ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

คุณบอกรักคนที่คุณรักรึยัง?

คุณบอกรักคนที่คุณรักรึยัง?

หลายครั้ง คนเรามักคิดว่าความตายนั้นอยู่ไกลเรามากมาย หลายคนมักจะคิดว่า ตัวเองจะแก่ตาย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าวันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่จนแก่ตายจริงเหรอ? คนรอบๆตัวเราจะอยู่กับเราไปนานตราบเท่าที่เราคิดไว้จริงๆเหรอ?
ซัมเมอร์ที่ผ่านมา เราลงเรียนทะเบียนวิชาหนึ่งไป และจะต้องฟังบรรยายจากวิทยากร และวันนั้นเอง เรามีความจำเป็นบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถเข้าฟังได้ จึงได้ฝากที่อัดเสียงไว้กับเพื่อน และฝากมันอัด
เราเปิดสิ่งที่เพื่อนอัดไว้ มาฟัง วิทยากรท่านนี้เป็นพยาบาล และมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยก่อนที่จะเสียชีวิต เราเพิ่งรู้วันนั้นเองว่ามีแบบนี้ด้วยนะ เราว่ามันดูดีไม่น้อยเลยทีเดียวที่เราจะทำความหวังสุดท้ายให้ผู้ป่วยที่กำลังจะจากไป ให้ได้สมหวัง แต่วิทยากรท่านนี้ก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้ผู้ป่วยสมหวังให้ได้ ก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลยทีเดียว แต่คนป่วยเหล่านั้นยังดีตรงที่ว่า รู้ว่าตัวเองจะจากไปเมื่อไหร่ คนรอบกายก็รับรู้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำอะไรให้ได้ ก็ยังทัน
ในขณะที่บางคน อาจจะไม่มีโอกาสนั้นเลย ได้รับข่าวนั้นโดยไม่ตั้งตัว

วันหนึ่งขณะที่เรากำลังเล่น MSN อยู่นั้น ก็มีเสียง ตื่อดื่อ ดังขึ้น ไฟสีส้มเริ่มกระพริบ เรากดเข้าไปอ่าน เป็นเพื่อนเราคนหนึ่งทักขึ้นมา เราคุยกันตามปกติ เพื่อนเราคนนี้ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เรียกได้ว่าในปริมาณที่มากก็ว่าได้ ดื่มเหล้าอาทิตย์ละ 5 วัน โดยตอนเช้าจะมีเพื่อนในกลุ่มแวะเวียนกันโทรไปปลุกมันให้มันมาเรียน
บทสนทนาต่อมาก็คือ เราจะเป็นคนดีแล้วนะ เราจะเลิกสูบบุหรี่ เราจะเลิกดื่มเหล้า ฟังแล้วมันน่าดีใจใช่มั้ยล่ะ ถ้ามันไม่ใช่ประโยคที่เราได้ยินมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เราควรจะตอบไปว่า ชั้นไม่เชื่อแกหรอกว่ะ ก็เห็นเป็นอย่างนี้ทุกทีแหละ ไม่เห็นจะเปลี่ยนได้เลยใช่มั้ย
แต่ ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่มันบอกประโยคนี้กับเรา เราบอกว่า “แกอาจจะไม่ใช่คนดีอะไรนะเว่ย แต่แกเป็นเพื่อนที่ดีว่ะ” มันบอกว่า “อย่ามาทำซึ้งดิว่ะ” เราไม่ได้อยากทำซึ้งอะไรหรอก แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
เพื่อนเราคนนี้ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่ข้อดีของมันก็คือ มันเป็นคนที่รักเพื่อนมากๆ เราก็เลยบอกอย่างที่เรารู้สึก มันก็แค่อยากบอกเพื่อนบ้างแหละนะ
ไม่กี่ครั้งหรอกนะที่เราจะกล้าบอกอะไรบางอย่างกับคนที่เราสนิทออกไป อาจจะเพราะเราเขินก็เป็นได้ แต่เราแค่รู้สึกว่าอยากบอก เราแค่รู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้เรา เราไม่รุ้หรอกว่า เราจะไม่ได้อยู่ตรงนี้ในวันไหน เราก็เลยรู้สึกอยากบอกออกไป ให้เพื่อนได้รู้

เมื่อวานได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่ง (ซึ่งก็คือคนที่เราพูดถึงข้างบน) พอโทรมาเราก็บอก พอดีเลยวันนี้ลงทะเบียนเรียนนะ รู้ป่าว ?

