มู่หรงเหลียนซิงยิ้มแหย “บอกตรงๆ คือโอกาสริบหรี่ แต่เจ้าไม่ต้องกังวลนะ ข้าจะหาทางเอาชนะเขาให้ได้”

โอกาสริบหรี่ แต่เจ้าไปท้าเขาเนี่ยนะ

สาวชุดเขียวใบหน้าอึ้งค้าง ก่อนส่ายหัวไปมา

“เจ้านี่มัน...เฮ้อ” นางถอนใจเบาๆ ยั้งถ้อยคำที่จะต่อว่าไว้ ก่อนถามออกมา “เมื่อรู้ว่าไม่มีโอกาสชนะ เจ้าไปเดิมพันทำไม”

แม้จะไม่รอบรู้เรื่องอาชา แต่ม้าเหงื่อโลหิตนับเป็นของหายากมีค่าควรเมือง จึงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร

เจ้าคงไม่เสียสติไปหรอกนะ

“ข้าแค่ทนไม่ได้ที่คนตระกูลหนานกงดูถูกเจ้า กะอีแค่ถอนหมั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักหน่อย กฎหมายของแคว้นก็บัญญัติเอาไว้ว่าทำได้” อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย

เยี่ยหยุนจือทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรอบรู้เรื่องกฎหมายบ้านเมือง

“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องช่วยข้า พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“ใครบอกว่าพวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน”

ข้าเป็นอะไรกับเจ้า

หญิงสาวทำหน้าสับสน

คนในชุดหรูหรารีบปั้นหน้ากลบเกลื่อน ก่อนพูดจาหนักแน่น “ข้าหมายถึงเจ้าเป็นสหายของข้า อะไรที่เจ้าต้องการข้าจะต้องช่วยเจ้าเต็มที่ ถึงบุกน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่น”

สหาย!

เยี่ยหยุนจือไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะคิดกับตนแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่วัน รู้สึกอบอุ่นซ่านในทรวงอก

ที่ผ่านมานางไม่เคยรู้สึกผูกพันกับใคร มีเพียงบิดามารดา อาจารย์กับศิษย์ร่วมสำนักไม่กี่คน ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สนิทที่สุดก็คงมีแต่เฉียนซูเหิงที่ตามนางต้อยๆ ตั้งแต่เยาว์วัย เขาไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆ

“ข้านี่แย่จริงๆ ลืมไปเลยว่าเจ้าบาดเจ็บ” อ๋องน้อยตำหนิตัวเองหลังเห็นรอยเลือดที่แขนเสื้อของอีกฝ่าย หยิบขวดยาสมานแผลชั้นดีที่พกติดตัวมาด้วยส่งให้สตรีชุดเขียว “รีบทำแผลก่อนเถอะ”

“ขอบใจ” เยี่ยหยุนจือรับยาขวดนั้น เปิดฝาออกแล้วดม “ตัวยาดี” กลิ่นของยาบ่งบอกว่าใช้ส่วนผสมที่ล้ำค่า ก่อนโรยผงยานั้นบนแผลของตน

แคว๊ก!

มู่หรงเหลียนซิงฉีกชายเสื้อหรูหราของตนเป็นเส้นยาว โดยไม่นึกเสียดาย “เดี๋ยวข้าช่วยพันแผลให้ เจ้าทำเองอาจไม่ค่อยถนัด”

นางมองหน้าอีกฝ่ายก่อนพยักหน้า ด้วยความเป็นหมอจึงไม่คิดถือสาเรื่องหญิงชายไม่ควรสัมผัสตัวกัน เยี่ยหยุนจือชำเลืองมองอีกฝ่ายที่ขยับมาใกล้ ขยับมือพันผ้าบนต้นแขนให้นางอย่างเบามือ

“เจ้าไม่ควรออกจากจวน เจ้ายังไม่สบายอยู่นะ” สตรีชุดเขียวพูดเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ ยิ่งเคลื่อนไหวมากเท่าใด พิษร้ายจะยิ่งแล่นเข้าสู่หัวใจเร็วมากขึ้น

...ไม่อยากให้เขาตายเร็วเกินไป

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบสายตา เผยรอยยิ้มบางเบา

“ข้ารู้ แต่เพื่อช่วยเจ้า ข้าไม่มาคงไม่ได้”

เพื่อข้า!

