คลังความรู้เรื่องวิศวกรรมและการเกษตร ที่คนทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้

<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
20 ธันวาคม 2555
 

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว


มาตรฐานกล้วยไม้ของประเทศไทย

      ในธุรกิจการค้าขายไม้ดอกไม้ประดับในตลาดโลกนั้นเรื่องมาตรฐานและคุณภาพของดอกไม้เป็น สิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก เพราะเป็นเสมือนเครื่องหมายรับประกันสินค้าที่สร้างความพึงพอใจ และความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

      กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรของไทยมีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเชื่อ ถือจากผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและสามารถส่งออกแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งกล้วยไม้นับเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่กำหนดให้มีมาตรฐานโดยมอบหมายให้สำนัก มาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหน่วยภารกิจหลักดำเนินการในรายละเอียดดังนี้

มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  กล้วยไม้

นิยามของผลผลิต

มาตรฐานนี้ใช้ได้กับ กล้วยไม้ ( Orchid ) ซึ่งเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Orchidaceae 5  สกุล ที่ผลิตเป็นกล้วยไม้สดตัดดอกเพื่อการค้า  คือ

สกุลหวาย  ( Dendrobium spp.)
สกุลออนซิเดียม  ( Oncidium  spp. )
สกุลอะแรนดา  ( Aranda  spp. )
สกุลมอคคารา  ( Mokara  spp. )
สกุลแวนดา  ( Vanda  spp. )

ข้อกำหนดเรื่องคุณภาพ

คุณภาพขั้นต่ำ
กล้วยไม้ทุกชั้นมาตรฐานต้องมีคุณภาพดังต่อไปนี้  เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละชั้น และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้มีได้ตามที่ระบุไว้ คือ
  - สด  สะอาด
  - ไม่มีรอยตำหนิเด่นชัด
  - ก้านช่อดอกแข็งแรง
  - ไม่พบศัตรูพืช
กล้วยไม้ต้องเก็บในระยะเวลาที่เหมาะสม ผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว และการดูแลหลังการเก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง  การบรรจุหีบห่ออยู่ในสภาพที่ยอมรับได้เมื่อถึงปลายทาง
การแบ่งชั้นคุณภาพ
กล้วยไม้ตามมาตรฐานนี้แบ่งเป็น 3 ชั้นคุณภาพ  ดังนี้
ชั้นพิเศษ ( “Extra” class ) กล้วยไม้ในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดีที่สุด  ไม่มีดอกร่วง  ปลอดจากศัตรูพืช ดอกไม่มีรอยตำหนิ และความเสียหายอันเนื่องมาจากศัตรูพืช
ชั้นหนึ่ง ( Class I ) กล้วย ไม้ในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดี  ไม่พบศัตรูพืช ดอกมีตำหนิได้เล็กน้อย โดยไม่มีผลต่อคุณภาพ คุณภาพการเก็บรักษา รวมถึงการจัดเรียงเสนอในภาชนะบรรจุ
ชั้นสอง ( Class II ) กล้วย ไม้ในชั้นนี้ไม่เข้าชั้นคุณภาพที่สูงกว่า แต่มีคุณภาพขั้นต่ำเป็นไปตามข้อ 2.1 และไม่รวมดอกกล้วยไม้ที่มีรอยตำหนิเด่นชัด ซึ่งมีผลต่อคุณภาพ คุณภาพการเก็บรักษา รวมถึง การจัดเรียงเสนอในภาชนะบรรจุ

ข้อกำหนดเรื่องขนาด

ขนาดของ กล้วยไม้แต่ละสกุลพิจารณาจากความยาวของช่อดอก จำนวนดอกและจำนวนดอกบานต่อช่อ โดยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในตารางที่ 1-4 ดังนี้ และภาพที่1 (ก-ง)