เพื่อนเรา : เราจะไม่อยู่หลายวันนะ (เสียงเศร้ามาก)
เรา : ???
เพื่อนเรา : .... เสียแล้วนะ
เรา : อะไรนะ
เพื่อนเรา : จำ .. ได้มั้ย
เรา : ได้ๆ
เพื่อนเรา : … เสียแล้วนะ (เสียงกำลังร้องไห้) เราจะไปแพร่นะ งานจัดที่แพร่
เรา : อืมม์ เราจะจัดการทางนี้ให้นะ
เราวางโทรศัพท์ลง ความรู้สึกคือ อึ้งมากๆ แม้ว่าเพื่อนสนิทของเพื่อนเราคนนั้น จะไม่ใช่เพื่อนสนิทของเราก็ตาม แต่เราก็รู้ว่า 2 คนนี้สนิทกันแค่ไหน เราได้ยินเราก็เศร้า
เพื่อนสนิทของเพื่อนเราคนนี้ แน่นอนว่าเราต้องเจอแน่ๆ เคยเจอ เคยทัก เคยคุยกันในไฮ 5 ขนาดเราไม่สนิทด้วย เรายังเศร้าตามไปเลย แต่เราพูดไม่ออก ปลอบเพื่อนไม่ถูกว่าจะพูดยังไงดี สุดท้ายเราก็ปล่อยให้มันอยู่คนเดียว
มีสิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกเพื่อนเรามากเลย แต่เราก็ยังไม่กล้าบอกมัน ณ ตอนนี้เวลานี้ นั่นก็คือ “ชีวิตเรายังต้องเดินต่อไปนะ” เศร้าว่ะ อยากร้องไห้

เอ็นทรีนี้ขออุทิศแด่เพื่อนผู้จากไปคนนั้น ขอให้ไปสู่สุคติ.........

ปล. เพื่อนๆทุกคน ซึ่งก็มีไม่กี่คนหรอกที่รู้จักบล็อกของเรา เราอยากบอกพวกแกทุกคนว่า เรารักแกว่ะ เพื่อนหลายๆคนคอยคุยเมื่อเหงา ปรึกษาได้ หรือถกปัญหากันให้ตายกันไปข้าง เพื่อนหลายๆคนเรียนจบ ทำงาน ทำให้เจอกันยากขึ้น แต่ทุกครั้งที่นัดเจอกัน เราก็พยายามเคลียทุกอย่างให้ว่าง เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันทุกวันเหมือนสมัยมัธยมแล้วนะเว่ย เราอยากบอกว่าดีใจว่ะ ที่ได้รู้จักพวกแก ได้เป็นเพื่อนกับพวกแก
มีนักเขียนคนหนึ่งได้เขียนเรื่องบอบบางเอาไว้ ว่าความสัมพันธ์ของแต่ละคนนั้น บอบบางเหลือเกิน เราไม่รู้หรอกนะว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนระหว่างพวกเราจะบอบบางรึเปล่า หรือมันกำลังจะบอบบางลง เราแค่อยากบอก อยากบอกเท่านี้จริงๆ เราจะรักษาความสัมพันธ์อันบอบบางนี้ ให้เหนียวแน่นขึ้น และยาวนานต่อไปว่ะ

รักเพื่อนๆทุกคนนะ

เราจะไฮท์ไลท์มันไว้เป็นสีแดง ให้มันเด่น ให้มันเตือนความจำของเราเอาไว้

จาก
ปากกาไฮไลท์สีแดง




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2551 12:22:21 น.
Counter : 216 Pageviews.  

