คลังความรู้เรื่องวิศวกรรมและการเกษตร ที่คนทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้

<<
มีนาคม 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 มีนาคม 2556
 

การปลูกกุหลาบตัดดอก ตอนที่ 1

      ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกุหลาบ กุหลาบมีชื่อทาง วิทยาศาสตร์ว่า Rosa hybrids ชื่อสามัญคือ กุหลาบ หรือ rose อยู่ในวงศ์ : Rosaceae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย

       ความสำคัญทางเศรษฐกิจ  

       กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้า กันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว     กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขายเป็น อับดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์        ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอกที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อพ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่นๆ โดยประเทศที่ผลิตกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่  อิตาลี   เนเธอร์แลนด์   สเปน สหรัฐอเมริกา  โคลัมเบีย  เอกวาดอร ์ อิสราเอล  เยอรมันนี  เคนยา   ซิมบับเว   เบลเยียม   ฝรั่งเศษ   เม็กซิโก   แทนซาเนีย   และมาลาวี   เป็นต้น

       ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอก ประมาณ 5,500 ไร่    กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ    แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่   เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี     มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุด   ในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก    ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่     เนื่องจาก อ. พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม    พื้นที่ไม่สูงชันและค่าจ้างแรงงานต่ำ  (แรงงานต่างชาติ)

การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ    คือ   การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ  การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ   หมายถึง    การปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ   ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก   แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก   มีตำหนิจากโรคและแมลง    หรือการขนส่ง   อายุปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ    การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมาก    เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้    ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ   นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ    และบนที่สูง    โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติกในพื้นที่จำกัด     มีการจัดการการผลิตและการปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี    ใช้แรงงานที่ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี    และปักแจกันได้นาน     ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง)    ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก     ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน)   ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง  ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ              เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น

       ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกุหลาบคุณภาพสูง อย่างต่อเนื่อง     หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม    คือ พื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล     หากปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น      ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น

       พันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม

       กุหลาบสามารถจำแนกได้ หลายแบบ    เช่น จำแนกตามลักษณะการเจริญเติบโต   ขนาดดอก    สีดอก    ความสูงต้น     และจำแนกตามลักษณะของดอก เป็นต้น      ในที่นี้ได้จำแนกกุหลาบเฉพาะกุหลาบตัดดอก    ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ทางการ ค้าในตลาดโลกเป็น  5 ประเภท  ดังนี้

กุหลาบดอกใหญ่ หรือกุหลาบก้านยาว (large flowered or long stemmed roses)    กุหลาบประเภทนี้เป็นกุหลาบไฮบริดที (Hybrid Tea: HT) ที่มีดอกใหญ่แต่การดูแลรักษายาก   ผลผลิตต่ำ (100-150 ดอก/ตร.ม./ปี)    และอายุการปักแจกันสั้นกว่า   เมื่อเปรียบเทียบกับกุหลาบFloribunda    มักมีก้านยาวระหว่าง 50 - 120 เซนติเมตร     กุหลาบดอกใหญ่ได้รับความนิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น ซิมบับเว โมร๊อกโก ฝรั่งเศษ และอิตาลี      พันธุ์กุหลาบดอกใหญ่ที่เป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศ    ได้แก่ พันธุ์เวก้า (Vega:แดง) ,มาดาม เดลบา (Madam Delbard), วีซ่า (Visa:แดง), โรเท โรเซ (Rote Roes:แดง), คารล์เรด (Carl Red:แดง), โซเนีย (Sonia:ชมพูส้ม), เฟิร์สเรด (First Red:แดง), โพรฟิตา (Prophyta:ปูนแห้ง), บิอังกา (Bianca:ขาว), โนเบลส (Noblesse:ชมพูส้ม) และ แกรนด์กาลา (Grand Gala:แดง)    เป็นต้น

       พันธุ์กุหลาบตัดดอกที่นิยมปลูกในประเทศไทยเป็นกุหลาบดอกใหญ่ ได้แก่

       - พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ ดัลลัส (Dallas), แกรนด์กาลา (Grand Gala), เฟิร์สเรด (First Red), เรดแวลเวต (Red Velvet), คาร์ดินาล (Kardinal) และ ราฟาแอลลา (Raphaela:แดงส้ม)  เป็นต้น

       - พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ ดิโพแมต (Diplomat), ราแวล (Ravel), เปอร์เซีย (Persia), ซาเฟีย (Saphir: ชมพูส้ม) และ โนเบลส (Noblesse:ชมพูส้ม) เป็นต้น

       - พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ เท็กซัส (Texas), สกายไลน์ (Skyline), บาร๊อค (Barock), คอนเฟตติ (Konfetti:เหลืองขอบแดง), พาเรโอ (Pareo:เหลืองส้ม) เป็นต้น

