ปากกาไฮไลท์สีแดง
Group Blog
 
All Blogs
 

ปาย คิดถึงจังเลย

หลงรักปาย...............

ปาย เมืองที่เต็มไปด้วยความสุข
ปาย เมืองที่ไม่ว่ามองมุมไหนก็อบอุ่น
ปาย เมืองที่ไม่วุ่นวาย
ปาย เมืองที่เจอแต่คนใจดี
ปาย เมืองที่เหมาะกับการหนีความวุ่นวาย
มันคงไม่ผิดใช่มั้ยที่เราจะ หลงรักปาย.....

เราทั้ง 6 คน เริ่มออกเดินทาง 19.30 ของคืนวันที่ 12 มกราคม เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ การบริการของรถทัวร์ดีมากๆ เราแวะทานข้าวที่จังหวัดกำแพงเพชร เวลาประมาณ ห้าทุ่มกว่าๆ เราก็หลับต่อไปในรถ น่าแปลก เชียงใหม่กับกรุงเทพ ไกลกัน แต่กลับถึงเชียงใหม่โดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าถึงเร็วจัง
เราถึง อาเขต (ชื่อ บขส. ) คนเชียงใหม่เรียกอย่างนั้น เวลาประมาณตีห้า ระหว่างที่พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเข้าห้องน้ำ เนื่องจากสัมภาระเยอะมาก (ภาระจริงๆ) ก็มีลุงคนนึงเดินเข้ามาถามว่าจะไปปายรึเปล่ามีรถตู้พาไป ค่ารถ 150 บาท (มันก็ไม่แพงนะ ที่จริงเช็คราคามาแล้ว) แต่การเดินทางบางครั้งก็มาพร้อมกับความกลัว
ตัวเราคิดไปก่อนแล้วว่า ลุงคนนี้ไว้ใจได้มั้ย กับแค่เดินมาบอกว่าจะพาไปปาย เชื่อถือได้มั้ย แต่ช้าไปเสียแล้ว เพื่อนตกลงกับลุงเรียบร้อย เราคงต้องเสี่ยง การเดินทางแบบนี้เราก็ต้องระแวงเป็นธรรมดา
เราจึงเอาของไปไว้ที่รถของลุง และก็เข้าไปซื้อของกินที่ 7-11 เดินออกมาซึ่งอากาศค่อนข้างหนาวทีเดียว เราเห็นมีหมวก กับ ถุงมือขายอยู่หน้า7-11 เราก็คิดไว้แล้วว่าที่ปายต้องหนาวแน่ๆ เราจึงซื้อมันมาทั้ง 2 อย่าง
พอคนครบ 8 คน คงจะเพียงพอสำหรับค่าจ้างลุง (หรือว่าหาได้แค่นี้ก็ไม่รู้) พวกเราก็ออกเดินทาง
พวกเราเริ่มขึ้นเขาวนแล้ววนอีกหลายโค้ง แต่เราก็ขอตัวหลับก่อน เนื่องจากกินยาแก้เมาเรียบร้อย ลุงก็ยังคงขับวนไปตามทางโค้ง โค้งแล้วโค้งเล่า และก็มาถึงกลางทาง ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว พวกเราแวะเข้าห้องน้ำ ให้ตายเหอะ เป็นอะไรที่หนาวมากกก หนาวขนาดที่พูดจนเป็นไอ ได้เวลาใช้ถุงมือที่ซื้อมาแล้วววว
พอเข้าห้องน้ำเสร็จ เราก็ขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางต่อไปสู่จุดหมาย พวกเราเดินทางมาถึงปายในเวลาประมาณ 8โมงกว่าๆ
พอไปถึงพวกเราก็เช่ารถมอเตอร์ไซต์ 3 คัน คันละ 100 บาทต่อวัน แต่เนื่องจากคนเช่าเยอะมาก ทางร้านจึงเสนอรถใหม่ให้ แต่คิดในราคา 140 บาท 2คัน และเอารถคันเก่าไป 1 คัน พวกเราตกลงทันที
เราขับมอเตอร์ไซต์ ตระเวนหาที่พัก และแล้วก็เจอ 2 ห้องรวมกันชั้นบนกับล่าง ในราคา 1400 บาท ต่อคืน เหมือนจะแพงสักหน่อย แต่บรรยากาศดีโคตรๆ ก็คงสมกับราคาล่ะมั้ง
พวกเราเก็บของ และผลัดกันอาบน้ำ เนื่องจากตอนนั้นอากาศไม่หนาวอีกต่อไปแล้ว มีแต่ความร้อน พอแดดมาก็มีแต่ความร้อน พออาบน้ำกันเสร็จหมดแล้ว ก็ถึงเวลา ตะลุยปาย สักที
นัทนำทางไปน้ำตกแม่เย็นอย่างมั่นใจว่าทางนี้ชัวร์ มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งที่ยังคงลังเลกับทาง ก็คิดว่าพวกเรารู้ทาง ขับตามมาเฉยเลย ขับไปบนทางที่โคตรวิบาก และน่ากลัว (ฝรั่งก็ยังคงขับตามมา) ขับไปจนรู้สึกว่าไกลไปมั้ย เราจึงลงจากมอเตอร์ไซต์ และให้นัทขับไปดูข้างหน้าต่อว่า มีวี่แววมั้ย สักพัก มีหมาประมาณ 4-5 ตัว มันแข่งกันเห่า (หมาของชาวบ้านแถวนั้น คงคิดว่าเราจะมาขโมยของ) และทำท่าจะวิ่งมากัดเรา ดีนะที่มีน้ำล้อมเรากับมันไว้ มันจึงไม่ข้ามมา แต่โอ้แม่เจ้า มันมีสะพานข้ามนี่หว่า แต่โชคยังเข้าข้าง เพราะหมามันมองไม่เห็นสะพาน ระหว่างที่รู้ว่ามันยังหาสะพานไม่เจอ เราก็ตะโกนบอกนัทว่า กลับมาได้แล้ว หมาจะกัดกรูรรรรรรรร มันก็เงียบไป เราก็รีบโทรไปหามัน
เรากลัวมากๆว่าหมาจะหาสะพานเจอ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ยกเว้น ไม่เจอน้ำตก ทุกคนจึงขับกลับมา รวมทั้งฝรั่ง พอขับออกมาสักพัก ก็พบว่า ไอ้นัทพาเข้าผิดซอย -*- แล้วไอ้เหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อกี้ล่ะ?