มิวเซียมสยาม

วันนี้ไปพิพิธภัณฑ์สยามมา หลายๆคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อก็เป็นได้ พิพิธภัณฑ์สยามตั้งอยู่ใกล้ๆกับวันโพธิ์ อยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งเคยเป็นกระทรวงพาณิชย์เก่านั่นเอง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้จำลองความเป็นไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยไว้ด้วยกัน โดยแต่ละห้องที่จัดแสดงจะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าเข้าไปดูชมมากๆ มีทั้งห้องที่จำลองเมืองไทยประมาณยุค60 หรือจำลองห้องถ่ายของสถานีช่อง 4 บางขุมพรหม ห้องจำลองในสมัยประมาณรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีเสื้อผ้าให้ลองสวมใส่ และถ่ายรูปได้เลย มีการจำลองเรื่องราวต่างๆตั้งแต่สมัยสุโขทัย (หรืออาจจะนานกว่านั้น) จนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว มีการจำลองเกมส์ให้เล่นให้เข้ากับแต่ละยุคแต่ละสมัย เพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น มีการจำลองภาพคล้ายๆหนังตะลุง ฉายไปทีละภาพเพื่อเล่าเรื่องตำนานต่างๆ ที่มีในสมัยต่างๆ
เปิดให้ชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้เท่านั้นนะ ใครที่อยากรู้ประวัติความเป็นมาของสยามประเทศก็อย่าพลาดเด็ดขาด



ภาพด้านหน้าพิพิธภัณฑ์


ภาพบรรยากาศภายใน


ภาพปืนใหญ่ ไว้เล่นเกมส์ยิงข้าศึก


วิทยุในสมัยก่อน



จำลองช่อง 4 บางขุนพรหม


สถานที่เที่ยวในยุคก่อน


เอาไว้จะมาอัพเดทใหม่เน้ออ




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2551 19:46:24 น.
Counter : 391 Pageviews.  

ความทรงจำ (ที่ไม่อยากให้กลายเป็นสีจาง)

2-6 พฤษภาคม 2551

ไม่อยากเขียนยกยอ หรือชื่นชมใครจริงๆนะ แต่เราอยากขอบคุณหนังสือเล่มนี้ “โตเกียวไม่มีขา” หนังสือเล่มแรกที่ทำให้เราก้าวสู่โลกแห่งหนังสือเล่มอื่นต่อๆมา มันช่างเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจริงๆ เราจำไม่ได้ว่าเรามาอ่านหนังสือเล่มอื่นๆต่อจากเล่มนี้มานานแค่ไหนแล้ว แต่เมื่อรู้ตัวอีกที กลับกลายเป็นว่าเราไปร่วมกิจกรรมกับนักเขียนหลายกิจกรรมด้วยกัน อย่างไม่รู้ตัว (จริงๆนะ) แบบมีก็ไป (ตลอด)
ครั้งนี้ก็ให้เขียนใบสมัครเพื่อทำกิจกรรม
1. ปลูกป่า
2. ฝังไทม์แคปซูล
3. คนที่ไปจะมีชื่อลงหนังสือเล่มต่อไปของนักเขียน 3 คนนี้แน่ๆ

แน่นอนว่าคนที่ชอบอยู่เบื้องหลังชนิดไม่ก้าวผ่านมาด้านหน้าอย่างเรา ย่อมไม่ค่อยอยากมีตัวเองปรากฏอยู่เบื้องหน้าแน่ๆ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ 3 ไม่ใช่เหตุผลหลักที่เราจะไปแน่ๆ

การฝังไทม์แคปซูล ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ติดที่ว่า ไม่รู้จะฝังอะไรดีนี่สิ พยายามหาแล้ว แต่ก็ไม่เจอ (ขอโทษจริงๆนะที่ชีวิตนี้ไม่มีของอะไรสำคัญแบบจะเอาไปฝังได้จริงๆ) แต่จะให้ฝังอะไรที่อยากลืมก็ไม่ฝังแน่ๆ ฝังเพื่ออีก 10 ปีจะเปิดขึ้นมาเจอมันอีกงั้นเหรอ? หลังจากคิดว่าจะเอาหนังสือเล่มแรก (เล่มที่กล่าวข้างต้น) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้มางานครั้งนี้ไปฝัง ก็เปลี่ยนใจ เพราะกลัวว่านักเขียนจะน้อยใจ (เนื่องจากไม่รู้จักกัน) สุดท้ายก็คิดที่จะเอาอะไรง่ายๆไปฝัง(ไม่ขอบอกว่าเป็นอะไรละกัน) เนื่องจากรู้สึกแย่กับตัวเองอย่างที่สุด รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าที่สุดในชีวิต เพราะเราไม่มีอะไรจะไปฝังจริงๆนะ เรากลับมาถึงบ้าน ก็คิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะเอาอะไรมาฝัง เราก็ยังคงหาคำตอบไม่เจออยู่ดี มันคงเหมือนกับความฝันของเราล่ะมั้ง ที่ไม่ว่าใครๆในทริปถาม เราก็จะตอบว่า หาไม่เจอจริงๆ................ น่าเศร้าจัง

