ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

125 ปี ไปรษณีย์ไทย

หลังจากอัพเดทเรื่อง “คิดถึง” ไปแล้ว ก็มีโอกาสได้ไปงาน 125 ปีไปรษณีย์ไทยมา ถ้าใครชอบส่งจดหมาย โปสการ์ด หรือสะสมแสตมป์ ห้ามพลาด นอกจากสิ่งที่เราคิดว่าจะได้เห็น ซึ่งก็คือ โปสการ์ด ซองจดหมาย และแสตมป์แล้ว ยังเหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มีของเล่นสมัยเด็กขาย มีขนมสมัยเด็ก

ที่แอบประทับใจมากกว่าตัวงานเล็กน้อย ก็คือ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย จูงหลานตัวเล็กๆ มาเดินเที่ยวงาน (ที่อาจเรียกว่างานย้อนยุคน่าจะชัดเจนกว่า) แทบจะใกล้เคียงมิวเซียมสยามเลยทีเดียว พ่อแม่อุ้มลูกถ่ายในร้านทำผมย้อนยุคแบบจำลอง คุณยายพาหลานมาดูของเล่น ส่วนหลานๆ ก็ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นของเล่นแปลกตา (สมัยพ่อแม่ยังเด็ก) พอคุณยายเห็นคุณหลานชอบ ก็ซื้อให้ยกใหญ่ “ชอบอันนี้เหรอ แล้วเอาอะไรอีก” ดูแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เลยจริงๆ

แต่ที่ชอบไม่แพ้กันเลย คือจากคำติดไว้หลายๆที่ หรือจากโปสการ์ดที่เขียนว่า “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” เด็กๆที่ยังไม่ประสีประสา จะรู้มั้ยนะ ว่าสิ่งที่พวกเขามาเดินดู มัน ‘เคยเก่า’ มาก่อน แต่ ณ ปัจจุบันที่เขายืนอยู่ มันกลับมาใหม่อีกครั้ง

ใหม่อีกครั้ง ใช่ใหม่อีกครั้ง ที่บอกอย่างนั้นก็เพราะว่า เมื่อวันก่อนไปเดิน loft สยามมา สิ่งที่ประหลาดใจสุดๆก็คือ ของเล่นเก่าๆเหล่านั้น ถูกนำมาขายในห้าง โดยเฉพาะว่าเป็น loft ด้วยสิ ของเล่นเก่าๆ และขนมเก่าๆ ถูกนำมาบรรจุใหม่ ขายใหม่ และแน่นอน คนใหม่ (รวมคนเก่าด้วย) ก็ซื้อ เราแอบคิดไปว่า ของที่แต่ก่อนขายแถวโรงเรียน หรือร้านชำ ปัจจุบันกลายเป็นแพ็คขายในห้าง

อาจเป็นเพราะว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ในปัจจุบันที่ของเล่นกลายเป็นหุ่นยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ไปแล้ว เด็กๆอาจหาอะไรเล่นเหมือนสมัยพวกคุณพ่อคุณแม่ยังเด็กยากเต็มที หลายๆครอบครัวจึงพาลูกพาหลานมาดูอะไร ที่ต่อไปอาจจะกลายเป็น “เก่า” อีกครั้ง และหาดูได้ยากกว่านี้อีกมาก
ถ้าใครว่างก็ไปดูได้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ มีถึงวันอาทิตย์นี้




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2551    
Last Update : 9 สิงหาคม 2551 0:39:27 น.
Counter : 225 Pageviews.  

คิดถึง

เคยไหมถ้าคิดถึงใคร ทำยังไงให้หายคิดถึง?

