ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

ครบรอบหนึ่งเดือนเมื่อเราเจอกัน

นี่ก็ครบรอบ 1 เดือนที่เราพบกัน (ว่าไปนั่น) มันก็แค่ครบรอบ 1 เดือนที่เราได้พบนักเขียนที่เราชื่นชม (อย่าถามว่าทำไมไม่อัพตั้งแต่ 1 เดือนก่อน ) เหตุผลคือ มันเขียนไม่ได้ พยายามเขียนมาตลอด แต่มันไม่ใช่แบบนี้ กลุ้ม ตอนนี้มันก็เลยออกมาในรูปแบบไดอารี่จริงๆ (พี่จิตร มาอัพแล้วนะ ในรูปแบบไดอารี่เลย)

เรื่องของเรื่องคือเราได้โจทย์ให้เขียนบท เรื่องอะไรก็ได้ที่อึดอัดมากๆ ดึงมันออกมาเป็นบทซะ จะให้พูดตรงๆก็มี หลายเรื่องด้วย แต่อ.ไม่เข้าใจเหรอค่ะ ว่าเรื่องบางเรื่องมันก็ควรเป็นส่วนตัว มันเล่าไม่ได้ แต่อ.ก็ยังจะพยายามที่จะให้ทำ เริ่มเครียด เครียดตรงที่ว่างานแมวฯ แค่อัพบล๊อค ผ่านมา 1 เดือนเต็มแระ ยังอัพไม่ได้ แล้วบทภาพยนตร์ชั้นล่ะ ให้เวลา 1 อาทิตย์เต็ม คงรอดหรอก (หนักใจก็คือเรื่องที่อ.ต้องการ เราไม่อยากเขียน แล้วถ้ามันไม่อยากเขียน มันจะออกมาไม่ดี แบบโดนบังคับ อ.เข้าใจมั้ยค่ะ?) เหนื่อยไม่ต่างจากพี่ลิปเลย อันนี้เรียกว่าเหนื่อยใจ เราก็เลยเริ่มจาก วันนี้ตั้งใจว่าต้องอัพงานแมวฯให้ได้ ไม่งั้นมันจะคั่งค้างไม่เสร็จ (ถึงแม้มันจะไม่สด คนจะไม่อยากอ่าน แต่มันคั่งค้างใจเราว่าถ้าไม่อัพตายแน่ๆ)

เข้ามาต่องานแมวฯ วันนี้ของเดือนที่แล้ว เราได้ทำการฉายเดี่ยวไป “งานเปิดตัวผู้อ่าน” ขอเน้นว่าผู้อ่าน คือคนเขียนอยากเห็นหน้าคนอ่าน ตอนแรกคิดนานมากจะไปดีมั้ยว่ะ ไปคนเดียวเนี่ย แต่ก็ตัดสินใจไปจนได้ ฉายเดี่ยวไปเลย ไปแบบมั่นใจมาก นั่นคือภายนอก (ภายในคือไม่ไหวแล้ว จะทำอะไรมากก็ไม่ได้มาคนเดียว อาย) แต่ทั้งๆที่ไม่สบายก็จะไป เพราะงานอย่างนี้ไม่รู้ว่าครั้งต่อไปจะมีอีกรึเปล่า นักเขียนสามคนนี้จะบังเอิญออกหนังสือพร้อมกันรึเปล่า เราแค่คิดว่าถ้าเราพลาดเราคงต้องเสียใจมาก

เริ่มต้นจากการลงรถไฟฟ้า และเดินหาโรงละคร “มะขามป้อม” นึกว่าจะหายาก แต่มันหาง่ายกว่าที่คิด ก็เลยไปถึงโดยเร็ว หลังจากยืนลังเลอยู่หน้าประตู ทางทีมงานหน้าตาใจดีก็หันมามองแล้วยิ้ม พยักหน้าเชิงว่า เข้ามาสิ เราก็เลยเดินเข้าไป และแล้วความอบอุ่นก็พุ่งเข้ามาแบบไม่ตั้งตัว (ไม่ใช่เพราะพี่ก้องมางานนี้นะ ) ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่มันรู้สึกแปลกมากๆ รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง กับบรรยากาศของโรงละคร แม้มันจะเล็กมากกว่าที่เราคิดมากก็ตาม เพิ่งเข้าใจคำว่า “เล็ก แต่อบอุ่น” และคำว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” และแล้วก็เกิดคำถามขึ้นในใจ นี่ขนาดแค่ความรู้สึกของโรงละคร แล้วคณะละครนี้ล่ะ ถ้าได้มาดู คงรู้สึกดีไม่น้อย