เมื่อกลับมาแล้วคิดว่าตัวเองทำอะไรงี่เง่าลงไป แต่เราก็คิดไปว่า อย่างน้อย อีก10 ปีข้างหน้า เมื่อเราเปิดมันขึ้นมาดู เราก็จะเข้าใจว่า 10 ปีก่อนหน้านั้น เรางี่เง่าได้ขนาดไหน และถ้า 10 ปีข้างหน้า เรายังเป็นแบบเดิม ก็แย่มากแล้ว อย่างน้อยเราก็จะได้เข้าใจว่า 10 ปีก่อนหน้านั้น ความคิดมันเด็กขนาดไหน งี่เง่าขนาดไหน จะไปเครียดกับมันทำไม มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งที่แย่ ก็แค่นั้น

แปลกที่ปกติ ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องงี่เง่าขนาดนี้ เราคงนั่งโทษตัวเองอยู่เป็นอาทิตย์ แต่เรากลับแค่รู้สึกแย่นิดหน่อยเท่านั้น แต่กลับคิดได้ว่า เราดูถูกตัวเองมามากพอแล้ว อย่าให้มากไปกว่านี้เลย หรืออาจเป็นเพราะว่าทริปนี้มันทำให้เราเห็นอะไรที่มีค่ามากกว่าการมานั่งโทษตัวเองก็เป็นได้

การตอบคำถามบางอย่าง เรากลับรู้สึกว่าเราตอบไม่ดีเลย ของคนอื่นตอบดีกว่าเราอีก แต่ก็น่าแปลกอีก ที่อีกหลายคนก็คิดเหมือนกันว่า การตอบคำถามของคนอื่นดีกว่าของตัวเอง เราก็เลยคิดว่า ตัวเราเองไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเลย ..........
แต่ทริปครั้งนี้ กลับทำให้เรา ภูมิใจที่สุดในชีวิต ภูมิใจจริงๆค่ะ ภูมิใจที่ได้ไป

ไม่ว่าพี่พี่นักเขียนทั้ง 3 คนจะเลือกเราไปเพราะอะไรก็ตาม เราไม่สนอีกต่อไป จากตอนแรกก็อยากรู้ว่าทำไมถึงเลือกเรา แต่ตอนนี้เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เราไม่ต้องการคำตอบอีกแล้ว

เราแค่รู้สึกว่า เราดีใจจริงๆที่ได้ไป และถ้าไม่ได้ไปก็คงจะเสียใจมาก

หนังสือ “อัจริยะสร้างได้” ของคุณ หนูดี ที่บอกว่า อย่าเลือกเพราะคิดว่าทำสิ่งนั้นได้ดีที่สุด แต่ให้เลือกที่คิดว่าถ้าไม่ได้ทำแล้วจะเสียใจที่สุด (ไม่ตรงทีเดียวแต่ประมาณนี้)

ขอบคุณประโยคนี้มากที่ทำให้เราตัดสินใจส่งใบสมัคร เพราะเราแค่รู้สึกว่าโคตรอยากไปเลย และทริปนี้ก็เป็นทริปที่ทำให้เราเข้าใจประโยคนี้ได้ดีที่สุด

ใช่แล้วค่ะ เราไม่เสียใจเลยที่ได้ไปทริปนี้ และถ้าเราไม่ได้ไปทริปนี้เราคงจะเสียใจที่สุดในชีวิต

เราไม่ใช่เข้าใจแค่ประโยคนี้มากขึ้น แต่เรายังเข้าใจ อัฉริยะภาพด้านเกี่ยวกับธรรมชาติได้ดีขึ้น อีกด้วย