เป็นอีกครั้งที่หัวใจเต้นแรงเร็ว เกิดมามีไม่กี่คนที่กล่าววาจาให้รู้สึกแปลกๆ แต่นางยังคงเก็บซ่อนสีหน้าได้อย่างดี

“เจ้าดื้อด้านมากรู้ตัวรึเปล่า” เยี่ยหยุนจืออดไม่ไหวที่จะต่อว่าออกมา หากอีกฝ่ายเป็นเด็กคงโดนจับตีก้น แต่บังเอิญว่าไม่ใช่

หืม

มู่หรงเหลียนซิงทำหน้าเหลอหลา น้ำเสียงเย็นใสนั้นไม่เหมือนขุ่นเคือง จึงหลุดขำออกมา “นั่นแหละอุปนิสัยข้าล่ะ”

เจ้านี่มัน...

นางจนใจไม่รู้จะพูดโต้ตอบอย่างไรจึงเงียบเสีย มองอ๋องน้อยที่พันแผลให้ตนอย่างตั้งใจ เผลอจ้องมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย

“เสร็จแล้ว” เสียงนุ่มทุ้มของคนในอาภรณ์สีเข้มบอก

“ขอบใจ” หญิงสาวมองผ้าพันแขนที่ดูเรียบร้อยอย่างพอใจ

“ถึงจวนแล้วขอรับคุณชาย” ซิงหุนที่ทำหน้าที่เป็นสารถีบอก

“ไปทานข้าวกันเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน” มู่หรงเหลียนซิงบอกกับเพื่อนใหม่

“อืม” นางพยักหน้า

หลังลงจากรถม้า อ๋องน้อยให้สตรีชุดเขียวเข้าไปก่อน ขณะที่ตนอยู่กระซิบกระซาบอะไรหลายคำกับซิงหุน องครักษ์หนุ่มรับคำแล้วเดินหายไป มู่หรงเหลียนซิงจึงเดินเข้าเรือนไป

“ศิษย์พี่ท่านกลับมาแล้ว” เฉียนซูเหิงร้องเรียกสตรีในชุดเขียวอย่างดีอกดีใจ หลังเดินวนอยู่ในห้องโถงรับแขกอย่างกระวนกระวายใจมานานกว่าหนึ่งชั่วยาม เป็นห่วงความปลอดภัยของอีกฝ่าย โดยไม่สนใจจื่อยวนที่บอกเขาให้นั่งลง “ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“แผลเล็กน้อย ไม่เจ็บเท่าใด” เยี่ยหยุนจือบอกเสียงราบเรียบ หลังอีกฝ่ายจ้องผ้าพันแผลที่ต้นแขน

“ค่อยยังชั่วหน่อย” เขาถอนใจ ก่อนหันไปทางมู่หรงเหลียนซิง ประสานมือขึ้นอย่างนอบน้อม “ขอบคุณพี่เหลียนซิงที่ช่วยเหลือศิษย์พี่ของข้า”

“พวกเจ้าเป็นสหายข้าไม่ต้องเกรงใจหรอก” อ๋องน้อยพูดยิ้ม ก่อนหันไปทางจื่อยวน “ข้าหิวแล้วมีอะไรทานบ้าง”

หงซิ่วกับจื่อยวนรีบไปประคองเจ้านายซ้ายขวา

“ข้าเตรียมของโปรดท่านไว้หลายอย่างเลยเจ้าค่ะคุณชาย” คนอายุน้อยกว่ายิ้มกว้างยินดีที่ได้รับความสนใจ

“ดีๆ ตั้งสำรับเลย”

“เจ้าค่ะ”

“คุณชายเจ็บแผลหรือเปล่า” หงซิ่วถามบ้าง

“ไม่เจ็บเท่าใด”

“งั้นก็ดีแล้ว” สาวใช้ที่อาวุโสสุดในจวนพยักหน้า

ข้าชักสงสัยเสียแล้วว่าจื่อยวนกับพี่หงซิ่ว จะเป็นมากกว่าสาวใช้รึเปล่า

เฉียนซูเหิงอดคิดแบบนั้นไม่ได้ หลังเห็นสองสาวปรนนิบัติเอาใจเจ้าของจวนเหลือเกิน แทบจะอุ้มอ๋องน้อยเลยทีเดียว

