คลังความรู้เรื่องวิศวกรรมและการเกษตร ที่คนทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้

<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
23 พฤศจิกายน 2555
 

การผลิตไม้ตัดดอก แอสเตอร์และแอสเตอร์จีน ตอนที่ 2

การ ปลูก ดินควรเป็นดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ ความเป็นกรด-ด่าง ของดิน 6.5-7.0 ให้เตรียมแปลงปลูก กว้างประมาณ 1 เมตร ใช้ระยะปลูก 20 x 20, 25 x 25, 25 x 30 ซม. ก็ได้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปุ๋ยร็อคฟอสเฟต อัตรา 1 ช้อนชา ปุ๋ยคอก อัตรา 1 กำมือ นำต้นกล้าจากถุงชำ หรือจากแปลงเพาะมาปลูก ถ้าย้ายปลูกลงแปลงเลยควรจะย้ายในช่วงเย็น อย่าปลูกให้ลึกเพราะว่าเวลาให้น้ำจะทำให้ดินกลบยอดต้นกล้า จะเน่าตายภายหลังได้ รดน้ำให้ชุ่ม ในกรณีที่ทำเป็นไม้ประถาง ใช้กระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ววิธีปลูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมคือช่วงฤดูหนาว ดอกจะได้ใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี

1. การให้น้ำ ใน ระยะกล้าไม่ควรให้น้ำมากเกินไป หลังจากย้ายปลูกลงในกระถางหรือลงแปลงปลูกแล้วควรรดน้ำให้โชกถ้าเป็นไปได้ควร รดน้ำวันละครั้งในตอนเช้า เมื่อดอกเริ่มบานไม่ควรรดน้ำให้โดนดอกเพราะจะทำให้ดอกเน่าและเป็นโรคง่าย ช่วงติดเมล็ดรดน้ำให้สม่ำเสมอมิฉะนั้นจะทำให้การติดเมล็ดไม่ดี

2. การใส่ปุ๋ย ในระยะกล้าควรใช้ยูเรียละลายน้ำในอัตรา 1-2 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร รดให้ทั่วแล้วรดน้ำตามอีกครั้ง ควรรดปุ๋ยทุก ๆ 5-7 วัน จะทำให้กล้าโตเร็ว หลังจากย้ายกล้าแล้วประมาณ 30 วันให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12, 15-15-15, 15-30-15 อัตรา 1 ช้อนชาต่อต้น โดยรอบโคนต้นแนวรัศมีทรงพุ่มกลบด้วยดิน แล้วใส่หลังจากนั้นทุก ๆ 15วัน นอกจากนี้ควรจะใช้ปุ๋ยทางใบ เช่น ปุ๋ยเกล็ดเชลล์ เวลโกร ไบโฟลาน หรือราพีด อัตรา 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นหรือรดไปบนต้น ทุก ๆ 3 วัน

         แอ สเตอร์เป็นพืชอายุสั้น จะให้ดอกทันทีที่มีอายุครบ 60-90 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ China Aster จะถอนต้นล้างรากจำหน่ายเมื่อเห็นว่าดอกบานกว่า 60% โดยจะเลือกถอนเป็นรุ่น ๆ ห่างกัน 5-7 วัน หรือแล้วแต่ความต้องการของตลาด หลังจากการถอนแล้วนำต้นไปล้างเอาดินที่ติดออกให้หมดและเด็ดใบที่โคนออก 5-6 ใบ นำไปบรรจุหีบห่อทำโดยมัดเป็นห่อใหญ่แยกเป็นกำ ๆ ละ 2-3 ต้น การถอนต้นจะทำในตอนเช้ามืด และตอนเย็น Aster ericoides จะนิยมตัดดอกขาย ในการตัดควรตัดดอกที่บานกว่า 60% แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มทับอีกทีเตรียมส่งตลาด หลังจากตัดดอกครั้งแรกแล้วควรงดน้ำเพื่อให้ดินแห้งทำการตัดต้นออกให้ถึงโคน เมื่อเริ่มแตกหน่อใหม่จึงเพิ่มการให้น้ำมากขึ้น ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ก็จะให้ดอกอีกรุ่นหนึ่งเมื่อได้ดอกรุ่นที่สองแล้ว ปฏิบัติเหมือนเดิมก็จะได้ดอกรุ่นที่สาม สี่ต่อไป