ใครจะรู้ว่าการถอนผักบุ้งของพวกเราเพียง 1 แปลง จะทำให้เรามองเห็นอะไรที่มากกว่าผัก เราเห็นอัธยาศัยอันดีของชาวบ้าน ที่แม้ว่าเราจะถอนผักบุ้งมากเกินไป จนเค้าอาจจะขายไม่หมด หรือเราถอนผักบุ้งที่ไม่มีรากไปซะหลายอัน หรือช้ำไปก่อน แต่เค้าก็ไม่บ่น ให้พวกเราช่วยถอน ขอบคุณที่ทำให้เราได้ทำอะไรแบบนี้ครั้งแรก

เมื่อพวกเราช่วยถอน สิ่งที่ลุงยื่นกลับมาให้กลับเป็นผักบุ้ง 3 กำใหญ่ๆ ที่ไปขายได้กำละ 5 บาทเท่านั้น ใช้เวลาปลูก 45 วัน แต่ขายได้กำใหญ่ๆ กำละ 5 บาท แม้ว่าพวกเราจะเกรงใจ แต่ก็รับมา ผักบุ้ง 3 กำ 15 บาท แต่กลับรู้สึกดีใจกว่าได้เงินที่จำนวนมากกว่านั้นหลายเท่านัก มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ

เมื่อใครๆถามว่าประทับใจอะไรที่สุดในทริป “เราตอบได้เต็มปากว่าเก็บผักบุ้ง” เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านจริงๆ ชาวบ้านที่ปลูกผักขายเลี้ยงปากท้อง ชาวบ้านที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ไม่มีการล้อมรั้ว เดินเล่นได้ตามสบายเหมือนเป็นบ้านตัวเอง ชาวบ้านที่เมื่อเห็นคนแปลกหน้ามา ก็ต้อนรับอย่างเป็นกันเอง และยังให้ช่วยถอนผักบุ้งอีก

การถอนผักบุ้งไม่ใช่แค่ให้เราได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน (ที่เด็กเมืองอย่างเราไม่เคยเห็น) มากขึ้น แต่มันยังทำให้พวกเราที่ไปถอนรู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักกันล่ะน่า

ทริปนี้มันมีความประทับใจ มากมาย จนบรรยายออกมาเป็นคำพูด ให้คนอื่นอิน หรือเข้าใจตามได้ยากมาก คงไม่มีใครเข้าใจเท่าพวกเราที่อยู่ในเหตุการณ์อีกแล้วแหละ

ใครจะรู้ว่าบางสิ่งที่เราลังเลว่าควรทำรึเปล่า แต่วันหนึ่งเมื่อเราได้ทำมัน เรากลับเพิ่งได้รับรู้ความรู้สึกว่า “ไม่เสียดายเลยที่ทำมันลงไป” เพิ่งเข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ใครจะไปรู้ว่าจากการที่เราอยากปลูกต้นไม้ ร่วมทำกิจกรรมดีๆ กับนักเขียนที่ชื่นชอบ จะกลายเป็นความทรงจำที่เรียกได้ว่า ประทับใจที่สุดในชีวิต

ใครจะรู้ว่าวีดีโอที่แค่จะไปถ่ายเก็บไว้ดูเล่นๆ และให้พี่ลิปดา กับพี่นก ที่ไม่ได้ไปด้วยดู เพราะรู้ว่าพี่ๆก็คงอยากไปด้วย ในวันหนึ่ง มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เป็นครั้งแรกที่เราตอบได้อย่างเต็มปากว่า “เราภูมิใจว่ะ ที่ได้เรียนฟิล์ม” เราเพิ่งรู้ว่า ฟิล์มก็ให้อะไรได้มากกว่าหนังเหมือนกัน

สัญญาที่ว่า วันฉัตรมงคล ปี 2561 พวกเราจะเจอกันเวลาเที่ยงตรง ณ ที่นัดหมาย มันมีความหมายมากว่าอะไรทั้งนั้น อย่างน้อย มันก็ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายว่า เราจะก้าวในวันต่อๆไปเพื่ออะไร