ความคิดทั้งหมดถูกกระชากออกไปเมื่อมีคนบอกว่าให้ลงทะเบียนก่อนเข้างาน เราก็ไปต่อแถวลงทะเบียน พอลงเสร็จเห็นพี่เอ๋นั่งอยู่ และมีคนเอาหนังสือมาให้เซ็นต์ เรานั่งลงข้างพี่เอ๋ และบอกว่า คือว่ามันเยอะมากนะค่ะ (มันในที่นี้คือหนังสือ) เราขนมาเกือบหมดทุกเล่ม (ยกเว้นสองเล่ม ให้เซ็นต์ไปแล้ว) พี่เอ๋มองแบบซึ้ง ขอบคุณมากครับ ถามชื่อเรา และนั่งเซ็นต์ให้ทีละเล่ม เราเพิ่งสังเกตุว่า พี่เอ๋ เซ็นต์หนังสือทุกๆเล่ม ของทุกๆคน ด้วยความตั้งใจ ค่อยๆบรรจงวาด (อีกเหตุผลที่หอบหนังสือมา คือ พี่เอ๋เซ็นต์หนังสือแต่ละเล่มไม่เหมือนกันเลย ประณีตในการเซ็นต์มาก ทำให้เราอยากได้ลายเซ็นต์พี่เอ๋ทุกเล่มเลย) เคยเอาหนังสือไปให้นักเขียนคนอื่นที่มีชื่อเซ็นต์ เค้าบอกว่าให้เขียนชื่อใส่กระดาษแล้วแนบไว้ในหนังสือแล้วส่งให้นักเขียนคนนั้น

นักเขียนคนนั้นไม่มองหน้าคนที่ซื้อหนังสือตัวเองด้วยซ้ำ ก็แค่เซ็นต์ตามที่คนส่งมา บางคนก็แค่เซ็นต์จริงๆ แม้แต่ชื่อคนอ่านยังไม่สน แต่พี่เอ๋พยายามจำชื่อและจำหน้าคนอ่านทุกๆคน ว่าคนนี้ไงที่ชอบผลงานเรา นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นครั้งแรกที่พี่เอ๋เซ็นต์หนังสือให้เราตอนงานสัปดาห์หนังสือ แม้ว่าจะดูวุ่นวายนิดหน่อย แต่พี่เอ๋ก็ยังคงบรรจงค่อยๆเซ็นต์ อย่างน้อยพี่เอ๋ก็ถามชื่อก่อนเซ็นต์ (แม้ว่าจะจำไม่ได้ก็เถอะ) แต่มันก็รู้สึกดีที่ใส่ใจคนอ่าน
ไม่ใช่แค่เซ็นต์ให้เท่านั้น พี่เอ๋ยังอยากเก็บภาพคนที่ชื่นชอบผลงานตัวเองไว้ (สังเกตุจากการที่พี่เอ๋ขอถ่ายรูปแฟนหนังสือทุกคนเก็บไว้ และระหว่างพูดคุยก็จะหยิบกล้องมาถ่ายรูปคนอ่านไว้ด้วย)

เราชอบนักเขียนที่ไม่ถือตัว และใส่ใจคนอ่านอย่างนี้แหละ สำหรับนักเขียนที่จัดงานนี้ขึ้นมา แม้จะไม่ได้ทำขนาดพี่เอ๋ แต่เราเชื่อว่าคงคิดไม่ต่างกัน ทุกคนก็คงอยากเจอคนที่ชอบผลงานของเรา

ระหว่างที่ให้พี่เอ๋เซ็นต์หนังสือ เราก็เห็นผู้ชายหน้าตี๋นั่งยิ้มอยู่ เราก็มองว่าใครว่ะ? สงสัยทีมงาน สักพักชายหนุ่มคนนั้นก็นำเสื่อมาปู ทำให้เราหนักแน่นในคำตอบมากขึ้น (แอบแปลกใจว่าทำไมทีมงานดูเด่นจัง) แต่แล้วคำตอบก็มาถึงโดยเร็ว เมื่อมีคนนำหนังสือ “สองเงาในเกาหลี” (หนังสือสุดโรแมนติก) มาให้เซ็นต์ แอบคิดในใจ คนนี้คือพี่ก้องหรอ เกือบหน้าแตกมั้ยล่ะ (ไม่เคยเห็นหน้าพี่ก้องมาก่อน นี่ครั้งแรก ขอโทษด้วยคร้าบที่มะรู้จัก) แต่เราก็เอาหนังสือพี่ก้องมาให้เซ็นต์นะ เพราะก็ชอบมากเหมือนกัน และก็จะซื้อหนังสือต้นไม้ใต้โลก กลับไปด้วย