คราวนี้ฝรั่งเป็นคนนำทางพวกเราบ้าง ขับเข้าไป และก็เดินผ่านธารน้ำตกเล็กๆไป เจอลุงคนนึงกำลังเดินเข้าไปตัดฝืน “ลุงๆ น้ำตกอีกไกลมั้ย” ก็ไกลนะ เดินประมาณ 3 ชั่วโมง โอ้แม่เจ้า “ลุงล้อเล่นป่าว?” ลุงไม่ได้ล้อเล่น พวกเราก็ยังคงเดินกันต่อไป สักพักลุงนำหน้าไปตัดฝืน เพื่อนเราถามลุงอีกครั้ง ด้วยคำถามเดิม ลุงบอกว่าเดิน 7 กิโล ฝรั่งกลุ่มนั้นเดินนำหน้าเราไปไกลแล้ว ขณะนั้นเวลาบ่ายสองกว่า คำนวณไป – กลับแล้ว ถ้าเข้าไป กลับออกมามืดชัวร์ เราก็เลยท้วงว่า อย่าเข้าไปเลย ถ้าเข้าไปกลับมาลำบากแน่ๆ ถ้ามืดเมื่อไหร่ กลับกันไม่ได้แน่ๆ ทุกคนเห็นด้วย อย่างไม่ค่อยเต็มใจ (ก็มันจริงนี่หว่า ถ้ามีใครเป็นอะไรไปจะทำยังไง นี่มันป่าเขานะคุ้น)
พวกเราเดินกลับมาทางเดิม และมุ่งหน้าไป “น้ำตกหมอแปง” ซึ่งก็ต้องขับรถออกไปจากนอกเมืองอีก แต่ไม่ไกลมาก พอไปถึงน้ำตกหมอแปง ไม่ค่อยมีน้ำ คงไม่ใช่ฤดูของมัน ทำให้เราคิดว่า ถ้าไปน้ำตกแม่เย็น เดินไป 7 กิโลแบบนั้น ถ้าเข้าไปเห็นคงสวยน่าดู แต่จากเห็นน้ำตกหมอแปงแล้ว คิดว่าก็คงจะไม่มีน้ำเหมือนๆกัน คิดว่านะ หรืออาจจะสวยเว่อร์ก็ได้...................
เพื่อนๆพยายามปืนไปดูชั้นบนของน้ำตก แต่เราไม่ปีน เพราะรู้ว่าถ้าปีนต้องลงไม่ได้แน่ๆ เดี๋ยวเป็นตัวถ่วงเพื่อนๆซะเปล่า เราจึงไม่ขึ้นไป หลังจากออกมาจากน้ำตก เราได้แวะดื่มน้ำสมุนไพรของลุงที่ขายน้ำหน้าน้ำตก ก็อร่อยดีนะ แต่ขิงเยอะไปหน่อยแสบคอมาก
หลังจากนั้น เราก็ขับกลับบ้านพักเพื่ออาบน้ำ เพราะเราเองเกรงว่าถ้าใกล้มืดมากๆ อากาศจะเริ่มหนาวและอาบน้ำไม่ได้

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งมืด ปาย ยิ่งหนาว ดีนะที่อาบน้ำก่อน หลังจากนั้นเพื่อนๆอยากไป ติ๊งต๊องผับกันมาก เนื่องจากพี่เอส แนะนำไว้อย่างดี ก็เลยตามมันไป ปรากฏว่า ไม่มีคนเลย พวกเราก็สั่งเบียร์ และคอกเทล มาดื่มกัน สักพักไอ้นัทอีกแล้ว ส่งสายตาชวนฝรั่งผู้หญิงหน้าตา น่ารัก 2 คนมานั่งด้วย แต่คนอื่นๆดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วจะชวนมานั่งไมว่ะเนี่ย ตอนนั้นอย่ามาถามเรานะ เพราะเริ่มมึนแล้ว ก็ดันดื่มซะ เครียดไปหน่อย เพราะพวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน พอคุยแล้วเครียด ก็เลยหนักไปหน่อย ไม่น่าวางไว้ข้างหน้าช้านนเลย แต่พอรู้ว่าไม่ไหว ก็เลยรีบสั่งน้ำเปล่ามาแทน เวลาไปพวกนี้ไม่มีใครมาดูแลหรอก ต้องดูแลตัวเอง


ฝรั่งผู้หญิง 2 คนชวนไปฟังดนตรีสดที่ “บีบ๊อบผับ” ต่อ แต่เราไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เราจึงขับมอร์เตอร์ไซต์กับเพื่อนไปถาม ปรากฏว่าอยู่ห่างจาก “ติ๊งต๊อง” ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ระหว่างนั่งรอเพื่อนอยู่หน้าร้าน บี-บ๊อบ เพื่อนๆก็ตามมา แต่เราเห็นเพื่อนคนนึงเมามาก คงไม่ไหวแล้ว ก็เลยกลับกันเหอะ

ระหว่างทางก็ไอ้นัทอีกแล้ว บอกว่าอยากกินส้มตำ ก็เลยแวะกินสั่งส้มตำมังสาวิรัต และตำแตงแบบธรรมดา แล้วก็ไก่อีก 2 แล้วมันก็กินไก่ไม่หมด เสียดายนะเนี่ย แต่ขอบอกว่าส้มตำอร่อยมากๆๆๆๆ ไม่เคยกินอร่อยอย่างนี้มาก่อน ร้านอยู่ตรงโรงแรมอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ ตอนนั้นค่อนข้างมึน แต่มันอยู่ติดกับโรงแรมเล็กๆ ใกล้ป้อมตำรวจตรง 3 แยกทางไปนอกเมืองอ่ะ ถ้าใครไปต้องไปกินให้ได้นะ

To be continue


วันแรกก็ผ่านพ้นไป เราชวนเพื่อนตื่นแต่เช้าเพื่อตักบาตร เราปลุกเพื่อนๆมาตักบาตร ตอนเช้าอากาศดีมาก แต่ก็หนาวมากเหมือนกัน หลังจากตักบาตรเสร็จ เราก็ไปนั่งกินโจ๊กอิสลามต่อ (อร่อยมากๆ) และร้านข้างๆก็เป็นร้าน ปาท๋องโก๋ กับ น้ำเต้าหู้ ขอบอกว่า น้ำเต้าหู้ก็อร๊อยอร่อย ถ้าไปอย่าลืมแวะไปกินนะ

พวกเรากลับมาที่พัก แต่ไม่มีใครกล้าอาบน้ำ เพราะอากาศหนาวมาก ก็เลยคิดว่ากลับมาอาบตอนบ่ายๆที่อากาศร้อนดีกว่า

