ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 
หนังสั้น

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่การวิจารณ์ภาพยนตร์ แต่เป็นความรู้สึกของเราเองที่มีต่อภาพยนตร์ ต่อไปนี้

วันนี้ไปดูเทศกาลหนังสั้นมา (short11) มา จริงแล้ววันนี้เหนื่อยมาก เพราะเมื่อคืนนอนไปนิดเดียว แต่ว่าไหนๆก็ไหนๆ นานทีปีหนจะได้ไปดูงานอย่างนี้ อีกทั้งเราเองก็ยังไม่เคยดูภาพยนตร์สารคดีมาก่อน

ความรู้สึกของครั้งแรกที่ได้ดูภาพยนตร์สารคดี มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก (แม้มันจะเป็นเพียงหนังสั้นก็เถอะ) มันให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติสุดๆ

เรื่องแรกที่ไปดู แม้ว่าจะเข้าสายไปหน่อย แต่รีบสุดๆแล้วนะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ชีวิตรักในวัยเรียน ของเด็กนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่สดมาก ใช้กล้องแฮนเฮล อาจจะมีตัดต่อฉากบ้าง แต่ว่าแม้แต่คำพูดต่างๆก็ไม่ตัดออกเลย นั่นอาจเป็นเสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนใคร (อันนี้เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวเรานะ) แต่ที่ทำให้หุบยิ้มไม่ได้คือ มันทำให้เรานึกถึงชีวิตสมัยมัธยม นั่งดูไปก็นั่งมองหน้าเพื่อนที่นั่งข้างๆ คิดถึงตอนพวกเราเรียนมัธยมว่ะ เหมือนเลย โดยเฉพาะตัวเอกที่เหมือนเพื่อนในห้องของเราคนนึงมากๆทำให้เราแอบหัวเราะกัน และคิดถึงเพื่อนๆ และแอบนึกไปว่า ทำไมตอนเราอยู่ม.ปลาย เราไม่ทำอะไรแบบนี้ไว้บ้างนะ เผื่อว่าสักวันหนึ่ง ที่เรากลับมาดู เราคงรู้สึกดีไม่น้อย แต่สิ่งที่เรามีก็มีเพียงแต่ภาพถ่ายเท่านั้น ที่เป็นความทรงจำ มันดีก็จริงอยู่ แต่ก็คงไม่ดูมีฟิลลิ่งได้เท่ากับการบันทึกวีดีโอเก็บไว้ดูเองหรอก พอเห็นก็อยากมีไทม์แมทชีนสักเครื่องเพื่อย้อนเวลากลับไป แต่มันก็คงทำไม่ได้แล้วใช่มั้ย คงทำได้แค่เพียงเก็บภาพถ่ายเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ

เรายังจำวันงานเลี้ยงอำลาได้อยู่เลย ภาพที่เราถ่ายกับเพื่อน มันเป็นภาพที่น้ำตาท่วมจอ ตาแดง ไม่อยากกลับบ้าน จนอ.ไล่ก็ไม่อยากกลับ มันแค่รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เพื่อนที่ต้องเจอกันทุกวัน กินข้าวด้วยกันทุกวัน ติวหนังสือด้วยกัน ลอกการบ้านด้วยกัน มันจะไม่มีแล้ว เพราะเราต่างก็ต้องแยกกันไปตามทางของตัวเอง

เรื่องที่สอง นี่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย แม้ว่าหนังจะแค่ 8 นาที แต่สามารถถ่ายทอดสาระสำคัญที่ต้องการสื่อออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ได้อย่างตรงประเด็น ด้วยพวงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกมะลิ กับมิตรภาพของชาวไทยพุทธกับไทยมุสลิม ได้อย่างดี