พี่อัพเดินเข้ามา มีแฟนหนังสือล้อมรอบต่อแถวยาว เราก็รู้แล้วว่าคนนี้คือคุณทรงศีล เคยเห็นแวบๆ ฮอตเหมือนกันนะเนี่ย พี่อัพดูเป็นคนเงียบๆ มีโลกส่วนตัวสูง เราแอบวิเคราะห์ เราตรงไปยังแถวพี่ก้อง จะให้พี่ก้องเซ็นให้ แต่ก็ยังไม่ทันจะให้พี่ก้องเซ็นต์ ก็เริ่มงานซะแล้ว

งานเริ่มจากให้พี่อัพไปร้องเพลง 2 เพลง (แอบอึ้ง ร้องเพราะดีว่ะ ชอบๆ น่าจะออกเทปนะเนี่ย) เมื่องานเริ่ม สิ่งที่ไม่คิดคิดก็เกิดขึ้น คนที่ตบมุขส่วนใหญ่เป็นพี่อัพ (ทำไมพี่ดูเงียบๆ แล้วเป็นงี้ค่ะ) ไอ้ตบมุขไม่เท่าไหร่ แต่ตบมุขหน้านิ่งนี่สิ ทำไปได้เพ่

งานเริ่มจากนักเขียนเริ่มถามกันเองก่อน เนื่องจากยังไม่มีใครกล้าถาม สักพักก็มีคนถามขึ้นมาคำถามแรก เราจำไม่ค่อยได้ แต่ประมาณว่า “คุณคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ยังไง” คือว่าคำถามนี้คิดได้ไง เป็นเราคงอึ้ง แต่พี่ทั้งสามตอบออกมาได้ดีมากๆ

คนอ่านหลายๆคนถามคำถามดีมาก จนมีพี่นักเขียนบางคนเอาไปอัพบล๊อคว่า ถามดีกว่านักข่าวอีกนะครับ (นักเขียนยังบอกอีกว่า พูดกับแฟนหนังสือดีกว่าเปิดตัวกับนักข่าวตรงที่ว่า นักข่าวมาเพื่อหน้าที่ ไม่ได้ชอบอะไรหรอก แต่จำเป็นต้องมา แต่แฟนหนังสือมาเพราะอยากมา) ก็จริงแหละ (หลังจากแอบเนียนไปงานเปิดตัวหนังสือที่เซ็นต์ทรัลเวิร์ด บรรยากาศมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ความอบอุ่นเป็นกันเอง กับความตรึงเครียด) ก็เพิ่งรู้ว่าคำพูดนั้นคืออะไรในงานวันนั้นเอง

หลายๆคำถามที่โดนใจเรา แบบไม่ต้องคิดว่าพวกพี่เค้าคิดยังไง แต่ช่วยกลับมาถามตัวเองดีกว่า อย่างเช่น มีคนถามว่า “ 5 ปีที่แล้วพี่ทำอะไร ปัจจุบันกำลังทำอะไร และอีก 5 ปีข้างหน้าจะทำอะไร” มันเหมือนเป็นคำถามง่ายๆ แต่ถ้าคิดดีๆ มันให้อะไรมากกว่าที่คิด ถ้าเราลองมองย้อนมาที่ตัวเอง คุณลองถามตัวคุณเองว่า 5 ปีที่แล้วทำอะไรอยู่ ปัจจุบันสิ่งนั้นมันดีขึ้น แย่ลง หรืออยู่กับที่ บางทีเวลามันผ่านไปเร็วจนเราลืมไปว่าสิ่งนั้นมันผ่านมาหลายปีแล้วนะ มันควรจะทำได้ดีกว่านี้ (แต่อย่ากดดันตัวเองนะ แค่ให้มองตัวเองแค่นั้น) แล้ว 5 ปีข้างหน้าล่ะ (อันนี้มันเหมือนกับเป็นการวางเป้าหมายไว้ว่าเราจะต้องทำให้ได้นะ ซึ่งมันตั้ง 5 ปี ไม่ใช่แค่ 5 ปี ตั้ง 5 ปีเราก็ควรจะมีจุดมุ่งหมาย หรือมีอะไรที่ต้องทำสำเร็จสักอย่างได้บ้างแหละ พี่ๆทั้ง 3 ก็ตอบมาดีมาก แต่ที่แน่ๆคือ ทั้ง 3 คน 5 ปีก่อนกำลังพยายามจะทำสิ่งที่เป็นสิ่งที่ทำในปัจจุบันอยู่ และคิดว่าสิ่งที่ทำตอนนี้ใช่แล้ว ก็จะพยายามทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ ให้มันดีขึ้น ถ้าอ่านจบแล้วเราต้องมองย้อนกลับมาดูตัวเอง ว่าเราทำได้ดีรึยัง (นี่เป็นข้อคิดอะไรบางอย่างให้กับตัวเราเอง)