วันที่ 2 วันนี้เราไปเที่ยวบ่อน้ำร้อนกัน ไปอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ไปต้มไข่กิน อร่อยมากๆ แล้วเพื่อนๆก็ไปแช่น้ำร้อน แต่เราแช่แค่ขา (ไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน) พอได้เวลาพวกเราก็ไปน้ำตก.... ต่อ (จำชื่อน้ำตกไม่ได้) แต่ทางขึ้นน่ากลัวมากๆ โดยเฉพาะเป็นมอเตอร์ไซต์ เรารู้สึกว่านานมากกว่าจะถึง เราไปเจอน้ำตกที่นึงก่อน เพื่อนบอกว่ามันไม่ใช่ (ไอ้นัทอีกแล้ว) มันก็ขับขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ผ่านแปลงเกษตร ผ่านหมู่บ้านชาวเขา เราแวะถามคนแถวนั้น อีกไกลมั้ยกว่าจะถึงน้ำตก เค้าก็บอกว่าไม่ไกล 2 กิโล เราก็ขับไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถึงสักที ทางก็ทรหดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆก็บอกว่าไหนๆก็มาแล้ว ก็ยังคงขับต่อไป จนประมาณบ่าย 4 ก็ยังคงไม่เจอน้ำตก รถมอไซต์คันของเพื่อนที่เป็นคันเก่า ควันออก นึกในใจว่า งานเข้าแล้วกรู และเราอีกแล้ว เสนอ กลับกันดีกว่า เพราะไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเจอ ไปถึงก็ไม่รู้ว่าสวยรึเปล่า แล้วถ้าไปลึกกว่านี้แล้วรถเกิดเสียอย่างหนักจะทำยังไง ความพยายามที่เราขับมาไกลเนี่ย อย่าไปเสียดายเลย มันดีกว่าไปเจออะไรที่มันแก้ไขไม่ได้นะ และทุกคนก็เชื่ออีกครั้ง ยอมขับกลับ


วันนั้นเป็นวันแรกที่รู้จักคำว่า “กิโลแม้ว” ขากลับ เพื่อนแวะน้ำตกที่เห็นกันตอนแรก เราอ่านป้าย อ่านอีกครั้ง และอีกครั้ง ป้ายเขียนว่าน้ำตก............... (จำชื่อน้ำตกไม่ได้) ก็น้ำตกที่เราจะมาไม่ใช่เหรอ??? -*- นัท อีกแล้วนะแก ให้ขับไป 2 กิโลแม้วเพื่อ? เท่าที่นับได้คร่าวๆ แต่จริงๆคงมากกว่านั้น เราขับข้ามเขาไป 2 ลูก ข้างซ้ายเป็นเหว ตกไปตายแน่ ไปเพื่อ?

เพื่อนๆขึ้นบันไดไปเพื่อดูน้ำตก แต่เราขอบาย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ดีนะเนี่ยมีน้ำดื่มไว้หน้ารถไม่งั้นตายแน่ๆ พวกที่ขึ้นไปดูบอกว่า เป็นภูเขาล้อมรอบน้ำตก ดูลึกลับน่ากลัวมาก

พวกเราเริ่มออกเดินทาง เพื่อไป “ปายแคนย่อน” พอไปถึง พี่คนขายน้ำบอกว่า ต้องดูพระอาทิตย์ตกตอน 5 โมงครึ่ง พอใกล้ 5 โมง พวกเราก็ขึ้นไปก่อน เพื่อเตรียมตัว

รอบตัวเรา ล้อมรอบด้วยเหว เป็นครั้งแรกที่เพิ่งรู้ตัวว่ากลัวความสูงขนาดนี้ สักพัก ขาเริ่มสั่น เริ่มหายใจไม่ทัน และจะเป็นลม เราบอกสาว่า สาขอยาดมหน่อย ไม่ไหวแล้ว พวกเพื่อนผู้ชาย3 และเกย์ 1 รวมเป็น 4 ไปปืนเขาเพื่อดูวิว ตอนแรกไม่คิดอะไร สักพักมันปีนไปไกลมาก มองเห็นมันอยู่อีกฟาก แล้วมันก็ตะโกนกลับมา เพื่อนช้านนนนนนน บ้าไปแล้ว ปืนไปไกลเกินไปแล้วนะ แต่ก็คิดว่ามันคงเอาตัวรอดมาได้ แต่เราอ่ะเหรอ ขนาดนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ห่างจากผาประมาณเมตรนึง ยังไม่ไหวเลย ขาสั่นมากๆ ต้องนั่งหันหลังให้ผา จนพวกมันกลับมาอย่างปลอดภัย

พวกเราทั้ง 6 คน ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน มันสวยมากๆจริงๆนะ เรารีบถ่ายรูปก่อนที่แสงจะหมด แล้วก็กลับมาอาบน้ำก่อนที่จะหนาว แล้วก็ออกไปเดินเล่นในเมือง

มื้อเย็นนี้พวกเราเหลือเงินน้อยเต็มที เราก็เลยไปกินขนมจีน จานละ 15 บาท ถูก และอร่อย โดยเฉพาะขนมจีนน้ำเงี้ยวอร่อยมากๆ แล้วเราก็ไปเตรียมซื้อของฝาก แต่ไม่คิดว่าตลาดกลางคืน จะปิดเร็วขนาดนี้ ทำให้อดซื้อของฝากเลย แล้วที่ตกใจมากไปกว่านั้นคือ ของที่อยากซื้อมีขายเฉพาะตอนกลางคืน ทำให้อดซื้อของฝากซะแล้ววว แต่ยังดีหน่อยที่ซื้อโคมทัน จะได้เอาไปลอย

พวกเราไปยืนกลางสะพานใกล้ที่พักเพื่อลอยโคม พวกเรามีโคมอยู่ 3 อัน อันแรกลอยจริงๆ แต่ลอยไปกับน้ำ เหมือนลอยกระทง อันที่ 2 ลอยขึ้นฟ้าอย่างสวยงาม ส่วนอันสุดท้าย ก็ไม่พ้นลอยน้ำตามอันที่ 1 ไปติดๆกัน พวกเราสันนิษฐานกันว่า คงขอพรเยอะไป มันเลยหนักจนตกน้ำ แล้วคืนนั้นพวกเราก็เข้านอนเหมือนเดิม แต่ที่น่าใจหายคือ วันรุ่งขึ้นเราต้องกลับมาสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง ความสุขและความสงบกำลังค่อยๆจางหายไป