ตารางที่ 1 ขนาดกล้วยไม้สกุลหวาย แบ่งเป็น  4 ขนาด คือ


ช่อยาวพิเศษ

ช่อยาว

ช่อสั้น

ช่อสั้นสุด

ความยาวช่อดอก

จำนวนดอก/ช่อ

จำนวนดอกบาน/ช่อ

ไม่น้อยกว่า 55  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 12 ดอก

ไม่น้อยกว่า 7 ดอก

ไม่น้อยกว่า 45  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 10 ดอก

ไม่น้อยกว่า 6 ดอก

ไม่น้อยกว่า 35  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 8 ดอก

ไม่น้อยกว่า 5 ดอก

ไม่น้อยกว่า 30  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 6 ดอก

ไม่น้อยกว่า 4 ดอก

ตารางที่ 2 ขนาดกล้วยไม้สกุลออนซิเดียม  แบ่งเป็น 3 ขนาด  คือ


ช่อยาวพิเศษ

ช่อยาว

ช่อสั้น

ความยาวช่อดอก

จำนวนดอกบาน/ช่อ

ไม่น้อยกว่า 70  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 50  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 40  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนดอก

ตารางที่ 3  ขนาดกล้วยไม้สกุลอะแรนดาและมอคคารา  แบ่งเป็น 3 ขนาด  คือ


ช่อยาวพิเศษ

ช่อยาว

ช่อสั้น

ความยาวช่อดอก

จำนวนดอกบาน/ช่อ

ไม่น้อยกว่า 50  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 40  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 30  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวนดอก

ตารางที่ 4  ขนาดกล้วยไม้สกุลแวนดา  แบ่งเป็น 3 ขนาด  คือ


ช่อยาวพิเศษ

ช่อยาว

ช่อสั้น

ความยาวช่อดอก

จำนวนดอก/ช่อ

จำนวนดอกบาน/ช่อ

ไม่น้อยกว่า 50  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 12 ดอก

ไม่น้อยกว่า 9 ดอก

ไม่น้อยกว่า 40  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 9 ดอก

ไม่น้อยกว่า 7 ดอก

ไม่น้อยกว่า 25  เซนติเมตร

ไม่น้อยกว่า 7 ดอก

ไม่น้อยกว่า 5 ดอก

ข้อกำหนดเรื่องเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน

เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องคุณภาพที่ยอมให้มีได้ในแต่ละภาชนะบรรจุ  มีดังนี้

เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องคุณภาพ
ชั้นพิเศษ ( “Extra” class ) ไม่เกินร้อยละ 5 ของกล้วยไม้ที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของชั้นพิเศษแต่เป็นไปตามคุณภาพชั้นหนึ่ง
ชั้นหนึ่ง ( Class I ) ไม่เกินร้อยละ 10 ของกล้วยไม้ที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของชั้นหนึ่งแต่เป็นไปตามคุณภาพชั้นสอง
ชั้นสอง ( Class II ) ไม่เกินร้อยละ 10 ของกล้วยไม้ที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามคุณภาพขั้นต่ำ รวมถึงไม่มีดอกเน่าเสียหรือสภาพไม่เหมาะสม
เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องขนาดความยาวช่อดอกกล้วยไม้ทุกชั้น มีความยาวช่อดอก ยาวหรือสั้นกว่าช่อชั้นถัดไปหนึ่งชั้น ปนมาได้ไม่เกินร้อยละ  10

ข้อกำหนดเรื่องการบรรจุและการจัดเรียงเสนอ

ความสม่ำเสมอ กล้วย ไม้ที่บรรจุในแต่ละภาชนะบรรจุต้องมีความสม่ำเสมอ ในเรื่องของพันธุ์ คุณภาพ สี และขนาดส่วนของดอกกล้วยไม้ที่มองเห็นในภาชนะบรรจุ ต้องเป็นตัวแทนผลผลิตทั้งหมด
การบรรจุหีบห่อ ต้อง บรรจุกล้วยไม้ในลักษณะที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพกล้วยไม้ได้เป็นอย่างดี ไม่แน่น เกินไปจนทำให้กล้วยไม้เสียหาย วัสดุที่ใช้ในการบรรจุต้องมีคุณภาพ  สะอาด ป้องกันความเสียหายอันจะมีผลต่อกล้วยไม้
รายละเอียดบรรจุภัณฑ์ บรรจุ ภัณฑ์ต้องมีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ และมีคุณสมบัติทนทานต่อการปฏิบัติการขนส่งและรักษาคุณภาพกล้วยไม้ได้ บรรจุภัณฑ์ต้องปราศจากกลิ่นและสิ่งแปลกปลอมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพกล้วยไม้