  1. โรคโคนเน่า (Damping off) เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia spp. พบในระยะต้นกล้าเท่านั้น ซึ่งเชื้อนี้อาจติดมากับเมล็ด หรือตกค้างอยู่กับดินเพาะเมล็ด ทำให้โคนต้นกล้าเน่าและตายจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ป้องกันกำจัดโดยใช้ยาพวกเทอราคลอร์ เทอราโซล และอบดินฆ่าเชื้อก่อนการเพาะเมล็ด
  2. โรคเหี่ยวเฉา (Fusarium Wilt) เกิดจากเชื้อรา (Fusarium conglatinan callistephus) พบมากและร้ายแรงที่สุดในแปลงที่เคยปลูกเบญจมาศมาก่อน ต้นที่เป็นโรคจะมีอาการเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว ปรากฏมากในระยะที่แอสเตอร์โตเต็มที่หรือก่อนออกดอกเชื้อจะเข้าทำลายส่วนล่าง ของลำต้น โดยจะปรากฏเป็นสีส้มตรงโคนต้นใกล้พื้นดิน หากตัดลำต้นที่ปรากฏเป็นโรคนี้ตามขวาง จะพบว่ามีวงแหวนสีน้ำตาลแดงอยู่ใน บริเวณท่อส่งน้ำและอาหาร การป้องกันทำได้โดยใช้สารกันเชื้อรา เช่น เทอราคลอร์ราดในดินก่อนปลูก
  3. โรครากปม (Root Knot) แอสเตอร์ที่ปรากฏอาการของโรครากปมนี้มักไม่ตาย เพียงแต่ต้นไม่เจริญเติบโตตามปกติ มีลักษณะแคระแกรน ในตอนกลางวันที่อากาศร้อนจัดจะแสดงอาการเหี่ยวเฉา และจะฟื้นตัวในตอนกลางคืน ถ้าถอนต้นดูจะพบว่าตรงบริเวณรากจะบวมและเป็นปมเล็ก ๆ เนื่องจากมีไส้เดือนฝอยชนิดหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่หากปล่อยไว้รากจะเปลี่ยน เป็นสีน้ำตาล หรือดำ ผุและเปื่อยเร็วกว่าปกติ ไส้เดือนฝอย สามารถแพร่ระบาดได้โดยทางน้ำ ติดไปกับดิน หรือต้นที่เป็นโรค และเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร การป้องกันโดยใช้เทมมิค 10 จี, ฟูราดาน, หรือคูราแทร์ฝังดิน
  4. โรคดอกสีเขียว พบ ว่าดอกจะมีสีเขียว ขอบกลีบดอกมีสีแดงปะปน ต้นแคระแกรนกว่าปกติเล็กน้อย รูปร่างของดอกไม่เปลี่ยนแปลงโรคนี้เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา (mycoplasma) จากวัชพืชโดยเพลี้ยจั๊กจั่น
  5. โรคราสนิม (Rust) เกิด จากเชื้อรา พบว่าระบาดมากในช่วงฤดูฝน หรือวันที่มีน้ำค้างมาก และเกิดกับต้นขณะที่กำลังออกดอก ที่ใต้ใบพบว่ามีสีส้มคล้ายสนิมเหล็ก การป้องกัน เวลารดน้ำ ควรระวังอย่าให้น้ำถูกต้นและใบ เพราะจะทำให้เชื้อรานี้ระบาดได้ง่าย ใช้สารประกอบของกำมะถัน หรือเฟอเมทฉีด พ่นเป็นครั้งคราว
  6. เพลี้ยอ่อน (Aphids) เป็นแมลงปากดูด ชอบเกาะเพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณส่วนอ่อนของต้น ทำให้เป็นสาเหตุของดอกและใบบิดเบี้ยว การป้องกันกำจัดฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดมดซึ่งเป็นพาหะของเพลี้ยอ่อน
  7. เพลี้ยไฟ (Trips) เป็น แมลงซึ่งทำอันตรายแก่ใบอ่อนของแอสเตอร์ ทำให้ใบมีอาการหงิกงอ เพลี้ยไฟนอกจากจะทำลายแอสเตอร์โดยตรงแล้ว ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคเหี่ยว (Spotted Wilt) แก่ต้นแอสเตอร์อีกด้วย การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี โตกุไธออน ฉีดพ่นทุก 1-2 สัปดาห์ หรือเมื่อปรากฏมีเพลี้ยไฟนี้ นอกจากนั้นยังอาจใช้เซฟวิน เคลเทน และมาลาไธออนกำจัด
  8. ไรแแดง (Spider Mite) ชอบ ทำลายยอดอ่อนทำให้ดอกไม่สมบูรณ์ มีลักษณะแคระแกรน บางครั้งพบว่าทำลายใบโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากใบทำให้ใบร่วง การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น เคลเทน ฉีดพ่นเมื่อปรากฏพบ
  9. หนอนเจาะดอกจะ เข้าทำลายโดยกัดกินดอกอ่อน และเมล็ดอ่อน ทำให้ดอกเสียหาย เมล็ดไม่สมบูรณ์และเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดน้อยลง การป้องกันจำกัด ใช้สารเคมี เช่น อโซดริน มาลาไธออน แลนเนท เซฟวิน 85 ฉีดพ่นทุก 1-2 สัปดาห์