วันสุดท้ายที่ปาย เราตื่นแต่เช้า แต่อากาศหนาวมาก หนาวเกินไป จนเราไม่อยากออกจากห้อง แต่เราก็คิดได้ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่กับปาย เราก็เลยรีบตื่นมาพร้อมกับ เสียงเทศน์ของพระตอนเช้า วันนี้มีแค่เรากับเพชรเพียงสองคนเท่านั้นที่ตื่น และไปตักบาตร พอตักบาตรเสร็จ พวกเราเลยถือโอกาสเดินชมปาย เดินเล่น และเก็บบรรยากาศความเป็นปาย ไว้ให้ได้มากที่สุด ก็เรากำลังจะจากเธอไปแล้วนี่หน่า

หลังจากนั้น เราก็มาปลุกเพื่อนๆ เพื่ออาบน้ำ เตรียมตัวกลับกรุงเทพ พวกเรารีบอาบน้ำและจัดของโดยเร็ว เพราะต้องรีบคืนมอเตอร์ไซต์ และต้องเช็คเอ้าท์ก่อน 10 โมง เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ร้านที่จองรถตู้ขากลับ เพื่อที่จะดื่มด่ำกับปายต่ออีกหน่อย และส่งโปสการ์ดหาเพื่อนๆ

จากตอนแรกที่เราคิดว่าส่งให้เพื่อนประมาณ 10 คนคงไม่นานหรอก กลายเป็นว่า มันใช้เวลานานมาก เราเขียนเกือบไม่ทัน ไม่งั้นเราตกรถแน่ๆ เราไม่มีเวลาบรรจง บรรยายความเป็นปายให้ใครฟัง แม้แต่เวลาตกแต่งให้โปสการ์ดสวยงามก็ยิ่งไม่มี

การเขียนโปสการ์ดจากการเดินทาง ในไม่กี่ครั้งของเรา กลายเป็นอย่างนี้ไปได้ เฮ้อ แต่เราอยากบอกเพื่อนทุกคนที่ส่งไปให้ ว่าเราอยากส่งให้จริงๆนะ ถึงแม้ว่ามันจะดูสั้นไป หรือเหมือนเยาะเย้ยมากกว่า แต่จริงๆแล้ว ชั้นคิดถึงพวกแกนะ ชั้นถึงได้ส่งไปให้

แล้วเวลาที่ไม่อยากให้ถึง มันก็มาถึงจนได้ ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องมาถึง นั่นคือเวลาแห่งการลาจาก เหมือนกับที่มีคนพูดว่า “ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา” มันมาถึงแล้วแหละเวลานั้น เวลาที่เราต้องจากปายไปสักที

เวลาที่เราต้องหนีจากความสุขที่เป็นเพียงความฝัน ไปสู่ความจริงอันโหดร้าย แต่ความจริงเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

พวกเรานั่งรถตู้ลงจากปาย เราทานยาแก้เมาเหมือนเคย แต่เพื่อนไม่ยอมทาน หลังจากขึ้นรถได้ไม่นาน มันจะอ้วกให้ได้ แต่ต้องกลั้นไว้ เพราะเกรงใจคนอื่น แล้วพี่คนขับจะตีนผีไปไหนเนี่ย ขับซะบิดสุดพวงมาลัย แล้วหมุนกลับสุด แล้วก็หักกลับสุดอีก เป็นอย่างนี้ไปไหลายร้อยโค้ง พอรถจอดพัก เพื่อนเราก็รีบอ้วกทันที เห็นแล้วสงสารว่ะ ไอ้คนขับก็ขับตีนผีเกิน เหยียบซะเร็ว แล้วกระชากพวกมาลัยที เราแทบตกเบาะ แล้ว 7 ร้อยกว่าโค้ง ไม่ตายเลยนะเนี่ย

แล้วพวกเราก็ถึงเชียงใหม่โดยปลอดภัย และยาแก้เมาของเราเองที่ช่วยให้เพื่อนไม่เมารถ 5555 เรามาถึงอาเขตประมาณห้าโมงเย็น แล้วเราก็หาร้านอาหารสักร้านเพื่อนั่งแช่ รอรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ

เราขึ้นรถทัวร์รอบ หนึ่งทุ่มครึ่งเหมือนเดิม เพื่อกลับกรุงเทพไปอาบน้ำ และก็ไปเรียนต่อเลย ระหว่างทางเจอทหารขอตรวจรถ เค้าขอดูบัตรประชาชนเรา แล้วเค้าก็ถามว่าไปไหนมา เราตอบว่า ไปเที่ยวปาย เค้าถามว่า อากาศหนาวไหม เราบอกว่าหนาว

เพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้นะเนี่ย รู้สึกตกใจเล็กน้อย นึกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นซะอีก แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

เรามาถึงกรุงเทพฯ ตี 4 กว่า แล้วก็ไปหอนัท เพื่ออาบน้ำ และเขียนบทส่งอาจารย์ แล้วก็ไปเรียนต่อเลย พอเรียนเสร็จแล้ว ก็กลับมาทำรายงานต่อ จะฟิตเกินไปแล้วช้าน

กลับบ้านอีกทีตอนเย็นๆ ถึงบ้านก็มืดพอดี ถึงบ้านแล้ว แต่ความรู้สึกที่มีต่อปายยังคงอยู่ เราก็ต้องกลับมาหาความจริงสักที

แม้เวลาจะผ่านไปประมาณ 2 เดือนแล้ว แต่เราก็ยังคงคิดถึงปาย




ภาพบรรยากาศบริเวณที่พัก



ลุงที่ขายน้ำ ข้างหน้าน้ำตก หมอแปง




ร้านที่ขายน้ำเต้าหู้ อร่อยมากๆ




 

Create Date : 12 มีนาคม 2551    
Last Update : 12 มีนาคม 2551 18:43:42 น.
Counter : 381 Pageviews.  

สอบเสร็จแล้วว



หลังจากเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือสอบ และ การเขียนบท มา 2 อาทิตย์กว่าๆแล้ว ในที่สุด ก็สอบเสร็จ และก็เขียนบทเสร็จสักที ดีใจสุดๆไปเลย วันนี้สอบเสร็จ ก็เลยไปดูหนังต่อ แม้ว่าจะได้นอนแค่ 2 ชั่วโมงก็เหอะ แต่ก็ขอปลดปล่อยนิดนึง เพื่อนอยากไปดูกังฟู ดังค์ มาก ก็เลยตามๆกันไป พอไปถึงก็ไปเจอตู้ตุ๊กตา มันก็ไปกดมา จับเก่งเกิ๊น จับ 3 ครั้ง ก็ได้ 3 ตัว เราก็เลยจิ๊กกลับมา 2 ตัว (ไม่เคยได้ตุ๊กตา) 5555 ขอบใจมากเพื่อน

