ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

ไปดีนะหมาน้อย


แตงโมเป็นชื่อหมา เพศเมีย ตัวสีขาวมีลายน้ำตาล ขี้อ้อน มันย้ายมาอยู่บ้านเราเมื่อหลายเดือนก่อน แต่มันไม่สบาย เรากับพี่พามันไปหาหมอ หมอพามันไปตรวจและพบว่าเป็น “ติดเชื้อในกระแสเลือด” หมอพูดประมาณว่าให้ทำใจไว้หน่อยนะ


มันกลับมามันก็ยังไม่สบายอยู่บ้าง บางครั้งมันก็วิ่งเล่น บางครั้งมันก็นอนเฉยๆ พ่อบอกว่าหลังๆนี้มันไม่ค่อยกินข้าว ให้อะไรก็ไม่กิน พ่อก็เลยซื้อวิตามินมาให้มัน (เราอยู่คอนโดไม่ค่อยได้กลับบ้าน ก็มีพ่อกับน้านี่แหละช่วยดูแล)


เรากลับบ้านมาทีไร ก็เจอมันตัวเล็กเท่าเดิม ผอมเนื้อติดกระดูก ไม่อ้วนขึ้นเลย ทุกครั้งที่มันเห็นเรา มันจะกระดิกหาง สักพักมันก็จะนอนเฉยๆ ไม่รู้ว่าเหนื่อยหรือว่าอะไร แต่มันขี้อ้อนมาก ทุกครั้งที่ฉันพามันไปหาหมอ ตอนอยู่ในรถ มันจะนอนซบตักเรา ใบหน้าเซื่องซึม แต่เรารู้ว่ามันสู้ มันไม่ร้อง ไม่ดิ้นแม้ถูกจับฉีดยาบ่อยๆ


ครั้งหนึ่งตอนที่พามันไปหาหมอ หมอบอกว่าต้องให้มันฉีดยาห้าวัน พี่ของเราก็เลยขอมาฉีดเอง แทนที่จะไปให้หมอฉีดให้ทุกวัน มันคงจะเจ็บมากเวลาโดนฉีดยา


หลายอาทิตย์ก่อนเหมือนมันจะอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ค่อยไอเหมือนแต่ก่อน แต่มันก็ดีได้แค่สักพักหนึ่งไม่นานอาการมันแย่ลงเรื่อยๆ แต่ฉันก็ยังคิดว่ามันต้องไม่เป็นไร เพราะฉันรู้ว่ามันเป็นหมาตัวเล็กๆแต่ใจสู้


เมื่อวานนี้ฉันกลับมาถึงบ้านตอนบ่าย พ่อบอกว่ามีข่าวร้ายจะบอก แตงโมตายแล้วนะ พ่อพูด พ่อบอกว่าคิดไว้แล้วว่ามันคงอยู่ได้ไม่นาน ติดเชื้อในกระแสเลือดไม่มีทางหาย หรือหายก็น้อยมาก พ่อบอกว่า แต่มันไปดีนะ น้าเห็นมันป่วยหนักมากเมื่อเช้า จนรู้ว่ามันไม่ไหวแน่ๆ เพราะน้าเคยทำฟาร์มหมามาก่อน น้าเลยบอกว่า แตงโมไม่ไหวก้ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง และแล้ว มันก็หมดลมหายใจลง


เราดีใจนิดหน่อยที่อย่างน้อยมันก็ไปอย่างสงบ และจะไม่ทรมานอีก แต่เราเสียใจที่ไม่ได้ดูแลมันมากเท่าที่ควร และไม่ได้อยู่กับมันจนวินาทีสุดท้าย



ไปดีนะแตงโม...




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 12:15:22 น.
Counter : 416 Pageviews.  