         ช่วง ที่เหมาะสมในการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์คือปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไปเมล็ด จะเริ่มแก่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ อากาศเย็นทำให้การติดเมล็ดสูงสามารถปลูกเพื่อเก็บเมล็ดได้ในภาคเหนือหรือ ท้องที่ใกล้เคียงที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้นการเก็บเมล็ดจะคัดเลือกต้นที่ ใหญ่ สมบูรณ์แข็งแรงดอกมีขนาดใหญ่ สีสด ฟอร์มดี ลักษณะของดอกแก่พร้อมเก็บ คือ ปลายกลีบดอกจะแห้ง เกสรจะแยกออกที่ใจกลางของดอกเป็นขุยเมื่อเก็บเมล็ดได้ นำมาตากแดดอ่อน ๆ 2-3 วัน เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทนำไปเก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิ 9-10 องศา C สามารถเก็บได้นาน 2-3 ปี

   ตลาด แอสเตอร์ที่สำคัญมี 2 แห่งคือ ตลาดวโรรสเชียงใหม่ และตลาดปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร สำหรับแอสเตอร์จีน ดอกจะมีจำหน่ายมากในฤดูหนาวโดยจำหน่ายเป็นกำ ๆ ละ 3 ต้น ราคาเฉลี่ยประมาณกำละ 5-10 บาท หรือ อาจจะเฉลี่ยกิโลกรัมละ 15-20 บาท (1 ก.ก. มีแอสเตอร์ 35-45 ต้น) และจำหน่ายให้ผู้ซื้อกิโลกรัมละ 35-40 บาท จำหน่ายย่อยต้นละ 1.50-2.00 บาท ส่วน Aster ericoides พันธุ์ดาวเงินจะตัดดอกขายโดยจะขายในราคา 100-120 บาท/กิโลกรัม (ประมาณ 8-10 ช่อ) ในพื้นที่ 1,000 ตารางเมตรสามารถผลิตช่อได้ 120,000-300,000 ช่อ/ปี

ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ห้องสมุดความรู้การเกษตร
  • กรมส่งเสริมการเกษตร

ชอบกด Like & Share เป็นกำลังใจให้ด้วยน่ะจ๊ะ ==>




Create Date : 23 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2555 16:11:06 น. 0 comments
Counter : 1343 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Mr.Evo_IV
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




[Add Mr.Evo_IV's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com