หลังจากภูมิใจกับตุ๊กตาไปแล้ว เราก็ไปซื้อตั๊ว ไปดูหนังกัน หนังก็โอเคอ่ะนะ แต่ดูเป็นการ์ตูนมากไปหน่อย มันก็เลยไม่ค่อยติดใจเท่าไหร่ ติดใจแค่ท่าชู๊ต เท่ห์มากมาย นักแสดงก็ดูดีทุกคนเลย (หรือว่าเข้าไปดูนักแสดงว่ะเนี่ย)

หลังจากเปิดเรียนเทอม 2 มา รู้สึกว่างานจะเยอะมากมาย จนแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเลย คิดถึงเพื่อนๆมากมาย อยากเจอสุดๆไปเลย

ตอนนี้อาการนั้นกลับมาอีกแล้ว รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูกในหลายๆเรื่อง อารมณ์เดียวกันกับก่อนไปปายเลย และพอไปปาย กลับมาแล้ว ก็ไม่อยากกลับ ซะงั้น ยังติดใจบรรยากาศอยู่เลย

แต่คราวนี้แค่รู้สึกว่า อยากไปเที่ยวทะเลมากมาย หนังเรื่องเพื่อนสนิทบอกว่า คนที่มาเที่ยวทะเล มี 2 อย่าง ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก (หรือว่าจะหนีทั้ง 2 อย่าง) แต่จริงๆแล้ว แล้วการหนี มันก็ช่วยได้แค่ช่วงสั้นๆแหละ มันก็แค่สบายใจขึ้น หรือไม่แน่ การไปไหนคนเดียว อาจทำให้คิดมาก มากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ยิ่งหนียิ่งมาหา...........
ต่อให้ไปไกลแค่ไหน ต่อจะให้หนีไปไกลแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้น สุดท้ายแล้ว มันก็รู้สึกดีขึ้นแค่ช่วงแปปเดียวเท่านัั้้น ...................

สุดท้ายแล้ว หลังจากที่รู้สึกสบายใจขึ้น (ไม่มากก็น้อย) เราก็ต้องกลับมาเจอกับความจริง เราก็ต้องแก้ปัญหาอยู่ดี .................
แต่การที่เราจะหนีอะไรไปแปปนึง แล้วมันรู้สึกดีขึ้น แม้จะช่วงนิดนึง ก็ยังดีกว่า อยู่แบบเดิมๆ แต่ก็ทุกข์เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ใช่เหรอ?




อยากจะหลบไปหนีร้อนให้ไกลๆ ไกลที่สุดเลย ..............................




 

Create Date : 02 มีนาคม 2551    
Last Update : 2 มีนาคม 2551 1:39:47 น.
Counter : 203 Pageviews.  

ฤดูการสอบมาเยือนอีกครั้ง



เวลาเพิ่งผ่านไปแปปเดียว ฤดูแห่งการสอบก็มาเยือนอีกครั้งแล้วสินะ ต้องอ่านหนังสืออีกแล้ว ครั้งนี้หนักใจกว่ากลางภาคอีก เพราะว่าเราไม่ใช่แค่สอบ แต่เราต้องเขียนบทส่งอีก เซ็งมากๆ ส่งวันสอบเสร็จพอดี -*-


เทอมนี้เป็นอะไรที่เหนื่อยใจมาก เราไม่ค่อยได้เข้าเรียนเท่าไหร่เลย นี่ก็ยังไม่มีอะไรอยู่ในหัวจะไปสอบเลย เพิ่งทำงานทุกอย่างเสร็จวันนี้นี่แหละ แต่จะสอบวันอังคารนี้แล้ว งานใหญ่แล้วสิเรา


หายไปนานไม่ได้อัพเดทบล็อกเลยสินะ ครั้งล่าสุดก็ 22 มกราคม จะเดือนอยู่แล้วเพิ่งจะได้มาอัพบล็อกนี่แหละ กลัวว่ามันจะเน่า หายไปทำงาน ทั้งรายงานที่มีเกือบทุกวิชา เขียนบทที่แก้ไปสี่ห้ารอบแล้วแต่ก็ยังไม่ผ่านสักที สงสัยต้องดูหนังเยอะกว่านี้ซะแล้วว และที่หนักสุดๆก็คือ การทำหนังสั้น

การทำหนังสั้นยากมากตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการถ่ายทำเลย เรามีเวลาไม่ถึง 1 เดือน เพื่อถ่ายหนังสั้นและตัดต่อ เริ่มหนักใจตั้งแต่เขียนบทเลย เขียนไม่เป็น ไม่รู้เลยว่าควรไปทางไหน ตอนแรกเราแต่งหนังรัก แบบงงๆ ออกมา 1 เรื่อง แล้วปรากฏว่า ตอนที่ส่งบทอาจารย์นั้น มีแต่คนทำหนังรัก เราก็เลยคิดว่าอย่าทำดีกว่า และพี่จิตรก็บอกว่า อย่าทำเลยน้อง ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็เลยไม่ทำ


เราไม่รู้ว่าจะทำเรื่องอะไรดี เราก็เลยเลือกที่จะเสนอมุมมองอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งจริงๆแล้วเราว่าหนังเราคงดูไม่ค่อยเข้าใจ เพราะโครงเรื่องเราไม่ดี เราวางโครงเรื่องไม่เป็น

พอบทเสร็จ เราก็ต้องทำการ หาซื้ออุปกรณ์การถ่ายทำ กล้องอ่ะมีแล้ว เหลือไมค์บูม กับ สปอตไรท์ เราก็เลยไปเดินหาซื้อกับไอ้หมู มันก็ไปซื้อโครงสปอตไรท์มา 4 ตัว ตัวละ150 แล้วก็ซื้อสายไฟ และอุปกรณ์อื่นๆมาต่อเอง พอต่อเสร็จก็คำนวณเงิน ปรากฎว่าตกตัวละ300 จริงๆ ซื้อแบบต่อแล้วก็ได้นะ เฮอะๆ


พอได้อุปกรณ์เราก็คิดว่าถ่ายที่ไหนดี เราก็เลือกโลเคชั่นที่ม.ด้วย แต่พอจะถ่ายจริงๆ ปรากฏว่า เราปรับบทได้ โดยให้เหตุเกิดที่ห้องๆเดียวและจบที่ห้องๆเดียว ก็คือห้องไอ้นัทนั่นเอง 555 เราหานักแสดงไม่ทันจริงๆ เนื่องจากเวลาเรียนไม่ตรงกัน กำกับไม่ค่อยเป็น และกำหนดส่งเร็วเหลือเกิน เราก็เลย นัทมาแสดงให้ดิ แล้วก็เอาเพชรมาแสดงด้วย