เดินสู่อิสรภาพ


วันนี้อยากรีวิวหนังสือหนึ่งเล่ม ที่พออ่านแล้วรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้อ่านคงจะเสียใจมาก
หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "เดินสู่อิสรภาพ" ของ อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ โดยเล่มที่ซื้อมาพิมพ์เป็นครั้งที่สิบแล้ว

บรรทัดต่อจากนี้ไป อาจมีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนของหนังสือเล่มนี้

ครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักหนังสือเล่มนี้ เพราะได้อ่านบทสัมภาษณ์จาก หนังสือหมอก ของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน เมื่อฉันได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ แล้วรู้สึกได้ถึงความจริงใจในทุกคำพูดที่ออกมาของอาจารย์ บวกกับหนังสือการเดินทางจากภาคเหนือ คือจังหวัดเชียงใหม่ ลงสู่ภาคใต้คือจังหวัดสุราษฎ์ธานี โดยการ "เดิน" ที่เดินเพื่อ ดับกิเลสต่างๆในใจตัวเอง

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่ม ที่ทำให้รู้จักคำว่า "วางไม่ลง" แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะหนามากก็ตาม แต่ฉันพยายามติดตามทุกก้าวย่างของอาจารย์อย่างใจจดใจจ่อ ลุ้นไปว่าอาจารย์จะได้กินข้าวในแต่ละวันไหม ลุ้นว่าอาจารย์จะมีแรงเดินต่อไปรึเปล่า และยังทำให้เข้าใจในพุทธศาสนามากขึ้นอีกด้วย

มิตรภาพระหว่างทาง มันสง่างามมากซะจนฉันแทบจะรินน้ำตาออกมา และเป็นข้อพิสูจน์ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน น้ำใจของคนไทยยังคงมีอย่างล้น ไม่แห้งแล้งหมดไป จากคำว่ามิตรภาพนี้ ทำให้ฉันเข้าใจคำว่า "ระหว่างทาง สำคัญกว่าคำว่า จุดหมายมากนัก เพราะถ้าไม่มีคำว่าระหว่างทาง ก็จะไม่มีคำว่าจุดหมาย"

ขอบคุณอาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ออกเดินทาง ที่นำสิ่งที่พบเห็นถ่ายทอดมาเป็นหนังสือให้ได้อ่าน

ขอบคุณพี่ก้อง ทรงกลด ที่เขียนหนังสือดีๆอีกเล่ม คือ "หมอก" ทำให้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้




 

Create Date : 15 เมษายน 2552    
Last Update : 15 เมษายน 2552 13:15:28 น.
Counter : 288 Pageviews.  

่เดินทางคนเดียวครั้งแรก0.1

เมื่อเดือนก่อน ได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน แม้ว่าจะมีงานรุมเร้า เราก็พร้อมสละเวลางาน (โดดงานนั่นเอง) ไปทะเลกับเพื่อนสมัยมัธยม ที่เจอกันปีละครั้งสองครั้ง แต่ความเครียดจากงาน และความยากเจอเพื่อนมันมีมากซะจนบรรยายไม่ถูก

ด้วยความที่เห็นว่าได้พักผ่อน และได้ไปคอนเสิร์ตเรกเก้ ก็เลยรีบตอบตกลงกับเพื่อน โดยไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงงานจัดที่หาดแหลมแม่พิมพ์ เราตกลงกับเพื่อนว่า ให้เพื่อนมาจากโคราช ส่วนเราก็จากกรุงเทพ แล้วไปเจอกันที่นั่นเลย เดี๋ยวเราจะตามไป

เมื่อถึงวันเดินทาง เราไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นมากนัก มีแต่ความคิดว่าอยากพักผ่อน อยากเจอเพื่อน อยากเห็นทะเล อยากนอนริมทะเลให้ผ่อนคลาย และฉันดีใจมากที่จะได้เดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียวเป็นครั้งแรก ความจริงคอนเสิร์ตไม่ใช่ประเด็นที่เราจะไป แต่ประเด็นคืออยากหาอะไรทำให้หายเครียดต่างหาก เราตื่นแต่เช้าเตรียมออกเดินทาง โดยได้ไปขึ้นรถที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ เพราะเคยเห็นวินรถตู้แถวนั้น เราไม่รอช้าที่จะไปซื้อตั๋ว พี่คนขายตั๋วถามว่าไปไหน เราบอกไปหาดแหลมแม่พิมพ์ จะไปดูคอนเสริ์ต พี่เค้าก็เต็มที่ อ๋อคอนเสริ็ต เราก็เข้าใจว่ารู้เรื่องกัน เขัาใจว่าเค้าคงเตรียมรถไว้สำหรับคนที่จะไปงานคอนเสริ์ตไว้แล้ว

เราขึ้นไปรอบนรถตู้ ไม่นานนักก็มีผู้หญิงอีกสองคนมานั่งในรถ และเวลาอีกไม่นานเช่นกัน รถก็เคลื่อนตัวออกจากอนุเสาวรีย์ชัย ท้งๆที่มีผู้โดยสารเพียงสามคน

