ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

120 ปี ความสัมพันธ์ไทย - ญี่ปุ่น

วันนี้มีสอบวิชาการพูด (เตรียมตัว และ ตื่นเต้นสุดๆไปเลย) แต่ว่าพอไปถึง ปรากฏว่าอ.จับไม่โดนชื่อเราซะงั้น ต้องเลื่อนไปสอบอาทิตย์หน้า (ต้องเครียดอีกหนึ่งอาทิตย์เต็มๆเหรอเนี่ย) แต่เห็นบรรยากาศการสอบไม่เครียดมาก ก็คิดว่าคงไม่เครียด จนกว่าจะถึงวันใกล้สอบนะ หวังว่า
เนื่องจากคาบบ่ายไม่มีเรียน พอเรียนเสร็จก็เลยไปสยาม ไปซื้อแฮร์รี่มาอ่าน (รอมานาน ดันโง่อิ้งค์ก็งี้แหละ) ก็เลยไปจุดธูปไหว้บอกว่าแก้บนแล้วนะ กินเจ พรุ่งนี้วันสุดท้าย
พอทำธุระทุกอย่างเสร็จ ก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อย นัดพี่จิตรไว้ว่าจะไปหาที่สระว่ายน้ำ เดินๆอยู่ ลืมดูนาฬิกา พี่จิตรโทรมา 6 โมงแล้วเหรอเนี่ย (ขอโทษด้วยพี่จิตร) เพชรก็เลยติดสอยห้อยตามมาด้วย เนื่องจากพี่จิตรบอกว่า มีคนแต่งชุดยูคาตะ เต็มไปหมด ก็เลยไปดู ปรากฏว่าเป็นงาน 120 ปีความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่น
งานนี้จัดที่สนามกีฬาแห่งชาติ เราก็เลยไม่พลาดที่จะเข้าไปเยี่ยมชม โดยเสียค่าเข้าคนละ 20 บาท เดินไป เหมือนงานเทศกาลญี่ปุ่นที่เห็นในทีวีเลย ตื่นเต้นๆ บรรยากาศ เต็มไปด้วยอาหารญี่ปุ่น หลากหลายชนิด และเต็มไปด้วยคนญี่ปุ่น อย่างกับเดินอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทุกคนคุยกันเป็นภาษาญี่ปุ่น บรรยากาศดีใช้ได้
แต่เราต้องอดกินอาหารญี่ปุ่นด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่ง เรากินเจ คงกินอาหารญี่ปุ่นทั้งหลายไม่ได้อยู่แล้ว และ สอง ต่อให้ไม่กินเจ เราก็คงไม่รอต่อแถวอันยาวเหยียดในการซื้ออาหารแน่ๆ ไม่รู้ว่าต่อสัก 40 นาทีจะได้กินรึเปล่า เพราะทุกแถวคนต่อกันยาวเป็นกิโลเลยทีเดียว
ณ เวทีกิจกรรม ก็มีการแสดงของญี่ปุ่น ที่เราคงหาดูได้ยากเลยทีเดียว (จำได้ว่าการแสดงนี้เคยดูตอนที่มีคนญี่ปุ่นมาทัศนะศึกษาที่โรงเรียนและแสดงให้ดู) มันก็เป็นอะไรที่น่าจดจำไม่น้อย
นึกเสียดายที่ไม่ได้นำกล้องมาเก็บภาพบรรยากาศ อย่างนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อไหร่ และก็เสียดายที่ไม่มีกล้องวีดีโอ มาบันทึกภาพเก็บเป็น footage ไว้ใช้งาน เพราะของอย่างนี้คงหายากมากมาย
เราก็เลยต้องบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ไว้ในความทรงจำ ไว้ในบล็อกนี้แทน และก็น่าเสียดายอีกว่า ไม่มีภาพบรรยากาศมาฝาก
พอเก็บบรรยากาศได้ที่แล้วก็ไปหาพี่จิตรที่สระน้ำต่อ ไอ้คุณเพชรก็นั่งดูผู้ชายว่ายน้ำ (ซะงั้น) มันบอกว่าบรรยากาศดี (ก็มีแต่ผู้ชายนี่หว่า) ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
และก็รอพี่จิตรว่ายน้ำ แล้วก้กลับพร้อมกัน โดยรถไฟฟ้า แต่ยังเม้าส์ไม่ทันจบ ก็ต้องลงจากรถไฟฟ้าเสียแล้วเป็นที่น่าเสียดายมาก