พอเปิดกล้อง เราเป็นผู้กำกับ ก็สั่งแอคชั่นแบบไม่เต็มเสียง แบบงงๆ ว่าทำอะไรอยู่ นึกแล้วก็ตลกตัวเอง อีกทั้งเกรงใจเพื่อนกลัวเพื่อนรำคาญว่าเรื่องมาก และเกรงใจนักแสดงด้วย ให้เล่นหลายเทคเหลือเกิน กลัวว่ากลายเป็นกดดันนักแสดงไป แต่พอตอนหลังๆ ก็สั่งเต็มเสียงขึ้น จากแบบ ช่วยเงียบแปป จะถ่ายแล้ว น้ำเสียงแบบเกรงใจ กลัวกองเครียด แต่หลังๆ เริ่มกดดันตัวเอง กลายเป็น “เฮ้ย เมิงเงียบดิ กูจะถ่าย” เป็นงั้นไป แล้วจากแอคชั่นแบบงงๆ ก็กลายเป็น คำสั่งแอคชั่นที่มั่นใจมากขึ้น เราเริ่มคิดว่าการถ่ายก็สนุกดี แต่มันจะสนุกกว่านี้ ถ้าทุกคนตั้งใจมากกว่านี้ อาร์ตกับหมูก็คงคิดว่าเราทนได้ไงว่ะ เพื่อนแต่ละคนสนใจเสียเหลือเกิ๊น........... แต่แล้วก็ถ่ายเสร็จแบบงงๆ แบบว่าคงต้องถ่ายเพิ่ม เพราะบทไม่ค่อยโอเค ก็ยังงงๆกับบทตัวเอง 5555


มาถึงขั้นตอนหลังการถ่ายทำ คือ การตัดต่อนั่นเอง อันนี้หนักใจนิดหน่อย เพราะใช้โปรแกรมไม่เป็นเลย เริ่มจากเฮียหมู มาเริ่มตัดให้ก่อน หลังจากนั้นก็หัดเอง เพราะต้องตัดงานอังกฤษส่ง แล้วก็เริ่มพอใช้โปรแกรมเป็นมากขึ้น แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ วันสุดท้ายที่ตัดต่อ เพราะรุ่งขึ้นต้องส่งงานแล้ว เราเครียดเล็กน้อยเพราะกลัวไม่ทัน เราก็ค่อยๆตัดต่อ แบบ เอาแต่ละฉากมาเรียงๆ แล้วก็ทำเครดิตเฉยๆ ยังไม่ได้ทำภาพให้ต่อเนื่อง หรืออะไรเลย ก็เที่ยงคืน และแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้หาซาวน์ เรากับอาร์ต ก็เลยไปร้านเน็ต เพื่อเซฟซาวน์ และเวลาก็ผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เวลาตี 1 เรารีบเร่งกลับห้องเพื่อตัดต่อต่อ เพราะกลัวไม่ทัน ปรากฏว่าขึ้นไปบนห้อง เพื่อนๆนั่งดื่มเบียร์กันอย่างสนุกสนาน ขอบใจนะ ได้ข่าวว่าส่งงานพรุ่งนี้ โกรธมากๆ แต่อาร์ตห้ามไว้ เรานั่งตัดแบบช้ามากๆ ไอ้ต้อมเห็นคงรำคาญมั้ง มันก็มาตัดให้ ช่วยได้เยอะทีเดียวเพื่อน และแล้วงานทั้งหมดก็เสร็จตอนตี 3 กว่า เรานอนตอนตี 4 เนื่องจากคืนก่อนนั้นตัดงานอังกฤษถึง 6 โมงครึ่งในตอนเช้า และตื่น 8 โมงเพื่อไปเรียน วันต่อมาต้องตัดหนังสั้นถึง ตี 4 กว่า เราก็บอกว่าขอนอนแล้วนะไม่ไหวแล้ว ฝากเพื่อนปริ้นบท และไรท์แผ่นให้ด้วย


ในที่สุดงานเราก็เสร็จ วันต่อมาเราไปเรียนสาย ไป 10 โมง เพราะตื่นสาย ทำงานดึก บวกกับไม่สบายมาหลายวันแล้ว พอไปถึงห้อง อ.ก็เอางานไปเปิด รู้สึกอายงานตัวเองมากกๆ อ.ก็ติหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็บอกว่า ถือว่าดีแล้ว สำหรับหนังเรื่องแรก ตอนอ.ทำเรื่องแรกแย่กว่านี้เยอะ ก็พอดีได้เพื่อนดีมาช่วยอ่ะค่ะอาจารย์ อิอิ


วันนี้เป็นการเรียนวันสุดท้ายของปี 2 เทอม 2 (จะได้ขึ้นปี 3 แล้ว) เราต้องสอบ แต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้ง เพราะเทอมนี้เราไม่ค่อยได้เข้าเรียนเลย งานเยอะมาก ตอนนี้ยังไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย จะสอบผ่านมั้ยเนี่ย แต่ที่หนักใจกว่านั้นก็คือ เขียนบท ที่โดนแก้มา 4-5 ครั้งแล้ว ก็ยังไม่ผ่าน จะเอาอะไรกับชั้นอีกว่ะเนี่ย


หลังจากนี้ 2 อาทิตย์คงไม่ได้อัพบล็อก หรืออาจจะแอบมาอัพ เวลาเครียดก็เป็นได้







ปล.1 แอม กับยี้ ขอโทษที ที่วันศุกร์ไปไม่ได้ งานกูเยอะมากจริงๆว่ะแก




ปล. 2 พี่จิตร จอมต้องผ่านเขียนบทให้ได้ หมั่นไส้อ. แต่ว่าไม่รู้ว่าจะรอดไปนอนหยอดน้ำเกลือมั้ยนะพี่ เพราะสอบตั้ง 7 ตัว ต้องเอาเวลามาเขียนบทอีก เหอะๆ ล้อเล่น แค่นี้เอง ต้องสู้ๆต่อไป




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2551 23:34:10 น.
Counter : 215 Pageviews.  