จดหมาย สำหรับเราเป็นสิ่งที่คลาสสิกที่สุดเลยทีเดียว เมื่อก่อนในตอนที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือให้โทรหากันง่ายดายอย่างนี้ สมัยประถม เราจะติดต่อกับเพื่อนที่อยู่คนละจังหวัด ด้วย “จดหมาย” ตอบกันไป ตอบกันมา คลาสสิกเป็นที่สุด แต่ว่าปัจจุบัน มีหลายๆคนบอกว่า การส่งจดหมาย ช่างล้าสมัยสิ้นดี ในขณะที่เราคิดว่า มันก็ยังคงความคลาสสิก ลายกระดาษเขียนจดหมายที่เราต้องพิถีพิถันในการเลือก ลายมือที่ค่อยๆบรรจงเขียนลงไป เรื่องราวมากมายที่อยากเล่าให้อีกฝ่ายหนึ่งฟัง ซองจดหมายลายสวย หรือจำเป็นต้องลายเดียวกันกับกระดาษที่เขียนเพื่อความสวยงาม

และที่จำได้อย่างแม่นยำ เพราะกลัวว่าจดหมายจะตกหล่นจนไม่ถึงมือเจ้าของ เรามักจะเขียนไว้ที่หน้าซองเสมอๆว่า “ขอบคุณ คุณบุรุษไปรษณีย์มากค่ะ” เราชักสงสัยแล้วสิ ว่าบุรุษไปรษณีย์ที่อ่านจะดีใจมั้ยนะ ที่เห็นข้อความหน้าซอง แต่ที่ดีใจมากไปกว่านั้นก็คือ จดหมายทุกฉบับถึงมือเรา และเพื่อน ไม่เคยตกหล่นเลย

ตอนนี้สมควรเขียนคำนี้แล้ว “ขอบคุณคุณบุรุษไปรษณีย์ค่ะ”

สิ่งที่เราส่งไปนั้น มีมากกว่าข้อความที่เล่า นั่นคือความ “คิดถึง”

โปสการ์ด สิ่งที่คลาสสิกไม่แพ้จดหมาย ปัจจุบันก็คงมีจำนวนคนน้อยเต็มทีแล้วที่ยังนิยมส่งโปสการ์ดกันอยู่ เพราะวัยรุ่นปัจจุบันเห็นว่าล้าสมัย และการส่งอีการ์ดรวดเร็วกว่า เวลาที่เราไปต่างจังหวัดจะต้องเลือกหาซื้อโปสการ์ดและส่งให้เพื่อน

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เราก็ได้รับโปสการ์ดจากพี่สาวคนสวย จากเชียงใหม่ ประทับใจมาก เพราะโปสการ์ดแผ่นนี้ พี่เค้าทำเองด้วย และส่งมาให้ พี่เค้าบอกว่าตั้งใจทำเต็มที่เลยนะเนี่ย เราคิดว่า นี่คงเป็นโปสการ์ดฉบับแรกของเราจากเชียงใหม่เลยทีเดียว
ขอบคุณมากค่ะพี่

การใช้อีการ์ดที่สะดวกรวดเร็วทันใจนั้นมันก็ดีอยู่หรอก แต่บางครั้งการรอคอยอะไรบางอย่าง อาจทำให้เราใจเย็นขึ้น ตั้งใจที่จะรอสิ่งนั้น และเมื่อสิ่งนั้นมาถึง จะทำให้เราประทับใจกับมันมากกว่าปกติ

จำได้ว่า ช่วงที่ส่งจดหมายหาเพื่อน เนื่องจากการโทรหากันเป็นสิ่งยากนั้น มันสนุกแค่ไหน ที่เราได้รอจดหมายที่เราส่งไปว่ามันจะตอบกลับมาตอนไหน และเราก็ดีใจทุกครั้งที่ได้รับจดหมาย

แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกล การติดต่อกันนั้นแสนง่ายดายขึ้นเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมี ฮิห้า ที่นิยมกันเป็นอย่างมาก เราก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ ข้อเสียก็มีอยู่มาก แต่ขอไม่พูดถึงดีกว่า จะขอพูดแต่ข้อดีละกัน (สำหรับคนที่ใช้มันในทางที่ดี) นั่นก็คือ ฮิห้า เป็นสื่อกลาง ในการติดต่อกับเพื่อนฝูง ยามคิดถึง

บางครั้งแค่คิดถึง ไม่ได้มีอะไรมากมายขนาดต้องเขียนยาวเป็นหน้า แต่แค่อยากบอกว่าคิดถึง ก็โพสมันในฮิห้า เลยว่า “คิดถึงแกจังเลยว่ะ” แล้วเราก็จะได้รับข้อความตอบกลับ ซึ่งหลายๆครั้งก็อาจจะได้แบบทันใจ เพราะมันก็เล่นฮิห้าอยู่เช่นกัน

