ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 
หรือว่าแค่บังเอิญ

หรือว่าแค่บังเอิญ

เมื่อหลายปีก่อน มีหนังสือเกี่ยวกับประเทศเกาหลีเล่มหนึ่งวางแผง ซึ่งคนเขียนก็เป็นนักเขียนที่เราชื่นชมมากๆคนหนึ่ง แต่ที่บังเอิญกว่านั้น เราดันเห็นมันตอนที่เรากำลังจะเดินทางไปประเทศเกาหลีพอดิบพอดี เราก็เลยซื้อ และหยิบติดไม้ติดมือตามไปที่ประเทศเกาหลีด้วย (หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว)

วันเดินทางเราไปเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อนิวซึ่งเป็นลูกเพื่อนพ่อ ที่เรียนรุ่นเดียวกัน เคยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเล่นด้วยกันมาสมัยเด็กๆ เคยแม้กระทั้ง แลกสมุดกันจดบันทึกแต่วัน ตอนสมัยม.ต้น (มีสมุดเล่มนึง วันนี้เราเขียน เขียนเสร็จวันต่อมาเอาให้เพื่อนเขียนต่อ สลับกันไป แต่สมุดเล่มนั้นหายไปไหนแล้วไม่รู้ เสียดายนะเนี่ย) พอเราโตขึ้น พวกเราก็คุยกันน้อยลง ม. 5 เราย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ นั่นทำให้เราไม่ได้คุยกันอีก

เราเจอเพื่อนคนนี้อีกครั้งตอนเข้าปี 1 ใหม่ๆ ซึ่งก็คือ 3 ปีที่แล้วนั่นเอง นั่นคือการบังเอิญเจอกัน ทักกัน และลากจากกัน

เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา (ตอนเรียนปี 3 ) ขณะที่เราอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีเสียงตะโกนเรียกชื่อเรา เราหันไป อ้าว เพื่อนเรานั่นเอง คุยไปคุยมา ปรากฏว่า มาโครงการเดียวกัน พ่อแม่แต่ละฝ่ายฝากฝังกันซะดิบดี ดูแลกันด้วยนะ เหมือนมาส่งเด็กอนุบาลไปโรงเรียนอย่างนั้น (ปี 3 แล้วนะค่ะ) 555

แต่อะไรกันที่ทำให้เราเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน อยู่ดีๆก็เจอซะอย่างนั้น และดันจะต้องไปเกาหลีด้วยกันด้วยนี่สิ

หรือว่าแค่บังเอิญ.............


เมื่อถึงเกาหลี เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพียงไม่ถึงครึ่งเล่มในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น ทั้งๆที่เราควรอ่านจบแค่วันเดียว แต่มีอะไรบางอย่างทำให้เราอ่านมันได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

หลังจากเวลาประมาณ 3-4 วันที่อยู่กับโฮสท์ บางอย่างที่อ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ เราจึงถามคนเกาหลีใต้ว่า รู้สึกยังไงกับคนเกาหลีเหนือ คำตอบก็คือ พวกเขาสงสารคนเกาหลีเหนือมากๆ

บางทีเค้าก็อาจจะรู้สึกว่า แท้จริงแล้วพวกเขาก็คือพี่น้องกันนั่นเอง

แต่ทำไม่ต้องเป็นเกาหลี แต่ทำไมเราต้องพกหนังสือที่เกี่ยวกับเกาหลี ไปที่ประเทศเกาหลีเพื่ออ่าน ทั้งๆที่มันไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว ทำไมเราถึงเห็นหนังสือเล่มนั้นก่อนไปเกาหลี

หรือมันแค่บังเอิญ .....................

ก่อนกลับเราสัญญากับโฮสท์เป็นอย่างดีว่าจะติดต่อกัน แต่ด้วยอะไรบางอย่าง (ที่เราก็รู้ดี) ทำให้การติดต่อมีเพียงไม่ถึง 3 เดือนหลังจากที่เราเดินทางกลับเท่านั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็เลือนหายไป และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เราเลือกเองที่จะให้มันเป็นอย่างนั้นเอง

เวลา เกือบ2 ปีผ่านไป เราพยายามเรื่องหลายๆอย่าง ที่เกิดขึ้นที่ประเทศเกาหลี แม้บางทีมันจะค่อนข้างยากก็ตาม แต่เราก็คิดว่าเราพยายาทำมันได้ดีทีเดียว

เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน เรามีโอกาสได้เจอนักเขียนคนนั้น คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาหลี และทำให้เราพาหนังสือเล่มนั้นไปเกาหลีด้วยกัน ด้วยอะไรบางอย่าง (ทั้งๆที่ควรจะลืมไปแล้ว) เรากลับเล่าให้นักเขียนคนนั้นฟังว่า ตอนที่เราไปเกาหลี เราหยิบหนังสือเล่มนั้นไปเกาหลีด้วยนะ (ทั้งๆที่ไม่ต้องบอกก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงเล่าให้ฟัง) เขาชวนเราคุยต่อ แต่เรากลับรู้สึกอคติเล็กๆกับเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเจอมา มันเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นอคติ ที่ลบออกไม่ได้ ไม่รู้ทำไม มันทำให้เราไม่อินกับมันเต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราไม่เจอเหตุการณ์นั้น เราอาจจะอินกับประเทศนี้มากขึ้นก็เป็นได้