เขารู้มาว่า พวกคนใหญ่คนโตระดับเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางนอกจากภรรยาเอกแล้ว มักมีสาวใช้ในเรือนเป็นสาวอุ่นเตียงหลายสิบคน ประกอบกับมู่หรงเหลียนซิงมีหน้าตาคมคาย มีฐานะร่ำรวยสูงส่ง ยังไม่มีชายาเอก แถมยังชื่นชอบไปหอคณิกา จึงนับว่าเป็นบุรุษเจ้าสำราญผู้หนึ่ง แถมในจวนแห่งนี้ยังมีสตรีงดงามอีกหลายคน จึงอดคิดอิจฉานิดๆ ไม่ได้

สำหรับข้า ชาตินี้มีผู้รู้ใจสักคนก็ถือว่าดีมากแล้ว

เฉียนซูเหิงถอนใจเบาๆ ไม่คิดแข่งวาสนากับอีกฝ่าย เขาเป็นแค่คนธรรมดาไม่มีฐานันดรศักดิ์ อย่างไรก็คงยากจะทัดเทียมได้

ขณะที่เยี่ยหยุนจือมองอ๋องน้อยที่คุยยิ้มกับสาวใช้ซ้ายขวาด้วยสายตาเฉยชา ยากจะล่วงรู้ใจว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

มู่หรงเหลียนซิงหันมองทั้งสองคนด้านหลัง

“หยุนจือ น้องซูเหิงมาทานข้าวกัน ฝีมือของจื่อยวนอร่อยกว่าอาหารที่โรงเตี๊ยมหยุนไหลอีกนะ”

“จริงรึ” ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อ มองไปทางสาวใช้นางนั้นด้วยสายตาเคลือบแคลง

จื่อยวนเบ้ปากที่โดนดูแคลน แต่ไม่พูดอะไรต่อหน้าเจ้านาย ได้แต่จดความแค้นนี้ไว้ในใจ

คราวหน้าข้าจะวางยาถ่ายเจ้า

“ลองชิมสักคำ รับรองเจ้าจะติดใจ ฝีมือปลายจวักของนางธรรมดาเชื่อข้า”

“งั้นข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน” เฉียนซูเหิงพูดยิ้ม เขาปรายตาไปทางศิษย์พี่ของตนที่เงียบขรึมกว่าปกติ “พี่หยุนจือเป็นอะไรหรือเปล่า”

เจ้าของชื่อส่ายหน้า “เปล่า ข้าแค่คิดอะไรเพลินๆ”

“หยุนจือคงจะหิวแล้ว เมื่อกี้นางแสดงฝีมือเล่นงานพวกตระกูลหนานกงไปเยอะทีเดียว ชายยี่สิบคนรุมสตรีหนึ่งนางแต่กลิ้งไม่เป็นท่า น่าขำยิ่งนัก เสียดายที่พวกเจ้าไม่ได้เห็น” อ๋องน้อยเล่าพร้อมทำเสียงตื่นเต้น

“ไม่ต้องเล่า” เยี่ยหยุนจือส่งสายตาจิกไปยังมู่หรงเหลียนซิง

แต่อีกฝ่ายทำเป็นไม่เห็น

“จริงรึคุณชาย เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ” จื่อยวนรบเร้าตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น

“ทานไปเล่าไปก็แล้วกัน” มู่หรงเหลียนซิงบอก

 

ทั้งหมดยกขบวนไปยังโต๊ะอาหารเพื่อรับประทานมื้อเย็น มื้อนี้เอร็ดอร่อยสมราคาคุยแม้ไม่มีสุราเลยสักหยด หลังเยี่ยหยุนจือบอกห้ามคนเจ็บดื่ม ด้วยเกรงว่าจะทำให้พิษร้ายแรงในร่างของอ๋องน้อยกำเริบเร็วขึ้น บรรดาสาวใช้จึงเปลี่ยนสุราเป็นชาหลงจิ่งแทน

ขณะรับประทานมู่หรงเหลียนซิงเล่าเรื่องในจวนแม่ทัพออกมา ต่อเติมเสริมแต่งจนได้อรรถรส ประหนึ่งว่าตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น

เยี่ยหยุนจือที่นั่งฟังอยู่ด้วย อมยิ้มในหน้า ค้อนคนเล่าด้วยสายตาไปหลายรอบ ที่ยกยอจนนางแทบจะกลายเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งของใต้หล้าไปเสียแล้ว

เจ้านี่เหมาะจะไปเป็นนักเล่านิทานยิ่ง

“พี่เหลียนซิงมั่นใจว่ามีโอกาสชนะหนานกงเหวยใช่ไหม” ชายหนุ่มอายุน้อยถามหลังฟังจบ มองอีกฝ่ายเป็นความหวังอันสูงสุด