เวลาแห่งความสุขมันผ่านไปเร็วอีกแล้ว

หลังจากไปปายกลับมา เวลาแห่งความสุขมันช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆ ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ไหน แต่สักวันเราก็ต้องเจอกับความจริงอยู่ดี


แม้ว่าเราพยายามจะหนีความวุ่นวายจากในเมือง ทั้งกาย และใจ ไปแล้ว แต่ไม่ว่ายังไงพอกลับมา ก็ต้องเจอกับความจริง และความวุ่นวายเหมือนเก่า


หลายๆครั้งก็คิดว่าจะหนีไปเพื่ออะไร ในเมื่อกลับมา ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สบายใจไปได้พักนึงล่ะนะ ก็ดีกว่าอยู่กับสิ่งเดิมๆ อยู่ที่เดิมๆ คิดแต่เรื่องเดิมๆ อย่างน้อยไปเปิดหูเปิดตา ไปเห็น พบ เจอ ในบางสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไปพบปะคนอื่นบ้าง ก็คงจะทำให้เราคิดอะไรได้บ้าง


แต่นั่นก็ทำให้ค้นพบอะไรบางอย่างไปด้วย ว่าไม่ว่าจะพยายามหนีเท่าไหร่ มันก็ยิ่งวิ่งหาเราเร็วเท่านั้น เมื่อไหร่นะ จิตใจจะเป็นปกติ


เมื่อไหร่นะจะลืมในสิ่งที่ควรลืมได้สักที...................


เวลาผ่านไป งานก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลืม แต่กลับยิ่งคิดมากกว่าเดิม ทั้งๆที่งานก็ล้นมือขนาดนี้ ทำไมนะ


ทั้งๆที่ มีทีวีให้ดู มีหนังให้ดูเต็มบ้าน แต่กลับรู้สึกวังเวง…………..
รู้สึกช่วงนี้ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ที่เดิม ทุกเย็น ทุกค่ำ ต้องออนเอ็ม ไม่รู้จะออนไปทำไม แต่พอออนแล้วรู้สึกสบายใจกว่าไม่ออน มันเป็นเพราะเราติดเอ็ม หรือเป็นเพราะว่าเรากำลังรออะไรกันแน่..............


หลายๆวันนี้คุยกับหลายๆคน บางคนก็พูดอะไรแปลกๆ เหมือนเราเป็นเด็ก แค่บอกว่า สักวันจะรู้เอง แล้วรู้อะไร? หรือว่าเรายังเป็นเด็กไม่รู้จักโต ที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี...........


เราพยายามตามหาความฝันที่เราต้องการ แต่ตอนนี้ก็ยังคงหาไม่พบ........ หวังว่าสักวันคงจะเจอนะ


เพิ่งค้นพบความจริงเมื่อไม่นานมานี้ หรือว่าอาจจะนานแล้ว แค่เราไม่สังเกต ไม่มองมันดีๆเท่านั้นเอง เราเพิ่งรู้ตัวว่าเราเป็นคน “มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง” เมื่อรู้ตัวก็หันกลับมามองตัวเอง จริงๆแล้วเราชอบอยู่คนเดียว ไม่ใช่ทั้งวันหรอกนะ ก็แค่บางเวลาเท่านั้น แต่ในกลางคืนของทุกๆวัน ต้องขอเวลาให้อยู่คนเดียว ให้ได้คิดอะไร ............


คิดอะไร นั่นสิ สิ่งที่คิดก็เหมือนเดิมทุกวัน แต่มันหยุดคิดไม่ได้ หยุดให้คิดเรื่องอื่นๆไม่ได้ ทั้งๆที่พยายาม..................


สักวันคงจะลืมมันไปเอง รอให้เวลาผ่านไป เพื่อลืมมัน..................
ค้นพบความจริงอีกอย่างว่า ในทุกๆอย่างมันก็ต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดา


ไม่มีใครที่ไปถึงจุดหมายโดยไม่ล้มลงก่อน


เรากำลังพยายามเดินไปสู่จุดหมาย โดยได้แค่หวังว่า จะล้ม และเจ็บน้อยที่สุด เราไม่กลัวเจ็บกายหรอกนะ แต่กลัวมันเจ็บที่ใจมากกว่า...................


เรื่องที่เขียนวันนี้ ไม่อยากถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว หรือเป็นคำพูดที่ชัดเจน ไม่รู้ทำไม มันคงเหมือนจิตใจเราตอนนี้ล่ะมั้ง ที่ไม่ปกติ

ไม่สามารถถ่ายทอดอะไรที่เป็นปกติได้

พยายามบอกทุกคนว่า มีงาน จะไม่ออนเอ็มนะ

แต่ทุกครั้งกลับต้องเผลอไปคลิ๊กปุ่มออนเอ็ม

มันคงจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้วแหละนะ ที่รออะไรบางอย่าง

แต่สิ่งนั้นก็ไม่เคยตอบสนองเลย ...........

ถามตัวเองทุกครั้งว่ารอไปทำไม........... สุดท้ายก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี


พี่จิตรบอกว่าช่วงนี้แพ้กลางคืน ไม่เป็นไรพี่จิตร ตอนนี้มีคนแพ้กลางคืนไปด้วย แต่หนักกว่า เพราะตอนนี้คงต้องรีบปั่นงานแล้วแหละ ไม่งั้นก็คงเรียนไม่จบ แฮะๆ ต้องแพ้กลางคืนเพราะปั่นงาน เฮอะๆ (มันคนละเรื่องกันเลยเนอะ) ก็มัวแต่คิดแต่เรื่องไร้สาระ เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้อยู่

สุดท้ายแล้วก็ต้องปลอบตัวเอง และก็ต้องทำให้ได้ด้วย ก็คือ หันมารักตัวเอง

สู้เว่ย ต้องผ่าน 2 ตัวนี้ให้ได้ เพราะมันคืออนาคตของเรา เราจะต้องมาสู้เพื่อพ่อแล้วแหละ


ใครที่ขาดกำลังใจ ก็สู้ต่อไปนะ ยังมีคนที่เหนื่อยและท้อเหมือนคุณเช่นกานนน




 

Create Date : 22 มกราคม 2551    
Last Update : 22 มกราคม 2551 17:07:58 น.
Counter : 238 Pageviews.  

เปิดเรียนอีกครั้ง หลังหยุดยาว

ช่วงเวลาหยุดปีใหม่ได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเปิดเรียนซะแล้ว จริงๆเปิดตั้งแต่วันพุธที่ 2 แล้วแหละ แต่โดด ไหนๆก็โดดแระ พฤหัสอีกวัน มีเพื่อนไปเรียนคนหนึ่ง มันโทรมาบอกว่า อาจารย์ให้ทำรายงาน จะทำอะไรดี เราก็เอานี้ละกัน ภาพยนตร์กับการเมือง งานเข้าเลยทีนี้ "ถ้าจะเอาอันนี้นะ เธอต้องไปหาประวัติผู้กำกับมา วิเคราะห์ด้วยว่า ผู้กำกับคนนี้ก่อนหน้านี้ทำหนังอะไรมาบ้าง แล้วเค้านึกยังไงถึงมาทำหนังการเมือง และก็หามาด้วยทั้งฝั่งยุโรป แล้วก็เอเชีย" คือนี่วิชาภาพยนตร์ศึกษา หรือว่า วิชา โพลิติก ว่ะเนี่ย แล้วจะเอาซะยาก ยากกว่าวิชาสาขาอีกนะเนี่ย ช่วยบอกได้มั้ยว่านี่มันเป็นตัวนอกอ่ะ