เรื่องมันก็คือ ชาวมุสลิมนั่งร้อยพวงมาลัยขาย ทำเราถึงกับอึ้งไปเลยว่า !!!!!!!!!!!! ?????????????? เป็นไปได้ไงเนี่ย แต่พอเข้าไปสัมภาษณ์ ชาวมุสลิมที่ขายพวงมาลัยเหล่านั้นกลับบอกว่าไม่แปลกตรงไหน ก็ทำมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแล้วนิน่า (ความรู้ใหม่อย่างแรง) มันทำให้รู้สึกถึงมิตรภาพได้เป็นอย่างดี ภาพที่ชาวไทยพุทธซื้อพวงมาลัยของชาวไทยมุสลิมไปไหว้พระ หรือไหว้แม่ในวันแม่
เรื่องที่ 3 อันนี้ก็เป็นความรู้ใหม่ ในมุมมองที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า นักดนตรีอิสระในเมืองไทยนี่ หางานทำยากนะ กว่าจะก้าวไปเป็นนักดนตรีที่เป็นที่ยอมรับนี่มันยากอย่างนี้นี่เอง บางวันไปนั่งรอแสดง อาจจะแค่เพลงเดียวตั้งแต่เช้า รอถึง ตี1 ตี2 เสร็จแล้วก็ไม่ให้แสดงซะง้าน เราเข้าใจความรู้สึกเลยว่าเป็นยังไง นักดนตรีเสียความรู้สึกแย่เลย แต่วงดนตรีวงนี้ก็ทำให้เรานับถืออีก เขารักดนตรีขนาดที่ว่า ไม่มีเงินสนับสนุนก็จะเล่นอ่ะ หรือห้องซ้อมที่เล็กเท่าแมวดิ้นตาย แล้วเข้าไปยัดอยู่ในนั้น 5 คนเพื่อซ้อม เพียงเพื่อได้แสดงดนตรีที่ตัวเองรักสักแค่เพลงเดียวก็เกินพอ

เรานับถือคนที่มีความฝันแบบนี้ แล้วพยายามทำให้มันเป็นจริง ถ้าเราหาฝัน หาสิ่งที่เราอยากทำเจอเร็วๆก็ดีน่ะสิ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าเราเจอแล้ว เราจะทำได้สักครึ่งของเขารึเปล่า
เรื่องที่สี่ (เรื่องสุดท้าย) ตอนแรกที่ฉายก็เฉยๆว่ะ เออๆก็ตลกดี แต่พอฉายไปได้ตรงกลางอึ้งเลย
เป็นเรื่องราวของเผ่ามอแกน (ชนเผ่าเล็กๆที่มาอาศัยประเทศไทยเราอยู่ ถ้าจำไม่ผิด เรารู้จักชื่อชนเผ่านี้ครั้งแรก จากรายงานเหตุการณ์สึนามิ)

หนังเรื่องนี้ใช้คนในการเล่าเรื่องได้อย่างดี (แม้มันจะดูเป็นการแสดงไปนิ๊ส) ใช้ผู้หญิงประเภท 2 ในการเล่าเรื่อง ว่าไปเที่ยวเผ่ามอแกน และคิดว่าจะต้องได้เจอวิถีชิวิตของชนเผ่าหนึ่งจริงๆ แต่พอไปถึงก็ดันพบว่า มันกลายเป็นหมู่บ้านที่เจริญ ตั้งแต่ปากทางเขาที่ลาดด้วยปูนอย่างดี และในหมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ แต่นั่นยังไม่ทำให้ช๊อคเท่ากับการที่ มีห้องหุงข้าว มีเครื่องเสียงอย่างดีครบชุด และยังมีวีซีดีคาราโอเกะอีกด้วย มันทำให้คิดว่า เกิดอะไรขึ้นกับชนเผ่านี้กันแน่