เมื่อหลายวันก่อน เป็นช่วงสอบ และยุ่งมากๆ เพราะต้องอ่านหนังสือ และต้องยุ่งเรื่องการจัดการบ้านหลังใหม่ ที่กำลังจะย้ายเข้าไป ทำให้ค่อนข้างหงุดหงิด ทำให้ลืมวันลืมคืนไปเลย ว่าเป็นวันเกิดเพื่อน พอสอบเสร็จ คุยเอ็มฯ เพื่อนก็โมโหใหญ่เลย กลายเป็นผิดมากซะงั้น ก็เลยขึ้นข้อความขอโทษไว้ในเอ็มเอสเอ็น และในฮิห้าด้วย

วันนี้ได้รับข้อความจากฮิห้าจากเพื่อนคนนั้นว่า “คิดถึงเน้อ อย่าลืมคิดถึงกันล่ะ”

ดีใจว่ะ เพื่อนหายโกรธแล้ว ^^



ข้อความตอบกลับ “คิดถึงแกเหมือนกันว่ะ” ^^






 

Create Date : 06 สิงหาคม 2551    
Last Update : 6 สิงหาคม 2551 12:11:16 น.
Counter : 255 Pageviews.  

หรือว่าแค่บังเอิญ

หรือว่าแค่บังเอิญ

เมื่อหลายปีก่อน มีหนังสือเกี่ยวกับประเทศเกาหลีเล่มหนึ่งวางแผง ซึ่งคนเขียนก็เป็นนักเขียนที่เราชื่นชมมากๆคนหนึ่ง แต่ที่บังเอิญกว่านั้น เราดันเห็นมันตอนที่เรากำลังจะเดินทางไปประเทศเกาหลีพอดิบพอดี เราก็เลยซื้อ และหยิบติดไม้ติดมือตามไปที่ประเทศเกาหลีด้วย (หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว)

วันเดินทางเราไปเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อนิวซึ่งเป็นลูกเพื่อนพ่อ ที่เรียนรุ่นเดียวกัน เคยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเล่นด้วยกันมาสมัยเด็กๆ เคยแม้กระทั้ง แลกสมุดกันจดบันทึกแต่วัน ตอนสมัยม.ต้น (มีสมุดเล่มนึง วันนี้เราเขียน เขียนเสร็จวันต่อมาเอาให้เพื่อนเขียนต่อ สลับกันไป แต่สมุดเล่มนั้นหายไปไหนแล้วไม่รู้ เสียดายนะเนี่ย) พอเราโตขึ้น พวกเราก็คุยกันน้อยลง ม. 5 เราย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ นั่นทำให้เราไม่ได้คุยกันอีก

เราเจอเพื่อนคนนี้อีกครั้งตอนเข้าปี 1 ใหม่ๆ ซึ่งก็คือ 3 ปีที่แล้วนั่นเอง นั่นคือการบังเอิญเจอกัน ทักกัน และลากจากกัน

เมื่อปีกว่าที่ผ่านมา (ตอนเรียนปี 3 ) ขณะที่เราอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีเสียงตะโกนเรียกชื่อเรา เราหันไป อ้าว เพื่อนเรานั่นเอง คุยไปคุยมา ปรากฏว่า มาโครงการเดียวกัน พ่อแม่แต่ละฝ่ายฝากฝังกันซะดิบดี ดูแลกันด้วยนะ เหมือนมาส่งเด็กอนุบาลไปโรงเรียนอย่างนั้น (ปี 3 แล้วนะค่ะ) 555

แต่อะไรกันที่ทำให้เราเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน อยู่ดีๆก็เจอซะอย่างนั้น และดันจะต้องไปเกาหลีด้วยกันด้วยนี่สิ

หรือว่าแค่บังเอิญ.............