ไม่เป็นไร เอาไว้โทรคุยกันละกาน เราต้องไปค้างบ้านเพื่อนพรุ่งนี้

ปล. วันนี้ได้คุยกับพี่อัพด้วย อิอิ




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2550    
Last Update : 8 ธันวาคม 2550 23:13:32 น.
Counter : 281 Pageviews.  

มาอัพเดทอีกแล้ว

ได้รับปากเพื่อนไปว่า จะไปสัมภาษณ์วงดนตรีวงหนึ่งมาทำคอลัมน์ให้ แต่ว่าก็มีปัญหาอะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถที่จะไปช่วยทำเต็มตัวได้ แบบลงไปทำคอลัมน์นี้เต็มๆ (และด้วยปัญหานี้แหละ ทำให้รู้สึกไม่อยากทำเลยว่ะ) แต่รับปากเพื่อนไปแล้วนี่หว่า ก็ต้องทำ ก็เลยตกลงกับเพื่อนว่า เราจะไปสัมภาษณ์มาให้ แล้วให้เพื่อนเอาไปเขียน เพราะว่าเราคงทำเต็มตัวต่อไปไม่ได้แล้ว เพื่อนก็บอกว่าได้ (ขอบใจมากเพื่อน) แต่เหตุผลบางเหตุผลก็เล่าไม่ได้ แต่มันก็เข้าใจเรานะ เราแค่บอกว่า เหตุผลนั้นเล่าไม่ได้

มาถึงวันไปสัมภาษณ์บ้าง นั่งเตรียมสคริปครึ่งวัน เพื่อให้ได้สคริปที่ดีที่สุดออกมา และแล้วเวลาแห่งการรอคอยก็มาถึง เราไปถึงแถวสามย่าน (ที่จะนัดสัมภาษณ์) ก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง แต่พอไปถึงก็ได้ยินข่าวดีว่า เปลี่ยนที่ถ่ายเอ็มวี ไปที่อาร์ซีเอ (ขอบคุณมากค่ะ) แต่ด้วยสปิริตอันแรงกล้า ก็เลยไปๆ ติดรถนักร้องนำแหละไป (เหมือนจะลำบากนะเนี่ย)

แล้วเราก็ตามเค้าไปที่อาร์ซีเอ เราก็สัมภาษณ์ก่อนถ่ายเอ็มวี และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เครื่องอัดค้าง และต้องรีเซตเครื่อง และแล้ว ข้อมูลที่อัดมาทุกอย่างก็มลายหายไป (ตายแล้วช้านน) ดีนะเนี่ยที่พี่เค้าเป็นกันเองสุดๆ ชิวๆ หลังจากนั่งรอเวลาสักพัก เราก็ได้สัมภาษณ์ไประหว่างที่เขาถ่ายเอ็มวี ผลัดกันออกมาสัมภาษณ์ เป็นอะไรที่ตอบคำถามดีมากๆๆๆๆ นั่งสัมภาษณ์นานมาก ด้วยรอเวลา รอถ่ายรูป รออะไรหลายๆอย่าง ชิวๆ หันมาดูนาฬิกาอีกทีก็เที่ยงคืนแล้ว โอ้วแม่เจ้า ได้เวลากลับบ้านแล้ว