แต่ทำไม่ต้องเป็นเกาหลี ทำไมเราต้องเจอกับนักเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนี้พอดี แต่ทำไมเราถึงต้องเล่าเรื่องนี้ให้นักเขียนคนนี้ฟัง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เรามีโอกาสได้เจอกันบ่อยกว่านั้น แต่ก็ไม่เคยที่จะบอกออกไป

หรือมันแค่บังเอิญ .....................

เรากำลังเรียนวิชาวิจารณ์หนังเอเชีย ก่อนที่จะสอบกลางภาค เราเรียนมาถึงหนังเกาหลีพอดิบพอดี อาจารย์เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเกาหลีคร่าวๆ ว่าหนังเกาหลีมีลักษณะอย่างไร และทำไมหนังเกาหลีถึงได้เจริญเติบโตรวดเร็วขนาดนี้ จนกลายเป็นเทศกาลหนังปูซาน ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้ เราฟังก็รู้สึกทึ่งกับวงการหนังเกาหลีมากๆ อาจารย์จบบทเรียนไว้แค่นั้น และก็มาถึงการสอบการภาค

ทำไมถึงต้องมาจบบทเรียนที่ประเทศเกาหลี ทำไมไม่สอนหนังญี่ปุ่นก่อนหนังเกาหลี ทำไม ?
หรือแค่บังเอิญ ...............

วันพุธ ที่ 30 นี้เอง ขณะที่เรานั่งอ่านหนังสือ และหยอกล้อกับเพื่อนอยู่นั้น ก็มีผู้หญิง 2 คน เดินเข้ามา ทำท่าจะถามอะไรบางอย่าง เราพยายามตั้งใจฟัง แต่คำพูดที่ออกมาก็คือ “I am Korean” คำพูดต่อจากนั้น แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจในภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีสักเท่าไหร่ แต่เขาก็พยายามที่จะพูดมาก เขาเริ่มชวนคุยด้วยประโยคที่ว่า เคยดูหนังเกาหลีไหม รู้จักหนังเกาหลีไหม ชอบนักร้องเกาหลีไหม รู้จักเรนไหม รู้จักดงบังชินกิไหม เราก็ตอบว่ารู้จักแต่ไม่ได้คลั่งไคล้ เราก็คิดว่าจะมาขายของ แต่กลับกลายเป็นว่า

ใน2 วันนี้ (พฤหัสกับศุกร์ ) จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย – เกาหลี และอยากให้พวกเรา (คือเพื่อนทุกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น) มาร่วมด้วย เขาบอกว่า อยากได้พวกเราเป็นเพื่อน และยื่นกระดาษที่จดรายละเอียดงานทุกอย่าง (ด้วยภาษาไทย) แผ่นเล็กๆให้

ก่อนไปเขายังหันกลับมาบอกเราว่า เราหน้าเหมือนคนเกาหลี (ขอบคุณค่ะ) เขาเข้ามาคุยด้วยไมตรีจิตรมากๆ พอเขากำลังเดินจากไป เราก็หันไปพูดว่า “คัมซาฮานีดา” ที่แปลว่าขอบคุณ เขาหันมามองแบบตกใจ ว่าพูดได้ด้วยหรอ (ก็คิดๆดูแล้วก็ได้ 3 คำอ่ะ ฮันยองอาเซโย – สวัสดี, คัมซาฮานีดา – ขอบคุณ และ ซารังเฮโย – ฉันรักคุณ) ฮ่าๆ แล้วพวกเขาก็เดินจากไป

ตอนนั้นเราคิดขึ้นมาในใจว่า เกาหลีอีกแล้วหรอ ทำไมต้องขึ้นหัวข้อการคุยด้วยหนังเกาหลี เพราะเพิ่งเรียนเรื่องนี้พอดีเลย

หรือว่าแค่บังเอิญ....

พอกลับถึงบ้าน เราก็มาออนเอ็ม โดยลืมกดซ่อนเหมือนอย่างเคย เพราะฉะนั้นเวลามันขึ้น มันจะขึ้น ออนไลน์ทันที ทันใดนั้น ไฟสีส้มก็กระพริบเต็มไปหมด (จะตามตัวช้านนน อะไรตอนนี้) และ 1 ในนั้นก็มี เพื่อนสมัยเด็ก และก็เป็นเพื่อนที่ไปเกาหลีตอนนั้นด้วยกันมาทัก ทั้งๆที่ไม่ได้เจอออนเอ็มมา ครึ่งปีแล้วมั้ง แต่อยู่ดีๆก็มาออนเอ็ม และมาทัก


นิวเข้ามาเพื่อบอกว่า จำเพื่อนๆที่ไปเกาหลีด้วยกันได้มั้ย? เราก็บอกว่าได้ เพื่อนอยากนัดมิ๊ตติ้ง ตอนนี้เนี่ยนะ ทั้งๆที่เวลาเลยมาเกือบจะสองปีแล้วเนี่ยนะ ดันอยากจะมิ๊ตติ้ง

แต่ว่า เกาหลีอีกแล้วเหรอ ทำไมต้องมานัดมิ้ตติ้งเอาตอนนี้ ทำไมต้องมาชวนวันที่เจอคนเกาหลีพอดี

หรือแค่บังเอิญ ..........