พี่ๆพูดเรื่องดีๆหลายเรื่อง แต่เราจำไม่หมด ที่จำเรื่องนี้ได้เพราะว่ามันโดน มันโดนตรงที่คงเป็นประโยคที่เราจำไปอีกนาน ให้เรามองย้อนกลับมาที่ตัวเองเสมอๆ เหมือนเป็นการเช็คตัวเอง ไม่ให้ลืมสิ่งที่ทำ

ส่วนพี่จิตรก็จะติดใจประโยคของพี่ก้องที่ว่า “ไม่มีผลงานชิ้นไหนดีที่สุด แต่ว่าผลงานไหนเข้าตากรรมการที่สุด” ซึ่งมันก็จริง บางทีเราดูหนังบางเรื่องเราชอบ เราว่าดี แต่บางคนอาจะไม่ชอบก็ได้ มันเป็นอีกอย่างที่เรามันถามตัวเองเสมอว่าเอาอะไรมาตัดสิน ว่าผลงานชิ้นหนึ่งดี หรือไม่ดี เราว่ามันขึ้นอยู่กับความชอบของคนมากกว่า แค่เราตั้งใจทำงานนั้นออกมาให้ดีที่สุดเป็นพอ

งานนี้ให้อะไรมากมาย แต่มีสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เราจะได้เพื่อนใหม่ถึง 4 คน บังเอิญไปรู้จัก และคุยกันเยี่ยงมางานนี้ด้วยกัน จนพี่อัพถามว่า ไม่ได้มาด้วยกันจริงเหรอ ดูสนิทกันมาก (พี่ลิปบอกว่าคนเนียนๆอย่างนี้หาได้ตามร้านขายยาทั่วไป)

งานนี้จบไปได้ด้วยดี และเราออกมาเป็นกลุ่มสุดท้าย จนเค้าปิดประตูเลย เดินออกมาพร้อมพี่อัพ และพี่ก้อง เยี่ยงเป็นแฟนพันธ์แท้นักเขียน (แอบคิด จะอยู่ทำไมจนจบว่ะเนี่ย) แบบว่าวันนั้นว่าง สแตนบายทั้งวันอยู่แล้ว ก็เลยไม่รีบอะไร (แต่อายนะที่กลับทีหลังเลย เพื่อ?)

นอกจากพบนักเขียนที่ตัวเองชอบ ยังได้มิตรภาพกลับมาอีก เหมือนกับใครบางคนเขียนไว้ “ถ้าเราอยากรู้จัก เราจะได้รู้จัก” วันนี้เราได้รู้จักกันแล้วนะค่ะ พี่จิตร พี่ลิปดา พี่นก และน้องเกตุ




ป.ล. นี่ครบรอบหนึ่งเดือนพอดี ที่เราเจอกัน พี่จิตร พี่ลิปดา พี่นก และน้องเกตุ




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 0:34:41 น.
Counter : 216 Pageviews.  

ทุกคนมีดีในตัวเอง

หลายๆคนอาจกำลังสับสนในตัวเอง ไม่มั่นใจในตัวเอง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ในที่สุดเราก็ค้นพบคำตอบของอะไรบางสิ่ง จากหนังสือเล่มนี้

มันเป็นหนังสือเล่มแรก (จากจำนวนหลายสิบเล่มที่ซื้อมา) เล่มแรกที่คิดว่ายังไงก็อยากอ่านให้จบเล่มแรกเลย เพราะกำลังขาดกำลังใจอย่างแรง พออ่านจบแล้วมันทำให้รู้ว่า เราควรที่จะเรียนรู้จากสิ่งผิดพลาดในอดีตไม่ใช่เอามันมาคิดแต่ว่ามันผิดพลาด แต่ในเมื่อเราผิดพลาดไปแล้ว เราก็ควรยอมรับมัน และเก็บมันไว้เป็นบทเรียน อดีตมันไม่สำคัญอะไรเพราะมันเป็นเพียงแค่อดีต ปัจจุบันสำคัญที่สุด ส่วนอนาคตก็ให้มันเป็นไปตามที่ปัจจุบันเราทำไว้ และอย่ามัววาดฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร (ในเมื่อมันยังมาไม่ถึง)

“คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ที่การใช้ชีวิตในโลกจริง ไม่ใช่โลกฝัน ไม่ใช่ในอดีตหรือในมิติเวลาที่ยังมาไม่ถึง” ในหน้า 146 (ขอยืมหน่อยนะค่ะ)
ประโยคนี้ทำให้เราอยู่กับความเป็นจริง (คือปัจจุบัน) ไม่ใช่อดีตที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หรือในอนาคต ที่มันยังมาไม่ถึง แม้ว่าจะคิดไปก่อน ก็ใช่ว่าต่อไปข้างหน้ามันจะเป็นแบบที่เราคิดจริงๆ ถ้าคิดไปในทางที่ดีมันก็ดี แต่ถ้าเพ้อฝัน ก็อย่าเลยดีกว่า

อีกอย่างนึง ก็คือ การมีความฝันเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ควรที่จะก้าวไปให้ถึงฝันของเราด้วย ควรที่จะพยายามทำให้ฝันของเราเป็นจริง “คนจำนวนมากไปไม่ถึงฝัน มิใช่เพราะเขาอ่อนด้อยกว่าคนอื่น หากเพราะเขาทิ้งความอดทนไว้กลางทางต่างหาก” หน้า 28 (ขอหยิบมาอีกประโยคนะค่ะ)

มันเป็นสิ่งที่จริง ถ้าเราหมดความอดทนไปก่อน เราก็ย่อมไปไม่ถึงฝัน ทางเดียวที่เราจะไปถึงฝันได้ก็คือความอดทน และอึด

คนเราทุกคนมีค่า อย่าไปคิดว่าตัวเองไร้ค่า เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ ถ้าคนเราหวังแต่จะทำสิ่งใหญ่ หวังแต่จะทำตำแหน่งใหญ่ๆ แล้วใครจะทำหน้าที่เล็กๆ ใครจะกวาดถนน ใครจะเก็บขยะ ทุกคน ทุกหน้าที่ย่อมมีความสำคัญของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นส่วนเล็กๆก็มีความสำคัญ

อย่าพยายามคิดว่าตัวเองไร้ค่า มันก็คงเหมือนกับชื่อหนังสือ ให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ถึงแม้จะเป็นสิ่งเล็ก แต่มันก็เป็น


“รอยเท้าเล็กๆของเราเอง”



รอยเท้าของเราเอง ไม่ใช่ของคนอื่น แม้มันจะเป็นเพียงสิ่งเล็ก แต่เราก็ควรภูมิใจไม่ใช่เหรอ ว่าอย่างน้อยมันก็เป็นรอยเท้าของเรา เป็นสิ่งที่เราทำมันขึ้นมาเอง เราก็ควรที่จะภูมิใจ เราก็ควรให้เกียรติตัวเอง เราก็ควรเคารพตัวเอง ก่อนที่เราจะไปทำงานใหญ่ๆ ถ้าเราไม่เคารพตัวเองก่อน แล้วใครจะเคารพเรา.........
ใครที่กำลังขาดกำลังใจ สับสนในชีวิต ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้


หนังสือ รอยเท้าเล็กๆของเราเอง (วินทร์ เลียววาริณ)
http://www.winbookclub.com



ขอบคุณ คุณวินทร์ ที่เขียนหนังสือดีๆเล่มนี้ขึ้นมา ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นค่ะ




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2550 22:20:26 น.
Counter : 347 Pageviews.  