วันนั้นเป็นวันแรกที่เข้าใจคำพูดที่ให้สัมภาษณ์ของคุณ วงศ์ทนง ว่าที่ชอบทำนิตยสาร เพราะเหมือนเป็นการได้แลกเปลี่ยนความคิด ได้เห็นความคิดของคนอื่น(มันประมาณนี้อ่ะ จำไม่ค่อยได้ แต่ได้แลกเปลี่ยนความคิด) เพิ่งเข้าใจจริงๆว่าทำไมงานนิตยสารถึงได้สนุก ขนาดนี้

อยากจะเอาคำสัมภาษณ์มาแปะไว้ในบล็อก แต่อาจจะแรงเกินไป เลยคิดว่าไม่ดีกว่า

พอถ่ายเสร็จก็คุยเรื่องเรียนกับเพื่อนคนนึง คุยๆกันไป ก็คุยประมาณว่าเรากำลังมีปัญหากับเพื่อน แต่เราไม่พูด (เพราะเราเป็นคนเก็บ อยู่แล้ว) มันพูดขึ้นมาว่า สาเหตุของการที่คนผิดใจกัน ก็คือ การไม่พูดนี่แหละ มันเพิ่งทะเลาะกับเพื่อนมาเหมือนกัน เนื่องจากการเข้าใจอะไรผิดกันสักอย่างใน ไฮ 5 ก็โกรธกันอยู่อย่างนั้น จนต้องโทรมาเคลียกัน พอเคลียกันจบ สรุปว่า เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน คือถ้าไม่เคลียมันก็จะไม่จบ คือถ้ามันเข้าใจก็จบ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็คงต้องปล่อยมันไปแล้วแหละ (เหมือนที่พี่จิตรบอก) ยี้ เพื่อนสนิทที่ลากมันไปด้วยก็เห็นด้วย

ตรงนี้เรื่องการพูดกัน แค่อยากบอกใครบางคน อยากให้ลองพูดคุยกันก่อนให้ดีๆ อย่าเพิ่งกลัวคำตอบ ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้น แต่อย่างน้อยได้เข้าใจกันมากขึ้นไม่ดีกว่าเหรอ คือก็เป็นห่วงแหละนะ

(ลืมขอบคุณเพื่อนไป ขอบใจแกมากนะยี้ที่ไปเป็นเพื่อน อยู่ด้วยกันจนดึกดื่น ชั้นกลัวแม่แกเป็นห่วงมากว่ะ แต่ก็ห่วงแกด้วยนะ ว่าจะไปฉุดใครเขารึเปล่า อ่ะล้อเล่น แต่ยังไงก็ขอบใจนะเว่ย ที่ไปเป็นเพื่อน)

แม่ยี้ : ไปทำงานที่ไหนทำไมมันดึกดื่นขนาดนี้
ยี้ : ก็เพราะมันดึกไงแม่ มันถึงได้ลากยี้มาเป็นเพื่อนมัน
แม่ยี้ : เออ ก็จริง (เราก็เลยมีเพื่อนนั่งอยู่ด้วยจนดึกดื่น ขอบคุณค่ะแม่)
เรา : ขอบใจว่ะเพื่อน (คิดในใจ แต่ถ้าอ่านก็รู้ไว้ด้วยว่าซึ้งว่ะ) ชั้นรักแกว่ะ (ไม่ใช่เพื่อน กรูรักเมิงว่ะ นะเว่ย)

มาต่อเรื่องเพื่อนดีก่า
เราก็อยากเคลียกับเพื่อนนะ แต่มันยังไม่ได้เวลา เพราะถ้าอยู่ดีๆให้พูดเรื่องนั้นขึ้นมา ก็คงไม่ดี แต่ถ้ามันยังเกิดเหตุการณ์เดิมๆซ้ำอีก หรือทนไม่ไหว ก็คงต้องพูดแล้วแหละ ทนมามากพอแล้ว