คุณเคยเจออะไรบังเอิญบ้างไหม? .....






Create Date : 30 กรกฎาคม 2551
Last Update : 30 กรกฎาคม 2551 23:35:46 น. 3 comments
Counter : 311 Pageviews.

 


ขอร่ายยาวนะ


คืองี้เรื่องบังเอิญมีทันที!!


เราเข้ามาอ่านเอ็นทรี่เรื่องบังเอิญของจอมประมาณเที่ยงคืน กำลังคิดว่าจะเม้นท์อะไรดี พอดีเพื่อนบล็อกคนหนึ่งที่มีเอ็มเอสเอ็นทักมาก็เลยคุยกัน คุยไปได้สักพักเขาก็พูดถามอ๊อฟว่า

"MSN ทำให้คนเราใกล้กันมากขึ้น..หรือไกลกันมากขึ้น.."

ว่าง่ายๆ คุยกันหัวข้อนี้ก็เหมือนในเอ็นทรี่ก่อนเรื่องเอ็มเอสเอ็นเป็นชุมชนเหงา ประเด็นคือเขาเริ่มเรื่องเอ็มเอสเอ็นมาก่อนโดยที่เราไม่ได้ถาม(บังเอิญครั้งที่1)


ก็คุยจนจบประเด็นความเหงา
เราก็เลยถามเขาต่อเรื่องความบังเอิญ ว่าเชื่อไหม
เขาบอกว่าเชื่อสุดใจ
ออฟก็บอกไปว่าเนี่ยมาคุยเรื่องความบังเอิญ
เพราะบังเอิญมากเลยนะเพิ่งคุยกับเพื่อนเรื่อง
ความเหงากับเอ็มเอสเอ็น แล้วเขาก็มาถามพอดี


(บังเอิญครั้งที่2)
เขาก็สวนกลับมาทันทีว่า
บังเอิญเหมือนกัน
เขาก็เพิ่งไปอ่านบล็อกเกี่ยวกับความบังเอิญ
แล้วออฟก็มาชวนคุยเรื่องความบังเอิญ


เขาเลยเชื่อว่าความบังเอิญนั้นมีจริงๆ


กลายเป็นบังเอิญซ้อนบังเอิญ
ซับซ้อนไหมล่ะ


เรื่องนี้ทำเราประหลาดใจ เช่นกันเรื่องของจอมเราก็ยิ่งประหลาดใจ
แต่อันนี้เราพูดตามตรง
ก่อนนี้เราไม่เชื่อนะว่าจะมีความบังเอิญ
แต่พอมาคิดๆดูอย่างเรื่องของจอม
เรื่องวันนี้ อธิบายไม่ได้ แต่มันก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้
เกิดความขัดแย้งในใจรุนแรง
เป็นไปได้เหรอเนี่ย(เป็นไปแล้ว)
เรื่องอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น


ยกคำพูดจากสองเงาฯ
"ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกหน้า ผมเชื่อว่าไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างในโลก ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผลและอธิบายได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งฯ บังเอิญหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนมองฯ"


เราคิดว่าโลกนี้มีเรื่องที่สามารถเข้าใจและอธิบายได้
และยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังอธิบายไม่ได้


เราก็แค่คนหนึ่งที่หวังเข้าใจเรื่องราวของความบังเอิญ :)


โดย: แจ็คเก็ตฯ IP: 202.28.12.49 วันที่: 31 กรกฎาคม 2551 เวลา:2:29:23 น.  

 
แหมๆรู้นะว่าคุยกับใคร ว่าไปตอนนี้จะสามเดือนแล้วเนอะที่พวกเราไปเชียงดาว แต่ทำไมห่างๆกันจัง (หรือพวกเราตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้ พี่คิดเรื่องนี้เมื่อวานเย็น)

ไม่มีเรื่องบังเอิญแต่เรายังไม่รู้ที่มาเท่านั้นเอง



โดย: พี่จิตร IP: 124.120.179.30 วันที่: 31 กรกฎาคม 2551 เวลา:16:44:05 น.  

 
^
^

"ไม่มีเรื่องบังเอิญแต่เรายังไม่รู้ที่มาเท่านั้นเอง"

แอบเห็นด้วยกับพี่จิตรนะ (บอกไว้งี้ยังเรียกแอบอีกไหม)

: )


โดย: แจ็คเก็ตฯ IP: 203.131.213.150 วันที่: 2 สิงหาคม 2551 เวลา:2:02:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.