มิตรภาพ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ไปงานเกี่ยวกับหนังสือมางานนึง ซึ่งก็ได้รับอะไรมากมายจากงานนี้ ได้ทั้งสาระ ความรู้ ข้อคิดดีๆ และที่สำคัญมิตรภาพ แบบคาดไม่ถึง อยากเขียนความประทับใจ และข้อคิดที่ได้ไว้ แต่ว่าเนื่องจากผ่านมาหลายวันมันก็เลยขาดความสดไปแล้ว ก็เลยรอเทปที่ได้อัดวีดีโอไว้ จะเอามาดูอีกครั้ง และจะบันทึกไว้เป็นความทรงจำ และประสบการณ์ที่ดี
หลังจากได้เข้าไปอ่านไดอารี่ของรุ่นพี่ที่ได้เจอในงานวันนั้น ก็ได้เข้ามาดูบล๊อคตัวเองบ้าง และก็ได้พบว่า มีคนมาเม้นต์เรื่องเกี่ยวกับหนังสั้นมา เดือนกว่าแล้ว แต่ขอสารภาพว่าเพิ่งเห็นจริงๆ และก็ไม่ได้แอดคุณ เวียงขวัญไปด้วย ต้องขอโทษด้วยค่ะ พอดีว่าไม่ค่อยได้เข้ามาเช็ค มาอ่านบล๊อคเท่าไหร่ งานก็เยอะ และยังติดสอบอีก ดีใจนะค่ะ ที่มีคนมาอ่านด้วย ตอนแรกก็งงๆ ว่าหาบล๊อคเราเจอได้ยังไง และก็บอกว่าเราเขียนวิจารณ์ เราก็งงๆ ความจริงเราไม่ได้จะวิจารณ์อะไรเลย แค่อยากบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็น ประสบการณ์ และความประทับใจไว้เท่านั้นเอง แต่เมื่อมีรุ่นพี่คนนึงมาอ่าน และยืนยันว่าสิ่งที่เราเขียนไปนั้นคือการวิจารณ์ (เพิ่งรู้เหมือนกัน เพราะคิดว่าถ้าวิจารณ์มันจะต้องเขียนอะไรที่ละเอียดกว่านี้ อธิบายรายละเอียด ข้อดี ข้อเสียได้ แต่นี่เราแค่เขียนความเห็นของเราเองบันทึกไว้เท่านั้น และไม่คิดว่าจะมีคนมาตามหาบล๊อคเจอจนได้)
ขอสารภาพอีกอย่าง ว่าเวลาเราดูหนังบางทีเราไม่ได้ดูไปว่าบทดีแค่ไหน ซีจีเนียนมั้ย นักแสดงเล่นดีรึเปล่า ฯลฯ บางทีเราจะดูแค่ธีม ที่คนทำหนังต้องการนำเสนอ บางทีเราก็ประทับใจอะไรได้ง่ายๆ อย่างเรื่อง แม่พวงมาลัย ของคุณเวียงขวัญเนี่ย แค่ 8 นาที แต่อธิบายอะไรหลายๆอย่างได้ง่าย มันเลยทำให้เราประทับใจ และก็มอแกน, ป่ะ?ก็นำเสนอแง่คิดอะไรดีๆ ทำให้เราเห็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่บางทีเราอาจมองข้ามพวกเขาไป ขอบคุณที่ช่วยเปิดมุมมองของเราให้กว้างขึ้นอีก (ย้ำอีกแล้ว) แต่อีกสองเรื่องก็ชอบนะ อย่าเพิ่งน้อยใจไป
ขอบคุณคุณวอร์ ที่มาเมนต์อะไรดีๆอย่างนี้ แอบอิจฉาที่ได้ไปเจอประสบการณ์อะไรดีๆอย่างนี้ (แต่เราก็รับรู้ความรู้สึกนั้นจากการดูหนังไปแล้ว แต่คงได้ไม่เท่าคนที่ได้ไปจริงๆ และก็เห็นมันจริงๆ) ชอบคำพูดที่ว่า “คนเราหาความสุขได้ด้วยตัวของเราเอง” จังเลย
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ด้วยนะค่ะ จะเก็บความทรงจำดีๆเหล่านี้ไว้ค่ะ ทำให้รู้สึกว่า จริงๆแล้วมิตรภาพมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ท่ามกลางชีวิตสังคมเมือง และคนเห็นแก่ตัวแล้ว พอได้ไปเจออะไรใหม่ๆ ไปเจอคน และสังคมที่น่ารักซะบ้าง มันอาจช่วยให้เรามีกำลังใจขึ้น เมื่อต่อสู้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้ต่อไป..............


ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ......




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 11:28:38 น.
Counter : 220 Pageviews.  