ชายผู้ที่เป็นคนเล่าเรื่อง ได้ไปคุยกับเด็กๆ ประมาณ ป. 3- ป. 6 ว่าเคยไปเที่ยวในเมืองมั้ย? เด็กๆตอบว่าเคย เคยไปบิ๊กซี ชอบมาก ใหญ่โต ของเล่นเยอะๆ พอถามว่าใครเป็นชาวมอแกนยกมือขึ้น กลับไม่มีใครยกมือ พอถามว่าทำไม ทุกคนตอบว่า “เป็นคนไทย” เมื่อเราได้ยินแบบนั้น เราก็ตกใจ เราควรจะดีใจ หรือ เสียใจกันแน่ เราควรจะดีใจที่เขาบอกว่าเขาเป็นคนไทยไหม หรือเราควรจะเสียใจที่เขาลืมบรรพบุรุษของเขา เด็กๆกลับบอกว่าถ้าโตขึ้นคงเข้าเมือง ไม่อยู่ในหมู่บ้านนี้แน่ๆ (จึ๊ก)

เมื่อตัวเอกของเรื่องไปถามชายหนุ่มอายุ 18 ก็ได้ความว่า เขาอยากอยู่หมู่บ้านนี้ เขาเป็นลูกครึ่งมอแกนไทย ถ้าใครถามเขาจะตอบว่าเขาเป็นมอแกน (ต้องอย่างนี้สิ อย่าลืมบรรพบุรุษตัวเอง เราแอบคิดในใจ)

และเมื่อตัวเอกไปถามป้าแก่ๆในหมู่บ้าน ป้าแกก็บอกว่า มอแกนสูญพันธ์แล้ว เหลือแต่คนไทย ไม่มีใครพูดภาษามอแกนได้แล้ว เด็กเดี๋ยวนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นคนไทย

เรารู้สึกว่าเผ่ามอแกนถูกคนไทยที่มีจำนวนมากกว่า กลืนกินเข้าไป เขาต้องพยายามปรับตัว เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ ถ้าเขาไม่ปรับตัวก็จะลำบาก อีกทั้งคนไทยส่วนหนึ่งยังไปดูถูกชนเผ่านี้ว่าเป็นพวกชนกลุ่มน้อย พวกเขาจึงพยายาม เนียน ที่จะเป็นชนกลุ่มใหญ่ให้ได้

มันก็น่าดีใจที่เขาคิดว่าเขาเป็นคนไทย แต่ก็น่าเสียดายที่เขาจะลืมความเป็นตัวตนของเขาเองเรื่อยๆ จนค่อยๆถูกกลืนกลายเป็นคนไทย เพียงเพื่อ ไม่ให้เป็น “แกะดำ”

และอย่างสุดท้ายที่หนังเรื่องนี้นำเสนอได้อย่างสนใจคือ การที่ตัวเอก ซึ่งก็คือเพศที่3 ได้บอกความรู้สึกตัวเองว่าเข้าใจเผ่ามอแกน เพราะตัวเองก็ต้องเจออยู่ จากคนบางคน ที่มองเขาเป็นแค่ตุ๊ด แค่กระเทย แทบจะไม่มองเขาในความเป็นมนุษย์เลย

คนเราแม้ปากจะบอกว่าเท่าเทียมกันแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมรับสิ่งนั้นอยู่ และมันก็เป็นธรรมดาที่ชนกลุ่มน้อยต้องปรับตัวตามชนกลุ่มใหญ่ ตราบใดที่เราที่เป็นมนุษย์ด้วยกันยังคงดูถูกกันเองอยู่

………………………………………………………….
หนังสั้นแค่ไม่กี่เรื่อง แต่กลับให้ข้อคิดกับเราได้มากมายถึงเพียงนี้ ขอบคุณคนทำหนังทุกคน ที่นำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้คนที่มีโลกแคบๆ (คือเราเอง) ได้เห็นโลก เห็นชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น วันนี้เราได้อะไรกลับมาเยอะจริงๆ

เครดิต
รักในวัยเรียน โดย มัชฌิมา อึ้งศรีวงษ์ และ ณัฏฐ์ อภิพงศ์เจริญ
แม่พวงมาลัย โดย เวียงขวัญ ประสงค์มณีนิล
Everything must go โดย พัชร เอี่ยมตระกูล
มอแกน, ป่ะ? โดย พิศาล แสงจันทร์, ทายาท เดชเสถียร และ ณัฐวิทย์ ขาวศรี



Create Date : 22 สิงหาคม 2550
Last Update : 22 สิงหาคม 2550 1:02:48 น. 6 comments
Counter : 319 Pageviews.