เขาถือหางฝ่ายมู่หรงเหลียนซิงเต็มที่ อยากให้ศิษย์พี่ถอนหมั้นกับคุณชายหนานกงสำเร็จ เพื่อนางจะได้มีอิสระและมีความสุขตามใจปรารถนา

อ๋องน้อยยิ้มบางไม่ทันตอบอะไร

จื่อยวนที่ยืนอยู่ด้านข้างคอยปรนนิบัติเจ้านายก็พูดขึ้น “ท่านไม่รู้อะไร จริงๆ คุณชายของเรามีความสามารถมาก ที่ผ่านมาแค่ไม่เอาจริงเท่านั้น”

“จริงเหรอ” นัยน์ตาชายหนุ่มเป็นประกายมีความหวัง

“เจ้าพูดเกินไปจื่อยวน” มู่หรงเหลียนซิงรีบปรามสาวใช้ที่พูดยกย่องตนออกมา

“ข้าพูดความจริงนะคุณชาย”

อ๋องน้อยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “คำพูดก็แค่ลมปาก ใครจะพูดอะไรก็ได้ ที่สำคัญคือการกระทำกับผลลัพธ์ต่างหาก”

“เหลืออีกกี่วันถึงวันสอบ” เยี่ยหยุนจือที่นั่งทานเงียบๆ มาตลอดถามขึ้น

“สิบวัน” มู่หรงเหลียนซิงตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตักกับข้าวทานอีกคำ

แต่ไม่ใช่สำหรับหญิงสาว

“แล้วเจ้าเริ่มอ่านตำราหรือยัง”

อ๋องน้อยหยุดกึก “ยะ ยังเลย”

สตรีในชุดเขียวหน้ามืดครึ้มลงหลายส่วน มองคนตอบผ่านหางตา ดูก็รู้ว่าอารมณ์ไม่ดีนัก

“งั้นข้าจะท่องตำราเป็นเพื่อนเจ้า”

หา!

หัวใจของอ๋องน้อยร่วงไปกองกับพื้น รู้สึกเหมือนตนไม่พ้นกลายเป็นนักโทษแน่ จึงรีบปฏิเสธอย่างเร็ว

“มะ ไม่ต้องก็ได้หยุนจือ ข้าท่องเองได้ ข้าไม่รบกวนเจ้าหรอก”

สองสาวใช้หันสบตากัน แล้วหัวเราะคิกคัก รู้ดีว่าอ๋องน้อยมองการท่องตำราเป็นไม่ต่างจากยาขม จึงอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกเหมือนไม่จริงจัง

“วันนี้ทานอาหารเสร็จก็รีบพักผ่อนแต่หัวค่ำ เจ้าเอาตำราทั้งหมดที่จะต้องสอบออกมา พรุ่งนี้เช้าตรู่เริ่มกันเลย” เยี่ยหยุนจือพูดสั่งสายตาดุดันจริงจัง

เอาจริง!

มู่หรงเหลียนซิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น มองขอความช่วยเหลือจากเฉียนซูเหิง

ข้าไม่กล้ากับพี่หยุนจือหรอก

ชายหนุ่มคิด แล้วโคลงศีรษะไปมา รู้จักอุปนิสัยของศิษย์พี่ตนเป็นอย่างดีว่าพูดคำไหนคำนั้น

ถ้าท่านทำไม่ได้แบบที่พูด รับรองว่าท่านลำบากแน่

อ๋องน้อยจนปัญญาหันกลับมาสบตาสตรีชุดเขียว ที่จ้องเขม็งเหมือนรอคำตอบ จึงได้แต่จำใจตอบไป

“ดะ ได้”

ข้าอยากตาย...

OoXoO

ตอนหน้าหยุนจือติวจะติวหนังสือแบบใดกันนะ สถานการณ์เริ่มจะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ อ๋องน้อยไปตรงไหนก็มักจะมีปัญหาตรงนั้น 5555

ขอบคุณสำหรับทุกหัวใจ ทุกคอมเมนท์ และทุกการติดตามค่ะ

นาง ^^

OoXoO




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2565
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2565 21:06:55 น. 0 comments
Counter : 518 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นิ้วนาง-เดียนา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี


Friends' blogs
[Add นิ้วนาง-เดียนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.