งานสัปดาห์หนังสือ

ในที่สุดงานสัปดาห์หนังสือที่รอคอยก็มาถึง รอจนสอบเสร็จ เราก็เลือกที่จะไปวันอาทิตย์ (เพราะต้องไปเปิดตัวนิตยสารพอดี) ก็เลยไปทีเดียวเลยละกาน แวะซื้อหนังสือก่อนการเปิดตัว หนักมากๆ เราไม่เดินมาก เพราะเราลิสรายชื่อหนังสือ สำนักพิมพ์ และชื่อบู๊ธมาแล้ว (เหลือแค่แฮร์รี่ที่เล็งไว้แต่ไม่ได้จอง เนื่องจาก หมดตูด ดันลิสไว้ แล้วลืมนับว่ากี่เล่มซะงั้น ยังดีนะที่อยู่ในงบ และก็มาถึงงานเปิดตัวหนังสือ ตื่นเต้นๆ ถูกสัมภาษณ์แบบเป็นการเป็นงานครั้งแรกในชีวิต แต่ตอบแบบฮา และสั้น (โดนถามคนแรก คิดไม่ทัน ไมโง่เยี่ยงนี้ว่ะเนี่ย) แต่ก็เฮฮากันไป และผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นเราก็ได้หนังสือฟรีมาอีก 5 เล่ม (คือที่อยู่ในเป้นี่ยังหนักไม่พอใช่ม้ายยยยยยย) เราก็ทำการตามหานิตยสารสารกระตุ้นที่เล็งไว้ แต่ก็ไม่เจอ แล้วก็ไปเจอแบบมือสอง แต่สภาพยังดี โอ้แม่เจ้า ที่ตามหานี่น่า แต่ไม่สามารถขนได้เกิน 3 เล่ม ถึงจะหนักก็พยายามต่อไป ดีนะมีเพื่อนมาช่วยแบก ชั้นร๊ากกกกกแกว่ะ 5555
หลังจากมางานหนังสือครั้งนี้เราก็ได้ข้อคิดว่า ครั้งหน้าเลิกซื้อเหอะ เพราะ เกือบยี่สิบเล่มนี้จะอ่านทันยังไงเนี่ยยยย ยังไม่พอพี่ฝากซื้ออีกเยอะ และยังงกอีก เนื่องจากทางสำนักพิมพ์บอกว่า ถ้าคุณซื้อเพิ่มอีกเล่ม เราจะให้กระเป๋าคุณมูลค่า 350 บาททันที ก็เลยซื้อมาอีกเล่ม เพื่อ? จะอ่านหมดยังไงว่ะ
ไม่สบายก็ไม่สบายยังจะไปอีก ว่าแล้วยังไม่ได้จัดหนังสือเข้าตู้เลยนี่หว่า เฮอะๆ ถึงว่าห้องรกๆ เพิ่งนึกได้อีก จะอาทิตย์แระ (จริงๆคือป่วยนอนโทรม) แต่คงต้องจัดแล้วแหละ กลัวกระจั๊ว
งานสัปดาห์หนังสือฯ ก็เลยผ่านไปด้วยประการฉะนี้ .....................




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2550    
Last Update : 27 ตุลาคม 2550 22:04:39 น.
Counter : 219 Pageviews.  