ระหว่างทางที่ไป ฉันไม่ได้หลับเลย ด้วยความที่คนในรถน้อยเกินไป ทำให้หวาดระแวงนิดๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าจะลงตรงปั้มน้ำมัน ฉันยังไม่ได้พูดอะไร เพราะคิดว่าเข้าใจดีกันอยู่แล้ว

เมื่อใกล้ถึงที่หมาย คนขับจอดรถใกล้ปั้มน้ำมันที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ผู้หญิงคนนั้นก็ทำงงๆ และบอกว่าไม่ลงแล้ว ให้ไปจอดอีกที่ ที่จะมีเพื่อนมารับ คนขับโมโหมาก บอกว่าทำไมไม่บอกแต่แรก ให้อ้อมมาตั้งไกล และขับรถต่อไปด้วยอารมณ์บูด ทำเอาฉันเริ่มกลัว

สักพักพอใกล้ถึงที่หมายของผู้หญิงคนนั้น ฉันก็เริ่มกังวลว่าจะให้ฉันลงที่ไหน ก็เลยบอกว่า พี่ จอดแหลมแม่พิมพ์ด้วยนะ พี่พูดด้วยอารมณ์โกรธมากว่า "ใครจะไปกันแหลมแม่พิมพ์ " ให้ห้าร้อยยังไม่ไปเลย ไกลจะตาย ฉันก็เลยเถียงว่า อ้าวตอนที่บอกตอนซื้อตั๋วบอกไปไม่ใช่หรอ พี่เค้าก็เถียงว่า ฉันบอกว่าหาดแม่รำพึง ฉันก็บอกว่าเปล่า พี่แกโมโหขนาดโทรไปถามคนขายตั๋ว และยืนยันว่าเป็นความผิดฉัน และอารมณ์เสียเป็นอย่างมาก

ฉันรีบติดต่อไปยังเพื่อนที่ถึงที่พักแล้ว และถามว่าจะไปที่ัพักได้อย่างไร เพื่อนนำโทรศัพท์ไปให้ลุงเจ้าของ ลุงเจ้าของที่พักพูดดีมาก แนะนำวิธีการมาเป็นอย่างดี และถามด้วยความเป็นห่วง (ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันเลย) ลุงบอกว่าให้คนขับไปจอดที่บ้านเพไม่ได้หรอ จะต่อรถมาง่ายกว่านะ ฉันบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูดออกไปว่าคนขับกำลังอารมณ์เสียมาก ส่วนฉันก็แอบเสียขวัญ กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ฉันชอบคุณลุงเจ้าของที่พักและบอกว่าจะติดต่อกลับไป

ฉันพยายามพูดกับคนขับที่กำลังอารมณ์บูดสุดๆว่า ช่วยจอดที่บ้านเพได้ม้ย เพราะฉันจำได้ว่า หาดแม่รำพึงกับบ้านเพอยู่ใกล้กันนิดเดียว (ดีนะที่ตอนเด็กๆที่บ้านพามาเที่ยวระยองบ่อย) คนขับไม่พูดอะไร จนส่งผู้โดยสารคนสุดท้ายที่ไม่ใช่ฉันลง สักพักคนขับบอกฉันว่าจะไปส่งที่ท่าเพ ดูเขาจะอารมณ์ดีขึ้น เขาบอกว่าพบกันครึ่งทางละกัน

ฉันเข้าใจว่า เมื่อเช้าไม่มีลูกค้า แต่ต้องส่งผู้โดยสารเพียงสามคนมาจังหวัดที่อยู่ไกลจากกรุงเทพ ซึ่งไม่รู้ว่าคุ้มกับค่าน้ำมันไหม และยังต้องตีรถเปล่ากลับไปรับผู้โดยสารที่กรุงเทพอีก และยังเจอผุ้โดยสารที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ทำให้อารมณ์บูดมาก

ในที่สุด คนขับก็มาส่งฉันที่ท่าเพ และบอกว่า ขอโทษด้วยละกัน ต้องรีบตีรถกลับกรุงเทพ ส่งได้แค่นี้ ดูเขาจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ฉันบอกไม่เป็นไร เข้าใจ และลงจากรถไป พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ (ฉันอาจจะขอบคุณเพียงว่า เขามาส่งฉันได้ถึงที่หมาย) บางทีอย่าพยายามหาคนผิดกับบางเรื่องที่เกิดขึ้นเลย แค่หาทางแก้ปัญหานั้นได้มันก็โอเคแล้ว สุดท้ายการอโหสิ ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด

ฉันเดินไปหารถประจำทาง ที่จะไปถึงหาดแหลงแม่พิมพ์ได้ ฉันนั่งรถอยู่ที่ศาลารอรถประจำทาง ที่มีป้ายราคาค่าโดยสารไว้พร้อม ฉันได้โทรไปบอกเพื่อนว่า ตอนนี้กำลังรอรถอยู่ เพื่อนบอกว่า จ่ายค่าโดยสารเพียงยี่สิบห้าบาทนะ ลุงเจ้าของบอกมา แกกลัวว่าจะโดนโกงค่าโดยสาร ฉันเข้าใจและไม่พูดอะไร

ระหว่างที่รอรถประจำทางอยู่คนเดียว ก็มีป้าคนนึงพาฝรั่งผู้หญิงแก่ๆมาด้วย แกพยายามสื่อสารกับฝรั่ง ฝรั่งบอกว่าจะไปโรงแรมอะไรสักอย่าง มีผู้ชายอีกคนเข้ามาช่วยคุย ผู้ชายถามฝรั่งว่า ไปแท็กซี่มั้ย ฝรั่งยืนยันว่าจะรอรถสองแถว และจ่ายเงินเพียง ห้าสิบบาทเท่านั้น ฝรั่งคนนั้นได้ศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี เพราะกลัวโดนโกง

สักพักเมื่อป้าคนนั้นและผู้ชายคนที่เข้ามาคุยกับฝรั่งหันมาเห็นฉันนั่งอยู่คนเดียว ก็ถามว่า "ไปไหนล่ะหนู" "ไปหาดแหลมแม่พิมพ์ค่ะ" ฉันตอบ ป้าและผู้ชายหันมา ป้าฝากฝรั่งไปด้วยสิหนู เค้าจะไปโรงแรม... อยู่ทางที่หนูจะไปนี่แหละ ฉันบอกว่าค่ะ ทั้งๆที่ก็ไม่แน่ใจในภาษาอังกฤษของตัวเองสักเท่าไหร่ และไม่แน่ใจว่าจะรู้จักทาง (ไม่สิต้องบอกว่าแน่ใจแน่ๆที่ไม่รู้จักทาง)

เวลาไม่นานนัก รถสองแถวก็มาจอดข้างหน้าฉัน ป้ากับผู้ชายคนนั้นส่งสัญญาณให้ฝรั่งขึ้นรถ มีคนบอกว่าให้คนตัวเล็กไปนั่งข้างหน้า แต่ฝรั่งคงเข้าใจว่าให้ตัวเองไปนั่งข้างหน้า ก็เลยเดินตามไปนั่ง ฉันจึงเดินไปนั่งข้างหลัง ซึ่งก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น ภาพที่เห็นคือรถสองแถว ที่มีคนอยู่เต็มหลังรถจนไม่มีที่นั่ง มีผุ้่ชายโหนเต็มไปหมด จนกระบะข้างหลังแอ่นจะชนพื่นถนน ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนว่า "เขยิบให้คนอื่นนั่งด้วย" ฉันคิดในใจว่า ยังนั่งได้อีกเหรอเนี่ย คิดตัดสินใจจะรอคันถัดไป แต่กลายเป็นว่ามีผู้ชายลุกขึ้นมาเป็นโหรแทน เหมือนคนที่นี่รู้หน้าที่ดีว่าต้องลุกให้คนอื่นนั่ง เมื่อเห็นว่ามีที่พอจะให้ฉันนั่ง ฉันเห็นความมีน้ำใจของคนที่นี่แล้วก็เลยตัดสินใจนั่ง

ระหว่างทางไปถึงหาดแหลมแม่พิมพ์ค่อนข้างไกลจริงๆ แต่ฉันยังคงตื่นเต้นกับการเดินทางคนเดียว ได้พบเจอประสบการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง่จากคนเต็มรถ ก็ค่อยๆทะยอยลงไปจนรถเหลือที่ว่างสำหรับให้นั่งได้หลายคน เมื่อรถมาถึงจุดๆหนึ่ง ฉันได้ถามผู้หญิงคนหนึ่งในรถว่า หาดแหลมแม่พิมพ์อยู่สุดสายเลยรึเปล่า เพราะจริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่ ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า ไม่นานนักผู้หญิงคนนั้นก็ลงจากรถไป