การแสดงเครื่องหมายหรือฉลาก

   ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดให้เห็นชัดเจน ไม่หลุดออก อ่านง่าย การใช้วัสดุโดยเฉพาะกระดาษหรือตราประทับที่มีข้อกำหนดทางการค้าสามารถทำได้  หากการพิมพ์หรือการแสดงฉลากใช้หมึกพิมพ์หรือกาวที่ไร้พิษ บรรจุภัณฑ์สำหรับกล้วยไม้แบ่งได้ 3 ประเภท คือ

บรรจุภัณฑ์สำหรับผู้ส่งออก  ต้องระบุข้อความ  ดังต่อไปนี้
-   ประเภทของผลิตผล “กล้วยไม้” และหรือ “ชื่อพันธุ์กล้วยไม้”
ชั้นคุณภาพและชั้นขนาด
จำนวน / หน่วยบรรจุ
ข้อมูลผู้ส่งออก ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ ประเทศ

ภาษา การใช้ภาษาบนฉลากของบรรจุภัณฑ์กล้วยไม้ ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย เว้นแต่กรณีกล้วยไม้ที่ผลิตเพื่อการส่งออกให้แสดงข้อความเป็นภาษาไทยและหรือ ภาษาราชการของประเทศคู่ค้า

เครื่องหมายการตรวจสอบทางราชการหรือเครื่องหมายรับรอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของหน่วยตรวจสอบหรือหน่วยรับรองที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วิธีชักตัวอย่าง

ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดของมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  เรื่องวิธีชักตัวอย่างสำหรับกล้วยไม้ตัดดอก 

การปรับปรุงคุณภาพ  และการยืดอายุการใช้งาน

  คุณภาพของดอกกล้วยไม้ภายหลังตัดจากต้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ การปลูกเลี้ยงและสภาวะก่อนการเก็บเกี่ยวซึ่งได้แก่ น้ำ อาหารที่สะสมในดอก ความเข้มแสงและอุณหภูมิแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสภาวะหลังการเก็บเกี่ยวได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสรีระและชีวเคมีของดอกไม้ ตลอดจนสภาพแวดล้อมและวิธีปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

    การปฏิบัติ หรือการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อคุณภาพและอายุการ ใช้งานของดอกกล้วยไม้ต่อเนื่องจากการปลูกเลี้ยง โดยมีขบวนการเริ่มตั้งแต่ดัชนีการเก็บเกี่ยว วิธีการตัดดอก การบรรจุภาชนะ การเคลื่อนย้าย การขนส่ง และการเก็บรักษา ดอกไม้ที่ตัดแล้วนำมาผ่านขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าว มักเกิดความเสียหาร เช่น ดอกช้ำ ร่วง เหี่ยว กลีบดอกเปลี่ยนเป็นสีซีด หรือคล้ำ ซึ่งลักษณะเหล่านี้เกิดจากสาเหตุหลายประการที่สำคัญได้แก่การเสื่อม ชรา(senescence) ตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ และชีวเคมีของดอกไม้ กับการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่เหมาะสม

กระบวนการสำคัญที่ทำให้ดอกไม้เสื่อมสภาพ ด้แก่ การหายใจ การผลิตเอทธิลีน การอุดตันของก้าน และการเปลี่ยนสี

ปัจจัยและข้อควรปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุการใช้งานกล้วยไม้

ชนิดและอายุเก็บเกี่ยว(วัย)
ดอกไม้แต่ละชนิดมีความบอบบางแตกต่างกันไป ดอกไม้กลีบบางมักเหี่ยวเร็วและดอกไม้ที่มีวัยอ่อนเกินไปจะบานไม่ทน  เพราะอาหารสะสมไม่เพียงพอ สำหรับกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย ควรตัดดอกขณะมีจำนวนดอกบานไม่น้อยกว่า 3/4  ของช่อ ช่อสั้นพิเศษ ( มีดอกไม่น้อยกว่า 6-8 ดอก ) ช่อสั้น ( มีดอกไม่น้อยกว่า 9 ดอก ) ช่อยาว (มีดอกไม่น้อยกว่า 13 ดอก)และช่อยาวพิเศษ ( มีดอกไม่น้อยกว่า 16 ดอก ) สามารถรอตัดได้โดยให้มีจำนวนดอกบานมากที่สุดคือ 7, 8, 11 และ 13 ดอก ตามลำดับ