เมื่อถึงเกาหลี เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพียงไม่ถึงครึ่งเล่มในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น ทั้งๆที่เราควรอ่านจบแค่วันเดียว แต่มีอะไรบางอย่างทำให้เราอ่านมันได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

หลังจากเวลาประมาณ 3-4 วันที่อยู่กับโฮสท์ บางอย่างที่อ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ เราจึงถามคนเกาหลีใต้ว่า รู้สึกยังไงกับคนเกาหลีเหนือ คำตอบก็คือ พวกเขาสงสารคนเกาหลีเหนือมากๆ

บางทีเค้าก็อาจจะรู้สึกว่า แท้จริงแล้วพวกเขาก็คือพี่น้องกันนั่นเอง

แต่ทำไม่ต้องเป็นเกาหลี แต่ทำไมเราต้องพกหนังสือที่เกี่ยวกับเกาหลี ไปที่ประเทศเกาหลีเพื่ออ่าน ทั้งๆที่มันไม่ใช่หนังสือท่องเที่ยว ทำไมเราถึงเห็นหนังสือเล่มนั้นก่อนไปเกาหลี

หรือมันแค่บังเอิญ .....................

ก่อนกลับเราสัญญากับโฮสท์เป็นอย่างดีว่าจะติดต่อกัน แต่ด้วยอะไรบางอย่าง (ที่เราก็รู้ดี) ทำให้การติดต่อมีเพียงไม่ถึง 3 เดือนหลังจากที่เราเดินทางกลับเท่านั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็เลือนหายไป และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เราเลือกเองที่จะให้มันเป็นอย่างนั้นเอง

เวลา เกือบ2 ปีผ่านไป เราพยายามเรื่องหลายๆอย่าง ที่เกิดขึ้นที่ประเทศเกาหลี แม้บางทีมันจะค่อนข้างยากก็ตาม แต่เราก็คิดว่าเราพยายาทำมันได้ดีทีเดียว

เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน เรามีโอกาสได้เจอนักเขียนคนนั้น คนที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเกาหลี และทำให้เราพาหนังสือเล่มนั้นไปเกาหลีด้วยกัน ด้วยอะไรบางอย่าง (ทั้งๆที่ควรจะลืมไปแล้ว) เรากลับเล่าให้นักเขียนคนนั้นฟังว่า ตอนที่เราไปเกาหลี เราหยิบหนังสือเล่มนั้นไปเกาหลีด้วยนะ (ทั้งๆที่ไม่ต้องบอกก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงเล่าให้ฟัง) เขาชวนเราคุยต่อ แต่เรากลับรู้สึกอคติเล็กๆกับเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเจอมา มันเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นอคติ ที่ลบออกไม่ได้ ไม่รู้ทำไม มันทำให้เราไม่อินกับมันเต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราไม่เจอเหตุการณ์นั้น เราอาจจะอินกับประเทศนี้มากขึ้นก็เป็นได้

แต่ทำไม่ต้องเป็นเกาหลี ทำไมเราต้องเจอกับนักเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนี้พอดี แต่ทำไมเราถึงต้องเล่าเรื่องนี้ให้นักเขียนคนนี้ฟัง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เรามีโอกาสได้เจอกันบ่อยกว่านั้น แต่ก็ไม่เคยที่จะบอกออกไป

หรือมันแค่บังเอิญ .....................

เรากำลังเรียนวิชาวิจารณ์หนังเอเชีย ก่อนที่จะสอบกลางภาค เราเรียนมาถึงหนังเกาหลีพอดิบพอดี อาจารย์เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเกาหลีคร่าวๆ ว่าหนังเกาหลีมีลักษณะอย่างไร และทำไมหนังเกาหลีถึงได้เจริญเติบโตรวดเร็วขนาดนี้ จนกลายเป็นเทศกาลหนังปูซาน ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้ เราฟังก็รู้สึกทึ่งกับวงการหนังเกาหลีมากๆ อาจารย์จบบทเรียนไว้แค่นั้น และก็มาถึงการสอบการภาค

ทำไมถึงต้องมาจบบทเรียนที่ประเทศเกาหลี ทำไมไม่สอนหนังญี่ปุ่นก่อนหนังเกาหลี ทำไม ?
หรือแค่บังเอิญ ...............