รถแล่นมาเรื่อยๆจนเรียบชายหาด คนเริ่มน้อยลง ขณะนั้นเองก็มีผู้หญิงคนหนึ่งถามฉันขึ้นมาว่า จะลงหาดแหลมแม่พิมพ์ใช่มั้ย ฉันตอบว่า ใช่ เธอบอกว่านี่แหละหาดแหลมแม่พิมพ์ แต่ต้องลงตรงนี้นะ เพราะไม่ใช่สุดสาย ถ้าไม่ลง รถจะเลยไปอีกไกล พร้อมถามฉันว่าพักที่ไหนล่ะ

ฉันบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าอยู่หาดนี้แหละ ถ้าถึงแล้วค่อยเดินหาก็ได้ไม่เป็นไร ผู้หญิงคนนั้นมองหน้าฉัน และบอกว่า ถ้างั้นไปลงข้างหน้าดีกว่า ลงตรงที่คนเยอะหน่อย ดูเธอจะเป็นห่วงฉันนิดหน่อย เธอคงงงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ เดินทางมาคนเดียวแบบชิวเกิน เมื่อรถหยุด ฉันกล่าวขอบคุณ จากใจจริง เพราะว่าถ้าเธอไม่ได้ทักฉัน ฉันคงเลยไปอีกไกล

เมื่อลงรถแล้ว ฉันได้โทรไปหาเพื่อน ถามว่าที่พักชื่ออะไร และเดินไปทางไหน เพื่อนบอกว่าเดินตรงมาเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ (แต่ว่ามันซ้าย หรือ ขวาล่ะฟ่ะ จะรู้มั้ย) หลังจากเพื่อนบอกทางไม่เคลียเลย ฉันเลยตัดสินใจโทรไปถามลุงเจ้าของที่พัก ลุงบอกทางมาอย่างเคลีย ระหว่างที่จะเดินไปที่พัก ก็มีรถจักรยานยนตร์แบบเสริมมีที่นั่งเหล็กด้านข้าง มาจอดข้างๆ และมีลุงคนนึงเป็นคนขับ ฉันถามว่าลุงเจ้าของใช่มั้ย ลุงบอกว่าใช่ เห็นมาถึงหาดแล้วเลยขับรถมารับ เดี๋ยวจะหลง ฉันประทับใจความมีน้ำใจของลุงจริงๆ


ติดตามตอนต่อไป ...







 

Create Date : 14 เมษายน 2552    
Last Update : 14 เมษายน 2552 1:00:26 น.
Counter : 283 Pageviews.  

สิ่งที่ไม่อาจหวนคืน


เคยมั้ย ที่มีคนเดินเข้ามาบอกคุณว่าอยากเป็นเพื่อนกับคุณ?

เคยมั้ย ที่พอกลายเป็นเพื่อนที่เกือบสนิทกันแล้ว แต่กลับต้องเลิกคบกันไป ?

เคยมั้ย ที่เวลาที่รู้สึกดีๆต่อกัน กลับหายไป เพียงเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ?


เมื่อประมาณเกือบสองปีมาแล้ว เพื่อนสนิทของฉัน โทรมาเล่าเรื่องอัดอั้นให้ฉันฟัง ว่าทะเลาะกับเพื่อนอีกคน เธอโกรธที่เพื่อนพูดจาว่าเธอด้วยประโยคเพียงประโยคเดียว ฉันได้แต่รับฟัง ฉันรับฟังความทั้งสองฝ่าย ฉันแค่รู้สึกว่า คนนึงไม่ชอบอีกคน ฉันไม่จำเป็นต้องไม่ชอบด้วย เพราะการทะเลาะกันเป็นเพียงเรื่องของคนสองคน ที่คนนอก ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วย