ที่เราพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะอยากบอกใครบางคนมากกว่า ว่าบางทีการที่เราหนีอะไรบางอย่าง โดยการไม่พูด มันอาจทำให้อะไรแย่กว่าเดิมก็ได้ ทำไมไม่คุยกันไปสักทีล่ะ ว่าทำไม จะเอายังไงกันแน่ ทุกอย่างมันจะได้จบ ไม่ต้องมานั่งทนทุกข์อย่างนี้ เรื่องบางเรื่องมันอาจไม่มีอะไรมาก มันอาจเป็นเพราะการเข้าใจผิดกัน หรือเป็นแค่การที่เราคิดไปเองว่ามันเป็นอย่างนั้นก็ได้ ทำไมไม่คุยกันไปตรงๆเลย
อยากแนะนำคนคนนั้นอีกอย่าง ก็คือ ให้รีบไปดูรักแห่งสยามซะ อาจจะได้อะไรกลับมา อยากจะบอกว่ามันเป็นหนังรักที่ครบทุกรส มากๆ ถ้าดูอาจจะได้คำตอบที่กำลังหาอยู่ แต่ก่อนที่จะตอบอยากให้คิดให้ดีๆก่อน

เพื่อนเราคนนึง มันทำตัวแปลกไป เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่าง เป็นมานานหลายวันมาก เราเห็นก็อึดอัดแทน เรียนๆอยู่ก็เดินออกไปนอกห้อง แล้วก็หายไปเลย เป็นอย่างนี้เกือบอาทิตย์ ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ยอมบอก

จนวันนี้

มัน : เราเลิกกับแฟนแล้วนะ ดูรักแห่งสยามจบก็บอกเลิกแฟนเลย
เรา : ทำไมล่ะ?
มัน : เราแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ แล้วเราก็รู้สึกสบายใจมากเลยตอนนี้ สบายใจมากกว่าตอนที่คบกัน
เรา : แล้วแฟนเธอไม่เสียใจเหรอ
มัน : ก็มากอยู่
เรา : …………………………. (หลังจากสนทนากันต่อ เราแค่รู้สึกว่า มันคนเดิมกลับมาแล้ว)
(แต่ บอกเลิกแฟนหลังดูหนังจบ มันดีแล้วเหรอว่ะเนี่ย ถ้าชั้นเป็นแฟนแก ชั้นคงจะเกลียดแกมากเลยว่ะ ตก ลงจะให้กำลังใจเพื่อนมั้ยเนี่ยยยย)

เราว่าอาจจะเป็นเพราะว่า มันได้คิดอะไรสักอย่างเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ มันอาจเป็นคำตอบให้ใครหลายคน ที่กำลังหาคำตอบให้กับเรื่องความรัก (แต่นี่มันแค่สำหรับเรานะ จริงๆคืออยากบอกคนคนนั้น เผื่อว่าจะได้อะไรกลับมา) เราคิดว่าเค้าคนนั้นคงรู้เองว่าเป็นใครนะ (ถ้าไม่เข้าใจผิดกัน)




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2550    
Last Update : 4 ธันวาคม 2550 21:09:05 น.
Counter : 189 Pageviews.  

ผีในโรงหนัง

คำเตือน

1. ไดอารี่วันนี้อาจมีคำไม่สุภาพ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
2. ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง “รักแห่งสยาม” โปรดอย่าอ่านข้อความจากนี้ไป เพราะอาจจะทำให้เสียอรรถรสในการชมได้



วันนี้ไปดูหนังเรื่อง “รักแห่งสยาม” มาเป็นรอบที่สอง (เนื่องจากชอบมาก) และกำลังเบื่อๆ อยากหาอะไรทำให้หายเครียดจากงานที่กองอยู่ท่วมหัวตอนนี้ ก็เลยชวนเพื่อนไปดูหนัง และเพื่อนก็บอกว่าอยากดูเรื่องนี้ เค้าบอกว่าดี ถูก ดีมากๆ ถึงจะดูแล้ว ดูอีกก็ได้ และเราก็ไปดูหนังกัน