    นอกจากนี้ชนิด และพันธุ์ที่มีความคงทนแตกต่างกัน จากการวิจัยของ ช.ณิฎฐ์ศิริ และ นิติมา ( 2544 ) ทดลองในกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายซึ่งจำลองสภาพการขนส่งไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงฤดูร้อน พบว่าพันธุ์มีสทีนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจาก 7 อาศาเซลเซียส ไปยัง  40 องศาเซลเซียสได้ดีกว่าพันธุ์ แอนนา เลดี้ ขาว 5 N ซากุระ และโซเนีย

ความสมบูรณ์ของช่อดอก
      ควรเป็นช่อที่สมบูรณ์ ไม่มีดอกร่วงหรือตำหนิ ดอกไม้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีโรคแมลงรบกวนจะไปลดความแข็งแรงของดอกไม้ ดอกไม้มีตำหนิเกิดเอทธิลีนที่บาดแผลทำให้ดอกไม่ทน  ควรป้องกันกำจัดโรคและแมลงก่อนและหลังทำการเก็บเกี่ยว

ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว 
ควรตัดดอกกล้วยไม้ภายหลังจากให้ปุ๋ยไปแล้ว 3 วัน ไม่ควรตัดขณะที่แดดจัดและอากาศร้อน การตัดดอกไม้ในช่วงที่อุณหภูมิสูงทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็ว ดอกไม้ที่มีการตอบสนองต่อปุ๋ยดีไม่ควรตัดหลังจากให้ปุ๋ยทันทีเพราะจะทำให้ ปักแจกันไม่ทน  อายุการใช้งานของดอกกล้วยไม้จะยืนนานขึ้นมากกว่า 1-4 วัน ถ้าตัดดอกหลังจากการให้ปุ๋ยไปแล้ว 3 วัน โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง

      นอกจากนี้การใช้สารเคมี ฮอร์โมน และธาตุอาหารเสริมบางชนิดสามารถปรับปรุงคุณภาพผลผลิตและอายุการใช้งานให้นานขึ้น

      ทั้งนี้ ชนิดและปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสม  ถ้ามากเกินไปอาจเป็นอันตรายกับดอกไม้และสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น สารเหล่านี้ผสมกันเป็นน้ำยายืดอายุ (preservative solution ) โดยใช้ในรูปของการแช่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนการขนส่ง หรือเก็บรักษาเรียกว่า น้ำยาพัลซิ่ง หรือสารเสริมอาหาร(pulsing  solution ) หรืออาจจะใช้แช่ปักแจกันตลอดเวลา หรือใช้ในการแช่ปลายก้านในระหว่างการขนส่ง เรียกว่า น้ำยาปักแจกัน (holding  solution )

การบรรจุหีบห่อ ควรบรรจุดอกกล้วยไม้ในปริมาณที่เหมาะสมโดยให้ประหยัดพื้นที่ โดยดอกไม้ไม่เสียหาย  การบรรจุแบบเปียกในน้ำยายืดอายุหรือน้ำสะอาดและห่อช่อดอกด้วยพลาสติก pp เจาะรู หรือถุงพลาสติก pp ไม่เจาะรูและใส่สารดูดซับเอทธิลีนด้วย จะช่วยรักษาดอกไม้ให้สดนานขึ้นการปฏิบัติการหลังการตัดดอกควรแช่ก้านดอกใน สารละลายที่มีส่วนประกอบของ

สาร8HQS225ppm+ AgNO3 30 ppm + น้ำตาล 4%+BAP 5 ppm เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