       - พันธุ์ดอกสีส้ม ได้แก่ มาเดอลอง (Madelon), พาซาดินา (Pasadina)  เป็นต้น

       - พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ ไว้ทโนเบลส (White Noblesse), ทินิเก (Tinke:ขาวอมเขียว), โยนินา (Yonina:ขาวอมชมพู), ซูเพลส (Suplesse:ขาวอมชมพู), วิวาลดี (Vivalde: ขาวอมชมพู), โอเซียน่า (Osiana:ครีม)  เป็นต้น

      กุหลาบดอกกลาง หรือ กุหลาบก้านขนาดกลาง (medium flowered or meduim stemmed rosำ) เป็นกุหลาบชนิดใหม่   ซึ่งมีลักษณะระหว่างกุหลาบดอกใหญ่และเล็ก    เป็นกุหลาบ Hybrid Tea ให้ผลผลิตสูง (150-220 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว   และทนการขนส่งได้ดี   ความยาวก้านระหว่าง 40-60 เซนติเมตร     แหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เยอรมันนี อิตาลี อิสราเอล ซิมบับเว เคนยา     พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ ซาช่า (Sacha:แดง), เมอร์ซิเดส (Mercedes:แดง), เกเบรียล (Gabrielle:แดงสด), คิสส ์(Kiss:ชมพู), โกลเด้นทาม (Goldentime:เหลือง), ซาฟาร ี(Safari:ส้ม) และซูวีเนีย (Souvenir:ม่วง) เป็นต้น

      กุหลาบดอกเล็ก หรือ กุหลาบก้านสั้น (Small flowered or short stemmed rose)    เป็นกุหลาบที่ได้รับความนิยมปลูก และบริโภคกันมากในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันนี และเนเธอร์แลนด์     กุหลาบก้านสั้นนี้เป็นกุหลาบ Floribunda ที่ให้ผลผลิตสูง (220-350 ดอก/ตร.ม./ปี) อายุการปักแจกันยาว    และทนต่อการขนส่ง ดีกว่ากุหลาบดอกใหญ่     มักมีความยาวก้านระหว่าง 30-50 เซนติเมตร     แหล่งผลิตกุหลาบดอกเล็กได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมันนี  อิสราเอล และเคนยา     พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ ฟริสโก (Frisco:เหลือง), เอสกิโม (Escimo:ขาว), โมเทรีย (Motrea:แดง), เซอไพรซ์ (Surprise:ชมพู) และ แลมบาด้า (Lambada:แสด)  เป็นต้น

 กุหลาบดอกช่อ (spray rose)  เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ให้ผลผลิต ต่ำต่อพื้นที่ (120-160 ดอก/ตร.ม./ปี)   ความยาวก้านระหว่าง 40-70 เซนติเมตร    มักมี 4-5 ดอกในหนึ่งช่อ     และยังมีตลาดจำกัดอยู่    เช่น พันธุ์เอวีลีน (Evelien:ชมพู), เดียดีม (Diadeem:ชมพู) และ นิกิต้า (Nikita:แดง) เป็นต้น

กุหลาบหนู (miniature roses)   มีขนาดเล็กหรือแคระโดยธรรมชาติ     ความสูงของทรงพุ่มไม่เกิน 1 ฟุต    ให้ผลผลิตสูง 450-550 ดอก/ตร.ม./ปี มีความยาวก้านดอกระหว่าง 20-30 เซนติเมตร     ยังมีตลาดจำกัดอยู่  ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่น   แอฟริกาใต้  และอิตาลี


         การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบ  ในปัจจุบันจะคำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่า  ที่ผู้บริโภคจะได้รับมากกว่าการ ที่ดอกสวยสะดุดตา   เมื่อซื้อไปก็เหี่ยวทันที ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมักมีข้อพิจารณาดังนี้

1. มีผลผลิตสูง    ปัจจุบันกุหลาบดอกเล็กให้ผลผลิตสูงถึง 300ดอก/ตร.ม./ปี

       2. อายุการปักแจกันนาน    พันธุ์กุหลาบในสมัยทศวรรษที่แล้วจะบานได้เพียง 5-6 วัน ปัจจุบันกุหลาบพันธุ์ใหม่สามารถบานได้ทนถึง 16 วัน

       3. กุหลาบที่สามารถดูดน้ำได้ดี

       4. กุหลาบที่ไม่มีหนามหรือหนามน้อยเพื่อความสะดวกในการจัดการ

       5. สี    สีแดงยังคงครองตลาดอยู่    รองลงมาคือสีชมพู  สีอ่อนเย็นตา  และสองสีในดอกเดียวกัน

       6. กลิ่น    เป็นที่เสียดายที่กุหลาบกลิ่นหอมมักไม่ทน     แต่ก็มีการผสมพันธุ์กุหลาบตัดดอกกลิ่นหอมบ้างสำหรับตลาดท้องถิ่น

       7. มีความต้านทานโรคและทนความเสียหายจากการจัดการสูง

ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ชอบกด Like & Share เป็นกำลังใจให้ด้วยน่ะจ๊ะ




Create Date : 18 มีนาคม 2556
Last Update : 18 มีนาคม 2556 13:39:04 น. 0 comments
Counter : 1025 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Mr.Evo_IV
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




[Add Mr.Evo_IV's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com