ช่วงเวลาที่ชั้นสับสน

สับสน งุนงง ไม่เข้าใจตัวเอง เหมือนจะเจอสิ่งที่ตัวเองตามหาแล้ว แต่พอคิดอีกทีมันกลับหาไม่เจอว่ะ งง ตกลงสิ่งที่เราทำไปเราชอบจริงเหรอ จริงๆมันก็ชอบนะ รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ แต่มันยังไม่รู้ว่าอะไรที่ตัวเองชอบมากๆ และทำได้ดีมากๆ เหมือนทำได้แค่เกือบกลาง ยังมาไม่ถึงตรงกลางด้วยซ้ำ เหมือนตัวเองช้ากว่าคนอื่น กังวลมากกว่าคนอื่น เหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น หรือว่าไม่กล้าเดินเข้าไปหาว่ามันคืออะไร เพราะกลัวว่ามันจะแย่ กลัวความจริงที่มันกำลังจะเกิดขึ้น
หลายวันมานี้ ไม่สบาย เหมือนมีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเรา ปกติเป็นคนไม่ค่อยกล้า ไม่มั่นใจ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษไข้ หรืออะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวเรา ที่ทำให้เราดูเปลี่ยนไป วันนี้ หลายๆคนทักเราว่า ดูมั่นใจจังเลย (หรอ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจมาก่อนเลย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกหวั่น และกลัว) หันกลับมามองดูตัวเอง เรามั่นใจเหรอว่ะ แต่พอนั่งคิดดู รู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ตัวเอง และมันก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น โดยไม่รู้เหตุผลว่าเกิดจากอะไร แต่ที่แน่ๆเหมือนแต่ก่อนคิดมาก คิดเล็กคิดน้อย เหมือนมันคิดน้อยลง ทำให้เวลาทำอะไรดูมั่นใจมั้ง แต่มันกลับรู้เหมือนใจกำลังล่องลอยไปที่ไหนสักที่ ทำให้เราไม่ได้คิดมากเหมือนแต่ก่อน คิดเล็กคิดน้อย ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วมันจะดีมั้ยว่ะ เหมือนเกรงใจคนอื่นมากๆ แต่ตอนนี้มันเหมือนถ้าเราคิดจะทำสิ่งนี้ ก็ทำเลยโดยไม่มานั่งคิดซ้ำๆ หลายๆครั้งว่าจะทำดีมั้ยว่ะ
แต่ก่อนเราคิดว่าถ้าเราทำอะไรสักอย่างลงไป แล้วมันจะมาเสียใจทีหลัง เราก็เลยมานั่งคิดมากก่อนทำเสมอ และคิดไปล่วงหน้าก่อนเสมอว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะ จะเป็นไง แล้วถ้าทำลงไปแล้ว จะมานั่งเสียใจภายหลังหรือไม่ แต่ตอนนี้กลับทำลงไปเลย ไม่คิดมากเหมือนเดิม
งุนงงกับตัวเองสุดๆไปเลย เราว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เราชอบนะ เรามีความสุข เราสนุกกับมันมาก แต่พอถึงเวลาสอบ กลับรู้สึกทำได้ไม่ดี มันรู้สึกแย่จัง ที่ชอบแต่ทำได้ไม่ดี ทำไมล่ะ? ไม่เข้าใจ
เราหันกลับมามองตัวเองทันที นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนช่วงเวลานึง เราลืมคุยกับตัวเอง เราลืมที่จะถามตัวเองว่า เราทำอะไร เราชอบรึเปล่า แล้วเราควรทำอะไรให้สิ่งที่เราทำ เราจะทำมันให้ดีขึ้นได้
ทุกครั้งที่สอบเราจะกังวล หรือเราจะกังวลมากไปจนทำไม่ได้ ทุกครั้งที่สอบกลับสับสน และถามตัวเองบ่อยๆว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ อะไรคือสิ่งที่เราชอบ มันใช่แน่เหรอ แต่ทุกครั้งคำตอบเดิมก็เวียนมาเหมือนอัดเทปซ้ำ มันมีความสุขที่ได้เรียนนะ แต่เวลาสอบกลับกดดันมากๆ ทั้งๆที่คนอื่นก็ชิวๆ หรือเราจะเครียดมากไปเอง หรือว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่เราชอบกลับทำได้ไม่ดี
เคยได้ยินมั้ยว่าคนเราทำสิ่งที่คิดว่าชอบ แต่กลับทำได้ไม่ดี เราเคยได้ยินแต่ว่าทำสิ่งที่ชอบแล้วจะทำได้ดี นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังเล่นอะไรบางอย่างกับความรู้สึกตัวเองอยู่เหรอ? หรือสิ่งที่เราคิดว่าใช่ จริงๆแล้วมันก็ยังไม่ใช่ เรามีความสุขและรู้สึกดีกับมันนะ แต่มันก็เหมือนยัง มันยังไม่ใช่ แล้วสิ่งที่เราต้องการคืออะไร?
เราคงต้องรีบหาทางทำอะไรกับตัวเอง ที่เป็นแบบนี้ ที่เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เหมือนตามหาอะไรบางอย่าง แต่ก็หาไม่เจอสักที เหมือนกำลังเดินวนเป็นวงกลม แต่ก็ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น อาจจะมีแต่ลดลงด้วยซ้ำ เหมือนเราพยายามอยากทำอะไร ให้มันได้มากกว่าเดิม ในขณะที่คนรอบข้างวิ่งสูงขึ้นพัฒนาขึ้น แต่เรากลับรู้สึกถอยลงๆ ใจก็ยังคงล่องลอยไปไกล...... แต่ไปไหนไม่รู้ ไม่รู้จุดหมาย ไม่เข้าใจว่าใจตัวเองต้องการอะไร
ตอนนี้แค่อยากตามหาใจของตัวเองว่า กำลังจะทำอะไร? ใจมันไปอยู่ที่ใด โดยที่เจ้าของของมันไม่รู้ ทั้งๆที่เป็นเจ้าของ แต่กลับไม่รู้จักใจตัวเอง
ทั้งที่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำตัวไร้สาระ ไร้ค่า ล่องลอย แต่ก็หาเหตุผลไม่พบ มันเหมือนอยากทำตัวเองให้หายไปไหนสักที่ ที่ๆไม่มีใครพบ คอยถามหาใจตัวเองว่า ต้องการอะไรกันแน่ อยากอยู่คนเดียว ลำพัง แล้วนั่งคิด ว่าเราเป็นอะไรไป..............
ตกลงเราจะเจอมั้ยว่าตัวเองเป็นอะไร แล้วเมื่อไหร่ล่ะ เราจะตามหาตัวเองพบ แต่ก็ยังคงหวังว่าสักวันจะพบสิ่งที่ตามหา หวังว่าคงไม่นานนะ เราคงทนอยู่กับสภาพแบบนี้ตอนเปิดเทอมไม่ได้ เพราะ เราคงไม่มีสมาธิในการเรียนเป็นแน่......................
หวังว่าเร็วๆนี้ คงค้นพบ

คิดว่าจะอัพมาหลายวันแล้วแต่มันมีมีอารมณ์อัพ ตอนนี้ค้นพบแล้วว่าทำไม เพราะมันเป็นแบบนี้นี่เอง เราก็คงต้องหาเวลาคุยกับตัวเองมากขึ้น เพื่อจะได้พบคำตอบนั้นเร็วๆ




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2550    
Last Update : 23 ตุลาคม 2550 23:00:00 น.
Counter : 220 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.