 
ใครอาจจะมองว่าการไปดูหนังอาจจะเป็นเพียงเพื่อช่วยผ่อนคลายแต่ถ้าดูแล้วหนังไม่ได้ให้ข้อคิดหรือความบันเทิงอะไร ดูไปก็อาจจะไม่คุ้มค่าเลยที่เสียเวลา...แต่เราเชื่อว่าหนังทุกเรื่องที่ คนทำตั้งใจทำเพื่อสื่อถึงอะไรสักอย่างที่บางครั้งต้องดูหลายร้อยรอบกว่าจะเข้าใจเนื้อหาที่สื่อออกมา
การดูหนังสักเรื่องแล้วเราชื่นชอบเราว่าคนทำหนังคนจะดีใจไม่น้อย


โดย: ทัน (ราม-ไทย-จีน ) วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:23:38:07 น.  

 
ขอบคุณมากนะคับ สำหรับคำวิจารณ์ รู้สึกดีใจคับ ที่มีคนชื่นชอบผลงาน สิ่งที่คุณได้รับรู้เกี่บวกับชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนไทยพุทธๆหลายๆคน ยังเข้าใจผิดกันอยู่ ...ไว้มีโอกาสคงได้สร้างผลงานมาให้ดูอีกนนะคับ

เวียงขวัญ

weangkwan@homail.com msn


โดย: เวียงขวัญ IP: 58.10.84.224 วันที่: 31 สิงหาคม 2550 เวลา:3:59:33 น.  

 
อ่านการวิจารณ์ของท่าน...ก็รู้สึกดีใจแทนชาวมอแกนด้วยครับ ว่ายังเห็นพวกเค้าอยู่ ...หรือรู้สึกว่าเค้าน่าจะอยู่ได้อย่างมีความสุขกว่านี้ ......ผมก็เป็นของผมอย่างนั้นแหละ ออกแนวแรด บ้า ....ไปทำงานที่เกาะ มีความสุขมากเลยครับ ...ทุกๆครั้งที่รู้สึกเบื่อ เซ็ง หรือเจอคนจิตใจไม่ดี ทำลายความรู้สึก ผมมักจะนึกถึงคนดีดี คนที่น่ารัก น่ารัก บนเกาะมอแกน....ถ้ามีวาสนา คงได้เจอกันอีกครับ ผมคิดแค่นี้....ถ้าว่างหรือมีโอกาส ได้ทำอะไรแล้วได้ผลกลับมาดีอย่างนี้ ผมก็จะทำอีก....แน่นอน ของคุณเพื่อนผมที่ให้ผมมาเล่นหนังสั้นเรื่องนี้ ขอบคุณชาวมอแกนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าคนเราหาความสุขได้ด้วยตัวของเราเอง และความสุขที่บริสุทธิ์เหล่านั้น..มันคงยังอยู่ในใจของพวกเราทีมงานที่ไปทำหนังสั้นเรื่องนี้...ขอบคุณอีกครั้งนะครับ (วอร์)


โดย: วอร์เองครับ IP: 125.25.73.234 วันที่: 24 กันยายน 2550 เวลา:18:12:59 น.  

 
เคยทำหนังสั้น เคยดูหนังสั้น และชอบหนังสั้นค่ะ

ชอบตรงที่มันได้คิด ตรงที่มันคิดได้ไงฟะ(คนทำน่ะ)

ในอดีตก็เจอแบบน้อง เวลาดูหนัง เออ คิดได้ไง เออ ทำให้เราคิดได้ล่ะ ดีใจที่ได้ดูแบบน้องเลย

แต่ตอนนี้แม้งานจะพรากการดูหนังสั้นไปแต่ความรักความชอบมันถ่ายทอดลงในดีเอ็นเอละ (เว่อร์ไปมะ) เลยยังรู้สึกดีแม้แค่ได้ฟังใครพูดหรือเขียนถึงหนังสั้น