เมื่อฉันฟังความทั้งสองฝ่าย ฉันเข้าใจว่ามันเป็นความเข้าใจผิดกัน แต่ฉันไม่สามารถอธิบายให้ทั้งสองฝ่าย เข้าใจในสิ่งที่เข้าใจผิดได้ เพราะต่างคนต่างยืนยันว่าตัวเองถูก
ทั้งสองยืนยันจะเลิกคบกัน ฉันทำอะไรไม่ได้ ฉันพูดได้เพียงว่า "สักวันนึง เมื่อพวกแกโตขึ้น แกอาจจะพบข้อผิดพลาดบางอย่าง ว่าทำไมวันนั้นฉันถึงได้งี่เง่าขนาดนี้ อาจพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันช่างเล็กน้อย เล็กน้อยเกินกว่าที่จะทำให้ความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่นอยุติไป" เพื่อนรับฟัง และเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด แต่มันยืนยันว่าตอนนี้ มันเสียความรู้สึกเกินกว่าที่จะรู้สึกผิดแบบนั้นได้

ในที่สุด ทั้งสองคนก็เลิกคบกัน แต่ไม่ใช่แค่สองคนนี้เลิกคบกัน กลายเป็นว่าเพื่อนของฉันออกไปจากกลุ่ม เพราะเพื่อนในกลุ่มเอาตัวเองเข้าไปยุ่งด้วย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเข้าข้างกัน ในที่สุดก็กลายเป็นว่าหลายๆคนไม่มองหน้ากัน หลายๆคนเลิกคบกันไป ส่วนฉันยังคงยืนอยู่จุดๆเดิม ฉันยังคงคบทุกคนเหมือนเดิม...

เหตุการณ์ที่เล่ามา ฉันก็เคยผ่านมาแล้วหลายครั้ง ฉันเคยโกรธเพื่อนขนาดไม่พูดกันอยู่หลายเดือน แต่ในที่สุดเราก็กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม

เหตุการณ์ที่เล่ามา ฉันจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย และหวังว่าในอนาคตข้างหน้า เพื่อนๆทั้งหมด จะเห็นความจริง จะพูดคุยกันเหมือนเดิม

เมื่อหลายวันก่อน หลังจากต้องทำงานส่งอาจารย์ ก็ได้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอย่างแรง ฉันสั่งยกเลิกการทำงานวันนั้น เพราะเห็นว่าหลายๆอย่างไม่พร้อม ถ้าทำวันนั้นไปก็เสียเวลา เปลี่ยนไปทำวันอื่นดีกว่า หลายๆคนที่อยู่กับฉันเห็นด้วย แต่หลายๆคนที่ไปถึงที่หมายแล้วกลับไม่เห็นด้วย ยืนยันว่ายังไงก็จะทำ

ระหว่างทางที่อยู่บนรถ ฉันและเพื่อนๆรีบไปให้ถึง ทั้งๆที่ในใจโกรธแทบเป็นบ้า แต่ยังมีสติอยู่ ฉันพยายามหาทางแก้ปัญหาให้ได้ เพราะมาถึงขนาดนี้จะยกเลิกก็ไม่ได้แล้ว เพื่อนๆเลือกให้ฉันตัดสินใจเกี่ยวกับงานนี้ ฉันกำลังทำหน้าที่ของฉันที่จะต้องรับหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี แต่ในขณะที่อยู่ในรถอยู่นั้น โทรศัพท์ดังขึ้น เพื่อนโทรมาโวยวายหลายอย่าง ฉันพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถ ฉันบอกว่าสิ่งที่มันพูดมาสามารถทำได้ แต่มันเถียงว่าไม่ได้ ฉันโทรไปถามพ่อว่าสิ่งนี้ทำได้มั้ย พ่อบอกว่า ทำได้เลย ไม่มีปัญหาตามมาแน่ๆ มันกลับพูดมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า "ทำไมแกต้องเอาชนะด้วยว่ะ มีกรูทำงานอยู่คนเดียวไม่เห็นมีใครสนใจจะแก้ปัญหาเลย"

ทั้งๆที่ฉันรู้ว่าการโกรธเพื่อนมากๆด้วยประโยคๆเดียวมันงี่เง่ามากๆ แต่ฉันก็อดไม่ได้
ที่ฉันทำมาตลอดหกเดือน กลายเป็นว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเลยใช่มั้ย ที่ฉันพยายามแก้ปัญหาให้ ทุกคนเลือกให้ฉันเป็นคนดูแลงาน เลือกให้ฉันเป็นคนตัดสินใจ แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่มีใครสนใจสิ่งที่ฉันได้ตัดสินใจลงไป ไม่มีใครเคารพการตัดสินใจของฉัน และคำพูดประโยคนั้นทำให้ฉันเลิกเชื่อมั่นในโปรเจคนี้ ในเมื่อบอกว่าฉันไม่ช่วยทำอะไร ฉันก็จะไม่ช่วยทำอะไร