หนังเข้า 15.10 เราเข้าไปสายสักหน่อย แต่ก็ทันก่อนหนังมา เป็นโรงขนาดกลาง มีคนดูครึ่งโรง ถือว่าคนเยอะเพราะครึ่งโรงเต็มหมดทุกที่ ยกเว้นโซนด้านหน้าๆ ไม่มีใครดู

พอหนังเริ่มฉายไปไม่ถึง 5 นาที ก็ต้องตกใจ เมื่อพบกับผีตัวที่หนึ่ง มันพากย์ (คือคิดไปเองว่าตัวละครจะพูดอะไร) แล้วก็พูดออกมา เพื่อ? มันยังไม่จบ มันยังคงพากย์ต่อไป

สักพักก็มีผีตัวที่สองตามมา (เป็นเพื่อนของผีตัวที่หนึ่ง) มันก็ช่วยกันพากย์ต่อไป สองตัว สักพักเราก็หันไปดูต้นตอของเสียงปริศนาในความมือ โอ้วววว! แม่เจ้า ไอ้ผีสองตัวนี้นั่งอยู่ข้างเราพอดีเลย จะหลอกกันเยี่ยงนี้เลยชิมิ? (แอบเสียใจไม่ได้พกพระมาด้วย)

เนื้อเรื่องดำเนินไปแล้ว 30 นาที แต่ผีทั้งสองตนก็ยังคงพากย์ต่อไปเยี่ยงดูบอลถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูลเจอเชลซี ยังไงอย่างนั้น (เราพยายามหันไปมองหน้า มันก้ยังคงไม่รู้ตัว กระแอ่มก็แล้ว) คนประเภทนี้ก็มีด้วย มันคิดว่ามันเสียค่าตั๋ว 120 มานั่งดูกันสองคนในโรง แสรดดดด

พอเรื่องดำเนินไปอีกสักแปป ผีตัวที่สามก็โผล่มา (เป็นเพื่อนกับผีสองตัวแรก) มันจะค่อยๆโผล่มาทีละตัว ให้คนในโรงผวา (ในการพากษ์)ของมันเล่น (ไม่เข้าใจว่าโรงเรียนไม่ได้สอนมรรยาทให้เหรอไงว่ะ)

พอถึงฉากที่โต้งกับมิวนอนบนเตียงเดียวกัน ก็กริ๊ดขึ้นมาเล็กน้อย แล้วก็บ่น มาริโอ้น่ารัก (เป็นไรมากมั้ยว่ะเนี่ย) เพิ่งค้นพบความจริงว่า ผีก็ชอบคนได้ด้วยแฮ่ะ (มาริโอ้ผีกระเทยมันแอบชอบนายอ่ะ เผื่อมันไปเข้าฝันไม่ได้จะช่วยบอกให้)
อันนี้ยังคงไม่เท่าไหร่ เมื่อผีตัวที่สี่และห้าโผล่มาจากทางด้านซ้าย (คนละด้านกับผีสามตัวเมื่อกี้) เป็นผีคนละประเภทกัน มันเป็นผีช่างถาม เจือกอยากรู้ให้ได้ว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ไอ้ผีตัวที่ 5 ก็ตอบออกมา (ขอบใจนะที่ช่วยทำให้เข้าใจขึ้น แสรดดด) เพื่อ?

ในเมื่อยังไม่มีใครเรียกหมอผีไล่มัน มันก็ยังคงแผงฤทธิ์ต่อไป เมื่อถึงฉากที่โต้งจูบกับมิว คราวนี้มันแผดร้องเสียงเยี่ยงโดนน้ำมนต์สาด บวกกับโดนข้าวสารเสกปาใส่ (ทำเอาทั้งโรงขนลุกกับเสียงของมัน) และแผดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดว่า “ชั้นอิจฉาแกว่ะ นังชะนี ได้จูบกับมาริโอ้ด้วย” แล้วมันก็แผดร้องเป็นครั้งที่สอง (อันนี้พี่ย้ำอีกครั้งนะน้องมาริโอ้ ว่ามันคงจะไปเข้าฝันน้องสักวันหนึ่ง เตรียมตัวไว้ด้วย)