วันพุธ ที่ 30 นี้เอง ขณะที่เรานั่งอ่านหนังสือ และหยอกล้อกับเพื่อนอยู่นั้น ก็มีผู้หญิง 2 คน เดินเข้ามา ทำท่าจะถามอะไรบางอย่าง เราพยายามตั้งใจฟัง แต่คำพูดที่ออกมาก็คือ “I am Korean” คำพูดต่อจากนั้น แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจในภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีสักเท่าไหร่ แต่เขาก็พยายามที่จะพูดมาก เขาเริ่มชวนคุยด้วยประโยคที่ว่า เคยดูหนังเกาหลีไหม รู้จักหนังเกาหลีไหม ชอบนักร้องเกาหลีไหม รู้จักเรนไหม รู้จักดงบังชินกิไหม เราก็ตอบว่ารู้จักแต่ไม่ได้คลั่งไคล้ เราก็คิดว่าจะมาขายของ แต่กลับกลายเป็นว่า

ใน2 วันนี้ (พฤหัสกับศุกร์ ) จะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย – เกาหลี และอยากให้พวกเรา (คือเพื่อนทุกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น) มาร่วมด้วย เขาบอกว่า อยากได้พวกเราเป็นเพื่อน และยื่นกระดาษที่จดรายละเอียดงานทุกอย่าง (ด้วยภาษาไทย) แผ่นเล็กๆให้

ก่อนไปเขายังหันกลับมาบอกเราว่า เราหน้าเหมือนคนเกาหลี (ขอบคุณค่ะ) เขาเข้ามาคุยด้วยไมตรีจิตรมากๆ พอเขากำลังเดินจากไป เราก็หันไปพูดว่า “คัมซาฮานีดา” ที่แปลว่าขอบคุณ เขาหันมามองแบบตกใจ ว่าพูดได้ด้วยหรอ (ก็คิดๆดูแล้วก็ได้ 3 คำอ่ะ ฮันยองอาเซโย – สวัสดี, คัมซาฮานีดา – ขอบคุณ และ ซารังเฮโย – ฉันรักคุณ) ฮ่าๆ แล้วพวกเขาก็เดินจากไป

ตอนนั้นเราคิดขึ้นมาในใจว่า เกาหลีอีกแล้วหรอ ทำไมต้องขึ้นหัวข้อการคุยด้วยหนังเกาหลี เพราะเพิ่งเรียนเรื่องนี้พอดีเลย

หรือว่าแค่บังเอิญ....

พอกลับถึงบ้าน เราก็มาออนเอ็ม โดยลืมกดซ่อนเหมือนอย่างเคย เพราะฉะนั้นเวลามันขึ้น มันจะขึ้น ออนไลน์ทันที ทันใดนั้น ไฟสีส้มก็กระพริบเต็มไปหมด (จะตามตัวช้านนน อะไรตอนนี้) และ 1 ในนั้นก็มี เพื่อนสมัยเด็ก และก็เป็นเพื่อนที่ไปเกาหลีตอนนั้นด้วยกันมาทัก ทั้งๆที่ไม่ได้เจอออนเอ็มมา ครึ่งปีแล้วมั้ง แต่อยู่ดีๆก็มาออนเอ็ม และมาทัก


นิวเข้ามาเพื่อบอกว่า จำเพื่อนๆที่ไปเกาหลีด้วยกันได้มั้ย? เราก็บอกว่าได้ เพื่อนอยากนัดมิ๊ตติ้ง ตอนนี้เนี่ยนะ ทั้งๆที่เวลาเลยมาเกือบจะสองปีแล้วเนี่ยนะ ดันอยากจะมิ๊ตติ้ง

แต่ว่า เกาหลีอีกแล้วเหรอ ทำไมต้องมานัดมิ้ตติ้งเอาตอนนี้ ทำไมต้องมาชวนวันที่เจอคนเกาหลีพอดี

หรือแค่บังเอิญ ..........

คุณเคยเจออะไรบังเอิญบ้างไหม? .....






 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2551 23:35:46 น.
Counter : 238 Pageviews.  