จากตอนแรกที่คิดว่า ข้อที่ 3 มีตัวเราปรากฏในหนังสือ เป็นข้อที่เราไม่สนใจมากที่สุด และคิดว่าไม่มีก็ได้ แต่ตอนนี้ ขอเปลี่ยนใจได้มั้ยค่ะพี่ๆ ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ แม้จะมีเพียงแค่ 1 บรรทัด หรือ 1 ประโยค แค่ให้เราได้มีส่วนร่วมบางอย่าง เพื่อเก็บไว้ในความทรงจำ มันก็มากเกินพอ


ปล. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะพี่หมอบอกว่า “ตับแข็งจริงๆนะ”
จริงๆแล้วมันมีเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นมากมาย ก็คือ อีก 10 ปีข้างหน้าเราต้องยังมีชีวิตอยู่
ต่อจากนี้ไป อีก 10 ปี มันสำคัญสำหรับเรามาก


ขอใส่เพลงให้น้องจิ๊บ ที่อยากร้องมากๆ แต่ก็ไม่ได้ร้อง


วันเวลาดี ๆ เหล่านั้น
เธอยังคงจำมันได้ไหม
วันที่เคยร่วมทุกข์และสุขจนล้นหัวใจ
วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน

แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป
อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนั้น
อยากจะมีเพลง เพลงนึง
ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นพัน ๆ ให้เธอรู้

ให้ทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ ที่แห่งนี้นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้
จะไม่มีเปลี่ยนไป

และทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ไม่ว่าจะนาน เท่าไหร่
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

วันที่เราไม่เคย ย่อท้อ วันที่เราต่างมีความฝัน
และทำทุก ๆ สิ่งด้วยหัวใจเดียวกัน
เธอยังคงจำมันได้ใช่ไหม

แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป
อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนี้
อยากจะมีเพลงเพลงนึงตอบเรื่องราวที่ดีดีเตือนให้รู้

ให้ทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ ที่แห่งนี้นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้
ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป

และทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ไม่ว่าจะนาน เท่าไหร่
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

ให้ทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ ที่แห่งนี้นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้
ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป

และทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้
ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ไม่ว่าจะนาน เท่าไหร่
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน





 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2551 2:25:39 น.
Counter : 251 Pageviews.  

อำลาโทรเลขเป็นครั้งสุดท้ายกันเถอะ


28 มีนา 51

วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 นี้ จะยกเลิกการใช้โทรเลขอย่างเป็นทางการแล้ว อยากชวนเพื่อนๆ ส่งโทรเลขเก็บไว้เป็นที่ระลึก อย่างน้อยเราก็มีประวัติศาสตร์บางอย่างไว้ในครอบครอง ก่อนที่มันจะยกเลิกไป

อาทิตย์นี้เราจึงเริ่มส่งโทรเลขใ้ห้ตัวเองไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ก็เลยมาบอกต่อ เริ่มจากโทรเลขถ้าใครอยากจะส่งไว้เป็นที่ระลึก มันไม่ได้มีส่งทุกสาขา แต่จะมีเฉพาะสาขาใหญ่ๆเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนนำไปส่งต้องเช็คก่อนว่า ที่ทำการไปรษณีย์ที่เราจะไปส่งนั้นยังมีการส่งโทรเลขอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็เริ่มขั้นตอนต่อไปเลย

เจ้าหน้าที่จะมีกระดาษสีน้ำตาลมาให้เรากรอก โดยเราต้องกรอกชื่อที่อยู่ผู้รับ ข้อความ และชื่อที่อยู่ผู้ส่ง การคิดค่าบริการนั้น คิดคำละ 1 บาทเมื่อส่งแบบธรรมดา และคิดคำละ 2 บาท เมื่อส่งแบบด่วน โดยจะนับทุกคำตั้งแต่ชื่อที่อยู่ผู้ส่ง ข้อความ และชื่อที่อยู่ผู้รับ

แม้ว่าสมัยก่อนการส่งโทรเลขจะถือว่าเป็น EMS ที่ถือว่าเร็วที่สุด แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีคนใช้น้อย การส่งก็ล่าช้า และเมื่อเทีียบกับอีเมลล์ก็ยิ่งช้าใหญ่ แต่เราก็อยากชวนคนที่สนใจเก็บไว้เป็นที่ระทึก ก่อนที่มันจะปิดบริการ