หลังจากมันอาการดีขึ้นจากการโดนข้าวสารเสกแล้ว มันก็ยังคงช่วยกันพากษ์ต่อไปสามตัว จนมาถึงฉากที่โต้ง และหญิงทะเลาะกัน แล้วโต้งทำท่าจะปล้ำหญิง มันก็โดนข้าวสารเสกอีกรอบ “อีชะนี ชอบอ่อยนักนะแก” และมันยังคงพากษ์ต่อไปว่า “มันต้องตบแน่ๆ” แต่พลาดไปแล้ว “หญิงนำมือโต้งมาจับหน้าอกตัวเอง” เท่านั้นแหละ น้ำมนต์หรือข้าวสารเสก ก็เอามันไม่อยู่ มันโมโหมาก พร้อมพูดออกมาว่า “อีแรดดดด ..............” (มันคงคิดว่ากำลังสิงสถิตอยู่ที่บ้านใครสักคน แล้วดูละครน้ำเน่าอยู่) อีกอย่าง (น้องที่เล่นเป็นหญิงค่ะ พี่ขอเตือนว่า ก่อนนอนให้ใส่พระไว้ด้วย เพราะจะเจอผีชะนีไปหลอกหลอน)

พี่ขอชมสปีริตในการเล่นของน้อง พี่เข้าใจว่ามันเป็นอารมณ์ของหนัง พี่ยังอินไปด้วยเลย (ถ้ามีผีตามหลอก ก็อย่ากลัวไปเลยนะน้อง ห้อยพระไว้ๆ)

วันนี้เป็นวันแรกที่โดนผีหลอกรุนแรงขนาดนี้ ไม่เคยเป็นมาก่อน ให้ตายเหอะ ยังหลอนนน ไม่หาย ไว้จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้


ป.ล. 1 ผีทั้ง 5 ตัวยังคงตามหลอก และแผดเสียงตลอดการชมภาพยนตร์
ป.ล.2 ขอความร่วมมือจากโรงหนังทุกโรงว่า การมีสปอตให้ปิดมือถือก่อนชมภาพยนตร์ ปัจจุบันคงไม่พอแล้ว อยากขอให้เขียนมรรยาทในการชมภาพยนตร์ลงไปด้วย (เพราะผีในโรงหนังมันเยอะ)




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2550    
Last Update : 2 ธันวาคม 2550 23:36:36 น.
Counter : 233 Pageviews.  

เกรดออกแระ แฮะๆ

1. หลังจากรอมานานเดือนกว่า อดใจที่จะไม่ดูเกรดเลยสักตัว จนกว่าเกรดจะออกหมด เพราะถ้าดูทีละตัว เกรงว่าจะช๊อคตายกับการลุ้นเกรดที่เหลือ ก็เลยรอลุ้นทีเดียว

2. และแล้ววันนั้น (ซึ่งก็คือวันนี้นั่นเอง) ก็มาถึง เพื่อนเดินมาบอกว่า เกรดออกครบหมดแล้วนะ สักพักหน้าเริ่มซีด เหงื่อเริ่มไหล จะได้เท่าไหร่ว่ะเนี่ย ไม่กล้าดู เพื่อนพยายามจะให้เปิดดูเกรดให้ได้ แต่โดนเราปฎิเสธไป จนถึงเวลาพักกลางวัน เข้าห้องสมุด มีเพื่อนอีกคนมานั่งที่คอมลากให้เปิดจนได้ เอาว่ะ ดูก็ดู กลั้นใจเปิด
กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด วิชาที่กลัวที่สุด กลับได้เกรดดีที่สุด (ซะงั้น) แอบงงอย่างแรง เป็นไปได้ไงเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ ผลลัพธ์คือ ผ่านไปได้ด้วยดีก็โอเคแระ