พักอ่านฟังดนตรี



ช่วงนี้อยากอัพบล็อกบ่อยเหลือเกิน ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกมีอะไรอยากเขียนเยอะแยะมากมาย แต่ว่าแต่ละสิ่งที่อยากเขียนนั้น เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ใกล้ตัว (นี่ขนาดช่วงสอบนะเนี่ย)

ตอนนี้อยากเขียนถึงวง “เฉลียง” วงดนตรีรุ่นเดอะ ที่เราคิดว่าเราไม่เคยฟัง และก็ไม่ได้รู้สึกอยากลองฟัง เพราะรู้สึกว่าจะดูเก่าเกินไปสำหรับเรา (ทั้งๆที่ก็ฟัง เดอะบิทเทิ๊ล กับ สุนทราภรณ์มาบ้าง และก็คิดว่าก็เพราะดีนี่)

ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่ฟังเพลงไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ใครว่าเพลงไหนดี เราก็ว่าดีตาม ยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง จำได้ว่าตอนที่รู้สึกฟังเพลงเป็นจริงจัง ก็เป็นตอนที่อยู่ ม. 4 ได้ฟังเพลงของวงดนตรีญี่ปุ่นอยู่วงหนึ่ง คือวง L’Arc~en~cirl ฟังแล้วรู้สึกชอบมาก ดนตรีมีพลัง เสียงร้องเพราะได้ใจมากๆ ทำให้เราชอบวงนี้มาก แต่ไม่ถึงกับแฟนพันธุ์แท้ เพราะเราร้องเพลงวงนี้ไม่เป็น แม้แต่ชื่อเพลงยังจำไม่ค่อยได้ แต่เราชอบฟังมาก เรามีเกือบทุกอัลบั้มของวงนี้ (แผ่นแท้ทั้งหมด)

นั่นทำให้เราเริ่มฟังดนตรีเป็น เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง ว่าควรชอบอะไรแบบไหน หลังจากฟังลาคฯแล้ว เราก็ฟังเพลงวงญี่ปุ่นอีกหลายวง อย่าง X-Japan ซึ่งก็เพราะไม่แพ้กัน เสียงเปียโนของโยชิกิ ที่ฟังกี่ครั้งๆก็เพราะเหลือเกิน

มาถึงวงดนตรีไทยรุ่นเดอะกันบ้าง ได้ยินชื่อวง เฉลียง มานาน แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสฟังสักที มีคนบอกว่าเพลงเพราะมาก มีใครคนหนึ่งบอกว่า ชอบเพลง “เร่ขายฝัน” เราก็ไม่เคยได้ฟังสักที

แต่ว่ามีเพื่อนให้เพลงเฉลียงมาฟัง เป็นคอนเสิร์ต เราเอาใส่เอ็มพี 3 นั่งฟังในรถตู้ เพลงค่อยๆ เล่นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ “นายไข่เจียว” เพลงที่มีเนื้อหาง่ายๆ ดนตรีฟังสบายๆ แต่ฟังแล้วสนุกดีจริงๆ เพลงเที่ยวละไม นิทานหิงห้อย และหลายเพลงที่เคยได้ยินจากโฆษณาหลายๆตัว ที่แท้ เพลงของ เฉลียง เป็นเพลงที่เราได้ยินผ่านหูมาตั้งแต่เด็กๆแทบทั้งสิ้น แต่ไม่เคยใส่ใจในเพลงเลย แปลกที่พอมาลองฟังอย่างจริงจัง กลับชอบมาก

เพลงไล่มาเรื่อยๆ จนมาถึงเพลงที่รอคอย “เร่ขายฝัน” ฟังไปๆ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกอินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ฝันอีกแล้วสินะ “รีบๆมาเอาฝันไป เอาไปทำให้เห็นจริง ฝันไม่เสร็จอย่าทิ้ง ไว้ตามริมทาง”

น้ำตาเริ่มเอ่อล้น แต่ก่อนที่คนข้างๆจะตกใจ ก็เลยต้องฝืนเอาไว้ไม่ให้มันไหลออก ไม่เข้าใจว่าทำไม จู่ๆ น้ำตาก็จะไหลออกมาซะอย่างงั้น อาจเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่เรากำลังหาอยู่ตอนนี้ และก็กลัวว่ามันจะหล่นตามทางมั้ง เราก็เลยอิน (ไม่แปลกใจทำไมถึงชอบเพลงนี้)