วันที่เราไปส่ง มีคุณลุงที่ไปรษณีย์คนนึงบอกว่า "ดีแล้วแหละที่มาส่ง เพราะมันจะปิดให้บริการแล้ว" แกพูดเชิงว่า ก็ใจหายเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนถือว่าเป็นการสื่อสารที่เร็วมาก แต่ก็จะปิดซะแล้ว

เราคิดว่าถ้าเราสร้างปรากฎการณ์ได้ล่ะก็ ถ้ามีคนส่งโทรเลขกันเยอะๆ ก่อนที่มันจะปิด ก็คงจะมีบุรษไปษณีย์บางคนที่ทำงานด้านโทรเลขมานาน หรือผูกพัน กับมันมาก ก็คงจะดีใจ ที่อย่างน้อย ก่อนจะถึงวินาทีสุดท้ายของโทรเลข ก็มีคนสนใจมัน

เรารู้มาว่าใครที่ปลายทางอยู่สำโรง จะได้โทรเลขแบบพิเศษกว่าที่อื่นมากๆ ข้างหน้าจะเป็นซองสวยมากๆ และก็ใหญ่ด้วย เขียนหน้าซองว่า "โทรเลขไมตรีจิตร" และด้านในก็จะมีกรอบกระดาษลายสวยมากๆ ล้อมรอบโทรเลขไว้ ถ้าใครอยู่แถวนั้นถือว่าโชคดีมาก เพราะจะได้โทรเลขสวยๆเก็บไว้เป็นที่ระลึก (แต่เรื่องที่จะได้โทรเลขสวยๆจริงๆ แน่ๆรึเปล่าเราก็ไม่แน่ใจนะ แต่มีคนบอกว่าบ้านอยู่เขตนั้นจะได้แบบนั้น และกรอบกระดาษจะเปลี่ยนทุกเดือน ได้ยินแล้วรู้สึกน่ารัก และอบอุ่นไปด้วย น่าเสียดายที่บ้านเราไม่ได้อยู่เขตนั้น ไม่งั้นคงได้โทรเลขสวยๆมาไว้ในครอบครองบ้าง)

ยังไง ถ้าใครสนใจก็ลองส่งโทรเลขไว้เป็นที่ระลึกกันนะ

มาดูรูปกันดีกว่า (อาจจะไม่ชัดนะ ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากใช้มือถือถ่าย)



ภาพตอนที่เรากรอกข้อความเพื่อส่งโทรเลข




ภาพตอนที่เรากรอกข้อความเพื่อส่งโทรเลข (2)


ซองและโทรเลขที่เราส่งเรียบร้อยแล้ว


ซองโทรเลข

หมดแล้ว


ปล. คำทัั้้้งหมดที่นำมาลง เป็นแค่ความคิดการนำเสนอของเราเท่านั้นนะ ถ้าใครสนใจก็อย่าลืมไปส่งกันนะ




 

Create Date : 26 เมษายน 2551    
Last Update : 26 เมษายน 2551 0:19:24 น.
Counter : 345 Pageviews.  

ดูหนังๆ







Once

19 เมษา 2551


ครั้งแรกที่ได้เห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ก็ทำให้รู้สึกชอบและอยากดูเล็กๆ แต่ด้วยความที่มันเหมือนโปสเตอร์หนังฝรั่งเศสหลายๆเรื่อง


ทำให้นึกว่าเป็นหนังฝรั่งเศส จึงไม่ได้ดู เนื่องจากคิดว่าอาจจะแนวเดิมที่เคยดู ก็เลยคิดว่าจะไม่ดู แต่ก็มีคนบอกว่าหนังดีนะ เราก็ผ่านไปหลายครั้ง แต่เนื่องจากเวลาของเรากับเวลาที่หนังฉาย ไม่ค่อยตรงกัน จึงไม่ได้ดู เราก็คิดว่าหนังออกโรงไปแล้ว