วันศุกร์เราก็ไปเรียนอย่างที่คิดไว้ วิชาดีไซน์ อ.เปิดหนังให้ดู หลับครับท่าน ง่วงอย่างแรงงงง ตอนแรกอ.จะให้วิเคราะห์ คือนักเรียนมาเรียนกัน 6 คน แล้วยังนั่งหลับกันอีก อ.เลยบอกว่า วันนี้พอแค่นี้ละกัน (อ.รู้ใจนะเนี่ย)

คาบที่ 2 แอคติ้ง ให้ตายเหอะ สอบคร่า สอบ -*- ออกไปเล่าเรื่องที่ได้รับมา -*- รู้สึกว่าจะเป็นหนังสือของคุณวินทร์ เลียววาริณ เรื่อง "เบื้องบนยังมีแสงดาว" เป็นหนังสือที่ดีมาก จากการอ่าน และที่เพื่อนออกไปแสดง แบบ ชอบอ่ะ อยากได้ แต่ยังไม่มีตังค์ ถ้ามีต้องซื้อมาอ่านแน่ๆ คาดว่าอีกไม่เกิน 2 ปี จะมีหนังสือคุณวินทร์ ครบทุกเล่ม (ถ้าว่างอ่านนะ)

วันนี้ ไปเรียนวิชาการพูดมา นักเรียนก็ยังคงมาน้อย แต่ก็เยอะกว่าที่คิด พอเรียนเสร็จ อาจารย์บอกว่าให้เป็นของขวัญปีใหม่ละกัน ไม่เช็คชื่อ -*- ซะงั้น

คาบบ่าย อีติก ให้ตายเหอะ มันมีเวลาแค่ 10 นาทีระหว่างเปลี่ยนคาบ เราก้เลยต้องไปกินข้าวก่อน มันไม่ไหวจริงๆหิวมาก เรตไปประมาณครึ่งชั่วโมง ขึ้นไป อ.เขียนไว้บนกระดานว่า งดสอน แล้วให้รายงานมาแทน -*-

ช้านมาเรียนทำไมวันนี้

โปรแกรมใหม่บังเกิดคร่า หันไปมองหน้าเพื่อน ไปเจเจกาน และแล้วก็ไปกันทั้งหมด 3 หน่อ เพราะมากัน 3 คน -*-

ไปถึง พาไอ้คุณเพชรไปซื้อกระเป๋าก่อนเลย (กระเป๋าเดินทาง) เดินไปเจอร้านนึง "ทั้งร้าน 199 " เห็นกระเป๋าใบใหญ่ได้ใจ เลยเดินเข้าไปถาม (เพราะบางทีมันจะบอกว่าใบเล็กไง 199 ใบใหญ่จะแพงกว่า) แต่ปรากฎว่าราคาเดียวกันทุกใบ
แม่เจ้า ถูกมากๆ มันก็เลยซื้อมา 2 ใบ ใบเล็กกับใบใหญ่

คุณเธอตั้งใจว่า จะซื้อกระเป๋าลากแบบไปต่างประเทศ งบ ไม่เกินพันห้าคร่า พอไปดู มัน เกือบ 2 พันห้า ก๊ากกกกกกกกกกกกก มันก็เลยไม่เอา

แล้วไปเจอ 199 ถูกใจมันมาก แต่ลากไม่ได้

คือได้ข่าวว่าจะไปปาย แกจะลากไปไหนเหรอ ได้ข่าวว่าขึ้นเขา คุณนายนี่ก็

วันนี้ไปเจเจ ว่าจะไม่ซื้ออะไรแล้วนะ ได้ของกลับมาเยอะเลย จริงๆก็ของกระจุกกระจิกแหละนะ ไม่เกิน 200 แต่ก็จะแกลบแระ เพราะเมื่อวันก่อนเผลอใช้เงินเยอะไปหน่อย ต้องออมไว้ก่อน เดี๋ยวใช้ไม่ถึงปลายเดือน


วันนี้เจอตู้บริจาคเงิน สำหรับวัดพระบาทน้ำพุ เราไม่มีเศษเงินเลย แต่อยากให้ 20 อ่ะ แต่มีแต่แบงค์ร้อย ก็ลังเลอยู่เพราะว่ามีเศษเหรียญน้อยมากอ่ะ ระหว่างนั้นก็มีคนพิการทางสายตา ที่ร้องเพลงยังชีพ เดินตัดหน้าเราไป เกือบชน เราก็งงว่าเค้าจะไปไหน เค้าเดินตรงไปที่กล่องรับบริจาค และหยิบเงินออกมา 20 บาท หย่อนใส่ตู้
เราขนลุกทันที ควานหากล้องในกระเป๋า จะถ่ายๆ แต่ไม่ทันเสียแล้ว

เราก็เลยเอาเศษเงินเท่าที่มีไปหย่อนใส่ตู้ จะใส่แบงค์ร้อยก็ไม่ไหว เกินกำลังเรามากมาย เพราะเดี๋ยวมีใช้ไม่ถึงปลายเดือน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใส่เยอะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ใส่แหละนะ

เราได้ข่าวมาว่า วัดพระบาทน้ำพุจะปิด ถ้าหากมีเงินไม่พอ ถ้ามันเป็นจริง ใครที่มีศรัทธา หรือมีกำลัง ก็ช่วยสมทบทุนเข้าไปหน่อยเถอะ

ภาพคนพิการทางสายตา ที่เลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลงที่เราเห็น คิดดูนะว่าขนาดว่าเค้าไม่ครบ 32 เหมือนเรา เค้ายังคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นเลย แล้วเราที่ครบ 32 ล่ะ

ช่วยกันหน่อยเถอะนะ

http://www.phrabatnampu.com/

ปล. เรามีโครงการดีๆมาบอก โครงการ "สัปดาห์ ฉลาดไม่ซื้อ"
ติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.wechange555.com/ นะจ๊ะ














ปล. ภาพพวกนี้เอามาจากงาน 9 Day in the Kingdom ที่เซ็นทรัลเวิร์ด
(คือถ่ายจากภาพที่แสดงอีกที)




 

Create Date : 05 มกราคม 2551    
Last Update : 5 มกราคม 2551 23:36:44 น.
Counter : 207 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ปากกาไฮไลท์สีแดง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปากกาไฮไลท์สีแดง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.