พี่ว่าน้องละมุนกับหนังดี ดูแล้วใส่ใจ ดูรายละเอียด สนใจเอามาคิด เอามาวิเคราะห์ บ้านเมืองเราพี่ว่าคนลืมเรื่องพวกนี้ไป คิดแต่เรือ่งใหญ่ๆเกินตัว

บางทีเรื่องเล็กๆก็เหมือนจุด มันจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าเราลากมาเชื่อมโยงกัน มันจะกินพื้นที่กว้าง(ใครพูดประโยคนี้จำได้ไหม)

เรื่องเล็กๆถ้าทุกคนสนใจ มันจะใหญ่ ดีค่ะดี เก็บไว้เป็นนิสัยส่วนตัวไปเรื่อยๆนะ


อยากดูหนังที่น้องเล่าบ้าง เสียดายไม่ได้ดู แต่ครั้งหน้า ถ้าไป ชวนกันบ้างล่ะ ไม่งั้นจะงอน(กล้าทำเนอะ ไม่อายเด็ก)


และยิ่งถ้าเมื่อไหร่น้องทำหนังสั้น บอกพี่บ้างนะ พี่จะไปดู ไปให้กำลังใจ สู้ต่อไป ไอ่มดแดง V 14 (5555)


โดย: นักเดินทางใต้แสงดาว IP: 124.120.160.246 วันที่: 27 ตุลาคม 2550 เวลา:14:08:43 น.  

 
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์นะค่ะ ได้อะไรเยอะเลย (ถ้ามาอ่านอีก ให้ไปอ่านหัวข้อมิตรภาพ)

เห็นด้วยกับนักเดินทางใต้แสงดาวค่ะ บางทีเราไม่จำเป็นจ้องจะทำแต่สิ่งใหญ่ๆเสมอไป แต่ทำแค่สิ่งเล็กๆเท่าที่เราทำได้ แต่ถ้าทุกคนทำสิ่งเล็กๆที่ตัวเองทำได้ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มันอาจจะดีกว่าการพยามทำสิ่งใหญ่ๆ ที่ใหญ่เกินตัวก็ได้เนอะ


โดย: ปากกาไฮไลท์สีแดง วันที่: 28 ตุลาคม 2550 เวลา:18:22:04 น.  

 
ชอบนะจอม หนังสั้นที่จอมได้ดูมาอ่ะ และก็จอมก็เล่าได้ดีเหมือนเราไปนั่งดูด้วยเลยล่ะ ชอบที่จอมพูดถึงความหลังครั้งเป็นเพื่อนนะน่ะ หากย้อนเวลาไปได้เวลาตอนที่ได้อยู่กับเพื่อน ช่วงเวลาที่เราต้องจาก นึกแล้วก็ประทับใจจริงๆ

แล้วก็เรื่องหลังสุด เรื่องชาวมอแกน จริงเลยช่วยเปิดมุมมองของโลกที่เรายังไม่เคยได้เปิด(หรือไม่ยอมเปิดเอง) ได้สัมผัสและเข้าใจ ว่าอันที่จริงแล้วความเท่าเทียมที่หลายคนแสวงหา แต่หลับสิ่งใกล้ๆตัวคนที่แสวงหาซะเองกลับมองข้ามเองก็ได้

หนังเขาดีจริงๆ อย่างที่จอมว่า แม้ว่าเป็นหนังที่น้อยคนนักจะได้ดู แต่หากใครมาได้ดูแล้วนั้น เปลี่ยนความคิดเขา เปลี่ยนอะไรหลายอย่างในตัว หรือแม้แต่จุดประกายเขา

ก็อย่างที่จอมว่า นั่นแหละยิ่งควรเรียกว่า ประสบความสำเร็จ



โดย: ออฟ IP: 58.10.64.52 วันที่: 14 มิถุนายน 2551 เวลา:18:39:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.