แล้วแช่ปลายก้านดอกในสาร

8 HQS 200 ppm+ AgNO3 10 ppm + น้ำตาล 2%+BAP 5 ppm

นระหว่าง การขนส่ง  โดยบรรจุในหลอดพลาสติกเสียบปลายด้านดอกไม้บรรจุหีบห่อรวมทั้งใส่สารดูดซับเอ ทธิลีน เก็บรักษาในสภาพจำลองแบบการขนส่งที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส 4 วัน เมื่อนำออกมาปักแจกันจะสามารถยืดอายุการใช้งานได้นานกว่าพวกที่ไม่มีการแช่ สารเคมี ประมาณ 1-2 เท่า

สภาพแวดล้อมของการเก็บรักษาในระหว่างการขนส่ง หากมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมจะทำให้ดอกไม้สดได้นานขึ้น

ควรทำการลดอุณหภูมิ

ล้วย ไม้ควรเก็บรักษาอุณหภูมิ 8-12 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 85-95 นาน 1-2 ชั่วโมงหลังจากรมเมทธิลโปรไมด์ก่อนการบรรจุ ก่อนการขนส่งหรือเก็บรักษา  ขณะขนส่งควรควบคุมอุณหภูมิที่ 12-15 องศาเซลเซียส ข้อควรระวังไม่ควรให้ดอกกล้วยไม้สัมผัสกับอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส นาน 1 วัน จะเกิดอันตรายจากอุณหภูมิต่ำ (chilling injury)แสดงอาการโดยกลีบดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลการลดอุณหภูมิก่อนการขนส่ง สามารถรักษาความสดของดอกกล้วยไม้ และจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานกว่าดอกกล้วยไม้ที่ไม่ได้ผ่านการลดอุณหภูมิ

การรมเมทโบรไมด์ผู้ นำเข้าบางประเทศ โดยเฉพาะยุโรปมีเงื่อนไขให้กล้วยไม้ที่ส่งออกต้องปลอดจากเพลี้ยไฟที่มีชีวิต จึงจำเป็นต้องรมด้วยสารเมทโบรไมด์ในอัตรา 24 กรัม/ลบ.ม.เป็นเวลา 90 นาที เพื่อฆ่าเพลี้ยไฟ แต่การรมทำให้มีผลกระทบต่อคุณภาพและอายุการใช้งานโดยทำให้ดอกเหี่ยวเร็ว ดอกตูมเหลือง และอายุปักแจกันสั้น พบว่าการ   pulsing    ช่อกล้วยไม้ด้วย

8 HQS 225 ppm+ AgNO3 30 ppm + BAP 5 +น้ำตาล 4% เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

แล้วย้ายมาแช่ใน

8 HQS 200 ppm+ AgNO3 10 ppm ++BAP 5 ppm+  น้ำตาล 2% 

        ที่บรรจุในหลอดพลาสติก และรมด้วยเมทธิลโบรไมด์ ทำการลดอุณหภูมิโดยใช้ห้อง เย็น 8 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง แล้วบรรจุหีบห่อ เก็บรักษาที่ 18 2 องศาเซลเซียส 2 วัน (จำลองสภาพการขนส่ง) สามารถชะลอให้ดอกตูมเหลืองช้าลง 1-2 วัน ลดความเสียหายของ ดอกตูม 5-20 % และยืดอายุปักแจกันให้นานขึ้น 0.5 – 3 วัน ทั้งนี้โจแดงจะได้ผลกระทบจาก เมทธิลโบรไมด์มากที่สุด รองลงมาคือ บอม# 17 กลาย บอมกัลยา และขาว 5 N ตามลำดับ และแต่ละพันธุ์จะตอบสนองต่อวีการยืดอายุแตกต่างกัน  และเมื่อเปรียบเทียบผลของการรมเมทธิลโบรไมด์ก่อนหรือหลังการบรรจุหีบห่อพบ ว่า การรมเมทธิลโบรไมด์หลังการหีบห่อมีแนวโน้มว่าสามารถลดความเสียหายของดอกให้ น้อยลง

ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

ชอบกด Like & Share เป็นกำลังใจให้ด้วยน่ะจ๊ะ




Create Date : 20 ธันวาคม 2555
Last Update : 20 ธันวาคม 2555 11:06:20 น. 0 comments
Counter : 2357 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Mr.Evo_IV
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




[Add Mr.Evo_IV's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com