อะไรบางอย่างทำให้เราอินกับเพลงวงนี้มากขึ้นเลยๆ ดนตรีที่ฟังสบายๆ เนื้อเพลงที่ฟังง่ายๆแต่กินใจ อะไรบางอย่างที่ฟังแล้วเป็น เฉลียง ทำให้เราชอบมัน ดนตรีที่ดูไม่ปรุงแต่งมากเกิน เสียงร้องที่ไม่ได้เพราะแบบสุดๆ แต่จับได้ถึงความตั้งใจของคนร้อง ร้องออกมาจากใจจริงๆ มันทำให้เราชอบจริง โดยเฉพาะได้ฟังจากคอนเสิร์ต มันได้อารมณ์อย่างบอกไม่ถูก

บางครั้งการฟังอะไรง่ายๆ สบายๆ มันก็มีความสุขดีเหมือนกัน บางวันที่เราพกเอ็มพี 3 ไปด้วย แต่กลับไม่ฟังเพลง กลับมีความรู้สึก อยากฟังเสียงเครื่องยนต์ และล้อรถที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป บางครั้งการฟังอะไรแบบนี้ ก็รู้สึกดีเหมือนกัน

คนทำดนตรีที่ทำด้วยใจ บางครั้งเราก็สัมผัสได้ ....


ปล. - ขอบคุณใครบางคนที่บอกว่าชอบฟังเพลงเฉลียง ทำให้เราได้เห็น ได้ลองฟังอะไรแปลกใหม่อีกแล้ว
- ขอบใจอ๊อฟ ที่เอาเพลงเฉลียงมาให้ฟัง มันเพราะจริงๆนะ
- ขอบคุณคนที่แต่งเพลงให้วงเฉลียง
- ขอบคุณวงเฉลียงที่ทำเพลงดีๆอย่างนี้ออกมา




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2551 20:15:09 น.
Counter : 199 Pageviews.  

เหงา




เวลา ตีหนึ่งกว่า

หน้าต่าง MSN ถูกเปิดขึ้น

ไฟสีส้มกระพริบ

“หวัดดี เป็นไงบ้าง”

“ก็ดีอ่ะ เรื่อยๆ”

“จะไปนอนยัง?”

“ยังอ่ะ เรื่อยเปื่อย ทำไมเหรอ?”

“ดีแล้วๆ ไปนอนพร้อมกัน”

“เป็นอะไรเหรอ เหงาเหรอไง?”

“รู้ได้ไง?”

“ไม่รู้ดิ แค่รู้สึก”

“แต่ไม่เป็นไร มีแกอยู่เป็นเพื่อนแล้ว”

“......”
(จะไม่ให้กรูนอนเลยใช่มั้ย)

“อืม”
เวลาตี 2 กว่า

“ยังไม่นอนเหรอ?”

“ยังอ่ะ”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ -*-“ ...... “ ลืมไปว่าเหงา …. ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?”

“ไม่เป็นอะไรหรอก”

“แน่นะเว่ย”

“อืม”

“อยู่คนเดียวได้ป่ะ?”

“ทำไม จะไปนอนแล้วเหรอ”

“ใช่ๆ ง่วงแล้ว”

“ไปนอนเหอะ อยู่ได้”

“ดึกแล้วไม่นอนหรอเนี่ย”

“อืม ... อีกสักพักก็ไปแล้วแหละ ไปนอนเถอะ”

“อืม ฝันดีนะ อย่าคิดมากล่ะ บาย”

ถ้าบทมีสนทนาเดิมๆเข้ามา ก็คงเป็น

“อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ”

“ไม่นิ ชินแล้ว” “อยู่คนเดียวจนชินแล้ว” “แกล่ะ?”

“เราไม่ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชินเลย”


แปลกดีนะที่คนที่อยู่คนละฝั่งกันกับคอมพิวเตอร์ ไม่มีเสียงพูด มีแต่ตัวหนังสือไม่กี่ตัว แต่กลับรู้สึกได้ถึงความเหงาของใครอีกคน

ในบางคืน อาจมีใครบางคนเหงา เหงามากกว่ากว่าปกติ .....



ปล. - ใครบางคนที่เหงามากกว่าปกติ อาจไม่ใช่เขา แต่เป็นเรา
(อยากรู้ว่า ใครเหงากว่าใคร)
- บางครั้งความเหงาก็น่ากลัว....
- บางทีการนอนหลับ อาจช่วยให้หายเหงาได้






 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2551 11:08:23 น.
Counter : 229 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.