ฉันตัดสินใจบอกเพื่อนๆว่า ฉันขอถอนตัว ไม่ใช่ถอนตัวเพราะฉันยอมแพ้ แต่ฉันถอนตัวเพราะคำว่าเพื่อน เพื่อนที่ฉันคิดมาโดยตลอดว่าไว้ใจฉัน ว่าเขาเคารพในการตัดสินใจของฉัน ไม่เคยเชื่อในตัวฉันเลย ไม่เคยไว้ใจฉันเลย ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าฉันไม่เหมาะกับสิ่งนี้

ที่ฉันตัดสินใจทำโปรเจคนี้ เพราะมีเพื่อนทำงานด้วยกัน ใช่ ฉันไม่ได้อยากทำมัน แต่ฉันทำมันเพราะว่าเพื่อนอยากทำ เพราะคำว่าเพื่อน แต่ถ้าคำว่าเพื่อน คำนี้ ไม่ไว้ใจฉันอีกต่อไป ฉันก็ไม่มีความสำคัญ ฉันก็ไม่มีความหมายกับโปรเจคนี้อีกต่อไป

คำบอกเล่าของเพื่อนเมื่อสองปีที่แล้วกลับเข้ามาในหัวของฉัน ฉันเพิ่งเข้าใจสิ่งที่เพื่อนเล่า ฉันเพิ่งเข้าใจว่า การเสียความรู้สึกมันเป็นยังไง และเมื่อมันเสียไปแล้ว มันยากที่จะเรียกกลับมา ฉันกับเพื่อนคนนั้น ณ ตอนนี้ เราไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะฉันไม่รู้สึกไว้ใจมันอีกต่อไป

สิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมได้ อาจเป็นเวลา

ฉันได้ข้อคิดกลับมาหนึ่งข้อ "คำพูดที่พูดออกไปแล้ว ไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้"




 

Create Date : 05 เมษายน 2552    
Last Update : 5 เมษายน 2552 23:32:57 น.
Counter : 228 Pageviews.  

สิ่งที่เหลืออยู่

สิ่งที่เหลืออยู่

จริงๆแล้วเรื่่องนี้เขียนไว้นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงสักที เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องเดิมๆ ตอนนี้ไม่มีอารมณ์เขียนเรื่องอะไรเลย รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไปยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยเอาเรื่องที่เขียนเอาไว้ในคอมนานมาแล้ว มาอัพบล๊อคซะเลย เอาเป็นว่าเข้าเรื่องดีกว่า

จากที่อัพบล๊อคไปครั้งที่แล้ว (หรือหลายๆครั้ง) ได้พูดถึงเพื่อนคนหนึ่ง ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเรากับเธอก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ เคยเห็นกัน เคยทักทายกัน แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังคงรู้สึกเสียใจ กับการจากไปของเธอ และสิ่งหนึ่งที่เราอยากทำมานาน แต่ไม่กล้าพอที่จะทำ ก็คือ คลิ๊กเข้าไปในไฮ 5 ของเธอ เพราะเรากลัวว่ามันจะเศร้าเกินไป

ทุกๆครั้งที่เราเข้าไฮ 5 ของเพื่อนเรา เราก็จะเห็นเธออยู่คนแรกของท๊อปเฟรนด์ของเพื่อนเสมอๆ แต่เราก็ไม่กล้าพอจะคลิ๊กมัน

วันนี้ เป็นครั้งแรกที่เรากล้าคลิ๊กเข้าไป ทุกอย่างในไฮ 5 ของเธอบังเหมือนเดิม ทั้งรูปภาพ รวมไปถึงคอมเม้นต์ คอมเม้นต์ที่ว่าเหมือนเดิมก็คือ ทุกคนคอมเม้นต์เหมือน เธอ ยังคงอยู่เหมือนเดิม มีทั้งสวัสดีปีใหม่ มีอะไรก็มาเล่าให้เธอฟัง เหมือนเธอยังคงอยู่

เราเริ่มคิด นี่ล่ะมั้ง สิ่งที่เหลืออยู่เมื่อเราไม่มีลมหายใจ




 

Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2552 0:18:56 น.
Counter : 268 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]


ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.