แต่วันนี้ก็ตัดสินใจดู ตอนแรกหนังดูเป็นหนังรักโรแมนติก ที่เราคิดเองว่าน่าจะยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง แต่จริงๆแล้วพอเราเข้าไปดูมันก็แค่ ชั่วโมงกว่าๆแค่นั้น และก็ไม่ใช่หนังฝรั่งเศสอย่างที่คิด



ตอนแรกก็ว่าจะไม่ดูแล้ว เพราะไปดูคนเดียว (อีกแล้ว) แต่ก็ความรู้สึกก็เหมือนตอนดูปิดเทอมใหญ่ฯ อีกนั่นแหละ อยู่ดีๆอยากดูก็เดินเข้าไปดูเลย



และด้วยความที่ once ไม่ใช่หนังตลาด เราเลยคิดว่าคนคงดูน้อย ใกล้ออกโรงด้วย แล้วยังเหลือรอบที่ค่อนข้างค่ำรอบเดียว



แต่เราคิดผิด ตอนไปซื้อตั๋ว ในเวลาที่เลยเวลาฉายมานิดหน่อย คนถือว่าเยอะมากทีเดียว เพียงแต่ที่โซนด้านล่างไม่มีคนนั่ง ส่วนโซนบนเต็มหมด แอบตกใจเล็กน้อย และโซนบนที่เราจองเหลือประมาณ 3 ที่ตอนไปถึง (ถ้าไปดู 2 คนจะไม่มีที่นั่ง นอกจากยอมนั่งข้างหน้าแล้วแหงนคอ)



ตอนซื้อตั๋ว (เลยเวลาฉายมาแล้วประมาณ 3 นาที)



คนข้างหน้าเรา “Once ค่ะ”
เรา “Once ค่ะ”
คนต่อจากเรา “Once ครับ”



คนดูเยอะเกินคาดนะเนี่ย ก็เลยแอบคาดหวังไปเยอะ ว่าต้องดีแน่ๆ เพราะใกล้ออกโรง คนยังดูเยอะอยู่เลย


ความจริงหนังก็ดูไม่มีอะไรมากมาย แต่เราชอบภาพ ชอบกลิ่นอาย และสไตล์ของหนังมากๆ และเพลงก็เพราะ ดนตรีก็ดี

(เราวิจารณ์อะไรไม่เป็นหรอกนะ แค่เขียนความรู้สึก)

พอจบแล้วก็รู้สึกไม่มีอะไรมากมายนี่หว่า แต่แปลกที่ออกจากโรงมาตั้งนานแล้ว แต่ความรู้สึกยังอยู่ มันไม่ได้ซึ้งประทับใจอะไรขนาดนั้น แต่กลับรู้สึกว่า “ชอบว่ะ” อย่างอธิบายไม่ถูก

เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ถ้าใครชอบก็จะชอบไปเลย แต่ถ้าใครไม่ชอบก็จะรู้สึกเฉยๆไปเลยอ่ะ

เรากลับมาถึงบ้าน ก็เซริ์จหาข้อมูลหนังเรื่องนี้นิดหน่อย ก็พอรู้มาว่าเป็นหนังทุนต่ำที่ผู้กำกับเป็นคนถ่ายเอง ประมาณหนังอินดี้นั่นเอง (แต่เราว่าภาพสวย มุมกล้องดีมากๆ) และที่ตกใจไปกว่านั้นก็คือ พระเอกกับนางเอกของเรื่องดันปิ๊งกันจริงๆนอกจอ ซะงั้น 5555


ความรู้สึกของเรา เรารู้สึกเหมือนได้รับกลิ่นอาย ของ”Before sunset” ,
“ Before sunrise” บวกกับกลิ่นอายของ “across the universe” เลยอ่ะ มันดูไม่เยอะเท่า แต่มันดูลงตัวดีอ่ะ


สุดท้าย (จบแบบห้วนดีแท้ ) “Once” แปลว่า “ครั้งเดียว”
Once ครั้งเดียวก็หลงเสน่ห์ของมัน (อันนี้เฉพาะเรานะ คนอื่นไม่รู้) แต่เราชอบ









 

Create Date : 20 เมษายน 2551    
Last Update : 21 เมษายน 2551 16:23:37 น.
Counter : 684 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.