3. แต่ก็มีเรื่องที่น่าเศร้าตามมา เมื่อเกรดออกหมดแล้ว ก็ต้องกินเจเป็นเวลา 10 วัน!!!! ที่ต้องตกใจไม่ใช่อะไรหรอก เพราะไม่ใช่เทศกาลเจ แต่ดันไปกินเจ เพราะว่า ไปบนเอาไว้ ว่าถ้าวิชาการใช้เหตุผลผ่าน จะกินเจ 10 วัน (ทำไมไม่บนมังสาวิรัติเนี่ย) ไม่เข้าใจตัวเอง แต่10วัน เอาว่ะ ถือเป็นการละ ลดกิเลส

4. วันนี้(อีกแล้ว) เพื่อนบอกว่าอ.นัดประชุมภาคตอนเย็น (แต่เช้าก็มีเซอร์ไพส์) นัดกันงี้เลย ไม่บอกตอนเย็นแล้วลากไปเลยล่ะ? ไปถึง อ.ยังชมอีกว่า สามารถตามเพื่อน
มาได้เยอะขนาดนี้ (ซะงั้นอ่ะ ถ้าไม่คิดว่าจะต้องมีเรื่องเลือกวิชาเอกไม่มาแล้วนะเนี่ย)

5. เมื่อวาน >>> พี่ที่บ.โทรมาบอกว่า ให้ไปถ่ายรูปมาให้อีกคอลัมน์ ส่งวันศุกร์นี้ หา!!!!!!!! (พี่ค่ะ นี่วันพุธ พี่จะเอาวันศุกร์ ) คือจะพยายามนะค่ะ อย่าพยายามสิครับ มันต้องได้ครับ โอเคค่ะ แล้วจะโทรไปอีกทีค่ะ

6. วันนี้ >>> ตายแล้วลืมถ่าย แต่ดีที่นึกได้ก่อนกลับ ก็เลยรีบวิ่งไปถ่ายไว้ก่อน (แต่ก็ยังไม่ครบ ไว้ถ่ายต่อพรุ่งนี้ เอาให้ชนเดทไลน์ตายไปเลย)
ทำไมช่วงนี้อะไรๆก็กะทันหันไปหมด เฮ้อออออออออออออออออออออ
ป.ล. 1 พี่จิตรจะพยายามอัพเดทบ่อยๆเน้อ (จริงๆที่ไม่ค่อยอัพเดทเพราะไม่มีอะไรให้อัพเดทเลย รู้สึกเหมือนตัวเองกรอเทปซ้ำ ไปมา ทำแต่สิ่งเดิมๆ ไม่ตื่นเต้นเลย)

ป.ล. 2 แม้จะผ่านมาหลายวัน แต่บทก็ยังไปไม่ถึงไหน รู้สึกยิ่งเขียนยิ่งเฟค แต่อ.บอกว่าถ้าไม่มีงานส่งจะให้ติดดับบิว (คือตอนนี้เขียนไม่ได้ก็ต้องได้แระ)

ป.ล. 3 ขอบคุณพี่จิตรที่ให้กำลังใจเรื่องเขียนบท จริงๆแล้วก็คิดไว้แล้วตั้งแต่รู้ว่าทำไม่ค่อยได้เรื่องเขียนบทแระว่า ถ้าเขียนไม่ได้ยิ่งต้องเขียน มันท้าทาย แค่นี้จิ๊บๆ ต่อไปต้องเจออะไรแย่กว่านี้แน่ๆ (อันนี้ปลอบใจตัวเอง) แต่บทนี้เขียนทั้งน้ำตาแน่ๆ แง้ว (ถ้าเสร็จแล้วจะให้อ่าน สู้เว่ย)

ป.ล. 4 ตอนแรกว่าจะไม่ทำนิตยสารแล้ว แต่เรื่องที่จะทำคอลัมน์ใหญ่ มันน่าทำมาก อดใจไว้ไม่ไหว ทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าจะไม่ทำ ตอนที่กำลังทำ รู้สึกแย่ๆ แต่พอมันเสร็จแล้วกลับรู้สึกดี (จริงๆแล้วมันเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรสักอย่างที่รัก และเพิ่งรู้ว่าทำด้วยใจรักเป็นยังไง ครั้งแรก) แต่ไอ้งานที่ไปรับปากเค้านี่สิ กลายเป็นว่า เหนื่อยอ่ะ (รับปากเพื่อ? แต่รับปากไปแล้วก็ต้องทำให้เสร็จ)

ป.ล. 5 คราวนี้พอจริงๆ ทำคอลัมน์นี้เสร็จขอบาย ใจรัก แต่บางทีถ้าปัญหามันเยอะไปก็อย่าเลย เพราะแค่ 8 ตัวที่เรียนก็จะตายแระ (ใกล้สอบกลางภาคแต่ยังไม่เข้าใจสักวิชา มัวแต่ปิดต้นฉบับ )

ป.ล. 6 (อย่าเพิ่งบ่นว่ายังจะมีอีกเหรอ) จบแล้ววววววววววววว (เพื่อ?)




 

Create Date : 30 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2550 0:04:42 น.
Counter : 244 Pageviews.  

ควันหลง

ไม่ได้อัพซะนาน รู้สึกว่าบล๊อคเริ่มเน่า มีเรื่องอัพเยอะ แต่ขี้เกียจเขียน เหอะๆ

1. หลังจากไปดูละครเวทีลิเกทดลองลิขิตนาคามาแล้วก็รู้สึกประทับใจ นี่ก็เป็นครั้งแรกของเราที่ได้ดูละครเวที และแล้วเราก็ได้เจอกันอีกแล้วสินะ มะขามป้อม โรงละครเล็กๆ แต่อบอุ่นแห่งนี้ และคราวนี้เราก็เจอกันแบบเต็มตัวแบบเป็นโรงละครที่มีการแสดงละครจริงๆ ไม่ใช่โรงละคร ที่เอามาใช้ทำกิจกรรม
และแล้วละครก็ได้เปิดฉากขึ้น เพิ่งรู้ว่าละครเวทีมันสนุกขนาดนี้ เล่นมุขสด รับมุขกันสดๆ เผากันสดๆ สนุกมากๆ แม้สถานที่มันจะเล็ก รองรับคนได้เพียง หกสิบคน แต่ขนาดไม่เกี่ยว มันคับคุณภาพและความสนุก (ก็ว่าไปนั่น) เพื่อนๆก็ชอบกันทุกคน พี่ๆทีมงานก็เป็นกันเอง และที่สำคัญ ทุกๆคนแสดงดีมากๆเลยค่ะ


2. งานลอยกระทงที่ผ่านมา หลังจากลังเลอยู่นานว่าปีนี้จะไปลอยดีมั้ย เพราะไม่ได้ลอยมาหลายปี และถ้าลอยจะลอยที่ไหนดี แต่แล้วเพื่อนๆก็เลยชวนมาลอยที่ม. เพื่อนๆสละเวลาอันมีค่า มาลอยกระทงเป็นเพื่อนสาวโสดอย่างเรา แล้วก็ไปลอยกระทงกับแฟนต่อ เราก็กลับมาเสาวรีย์ ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ผ่านเสาวรีย์วันลอยกระทง เพิ่งนึกออกว่ายังมีที่ให้ลอยอีกที่ คือสวนสันติภาพ ลืมไปได้ไงเนี่ย บรรยากาศตรงนั้นเต็มไปด้วยความคึกคักมากๆ ต่างจากที่มหาลัย คงเป็นเพราะเราไปลอยเร็วเกินไป ก็เลยไม่มีใครเลย นอกจากเราและเพื่อนๆ มันทั้งมืด ทั้งเงียบ แต่ก็ดูเป็นส่วนตัวดี คลองนี้เป็นของเรา




ภาพกระทงกะหล่ำปลี (เพื่อนทำมาให้ เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก)




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2550 20:24:51 น.
Counter : 933 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.